ข่าวในกระแส

คนละครึ่ง 2568: อัปเดตล่าสุด สิทธิประโยชน์ที่ควรรู้!

อัปเดตล่าสุด คนละครึ่ง 2568! โครงการที่หลายคนรอคอย กลับมาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เตรียมตัวให้พร้อม เพราะรายละเอียดล่าสุดอาจทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมโครงการได้ง่ายขึ้น

ข่าวล่าสุดระบุว่า รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี กำลังพิจารณาฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยอาจมีการปรับปรุงเงื่อนไขการลงทะเบียนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยได้รับสิทธิจากโครงการรัฐอื่นๆ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าโครงการ “คนละครึ่ง 2568” นี้ จะเริ่มเปิดให้ใช้ได้ประมาณเดือนตุลาคม 2568 โดยใช้งบประมาณจากปี 2569 ซึ่งจัดสรรไว้สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท

ข้อมูลจากปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่นี้ จะแบ่งผู้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกลุ่มประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับผู้เสียภาษีเงินได้ฯ จะได้รับสิทธิพิเศษที่เรียกว่า “รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%” หรือในรูปแบบ 60:40 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิในกลุ่มนี้ประมาณ 11 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่รัฐบาลต้องการสนับสนุนให้เข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะยังคงได้รับสิทธิในรูปแบบ “จ่ายคนละครึ่ง” หรือ 50:50 คือรัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเอง 50%

คนละครึ่ง 2568 ใครได้บ้าง

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง 2568 นั้น คาดว่าจะยังคงคล้ายกับโครงการที่ผ่านมา โดยจะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด เมื่อลงทะเบียนสำเร็จแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • ประชาชน: ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
  • ร้านค้า: ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า

เงื่อนไขและคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง 2568 (เบื้องต้น)

  • มีบัตรประจำตัวประชาชน และเป็นบุคคลสัญชาติไทย
  • อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน
  • ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

ทั้งนี้ เงื่อนไขและคุณสมบัติข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล ดังนั้นจึงควรรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ โครงการ คนละครึ่ง 2568 นี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและวางแผนรายละเอียดต่างๆ ดังนั้น ข้อมูลที่นำเสนอในขณะนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ

โครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก หากมีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดี โครงการนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

ที่มา – อัปเดต “คนละครึ่ง 2568” 11 ล้านคน ได้สิทธิรัฐช่วยจ่าย 60:40

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่คลองเปรม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร คือการที่ครอบครัวได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566 ภายใต้ระเบียบและข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ การเยี่ยมครั้งนี้ถือเป็นที่จับตามองของสังคมและสื่อมวลชน

ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยาของนายทักษิณ พร้อมด้วยบุตรสาวทั้งสองคน คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นอกจากนี้ยังมีทีมทนายความ นำโดยทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ร่วมเดินทางไปด้วย

ทางกรมราชทัณฑ์ได้เตรียมความพร้อมของเรือนจำกลางคลองเปรมสำหรับการเยี่ยมญาติในครั้งนี้ โดยเป็นการเยี่ยมผ่านกระจก และมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเพื่อแนะนำระเบียบและข้อห้ามต่างๆ การเยี่ยมในครั้งแรกนี้ ทางเรือนจำได้อนุโลมให้เวลา 1 ชั่วโมง แต่สำหรับการเยี่ยมครั้งต่อไป จะจำกัดเวลาที่ 30 นาทีต่อครั้ง และอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมได้พร้อมกัน 3-4 คน

รายละเอียดการเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก

  • ผู้เข้าเยี่ยม: คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร, นางสาวพิณทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และทีมทนายความ
  • สถานที่: เรือนจำกลางคลองเปรม
  • ลักษณะการเยี่ยม: เยี่ยมผ่านกระจก
  • ระยะเวลา: 1 ชั่วโมง (ครั้งแรก), 30 นาที (ครั้งต่อไป)
  • จำนวนผู้เยี่ยม: 3-4 คนต่อครั้ง

การเดินทางมาเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ของครอบครัวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่พวกเขามีต่อนายทักษิณ แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะของผู้ต้องโทษ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว และความรักความผูกพันที่ยังคงอยู่ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การได้รับกำลังใจจากคนในครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

ที่มา – ครอบครัวเข้าเยี่ยม “ทักษิณ” ครั้งแรก ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

“แม้ว สุทัศน์” ขอบคุณชาวเชียงราย สู้ต่อ!

“สุทัศน์ ยาละ” หรือ “แม้ว สุทัศน์” ยอมรับว่าผิดหวังเล็กน้อยกับผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ชาวเชียงรายได้มอบให้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

“แม้ว สุทัศน์” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของชาวเชียงราย ยอมรับผิดหวังแต่ครั้งหน้าสู้ต่อ

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น. ณ ศูนย์ประสานงานพรรคประชาชน บ้านใหม่ธาตุทอง ตำบลสถาน อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม เบอร์ 2 เขต 7 จังหวัดเชียงราย ได้ติดตามสถานการณ์การนับคะแนน ซึ่งในขณะนั้นนับไปแล้วเกือบ 82 เปอร์เซ็นต์

นายสุทัศน์กล่าวว่า การนับคะแนนใกล้เสร็จสิ้นแล้ว และต้องยอมรับผลที่ออกมา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบความไว้วางใจให้แก่ตนเองและพรรคประชาชน “ถ้าถามว่าผิดหวังไหม ก็ต้องยอมรับว่าผิดหวังอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เราจะมุ่งหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่เหมือนเดิม ทั้งในส่วนของพรรคและในฐานะจิตอาสาที่พร้อมช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชน” นายสุทัศน์กล่าว

“แม้ว สุทัศน์” ยืนยันสู้ต่อ

เมื่อถูกถามถึงการลงสมัครรับเลือกตั้งในสมัยหน้า นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เขต 7 ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะสู้ต่อไป “เรายังมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่เหมือนเดิม และเราเชื่อมั่นว่าการทำงานของพรรค รวมถึงความร่วมมือจากหลายภาคส่วน จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าผลการนับคะแนนครั้งนี้ พบว่ามีจำนวนบัตรไม่เลือกผู้ใดสูงถึง 9,886 คะแนน สำหรับผู้สมัครเบอร์ 2 ที่มีคะแนนต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีการวิเคราะห์จากกลุ่มชาวบ้านว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสการเมืองในระดับประเทศ รวมถึงประเด็นปัญหาชายแดนที่ส่งผลให้กระแสของพรรคประชาชนอ่อนลง อย่างไรก็ตาม ฐานเสียงยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ นอกจากนี้ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นจำนวนหนึ่งไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์

นอกจากนี้ พื้นที่เขต 7 ถือเป็นพื้นที่หัวคะแนนและฐานเสียงเดิมของพรรคเพื่อไทยที่ยังคงเหนียวแน่น ประกอบกับกระแสความเห็นใจที่มีต่ออดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องโทษจำคุก ได้กระตุ้นให้คะแนนเสียงเทไปให้กับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยอย่างถล่มทลายเกินความคาดหมาย เนื่องจากผู้สมัครทั้งสองต่างเป็นหน้าใหม่ในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งก่อนหน้านี้คาดการณ์ว่าคะแนนเสียงน่าจะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก

การที่ “แม้ว สุทัศน์” ออกมาขอบคุณทุกคะแนนเสียงและยืนยันที่จะสู้ต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่เชียงรายต่อไป แม้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

  • ทำการบ้านให้หนักขึ้น: วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตนเองและคู่แข่ง
  • เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น: รับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
  • สร้างความแตกต่าง: นำเสนอแนวคิดและนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • ทำงานเป็นทีม: สร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับทุกภาคส่วน

การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการมีใจที่พร้อมจะรับใช้ประชาชนและสร้างประโยชน์ให้กับสังคม แม้ว่าเส้นทางจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและก้าวไปสู่เป้าหมายได้ในที่สุด

ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือการให้กำลังใจและสนับสนุนให้ “แม้ว สุทัศน์” และนักการเมืองทุกคนที่มุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ได้มีโอกาสในการพัฒนาประเทศของเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “แม้ว สุทัศน์” ขอบคุณทุกคะแนนเสียงของชาวเชียงราย ยอมรับผิดหวังแต่ครั้งหน้าสู้ต่อ

อัปเดต ผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ล่าสุด

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการนับคะแนนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการแข่งขันทางการเมืองครั้งนี้

อัปเดต ผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ดำเนินการนับคะแนนการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ โดยเมื่อนับคะแนนไปแล้วกว่า 60% พบว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ยังคงนำหน้านายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ด้วยคะแนนที่ห่างกันกว่า 1.5 หมื่นคะแนน

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 แบบไม่เป็นทางการ ล่าสุดเมื่อเวลา 18.55 น. ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงราย ได้นับคะแนนไปแล้ว เกินกว่า 84% นับไปแล้ว 183 หน่วย จากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 285 หน่วย พบว่า:

  • นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนไปแล้ว 27,845 คะแนน
  • นายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้คะแนนไปแล้ว 12,600 คะแนน

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ก่อนปิดหีบเลือกตั้งว่า ได้ใช้ศูนย์อำเภอแม่จัน เป็นสถานที่ใช้รวมผลคะแนนเขตเลือกตั้งที่ 7 คาดว่าน่าจะทราบผลคะแนนเลือกตั้งไม่เกิน 21.00 น.

ความสำคัญของ ผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตัดสินใจของประชาชนในพื้นที่เขต 7 จังหวัดเชียงราย ว่าใครจะเป็นผู้แทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะมีผลต่อการกำหนดนโยบายและการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต

ผลการเลือกตั้งที่ออกมานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ และอาจส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองในระดับประเทศต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้พรรคประชาชนได้เรียนรู้และปรับปรุงกลยุทธ์เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า

การติดตามอัปเดต ผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจในการเมืองไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงแนวโน้มและความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตัดสินใจของผู้คนในเขต 7 เท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญไปยังพรรคการเมืองต่างๆ และประชาชนทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นบทเรียนและแรงบันดาลใจให้กับการเมืองไทยในอนาคต

ดังนั้น การมีส่วนร่วมในการติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างรอบด้าน และเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง

สำหรับใครที่กำลังมองหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเมืองไทย หรือต้องการติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและเป็นกลาง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – อัปเดต ผลเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 นับแล้ว 60 % “สง่า” ยังนำพรรคประชาชน

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ไร้ร้องเรียน รู้ผล 3 ทุ่ม

กกต. เผย เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ยังไม่พบเรื่องร้องเรียน ขอบคุณทุกพรรคที่หาเสียงภายใต้กติกา ย้ำทราบผลไม่เกิน 3 ทุ่ม

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความเรียบร้อยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยกล่าวว่า ตั้งแต่เปิดหน่วยเลือกตั้งในเวลา 08.00 น. สถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และขอขอบคุณผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขต 7 จังหวัดเชียงราย ที่ออกมาใช้สิทธิ์ แม้ว่าสถานการณ์อาจจะไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร จากการตรวจตามหน่วยเลือกตั้ง คาดการณ์ว่าจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์น่าจะเป็นที่น่าพอใจ

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่แท้จริงจะต้องรอสรุปหลังปิดหน่วยเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. จึงจะทราบผลอย่างเป็นทางการ และจะทราบว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ นายแสวงยังกล่าวถึงความเห็นใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง โดยเฉพาะในบางเขตเลือกตั้ง เช่น อำเภอเชียงแสน ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) แทนตำแหน่งที่ว่างเช่นกัน ทำให้ประชาชนอาจเกิดความสับสนระหว่างการเลือกตั้ง สจ. กับ สส. จนอาจทำให้เกิดบัตรเสียได้

นายแสวงยังเน้นย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่พบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และยังไม่มีการคัดค้านผลการเลือกตั้งแต่อย่างใด สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องเรียนใดๆ ซึ่งต้องขอขอบคุณพรรคการเมืองและผู้สมัครที่หาเสียงภายใต้กรอบกติกา และหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทุกเขตเลือกตั้งจะเป็นเช่นนี้ รวมถึงขอขอบคุณทีมงานผู้สมัคร ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะอนุกรรมการ และกรรมการเขต ตลอดจนผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่ได้ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ” นายแสวงกล่าว

นอกจากนี้ นายแสวงยังกล่าวถึงการนับคะแนนที่ศูนย์อำเภอแม่จัน ซึ่งเป็นสถานที่รวมผลคะแนนของเขตเลือกตั้งที่ 7 โดยจะมีการรายงานคะแนนแบบเรียลไทม์ และจากการสอบถามกรรมการเขตเลือกตั้ง คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ไม่เกินเวลา 21.00 น.

เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7

ความคืบหน้าล่าสุด เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7

การเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีรายงานการร้องเรียนหรือการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม ผลการเลือกตั้งที่คาดว่าจะทราบในคืนนี้ จะเป็นตัวแทนของประชาชนในเขต 7 จังหวัดเชียงรายต่อไป

การที่ กกต. ย้ำว่าจะทราบผลเลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ไม่เกิน 3 ทุ่ม แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และการให้ความสำคัญกับการรายงานผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – เลือกตั้งซ่อมสส.เชียงราย เขต 7 ยังไม่พบเรื่องร้องเรียน กกต. ย้ำทราบผลไม่เกิน 3 ทุ่ม

คนละครึ่ง 2568 มาเมื่อไร? เงื่อนไขล่าสุด!

คนละครึ่ง 2568 : อัปเดตความคืบหน้าล่าสุด ได้เมื่อไร ขณะที่ สช. ชงไอเดีย ฟิตเนสคนละครึ่ง หนุนคนออกกำลังกาย

ความคืบหน้า “คนละครึ่ง 2568” หลังจากที่ “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดคืนชีพโครงการคนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน เบื้องต้นงบประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

คนละครึ่ง 2568 ได้เมื่อไร

สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่ หรือ คนละครึ่ง 2568 คาดการณ์ว่าเริ่มใช้ได้เร็วสุด เดือนตุลาคม 2568 นี้ โดยนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ความเร็วในการแถลงนโยบายจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ด้วย หากรัฐบาลแถลงนโยบายแล้วสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ภายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะจบ 30 กันยายนนี้ หากหลังจากนั้นจะต้องไปใช้งบประมาณปี 2569

ขณะที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ตอบคำถามไว้ว่า “โครงการคนละครึ่งจะได้ใช้เร็วสุดเมื่อไรนั้น คิดว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์ หลังจากมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ระยะเวลาจะตามที่ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดไว้”

เงื่อนไขใหม่ “คนละครึ่ง 2568” คนเสียภาษีได้สิทธิ 60:40

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษี หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

สำหรับแหล่งเงินทุน รัฐบาลมีวงเงินเหลือจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดก่อน 25,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที หากใช้วงเงินนี้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้เร็ว แต่ขนาดของโครงการจะขยายใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องรอการตัดสินใจจากนโยบาย

โครงการ คนละครึ่ง 2568 ใครได้บ้าง

สำหรับโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมา จะเปิดให้ประชาชนและร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตามวันและเวลาที่กำหนด เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว ให้ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปพลิเคชัน ดังนี้

  • ประชาชน ติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่าย
  • ร้านค้า ติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากการขายสินค้า

ชงไอเดีย “ฟิตเนสคนละครึ่ง”

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการประชุมคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วยการสานพลังสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน เป็นประธาน เพื่อร่วมกันหารือถึงความคืบหน้าและแนวทางในการลดโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ตามมติสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นฯ ที่มุ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำมติไปขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อส่งเสริมการสร้างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมเพื่อลดโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs Ecosystem

นพ.โสภณ เปิดเผยว่า ปัจจัยของการลดโรค NCDs ต้องมุ่งความสำคัญในสองเรื่อง ได้แก่ การลดน้ำหนักควบคู่กับการออกกำลังกาย เรื่องนี้สามารถขับเคลื่อนได้ทั้งสองระดับคือในระดับนโยบายส่วนกลาง ที่ต้องแสวงหามาตรการหรือนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาพกว้าง กับอีกส่วนคือการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กร หรือชุมชน ที่จะนำเครื่องมือหรือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของแต่ละแห่ง

นพ.โสภณ กล่าวว่า ในระดับนโยบายตัวอย่างเช่น หากปัจจุบันมีการพูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการ “คนละครึ่ง” เราจะนำมากระตุ้นการออกกำลังกายด้วยได้หรือไม่ เมื่อประชาชนไปสมัครฟิตเนสแล้วรัฐช่วยออกให้อีกส่วนแบบนี้เป็นต้น ซึ่งบางองค์กรเอกชนก็มีการทำในลักษณะนี้ หรือ “หวยเกษียณ” ที่เป็นการออมเงินและลุ้นรางวัล ถ้าเอามาใช้กับกิจกรรมทางกายภาพ เดินออกกำลังกายสะสมเป็นแคลอรีเครดิตแล้วมาลุ้นรางวัลได้ เหล่านี้คือกลไกที่สามารถออกแบบมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสภาวะแวดล้อมเพื่อลดโรค NCDs

ขณะเดียวกันในระดับพื้นที่เอง ก็สามารถดำเนินเป็นนโยบายของท้องถิ่น ตัวอย่างเช่นกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ใช้กลไกภาษีที่ดินกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำที่ดินเปล่ารกร้างมาให้ กทม. ทำสวน 15 นาที เป็นการปรับสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางกาย (Physical Activity: PA) หรือบางจังหวัดนำเครื่องมือ Calories Credit Challenge (CCC) ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปสร้างแรงจูงใจให้คนออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนี้อีกส่วนสำคัญคือพัฒนาระบบฐานข้อมูล Big Data รวมถึงระบบการกำกับ ติดตาม ประเมินผล เพื่อที่จะสามารถชี้วัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสุขภาพของประชาชนได้

“สำหรับรัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีเองก็เคยเป็น รมว.สาธารณสุข เชื่อว่าท่านรู้ว่าคุณภาพชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ มาตรการอะไรที่ดีและตรงกับนโยบายของท่าน ก็น่าจะถูกดึงไปขับเคลื่อนได้ในเร็ววัน ซึ่งก็ต้องรอติดตามกันต่อไป แต่ความจริงแล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีนโยบายระดับประเทศออกมาเท่านั้น เพราะในระดับจังหวัด องค์กร ชุมชน ล้วนสามารถเดินหน้าทำในภาพของแต่ละแห่งไปได้เลย มีอะไรเป็นนวัตกรรม รูปแบบการขับเคลื่อนที่ดี ก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายไปด้วยกัน” นพ.โสภณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้งจากรัฐบาล หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

โครงการคนละครึ่ง 2568 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าสนใจ และอาจมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด!

ที่มา – อัปเดตล่าสุด “คนละครึ่ง 2568” ได้เมื่อไร เปิดเงื่อนไขใครมีสิทธิร่วมโครงการ

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้


ทักษิณ ชินวัตร” กักโรคครบ 5 วัน เตรียมเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมในวันที่ 15 ก.ย. นี้ อาการโดยรวมดีขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ โดยเบื้องต้นจะพักอยู่ในเเดนผู้สูงอายุก่อนเพื่อรอการจัดเเบ่งเเดน

วันที่ 14 กันยายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เข้าสู่กระบวนการกักโรคโควิด-19 เป็นเวลา 5 วัน ภายในเเดนเเรกรับของเรือนจำกลางคลองเปรม ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะสิ้นสุดการกักโรคในวันที่ 13 กันยายน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเยี่ยมญาติในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน

ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขัง และการดูแลกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเยี่ยมผู้ต้องขังไว้ดังนี้

  1. บุคคลภายนอกต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ในการเข้าเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง โดยต้องเเสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่ออกโดยราชการที่มีรูปถ่าย เเก่เจ้าพนักงานเรือนจำ เพื่อบันทึกข้อมูลของผู้มาติดต่อเป็นหลักฐาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับผู้ต้องขัง ธุระ หรือประโยชน์ในการเข้าเยี่ยม
  2. การเยี่ยมหรือติดต่อ จะอนุญาตเฉพาะผู้ต้องขังที่ได้รับสิทธิ์เท่านั้น
  3. การเยี่ยมหรือติดต่อต้องเป็นไปตามวันเเละเวลาที่เรือนจำกำหนด หากมีเหตุพิเศษที่จำเป็นต้องพบผู้ต้องขัง นอกเหนือจากเวลาที่กำหนด จะต้องขออนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ เเต่ต้องไม่ใช่ระหว่างเวลาที่ผู้ต้องขังอยู่ในห้องขัง เว้นเเต่ผู้บัญชาการเรือนจำจะเห็นสมควร

ระเบียบดังกล่าวยังระบุอีกว่า เพื่อประโยชน์ในการควบคุมความมั่นคงของเรือนจำ ผู้บัญชาการเรือนจำอาจกำหนดให้ผู้ต้องขัง เเจ้งรายชื่อบุคคลภายนอก ที่จะเข้ามาพบหรือติดต่อภายในเรือนจำล่วงหน้า โดยรายชื่อดังกล่าวจะต้องมีจำนวนไม่เกิน 10 คน หากต้องการเเก้ไขเปลี่ยนแปลง จะต้องเเจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ในกรณีที่มีเหตุพิเศษ ผู้บัญชาการเรือนจำสามารถพิจารณาอนุญาต ให้บุคคลภายนอกนอกเหนือจากที่ได้เเจ้งไว้ เข้าเยี่ยมหรือติดต่อได้

ในการเข้าเยี่ยมเเต่ละครั้ง จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 1 คน เป็นเวลา 30-40 นาที เเละ 1 คน สามารถเข้าเยี่ยมได้วันละ 1 ครั้งเท่านั้น ญาติจะต้องเเสดงบัตรที่ออกโดยทางราชการ ต่อเจ้าพนักงานเรือนจำทุกครั้ง โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้

  • บุคคลภายนอกที่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม จะต้องอยู่ในบริเวณที่เรือนจำกำหนด
  • ห้ามนำสิ่งของใด ๆ เข้ามาหรือนำออกจากเรือนจำ หรือส่งมอบให้เเก่ผู้ต้องขัง โดยไม่ได้รับอนุญาต
  • ห้ามใช้โทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ในขณะเยี่ยม
  • ห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลภายนอกให้เเก่ผู้ต้องขัง

สำหรับรอบการเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม แบ่งเป็นรอบเช้าเเละรอบบ่าย โดยรอบเช้ามี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 08:30-11:00 น. เเละรอบบ่ายมี 5 รอบ ตั้งเเต่เวลา 12:00-14:30 น.

ในการเยี่ยมญาติของนายทักษิณ ทางราชทัณฑ์คาดว่า จะมีกลุ่มครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรสิทธิมนุษยชน ทั้งในเเละต่างประเทศ ที่ประสงค์จะเดินทางเข้าเยี่ยมเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ราชทัณฑ์จึงต้องวางเเผนบริหารจัดการ ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้บัญชาการเรือนจำฯ ตามความเหมาะสม

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันครบกำหนด 5 วัน ของการกักตัวเฝ้าระวังโรค อาการโดยรวมของนายทักษิณดีขึ้น ความดันโลหิตที่สูงก่อนหน้านี้ ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเเยกแดน จะเป็นไปตามวงรอบของเเต่ละเรือนจำ ซึ่งทราบว่าเรือนจำจะมีการประชุมทุกเดือน โดยขณะนี้ยังไม่มีการเเยกเเดน ทำให้นายทักษิณจะอยู่ในเเดนของผู้สูงอายุก่อน เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 65 ปี

สำหรับวันที่ 15 ก.ย. ที่จะอนุญาตให้ญาติเเละทนายความเข้าเยี่ยม เรือนจำมีความพร้อม เเต่จะไม่มีการจัดสถานที่เยี่ยมเป็นพิเศษ ทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป นายทักษิณตั้งตารอวันนี้ เพราะจะได้พบกับครอบครัว ซึ่งเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิต เบื้องต้นได้รับรายงานว่าจะมีญาติเข้าเยี่ยม เเต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร โดยการเยี่ยมจะเป็นการพูดคุยผ่านกระจกใส เนื่องจากการเยี่ยมยังไม่เป็นการเยี่ยมญาติเเบบใกล้ชิดที่สามารถสัมผัสกันได้ ส่วนการรักษาความปลอดภัย หากมีกลุ่มคนเสื้อเเดงเข้ามาให้กำลังใจ ก็จะประสานตำรวจท้องที่เข้ามาดูเเลอำนวยความสะดวก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อบุคคล 10 ท่าน ที่นายทักษิณได้เเจ้งไว้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อครั้งถูกส่งตัวออกไปรักษาภายนอกที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ประกอบไปด้วย น.ส.เเพทองธาร ชินวัตร, นายปิฎก สุขสวัสดิ์ (สามี น.ส.เเพทองธาร), น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์, นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ (สามี น.ส.พินทองทา), นายพานทองเเท้ ชินวัตร, และ น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ (ภรรยาของนายพานทองเเท้)

ส่วนอีก 4 ท่านที่เหลือ คือ บรรดาหลาน ๆ ของนายทักษิณ จึงเป็นที่จับตาว่าในการเยี่ยมญาติครั้งนี้ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ บังคับโทษ 1 ปี จะมีบุคคลใดในครอบครัว ทยอยเดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณภายในเรือนจำ ในวันเเละเวลาใด รวมถึงกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเเละคนใกล้ชิด

“ทักษิณ” กักโรคครบ เตรียมเยี่ยมครอบครัว 15 ก.ย.นี้

จับตาการเยี่ยม “ทักษิณ” หลังกักโรคครบ 5 วัน

การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร และการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ได้สร้างความสนใจให้กับสังคมอย่างมาก การเยี่ยมครอบครัวในวันที่ 15 กันยายนนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่หลายฝ่ายจับตามอง หวังว่ากำลังใจจากครอบครัว จะช่วยให้นายทักษิณสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่นี้ได้ เเละกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปอย่างโปร่งใสเเละยุติธรรม

ที่มา – “ทักษิณ” กักโรคครบ 5 วัน ตั้งตารอเจอครอบครัว จับตาเยี่ยมครั้งแรก 15 ก.ย. 68

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ. เลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่างลง ภายหลังจากการลาออกของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568 โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2568”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4

การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้ลาออกจากตำแหน่ง สส.กาญจนบุรี สังกัดพรรคเพื่อไทย โดยมีกระแสข่าวว่าจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทำไมต้องมีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ใหม่?

การลาออกจากตำแหน่งของ สส. ส่งผลให้เกิดตำแหน่งว่างในสภาผู้แทนราษฎร ตามกฎหมายแล้ว จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ ได้มีผู้แทนของตนเองในการทำหน้าที่ในสภา

สถานการณ์ทางการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรีจึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ในครั้งนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่ และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้อีกด้วย

พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมส่งผู้สมัครลงชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างเต็มที่ คาดว่าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือด เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนชาวกาญจนบุรี

ประชาชนในพื้นที่เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี ควรติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับผู้สมัครและนโยบายของแต่ละพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้งอย่างมีวิจารณญาณ

การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนทุกคนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเสียงของท่านคือพลังที่จะกำหนดอนาคตของจังหวัดและประเทศชาติ

การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้ ยังเป็นการทดสอบความพร้อมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

สิ่งที่น่าจับตามองคือ กลยุทธ์และนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองจะนำเสนอต่อประชาชน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาของคนในพื้นที่ รวมถึงการหาเสียงที่สร้างสรรค์และหลีกเลี่ยงการใส่ร้ายป้ายสี

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและองค์กรต่างๆ ในการสังเกตการณ์การเลือกตั้งก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากการแทรกแซง

โดยสรุปแล้ว การเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ประชาชนควรให้ความสนใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขต 4 หลัง “ศักดิ์ดา” ลาออก

“แม้ว สุทัศน์” ลงคะแนนเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 คึกคัก! “แม้ว สุทัศน์” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เบอร์ 2 ลงพื้นที่ใช้สิทธิ์ตั้งแต่เช้า พร้อมเผยความรู้สึกโล่งใจที่เห็นพี่น้องชาวหล่ายงาวออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างตื่นตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้แอบกังวลว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์น้อย

เมื่อเวลา 09.20 น. ของวันที่ 14 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หอประชุมหมู่บ้านหล่ายงาว หมู่ที่ 1 ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พบว่ามีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันอย่างต่อเนื่อง

นายสุทัศน์ ยาละ หรือ “แม้ว” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 พรรคประชาชน หมายเลข 2 ได้เดินทางมาถึงหน่วยเลือกตั้งพร้อมกับครอบครัว เพื่อใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงในช่วงเช้า

นายสุทัศน์กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า รู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่เมื่อได้เห็นพี่น้องประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันพอสมควร ก็รู้สึกดีใจและคลายความกังวลลงได้มาก “ตอนแรกก็เกรงว่าพ่อแม่พี่น้องจะมาใช้สิทธิ์น้อย ดีใจที่เห็นคนมาใช้สิทธิ์มากขึ้น ขอให้พื้นที่อื่นมีการใช้สิทธิ์มากเหมือนที่นี่บ้านหล่ายงาวเช่นกัน” นายสุทัศน์กล่าว

สำหรับพื้นที่เลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย ​เขต 7 ประกอบด้วยอำเภอต่างๆ ดังนี้:

  • อำเภอเชียงแสน
  • อำเภอดอยหลวง
  • อำเภอเวียงแก่น
  • อำเภอเชียงของ (ยกเว้นตำบลบุญเรือง)
  • อำเภอแม่จัน (เฉพาะตำบลจันจว้าและตำบลจันจว้าใต้)

สำหรับหน่วยเลือกตั้งที่ 1 บ้านหล่ายงาว มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 400 กว่าคน ซึ่งถือเป็นหมู่บ้านขนาดกลาง โดยประชาชนได้ทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์กันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่จาก กกต. คอยอำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 ประชาชนต่างเดินทางมาใช้สิทธิ์กันตั้งแต่เช้า ท่ามกลางสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อน ประชาชนจึงรีบออกมาใช้สิทธิ์ก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงบ่าย

หลังจากปิดหีบลงคะแนนในเวลา 17.00 น. คาดว่าจะใช้เวลาในการนับคะแนนไม่เกิน 1 ชั่วโมง จากนั้นจะนำหีบบัตรลงคะแนนไปรวมกันที่ว่าการอำเภอแต่ละอำเภอ ก่อนที่จะแจ้งคะแนนไปยัง กกต. เขต ณ ตำบลจันจว้า เพื่อรวบรวมผลคะแนนทั้งหมด คาดว่าจะทราบผลการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย อย่างเป็นทางการภายในเวลา 21.00 น. ของวันนี้

“แม้ว สุทัศน์” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เข้าคูหาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

บรรยากาศการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เป็นไปอย่างคึกคัก

การออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนในพื้นที่ และความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทนของตนเองเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งทุกครั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้แสดงพลังและเลือกคนที่ใช่ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองของเราให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ที่มา – “แม้ว สุทัศน์” ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เข้าคูหาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อมเชียงราย

Scroll to top