ข่าวไทยรัฐ

ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

เรียกได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียเลยครับ เมื่อยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ณ กรุงแคนเบอร์รา บรรยากาศเต็มไปด้วยความสมเกียรติและสง่างาม โดยมีนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศเพื่อแสดงถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ

ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

การเดินทางเยือนในครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่ได้นำคณะภาคเอกชนชั้นนำของไทยกว่า 9 บริษัทเข้าร่วมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ การที่ออสเตรเลียจัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นว่าทางออสเตรเลียให้ความสำคัญกับไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอย่างมาก

ภารกิจสำคัญและการกระชับมิตรภาพ

ตลอดทั้งวัน นายกฯ อนุทินมีกำหนดการที่แน่นขนัด เริ่มจากการหารือทวิภาคีและการลงนามในความตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นกรอบการทำงานที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีการพบปะกับผู้นำฝ่ายค้านและเยี่ยมคารวะผู้สำเร็จราชการฯ เพื่อย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับออสเตรเลียที่มีมาอย่างยาวนาน

  • ร่วมหารือกลุ่มเล็กถึงประเด็นเศรษฐกิจและการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์
  • นำคณะเอกชนไทยเข้าพบเพื่อหาช่องทางขยายการลงทุน
  • เข้าเยี่ยมชมองค์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือรัฐ (CSIRO)
  • กราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดธัมมธโร และร่วมปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก

ในภาคเอกชนที่ติดตามไปมีบริษัทชั้นนำมากมาย เช่น RATCH, ศุภาลัย, ไทยเบฟ, บี.กริม เพาเวอร์, บ้านปู, กลุ่มเซ็นทรัล, เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ ปตท. ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะเห็นความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไปข้างหน้า นี่คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยสู่เวทีโลก

บทสรุปของการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของพิธีการ แต่คือการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องชาวไทย ทั้งเรื่องการค้า การลงทุน และความปลอดภัยในโลกยุคดิจิทัล หวังว่าผลผลิตจากการหารือครั้งนี้จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ยิงสลุต 19 นัด ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีในแวดวงเศรษฐกิจระดับประเทศมาฝากกันครับ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและออสเตรเลียที่กำลังจะก้าวไปอีกขั้น เมื่อนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการสำคัญในอนาคตที่น่าจับตามองมาก นั่นคือการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการผลักดันให้เกิด ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า จากฐานเดิมที่เคยทำได้สำเร็จมาแล้วครับ

ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

การหารือระดับผู้นำในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการทูตเศรษฐกิจไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ให้เต็มศักยภาพมากขึ้น โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตในระดับภูมิภาคได้ โดยมีไฮไลต์สำคัญดังนี้ครับ:

  • ด้านการเกษตรและเทคโนโลยี (Ag-Tech): ออสเตรเลียจะเข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตรไทยให้สูงขึ้น
  • ด้านพลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก
  • อุตสาหกรรมแห่งอนาคต: สนับสนุนวัตถุดิบสำคัญอย่างแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเซมิคอนดักเตอร์ในไทย

เจาะลึกกลยุทธ์เมื่อ ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

นอกจากเรื่องของภาคการผลิตแล้ว รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้า การดึงดูดการลงทุนในกลุ่มนี้จะช่วยให้ไทยเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยเองก็เริ่มมีความตื่นตัวในการนำธุรกิจไปขยายตลาดในออสเตรเลียมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยงในการเจรจาและลดอุปสรรคทางกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจไทยไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

ในมุมมองส่วนตัว ผมคิดว่านี่คือโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยครับ การที่รัฐบาลประกาศนโยบาย ความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางการค้าเท่านั้น แต่มันคือการอัปเกรดห่วงโซ่อุปทานของประเทศให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลและพลังงานสะอาดอย่างเต็มตัว หากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งสำหรับนักลงทุนทั่วโลกครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผยทิศทางความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย ตั้งเป้าขยายมูลค่าการค้าเพิ่ม 3 เท่า

แจ้งเอาผิด ป้าดา-พวก หมิ่นเบื้องสูง ผู้จัดการมรดก ให้ถ้อยคำเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในจังหวัดขอนแก่น เมื่อประชาชนในพื้นที่เริ่มขยับตัวเคลื่อนไหวปกป้องสถาบันและวัดป่าอดุลยาราม หลังจากมีคลิปกลุ่มคนอ้างเบื้องบนปรากฏในโลกออนไลน์ ล่าสุด นายอุเทน อินอ้าย ได้เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อ แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด ตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกลุ่มคนพยายามปิดประตูวัดป่าอดุลยาราม จนสร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและพุทธศาสนิกชนเป็นวงกว้าง นายอุเทน ในฐานะจิตอาสา 904 จึงได้เข้าพบเจ้าอาวาสและรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มคนดังกล่าวที่อ้างเบื้องบนนั้นไม่มีความชอบธรรมและเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง

เบื้องหลังการแจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

ในอีกฟากหนึ่งของคดีความ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเชือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้จัดการมรดกที่ยื่นเรื่องขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่าสูญหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าอาวาสได้นำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่แล้ว

พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งทางสำนักงานที่ดินเน้นย้ำว่า:

  • มีการยื่นขอใบแทนโดยอ้างว่าโฉนดสูญหาย
  • เจ้าอาวาสนำโฉนดฉบับจริงมาคัดค้านได้ทันท่วงที
  • เจ้าหน้าที่ที่ดินต้องทำตามระเบียบ แต่เมื่อพบการโกหกจึงต้องดำเนินคดีทางอาญา
  • สถานะการเปลี่ยนชื่อโฉนดเป็นของวัดต้องดำเนินไปตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ความคืบหน้าของกรณีนี้ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากคดีอาญาแล้ว ยังมีเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดที่ต้องมีความละเอียดรอบคอบสูงสุด เจ้าพนักงานที่ดินยังเผยว่า ตนมีความกังวลในขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อ จึงได้มีการประสานงานกับกรมที่ดินเพื่อขอแนวทางที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปกป้องที่ดินของวัด แต่เป็นการแสดงพลังของภาคประชาชนที่ต้องการรักษาความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง การที่กลุ่มคนแอบอ้างสถาบันฯ เพื่อหาผลประโยชน์หรือข่มขู่ผู้อื่นถือเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่ควรเพิกเฉย และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถเปิดเผยความจริงออกมาได้ในเร็วๆ นี้

ที่มา – แจ้งเอาผิด “ป้าดา-พวก” หมิ่นเบื้องสูง “ผู้จัดการมรดก” ให้ถ้อยคำเท็จ ขอใบแทนโฉนด

ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

ข่าวดีสำหรับวงการกฎหมายและการต่างประเทศของไทย เมื่อล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างความตกลงประเทศเจ้าบ้านกับศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (PCA) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคอย่างเต็มตัว โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดกระบวนการทางกฎหมายระดับโลกให้เข้ามาจัดขึ้นในไทยมากขึ้น

โอกาสทองในการก้าวสู่ศูนย์กลางกฎหมายโลก

การที่รัฐบาลไทยเดินหน้าทำข้อตกลงกับ PCA ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น แต่การยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคจะส่งผลบวกในวงกว้าง ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านกฎหมายของไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสนับสนุนพื้นที่และบริการ: สถาบันอนุญาโตตุลาการพร้อมสนับสนุนสถานที่จัดการประชุมและพิจารณาคดี
  • เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน: มอบความสะดวกให้แก่ผู้ตัดสินและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น
  • การยกระดับมาตรฐาน: พัฒนาไทยให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าบ้านนั้นส่งผลดีอย่างไร? คำตอบคือการที่เราสามารถยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาคได้ จะช่วยลดภาระต้นทุนของคู่พิพาทในเอเชียที่ต้องเดินทางไปถึงยุโรป อีกทั้งยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

นอกเหนือจากเรื่องความสะดวกแล้ว รัฐบาลยังได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของไทยอย่างถูกต้อง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก

ในมุมมองของผู้เขียน การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคม เพราะในโลกธุรกิจยุคใหม่ ‘ความรวดเร็ว’ และ ‘ความเป็นกลาง’ คือหัวใจสำคัญ การทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายของการยุติข้อพิพาทจึงช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่างความตกลง ยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในภูมิภาค

อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

ปลื้มบิ๊กทุนออสซี่เชื่อมั่นไทย “อนุทิน” จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

ข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจไทยเมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายใหญ่ โดยงานนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือเรื่อง อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในต่างแดน

จากการหารือในงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception นายอนุทินเปิดเผยว่า บรรดานักธุรกิจชั้นนำของออสเตรเลียต่างมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและความมั่นคงของไทยอย่างมาก โดยถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการตั้งฐานผลิตและลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของบีโอไอ ที่ช่วยปลดล็อกความยุ่งยากและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ยอดการลงทุนในครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

ก้าวสำคัญกับการเจรจาธุรกิจระดับประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญในวันพรุ่งนี้ นายอนุทินเตรียมเข้าพบหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการที่ อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel เนื่องจากออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยานสูงมาก ในขณะที่ไทยเรามีกำลังการผลิตส่วนเกินจากการผลิตน้ำมันดีเซล ทำให้การส่งออกครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล พร้อมๆ กับการช่วยเหลือพันธมิตรในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงประเด็นแรงงานไทย โดยเฉพาะเชฟฝีมือดีที่ขาดแคลนในออสเตรเลีย ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อยกระดับสถานะแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างแดน

  • สร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ให้ทั้งสองประเทศ
  • เพิ่มโอกาสการส่งออกน้ำมันอากาศยานของไทย
  • ยกระดับทักษะแรงงานฝีมือไทยในตลาดออสเตรเลีย

หากการเจรจาในประเด็นที่ อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกพลังงานและแรงงานฝีมือคุณภาพในระดับสากล นับเป็นโอกาสทองที่นักลงทุนไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลต่อพี่น้องชาวไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ปลื้มบิ๊กทุนออสซี่เชื่อมั่นไทย “อนุทิน” จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “ป้าดา” หรือนางชมณี น้อยจันทร์ ที่ล่าสุดได้เดินทางไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อติดตามความคืบหน้าและขอตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับ ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ความจริงปรากฏว่าที่ดินผืนดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่

ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม เพื่อพิสูจน์ความจริง

การเคลื่อนไหวของป้าดาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการออกมาเรียกร้องลอยๆ แต่เป็นการใช้สิทธิ์ในฐานะทายาทเพื่อขอดูเอกสารสำคัญทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวัดป่าอดุลยาราม โดยเฉพาะเอกสารการจัดตั้งวัดและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ป้าดาย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่ทำไปนั้นทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และพร้อมที่จะยอมรับผลการตรวจสอบทุกประการ หากผลออกมาว่าครอบครัวของตนเป็นฝ่ายผิดก็พร้อมที่จะจบเรื่องนี้อย่างเป็นธรรม

รายละเอียดสำคัญของการขอตรวจสอบ

ในการเดินหน้า ป้าดา บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน วัดป่าอดุลยาราม ในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ต้องการเห็นหนังสือถวายฎีกาและเอกสารการจัดตั้งวัดที่ถูกต้อง
  • ตรวจสอบสถานะที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 56 ว่ามีความซับซ้อนอย่างไร
  • ต้องการความโปร่งใสจากหน่วยงานรัฐในการให้ข้อมูลแก่ประชาชน

ป้าดายังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของตนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย จนทำให้สมาชิกในครอบครัวหลายคนล้มป่วย แต่กระนั้นเธอก็ยังยืนยันว่า “ตนไม่ใช่โจรและไม่ใช่คนโหดร้าย” เพียงแต่ต้องการตามหาความจริงผ่านหลักฐานทางกฎหมายเท่านั้น

สำหรับใครที่กำลังติดตามกรณีนี้ เชื่อว่าวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคมนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดชัดเจนขึ้น เราทุกคนควรติดตามผลการตรวจสอบด้วยความเป็นธรรมและรอฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายประกอบกัน เพื่อให้ความเป็นจริงปรากฏออกมาอย่างถูกต้องที่สุดครับ

ที่มา – “ป้าดา” บุกสำนักพุทธฯ ขอดูหลักฐาน “วัดป่าอดุลยาราม” พร้อมยอมรับผลการตรวจสอบ

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเดินเกมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีการพยายามยกประเด็น ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต มาเป็นหัวข้อในการตรวจสอบรัฐบาล

นายภราดรกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างสบายๆ ว่า ฝ่ายค้านยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลือกยื่นตามมาตรา 151 หรือ 152 แต่ในส่วนของประเด็นที่หยิบยกมานั้น ตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันตามที่ฝ่ายค้านพยายามกล่าวอ้างแต่อย่างใด

มุมมองต่อประเด็นคดีฮั้ว สว. และการทำงานของรัฐบาล

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้น เจ้าตัวได้อธิบายให้ฟังว่า คดีฮั้ว สว. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าฝ่ายค้านจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ในเรื่องของการทุจริตอื่นๆ เช่น การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น นายภราดรย้ำชัดว่าเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งจัดการแก้ไขปัญหาอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้

  • รัฐบาลเน้นการแก้ไขปัญหาเป็นหลักตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
  • คดีฮั้ว สว. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2567
  • นายภราดรยืนยันพร้อมรับมือหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันจากฝ่ายค้าน แต่นายภราดรยังคงยืนหยัดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด การที่ ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการบริหารงานที่โปร่งใส โดยหากมีการยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการในอนาคต ทางทีมงานก็จะกลับมาศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวชี้แจงตามกระบวนการของรัฐสภาต่อไป

ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและผลงานที่ผ่านมาเพื่อสยบข่าวลือความทุจริตได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างคะแนนเสียงของฝ่ายค้านเพียงเท่านั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “ภราดร” เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือน ไม่เห็นมีเรื่องทุจริต

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน ช่วงนี้กระแสข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในแวดวงกระทรวงต่างๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้า ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยระบุชัดเจนว่ายังไม่ได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศเสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้หารือถึงแนวทางที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน

ทำไมการเสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ถึงต้องรอ?

สาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องนี้ยังต้องชะลอออกไป เป็นเพราะความรอบคอบในการทำงานครับ เนื่องจาก:

  • ต้องรอการตัดสินใจและหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีหลังจากกลับจากต่างประเทศ
  • ต้องมีการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระเบียบราชการ
  • ต้องการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ

ทางด้านปลัดคนปัจจุบัน นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งกำลังจะครบวาระ 4 ปีนั้น นายวราวุธได้แสดงความชื่นชมว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและมีองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์อย่างเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้น รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าคนในกระทรวงเก่งๆ มีอยู่มากมาย และหน้าที่ของท่านคือการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมาขับเคลื่อนกระทรวงต่อไป

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมมองว่าการโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของระบบราชการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้เติบโตในสายงานและใช้ศักยภาพใหม่ๆ พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพื่อนๆ ล่ะครับมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา – “วราวุธ” รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้า ครม. ต้องรอคุยนายกฯ ก่อน

Scroll to top