ข่าวไทยรัฐ

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

กพท.เร่งเครื่องเพิ่มศักยภาพการแข่งขันไทยในตลาดโลก จ่อชง กบร.ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยานใช้มาตรฐานความสมควรเดินอากาศแทน พร้อมขยับค่า PSC เพื่อพัฒนาความปลอดภัยและการให้บริการยกระดับสนามบินไทยสู่มาตรฐานโลก

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ขณะที่ กพท.อยู่ระหว่างเร่งผลักดันนโยบายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระดับสากล ได้แก่ การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุสูงสุดของอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน ที่นำเข้าใช้งานในประเทศ และการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge – PSC) เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาระบบบริการในท่าอากาศยาน โดยทั้งสองวาระเตรียมเสนอให้คณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ซึ่งขณะนี้ได้รับการแต่งตั้งครบองค์คณะแล้วพิจารณาอนุมัติให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า ปัจจุบันข้อกำหนดที่จำกัดอายุสูงสุดของอากาศยานที่สามารถนำเข้ามาใช้งานในประเทศไทยได้ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของสายการบินไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกประสบปัญหาการขาดแคลนเครื่องบินใหม่จากผู้ผลิตรายใหญ่ ตามข้อกำหนดเดิมของไทย อากาศยานแต่ละประเภทมีอายุสูงสุดที่สามารถนำเข้าได้ คือ เฮลิคอปเตอร์ไม่เกิน 5 ปี, เครื่องบินโดยสารไม่เกิน 16 ปี และเครื่องบินขนส่งสินค้าไม่เกิน 22 ปี ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้สายการบินไทยสูญเสียโอกาสในการจัดหาเครื่องบินเพื่อเช่าที่ยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานได้อีกหลายปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้

“กพท. จึงเสนอแนวทางใหม่ ยกเลิกเกณฑ์อายุอากาศยาน หรือ เลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน และหันมาใช้การตรวจสอบความสมควรเดินอากาศ เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกใช้ โดยอากาศยานที่ผ่านการตรวจสอบว่ามีความปลอดภัยและพร้อมให้บริการจะได้รับอนุญาตให้นำเข้าใช้งานได้ โดยไม่จำกัดอายุ” พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับแนวทางใหม่นี้สะท้อนความจริงทางเทคโนโลยีการบินยุคใหม่ ซึ่งเครื่องบินรุ่นปัจจุบันสามารถมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 30-40 ปี หากได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง การแก้ไขกฎเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) และเมื่อได้รับความเห็นชอบ ก็สามารถประกาศบังคับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาเครื่องบินได้คล่องตัวขึ้นทันที

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า กพท. ได้พิจารณาคำขอปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จากผู้ประกอบการท่าอากาศยาน โดยยึดหลักความสมเหตุสมผลและการลงทุนเพื่อยกระดับบริการ โดยเฉพาะสนามบินที่มีการลงทุนเพิ่มเติมเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) โดย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เสนอปรับขึ้นค่า PSC สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5 บาท จากอัตราเดิม 730 บาท เป็น 735 บาท เพื่อใช้ลงทุนพัฒนาและบำรุงรักษาระบบบริการในสนามบินหลักทั่วประเทศ

ขณะที่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) โดยเฉพาะ ท่าอากาศยานตรัง ปรับเพิ่มค่า PSC ขึ้น 25 บาท ระหว่างประเทศ จากเดิม 400 เป็น 425 บาทต่อคน และภายในประเทศ จากเดิม 50 เป็น 75 บาทต่อคน ก่อนหน้านี้ได้อนุมัติให้ ทย. ปรับขึ้นค่า PSC อัตราใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2568 จำนวน 6 สนามบิน ประกอบด้วย ท่าอากาศยานกระบี่, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช และพิษณุโลก ทั้งนี้ ท่าอากาศยานของ ทย. จะปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะสนามบินที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง 3 ระบบมาใช้งาน ได้แก่ บริการตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง, บริการเช็คอินด้วยตัวเองอัตโนมัติ และบริการรับกระเป๋าสัมภาระอัตโนมัติ ซึ่งหาก กบร.เห็นชอบการปรับขึ้นค่า PSC ของ ทอท. และ ทย. ก็จะสามารถปรับเพิ่มขึ้นได้ทันที คาดว่าจะประชุม กบร. ไม่เกินเดือน พ.ย.นี้

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า การปรับขึ้นค่า PSC ไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและคุณภาพบริการในระยะยาว เพื่อให้สนามบินของไทยก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับประเทศชั้นนำในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ เก็บค่า PSC ประมาณ 1,500 บาท ซึ่งสูงกว่าไทยเกือบเท่าตัว โดยยืนยันว่าทุกการปรับปรุงของ กพท. มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารให้ดียิ่งขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมการบินไทยก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนกรณีที่มีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการพัฒนาบริการในสนามบินนั้นหากมีการปรับขึ้นค่า PSC แล้วนั้น ในส่วนของ ทอท. ได้แก้ไขปัญหาคอขวดในการให้บริการในสนามบิน เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ โดยมีการติดตั้งระบบ Biometric และระบบตรวจคนเข้าเมืองแบบอัตโนมัติ (Automated Immigration) ที่ช่วยลดเวลารอคิวของผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้อนุมัติให้มีผู้ให้บริการภาคพื้นรายที่ 3 เข้ามาดำเนินการ เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่สายการบินและลดระยะเวลารอของผู้โดยสาร

กพท. ชงเลิกจำกัดอายุ ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

ทำไมต้องเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน?

การปรับปรุงกฎระเบียบและการลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การยกเลิกข้อจำกัดด้านอายุเครื่องบินเปิดโอกาสให้สายการบินสามารถเข้าถึงเครื่องบินที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ในขณะที่การปรับขึ้นค่า PSC จะนำไปสู่การพัฒนาสนามบินให้มีความทันสมัยและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้จะส่งผลดีต่อผู้โดยสารและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจของ กพท. ที่จะเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน เป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมการบินไทย การลงทุนในวันนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่ยั่งยืนในวันหน้า

ที่มา – กพท. จ่อชงเลิกจำกัดอายุเครื่องบิน ขึ้นค่า PSC อัปเกรดสนามบิน

3 หน่วยงานแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ

บช.น.-สนข.-รฟม. ผนึกกำลังลงพื้นที่แก้ไขปัญหาจราจรบนถนนเพชรบุรี-ถนนราชปรารภอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหารถติดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีงานก่อสร้างงานโยธาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในแนวถนนเพชรบุรี ซึ่งเป็นถนนสายหลักในการเดินทางตามแนวทิศตะวันตก – ตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความหนาแน่นของสภาพการจราจรบนถนนเพชรบุรี รฟม. จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในการจัดระบบการจราจรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแนะนำให้ผู้ใช้รถยนต์เลี่ยงไปใช้เส้นทางถนนพระราม 1 ทดแทน ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนจะติดตามประเมินสภาพการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดมาตรการลดผลกระทบด้านจราจรอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อไป

โดยในส่วนของถนนราชปรารภที่อยู่โดยรอบพื้นที่ก่อสร้างงานโยธาของโครงการฯ เช่นเดียวกันนั้น พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ รองผู้อำนวยการ สนข. รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สนข. และผู้แทน รฟม. ได้ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบสภาพการจราจรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางการลดผลกระทบด้านการจราจร โดยเตรียมวางแผนการทดลองปรับช่องการเดินรถบนถนนราชปรารภ เป็นเดินรถทางเดียว ตามรอบสัญญาณไฟจราจร (Reversible lane) ฝั่งขาออก ตั้งแต่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีราชปรารภ ถึง แยกมักกะสัน (แยกหมอเหล็ง) เพื่อเร่งระบายรถขาออกเมืองในช่วงเวลาเร่งด่วนเย็น ระหว่างเวลา 17.00 – 21.00 น.

ซึ่งขณะนี้ผู้รับจ้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมพื้นที่และติดตั้งสัญญาณไฟเพิ่มเติม ควบคู่กับการดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรให้ดีขึ้น โดยทาสีลูกศร ทางตรง และทางเลี้ยว เพื่อแบ่งช่องจราจรให้ชัดเจน เพิ่มป้ายจำกัดความสูงใต้สะพาน และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดผิวจราจรและทางเท้า เพื่อให้ประชาชนสัญจรได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เมื่อผู้รับจ้างงานได้เตรียมความพร้อมของพื้นที่เรียบร้อยแล้ว จะได้มีการแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทางได้รับทราบเพื่อวางแผนการเดินทางล่วงหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม รฟม. จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวติดตามข่าวสาร และวางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยผู้ใช้เส้นทางสามารถติดตามข้อมูลโครงการฯ ได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และ TikTok @orangeline.pr หรือติดตามข้อมูลข่าวสาร รฟม. เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ รฟม. www.mrta.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ Call Center รฟม. โทรศัพท์ 0 2716 4044

การแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจริง ๆ และการแจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบล่วงหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญมาก

3 หน่วยงาน ผนึกกำลังแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ

การผนึกกำลังของ 3 หน่วยงานเพื่อแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ นอกจากนี้ การที่ รฟม. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงเส้นทางและการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าก็เป็นประโยชน์อย่างมาก

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ

สำหรับผู้ที่สัญจรบนถนนเพชรบุรีและราชปรารภเป็นประจำ การทราบถึงแนวทางการแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ จะช่วยให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน

  • การปรับปรุงผิวจราจร: มีการปรับปรุงผิวจราจรให้ดีขึ้น ทาสีลูกศร เพื่อแบ่งช่องจราจรให้ชัดเจน
  • การเพิ่มป้ายจำกัดความสูง: มีการเพิ่มป้ายจำกัดความสูงใต้สะพาน เพื่อความปลอดภัย
  • การดูแลทำความสะอาด: มีเจ้าหน้าที่ดูแลทำความสะอาดผิวจราจรและทางเท้า

การแก้ไขรถติด ถนนเพชรบุรี-ราชปรารภ เป็นโครงการที่ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกฝ่าย การติดตามข่าวสารและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จะช่วยลดผลกระทบจากการก่อสร้างได้มาก

ที่มา – 3 หน่วยงาน ผนึกกำลังแก้รถติด ถ.เพชรบุรี-ราชปรารภ จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช

เตรียมตัวให้พร้อม! ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ใจดีเปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรีถึง 3 สายทาง รวม 63 ด่าน ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. งานนี้ใครมีแพลนเดินทางไกล หรือต้องใช้ทางด่วนในวันดังกล่าว เตรียมตัวรับสิทธิพิเศษกันได้เลย

ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ประกาศยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษ จำนวน 3 สายทางด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในช่วงวันหยุด

สายทางที่เปิดให้ขึ้นฟรี มีดังนี้:

  • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ดินแดง-บางนา-ดาวคะนอง) จำนวน 21 ด่าน
  • ทางพิเศษศรีรัช (แจ้งวัฒนะ-บางโคล่-ศรีนครินทร์) จำนวน 32 ด่าน
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา (บางปะอิน-ปากเกร็ด) จำนวน 10 ด่าน

โดยสิทธิพิเศษนี้ จะมีผลในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นวันนวมินทรมหาราช (วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ถึง 24.00 น. ถือเป็นวันหยุดราชการประจำปี ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

การยกเว้นค่าผ่านทางครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมที่ระบุไว้ในสัญญาสัมปทานฉบับแก้ไขใหม่ ระหว่าง กทพ. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัททางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด (NECL) มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนในช่วงวันหยุดยาว ลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และที่สำคัญคือ ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ใช้บริการบัตร Easy Pass อย่าลืมลงทะเบียนปรับปรุงข้อมูลด้วยตนเอง ผ่านช่องทาง EXAT Portal Application หรือทางเว็บไซต์ www.thaieasypass.com เพื่อทำการยกระดับบัตร Easy Pass ให้เป็น Easy Pass Plus เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ (EXAT Call Center) โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โอกาสดีๆ แบบนี้ อย่าลืมวางแผนการเดินทางให้ดี เพื่อให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 วันนวมินทรมหาราช ได้อย่างเต็มที่ เดินทางปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายไปพร้อมๆ กัน

สรุป: ใครที่มีแผนเดินทางในวันที่ 13 ตุลาคม 2568 อย่าลืมเช็คเส้นทางและช่วงเวลาที่เปิดให้ขึ้นทางด่วนฟรี เพื่อความสะดวกและประหยัดค่าเดินทางนะคะ

ที่มา – ทางด่วนฟรี 13 ตุลาคม 2568 “วันนวมินทรมหาราช” ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ 3 สายทาง

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่ากฎนี้จะกระทบต่อนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว มันใช้เฉพาะกับเรือท่องเที่ยวที่ให้บริการจับสัตว์น้ำเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ห้ามใครตกปลาด้วยเบ็ดหลายคันแบบส่วนตัวหรอก วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันให้ชัดเจน ว่าการประกาศนี้มีที่มาที่ไปยังไง และจะส่งผลต่อวงการท่องเที่ยวตกปลายังไงบ้าง

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

จากโพสต์และคอมเมนต์ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับร่างประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะข้อที่บอกว่าใช้เบ็ดมือไม่เกิน 3 คันต่อคน ทำให้หลายคนกังวลว่าจะถูกจำกัดกิจกรรมตกปลาที่ตัวเองชื่นชอบ นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วครับ

ที่มาของเรื่องนี้มาจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลาในจังหวัดสงขลา ที่ขอให้กรมประมงช่วยเปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจได้ถูกกฎหมายมากขึ้น การจดทะเบียนนี้ต้องประสานงานกับกรมเจ้าท่า และกรมประมงต้องออกประกาศกำหนดเครื่องมือที่ใช้ก่อน โดยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวในสภาฯ ก็เห็นด้วยว่าควรส่งเสริมให้จดทะเบียนเรือประเภทนี้ เพื่อกำกับดูแลให้ชัดเจนและสนับสนุนการท่องเที่ยว

สาระสำคัญของร่างประกาศกรมประมง

ร่างประกาศนี้บังคับใช้เฉพาะ “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวกับเรือประมงพาณิชย์หรือกิจกรรมตกปลาส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้เรือใหญ่ อาศัยอำนาจจากข้อบังคับกรมเจ้าท่า พ.ศ. 2561 ที่กำหนดประเภทเรือสำหรับสันทนาการและท่องเที่ยว โดยเครื่องมือที่อนุญาตมีดังนี้:

  • เบ็ดมือ: ไม่เกิน 3 คันต่อคน เพื่อควบคุมไม่ให้จับสัตว์น้ำมากเกินไปและรักษาสมดุลระบบนิเวศ
  • ดวงไฟ: ขนาดไม่เกิน 500 วัตต์ กำลังไฟรวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ ไม่จำกัดจำนวน แต่ห้ามใช้ใต้น้ำล่อปลา
  • แห: ขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. ไม่เกิน 2 ปากต่อลำเรือ
  • สวิง: ไม่เกินจำนวนคันเบ็ด ใช้กับเบ็ดมือเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกำหนดระยะเวลา 6 เดือน สำหรับจดทะเบียนหรือเปลี่ยนประเภทเรือเป็นท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ นับจากวันที่ประกาศมีผล กรมประมงได้จัดทำร่างนี้โดยพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ กฎหมาย และปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นผ่าน LAW.go.th ระหว่าง 25 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 ปัจจุบันกำลังสรุปผลเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม

การออกประกาศนี้ไม่ใช่การห้าม แต่เป็นการกำกับดูแลเพื่อให้ธุรกิจเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านหรือนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป หากคุณเป็นเจ้าของเรือท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่ง อย่างสงขลาหรือที่อื่นๆ นี่คือโอกาสดีที่จะจดทะเบียนให้ถูกต้องและรับ tourists มาสัมผัสประสบการณ์ตกปลาแบบปลอดภัย

ในมุมมองของผม การจำกัดเบ็ด 3 คันต่อคน ดูสมเหตุสมผล เพราะช่วยป้องกันการจับปลามากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทะเลไทย ถ้าทุกคนทำตามกฎ เราจะรักษาปลาและทะเลให้ลูกหลานได้ยาวนานขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโต จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชอบกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมแบบนี้

ถ้าคุณสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายประมงหรือธุรกิจเรือท่องเที่ยว ลองติดตามข่าวจากกรมประมง หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับดราม่านี้บ้าง จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน!

ที่มา – กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

ช่วงวันหยุดยาวโกลเด้นวีคของจีนกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการที่นักท่องเที่ยวจีนแห่เดินทางมาทะลักจนทำให้เที่ยวบินตรงแน่นขนัดและราคาตั๋วเครื่องบินขากลับพุ่งสูงถึง 400% สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความนิยมที่พุ่งสูงของประเทศไทยในสายตาชาวจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด-19

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาร้อนแรงเกินคาดในช่วงโกลเด้นวีค ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2568 เที่ยวบินตรงจากเมืองต่างๆ ในจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือเมืองรอง ต่างมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสูงถึง 99% ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึงสามเท่า สิ่งนี้ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ชาวจีนอยากมาเยือน

หนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นคือราคาตั๋วเครื่องบินขากลับจากกรุงเทพฯ ไปยังปักกิ่ง ในวันที่ 7-9 ตุลาคม ที่พุ่งทะยานจากระดับปกติ 1,500-2,000 หยวน (ประมาณ 7,500-10,000 บาท) กลายเป็น 4,000-5,800 หยวน (ประมาณ 20,000-29,000 บาท) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% สายการบินชั้นนำอย่าง China Eastern, Hainan Airlines, Air China และ Vietjet ต่างรายงานว่าตั๋วถูกจองเต็มล่วงหน้าเกือบทั้งหมด แม้ราคาจะสูง แต่ก็สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แท้จริงและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของตลาดจีน

ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูง

จากข้อมูลสถิติระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2568 พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 586,942 คน โดยชาวจีนมีจำนวนถึง 123,752 คน คิดเป็นสัดส่วน 21% ของยอดรวม ตัวเลขต่อวันยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 11,649 คนในวันที่ 26 กันยายน สูงสุดที่ 23,902 คนในวันที่ 1 ตุลาคม และยังคงทรงตัวที่กว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ตุลาคม ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระแสนี้ ได้แก่

  • เสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว
  • ความร่วมมือของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ลดภาพลบในสื่อจีน
  • การนำเสนอข่าวสารในเชิงบวกจากสื่อจีน ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย คุณภาพสูงและอบอุ่น

การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงโกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก นี้ กำลังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที โดยเฉพาะภาคโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และการบินภายในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงเมืองรองบางแห่ง เริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มพูน

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจีนจะใช้จ่ายสูงในด้านช้อปปิ้ง ทัวร์ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้น GDP ของไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสนี้ เช่น เพิ่มบริการภาษาจีน การโปรโมทออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง WeChat และ Douyin เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์โกลเด้นวีคนี้เป็นโอกาสทองที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานความปลอดภัยต่อไป ก็จะช่วยยั่งยืนตำแหน่งของไทยในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมของจีนได้ในระยะยาว สุดท้ายแล้ว การท่องเที่ยวคือหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย และกระแสจีนแห่เที่ยวไทยทะลักนี้กำลังพิสูจน์ว่าประเทศเรายังคงมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจชาวโลก

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการ อย่าพลาดที่จะติดตามอัปเดตข่าวสารท่องเที่ยวล่าสุด เพื่อวางแผนการเดินทางหรือธุรกิจให้ตรงกับเทรนด์นี้

ที่มา – “โกลเด้นวีค” พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท ส่งตรงทั่วประเทศ

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท ส่งตรงทั่วประเทศ

ในช่วงเศรษฐกิจที่ยังคงท้าทาย กรมการค้าภายในได้ร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เพื่อนำเสนอโปรโมชั่นสุดคุ้มอย่าง โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท โดยส่งตรงเนื้อหมูคุณภาพดีถึงมือประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของไทย โปรนี้ไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพให้กับผู้บริโภค แต่ยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่กำลังเผชิญกับปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำจากปัจจัยต่างๆ เช่น เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง การท่องเที่ยวหดตัว และแรงงานต่างชาติที่กลับประเทศ

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท เกิดจากอะไร?

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าการจัดโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท นี้ เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตสุกรที่ล้นตลาด โดยดึงเนื้อสุกรคุณภาพจากฟาร์มสมาชิกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จำนวนกว่า 100,000 กิโลกรัม มาจำหน่ายในราคาพิเศษนี้ เนื้อหมูทุกชิ้นผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัย เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ดีในราคาที่เอื้อมถึงได้ง่าย

ปัจจุบัน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรกำลังประสบปัญหาหนัก เมื่อราคาสุกรหน้าฟาร์มดิ่งลงต่ำกว่าต้นทุน เนื่องจากความต้องการบริโภคที่ลดลงจากหลายสาเหตุ โปรนี้จึงช่วยระบายผลผลิตส่วนเกิน ลดภาระให้เกษตรกร และช่วยให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อเนื้อสัตว์หลักในมื้ออาหารประจำวัน

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน
นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน

จุดจำหน่ายโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท

โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ เป็นต้นไป ในงานธงฟ้าที่กรมการค้าภายในจัดขึ้นทั่วประเทศ รวมถึงจุดจำหน่ายอื่นๆ ใน 6 ภูมิภาค ผู้ที่สนใจสามารถติดตามสถานที่จำหน่ายได้ทางเพจ Facebook ของกรมการค้าภายใน (DIT) หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้านคุณ การจำหน่ายครั้งแรกในจังหวัดลำพูนได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น ช่วยให้เกษตรกรระบายสินค้าได้จำนวนมาก

นอกจากโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท แล้ว สมาคมผู้เลี้ยงสุกรยังมีมาตรการอื่นๆ เพื่อจัดการปัญหาเหล่านี้ เช่น:

  • โครงการตัดวงจรลูกสุกร โดยนำลูกสุกร 100,000 ตัว มาทำเป็นหมูหันทันที เพื่อลดผลผลิตในช่วง 4 เดือนข้างหน้า
  • ขอความร่วมมือจากบริษัทผู้เลี้ยงรายใหญ่ 4 ราย ให้เก็บสุกรเข้าห้องเย็นเป็นเวลา 6 เดือน ลดปริมาณเนื้อสุกรที่เข้าสู่ตลาด
  • กำหนดน้ำหนักสุกรเข้าเชือดไม่เกิน 110 กิโลกรัมต่อตัว เพื่อชะลอการผลิตเนื้อส่วนเกิน

มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยให้ราคาสุกรและปริมาณผลผลิตกลับสู่สมดุลภายในไม่นาน

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยืนยันว่าการจำหน่ายผ่านงานธงฟ้าและจุดต่างๆ เป็นช่องทางที่ดีในการระบายผลผลิต และได้รับ feedback เชิงบวกจากผู้บริโภคจำนวนมาก โปรนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเกษตรกร แต่ยังทำให้ครอบครัวไทยมีอาหารโปรตีนคุณภาพในราคาย่อมเยา

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มโปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างตรงจุด หากคุณกำลังมองหาเนื้อหมูสดใหม่ในราคาถูก ลองติดตามจุดจำหน่ายใกล้บ้านและรีบไปช้อปกันนะครับ เพราะนอกจากประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วย

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – โปรเนื้อหมู 2 กก. 100 บาท กรมการค้าภายในจับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกรส่งตรงทั่วประเทศ

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

ในยุคที่การเงินส่วนบุคคลกลายเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับประชาชนชาวไทย การมีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออมเงินถือเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอย ล่าสุด สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักงานสลากฯ) ได้ประกาศความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการคืนเงินให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการออม โดยคาดว่าจะมีข้อสรุปชัดเจนในสัปดาห์หน้า

โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ผู้ที่ซื้อสลาก L6 ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งเป็นรูปแบบดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย หากไม่ถูกรางวัล ผู้ซื้อจะได้รับเงินคืนบางส่วนในรูปแบบเงินออม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออมเงินมากขึ้น แทนที่จะมองว่าการซื้อสลากเป็นเพียงการเสี่ยงโชคเท่านั้น

สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยระบุว่าสำนักงานสลากฯ พร้อมรับนโยบายจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ การหารือกับปลัดกระทรวงการคลังได้ดำเนินมาหลายครั้งแล้ว และในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องสัดส่วนการคืนเงินที่ชัดเจน โดยจะนำเสนอต่อบอร์ดสลากฯ เพื่ออนุมัติ ก่อนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงนามเพื่อเดินหน้าต่อไป

กำหนดการคืนเงินจะอยู่ในกรอบ 4 เดือน ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โครงการนี้มาจากสัดส่วนรายได้ของสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ 17% ซึ่งเป็นส่วนของค่าบริหารจัดการและจำหน่าย โดยปกติแล้ว รายได้จากการขายสลากจะแบ่งเป็น 60% สำหรับรางวัล, 23% ส่งเข้ารัฐ, และ 17% สำหรับบริหารจัดการ

รายละเอียดสัดส่วนเงินคืนและการบริหารจัดการ

ในส่วนของ 17% นี้ จะถูกแบ่งย่อยอีก โดย 12-14% เป็นส่วนลดให้ตัวแทน มูลนิธิ และองค์กรต่าง ๆ ส่วนที่เหลือ 3-5% เป็นค่าดำเนินการของสำนักงานสลากฯ เช่น ค่าเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น สำนักงานสลากฯ จะนำเงินจากส่วนนี้มาคืนให้ประชาชนในรูปแบบเงินออม อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงตัวชี้วัดที่กำหนดให้ต้องนำเงินคืนส่งรัฐอีกส่วนหนึ่ง โดยแต่ละปี สำนักงานสลากฯ มีรายได้จากส่วนนี้ประมาณ 9,000 ล้านบาท และนำส่งรัฐ 7,000 ล้านบาท

พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดชัดเจนว่าส่วน 23% ที่ส่งเข้ารัฐไม่สามารถนำไปใช้อย่างอื่นได้ ดังนั้น การพิจารณาจะเน้นที่ส่วน 17% เท่านั้น ปัจจุบัน ยอดขายสลากดิจิทัลอยู่ที่ 27 ล้านใบต่องวด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้น หากโครงการนี้เดินหน้า จะช่วยให้ผู้ซื้อสลากดิจิทัลมีแรงจูงใจมากยิ่งขึ้นในการซื้อผ่านช่องทางดิจิทัล

สำหรับคำถามที่ว่าการดำเนินโครงการนี้จะทำให้ต้องเพิ่มราคาสลากหรือไม่ พันโท หนุน ยืนยันว่ายังไม่จำเป็น เนื่องจากราคาสลากปัจจุบันยังเกิน 80 บาทอยู่แล้ว หากเพิ่มเป็น 100 บาท รางวัลจะเพิ่มตาม แต่สำนักงานสลากฯ เคยทำแบบสอบถามและเห็นว่ายังไม่ควรขยายราคาในตอนนี้

ประโยชน์ของโครงการต่อการออมของประชาชน

โครงการคืนเงินสำหรับสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัลนี้ ไม่ได้มุ่งแข่งขันกับหวยเกษียณของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่เป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้ประชาชนสามารถออมได้ทั้งสองช่องทาง หลักการเบื้องต้นคือ เงินคืนจะถอนได้เมื่ออายุ 55 ปี ส่วนผู้ที่อายุ 56 ปีขึ้นไป สามารถออมเพิ่มได้อีก 5 ปี ซึ่งช่วยเสริมสร้างวินัยการออมในระยะยาว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังช่วยลดปัญหาการขายสลากเกินราคา เนื่องจากการซื้อผ่านเป๋าตังจะควบคุมราคาได้ที่ 80 บาท และเพิ่มความโปร่งใสในการซื้อขาย ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์สำนักงานสลากฯ หรือแอปเป๋าตัง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การซื้อสลากไม่ใช่แค่การลุ้นรางวัล แต่กลายเป็นเครื่องมือในการออมเงินที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน หากคุณกำลังมองหาทางเลือกการออมใหม่ ลองพิจารณาการซื้อสลากดิจิทัลดูสิ อาจช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวสารนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สำนักงานสลากฯ จ่อเคาะสัดส่วนเงินออม คืนเงินผู้ซื้อไม่ถูกรางวัล สรุปชัดสัปดาห์หน้า

เดินหน้าออกรางวัล หวยเกษียณ กอช.ลงนาม MOU

เดินหน้าออกรางวัล หวยเกษียณ กอช.ลงนาม MOU

ในยุคที่คนไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการออมเงินสำหรับวัยเกษียณที่ยังไม่เพียงพอ การริเริ่มโครงการใหม่ ๆ ที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ล่าสุด กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักงานสลากฯ) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเดินหน้าออกรางวัล “หวยเกษียณ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ สลาก กอช. ซึ่งเป็นรูปแบบสลากขูดดิจิทัล ราคาใบละ 50 บาท คาดว่าจะเปิดขายให้ประชาชนในช่วงเดือนธันวาคม 2568

เดินหน้าออกรางวัล หวยเกษียณ กอช.ลงนาม MOU เพื่อส่งเสริมการออม

พิธีลงนาม MOU ดังกล่าวจัดขึ้นที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยมีผู้เข้าร่วมสำคัญอย่าง นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ และพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายธีรลักษ์ แสงสนิท รองปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ

วัตถุประสงค์หลักของความร่วมมือนี้คือการออกรางวัลสลาก กอช. ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO 9001:2015 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับกระบวนการออกรางวัลของสำนักงานสลากฯ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าร่วม นายธีรลักษ์ แสงสนิท กล่าวเน้นย้ำถึงปัญหาการออมของคนไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอ้างอิงข้อมูลจากดัชนีความพร้อมเพื่อการเกษียณ (NRRI) ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าคนไทยมีความพร้อมด้านการเงินต่ำกว่า 40% ขณะที่ผลสำรวจจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยชี้ว่า 30% ของประชากรไม่มีเงินออมสำหรับวัยเกษียณ และ 60% ที่มีออมอยู่มีไม่ถึง 200,000 บาท สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างแรงจูงใจใหม่ ๆ ในการออม

รายละเอียดสลาก กอช. และประโยชน์สำหรับผู้ซื้อ

สลาก กอช. ถือเป็นนวัตกรรมที่ผสานความสนุกในการลุ้นรางวัลเข้ากับการออมเงินอย่างเป็นระบบ ทุกคนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถซื้อได้ในรูปแบบดิจิทัล ราคา 50 บาทต่อใบ สูงสุด 3,000 บาทต่อเดือน (หรือ 60 ใบ) การออกรางวัลจะเกิดขึ้นทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น. โดยมีรางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท จำนวน 5 รางวัล และรางวัลที่ 2 มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถซื้อและออมเงินไว้ 5 ปี โดยไม่จำกัดจำนวน หากเสียชีวิต เงินออมจะตกเป็นของทายาทหรือบุคคลที่กำหนด

นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ อธิบายเพิ่มเติมว่า สลาก กอช. ใช้พฤติกรรมชอบเสี่ยงดวงของคนไทยมาเปลี่ยนเป็นเงินออม โดยเงินทุกบาทที่ซื้อสลากจะกลายเป็นเงินออมทั้งหมด ผู้ซื้อสามารถติดตามผลรางวัลและตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน กอช. ซึ่งสมัครง่าย เพียงใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลักและเลขหลังบัตร หากถูกรางวัล เงินจะโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ทันที

ด้านพันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ ยืนยันว่าด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำนักงานสลากฯ จะจัดการออกรางวัลให้โปร่งใสตามมาตรฐานเดียวกับสลากกินแบ่งรัฐบาล หลังพิธีลงนาม ยังมีการสาธิตกระบวนการออกรางวัลให้สื่อมวลชนเห็น และจะถ่ายทอดสดผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

  • รางวัลใหญ่ 1 ล้านบาท: 5 รางวัล
  • รางวัลรอง 1,000 บาท: 10,000 รางวัล
  • ออกรางวัลทุกศุกร์
  • ออมเงินอัตโนมัติทุกใบ

โครงการนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริมการออม แต่ยังลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงของประเทศไทย กระทรวงการคลังมองว่าสลาก กอช. คือสะพานเชื่อมระหว่างความสนุกและความมั่นคงทางการเงิน ทำให้การออมไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต

ปัจจุบัน กอช. กำลังเตรียมระบบการขายและออกรางวัล โดยร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าหลังกฎหมายบังคับใช้ ผู้สนใจจะซื้อผ่านแอปได้ง่ายดาย

ในมุมมองของเรา โครงการเดินหน้าออกรางวัล หวยเกษียณ กอช.ลงนาม MOU นี้เป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมการเงินของคนไทย หากคุณกำลังมองหาวิธีออมที่สนุก ลองเตรียมตัวรอโครงการนี้ และเริ่มวางแผนการออมตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่มั่นคง

ที่มา – เดินหน้าออกรางวัล “หวยเกษียณ” กอช.-สำนักงานสลากฯ ลงนาม MOU คาดเปิดขาย ธ.ค.68

บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.

บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้

ในยุคที่การเดินทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศมีความสำคัญมากขึ้น บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนในภาคอีสานและนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปยังสปป.ลาว โดยบริการนี้จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางข้ามพรมแดน ทำให้การท่องเที่ยวและการค้าขายระหว่างไทย-ลาวคึกคักยิ่งขึ้น

บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า บริษัทจะกลับมาเปิดให้บริการเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ สายที่ 5 เส้นทางขอนแก่น – นครหลวงเวียงจันทน์ อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป หลังจากหยุดให้บริการชั่วคราวไปพักใหญ่ การเปิดบริการครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

เส้นทางนี้มีความยาว 194 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง โดยรถโดยสารที่ใช้เป็นแบบปรับอากาศ 42 ที่นั่ง ซึ่งให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร ค่าโดยสารอยู่ที่ 180 บาทต่อเที่ยว ซึ่งถือว่าถูกและคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ บขส. จะให้บริการวันละ 2 เที่ยววิ่ง (ไป-กลับ) โดยเที่ยวไปจะออกจากขอนแก่นเวลา 08.15 น. และเที่ยวกลับจากเวียงจันทน์เวลา 14.45 น. ทำให้ผู้โดยสารสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างยืดหยุ่น

ประโยชน์ของการเปิดบริการเส้นทางขอนแก่น-เวียงจันทน์

การ บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างไทยและลาวอีกด้วย ภาคอีสานซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทย จะได้ประโยชน์จากการค้าขายและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในเวียงจันทน์ เช่น พระธาตุหลวง หรือตลาดเช้าที่เต็มไปด้วยสินค้าท้องถิ่นได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริการนี้ยังช่วยลดการใช้รถส่วนตัวในการข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับทัศนียภาพสวยงามตามแนวถนนสายเอเชีย ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่ออีกต่อไป สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ การมีบริการรถโดยสารที่เชื่อถือได้จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก

เส้นทางระหว่างประเทศอื่นๆ ของบขส.

ปัจจุบัน บขส. มีบริการเดินรถระหว่างประเทศไทย-สปป.ลาวถึง 11 เส้นทางด้วยกัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารเลือกใช้บริการได้ตามความเหมาะสม เส้นทางหลักๆ ได้แก่:

  • หนองคาย – นครหลวงเวียงจันทน์
  • อุดรธานี – นครหลวงเวียงจันทน์
  • ขอนแก่น – นครหลวงเวียงจันทน์
  • กรุงเทพฯ – นครหลวงเวียงจันทน์
  • นครพนม – เมืองท่าแขก
  • อุบลราชธานี – เมืองปากเซ
  • กรุงเทพฯ – เมืองปากเซ
  • มุกดาหาร – แขวงสะหวันนะเขต
  • เลย – แขวงไซยบุรี – แขวงหลวงพระบาง
  • อุดรธานี – วังเวียง
  • เชียงราย – แขวงบ่อแก้ว (Shuttle Bus)

การมีเส้นทางหลากหลายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบขส. ในการพัฒนาบริการขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมมากขึ้น หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปลาว ไม่ว่าจะเพื่อท่องเที่ยวหรือทำงาน ลองพิจารณาเส้นทางเหล่านี้ดู

วิธีจองตั๋วและสอบถามข้อมูล

เพื่อความสะดวกในการเดินทาง ผู้โดยสารสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของบขส. ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ บขส., แอปพลิเคชัน E-Ticket, Facebook Page: บขส., Line: บขส.99 (ID: @TCL99) หรือที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วทั่วประเทศ รวมถึงโทรสอบถามที่ 0-2936-3660 การจองล่วงหน้าจะช่วยให้คุณได้ที่นั่งที่ต้องการ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว

การ บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าการเดินทางระหว่างประเทศกำลังกลับมาคึกคัก หากคุณมีแผนเดินทางไปลาวในเร็วๆ นี้ อย่าลืมเช็คตารางเวลาและจองตั๋วให้ทันนะครับ การเดินทางด้วยบขส. ไม่เพียงปลอดภัย แต่ยังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย

สุดท้ายนี้ การเปิดบริการเส้นทางนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงที่ดีขึ้นระหว่างไทยและลาว หากคุณมีประสบการณ์เดินทางเส้นทางนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อให้ผู้อ่านคนอื่นได้ประโยชน์ด้วย

ที่มา – บขส. เปิดเดินรถเส้นทาง “ขอนแก่น-เวียงจันทน์” อีกครั้ง เริ่ม 10 ต.ค.นี้

Scroll to top