ข้าวโพด

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สวัสดีครับพี่น้องเกษตรกรทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะชวนมาคุยและทำความเข้าใจเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเกษตรกรรม เกี่ยวกับกรณีที่หลายคนกำลังกังวลเรื่องการขยายเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ข่าวนี้ทำให้หลายคนกลัวว่าจะกระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเรื่อง หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54 กันให้ชัดครับ

หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54

ทางด้าน นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประธาน กมธ.พาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลที่สำคัญมากครับ ท่านย้ำชัดเจนว่าเรื่องของการขยายเวลานำเข้านั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จู่ๆ ก็คิดจะทำขึ้นมา แต่เป็นกรอบเวลาเดิมที่ปฏิบัติตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มายาวนานตั้งแต่ปี 2554 แล้วครับ โดยปกติแล้วปริมาณข้าวโพดในประเทศผลิตได้ประมาณ 5 ล้านตัน แต่โรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการสูงถึง 9 ล้านตันต่อปี ดังนั้นการนำเข้าจึงเป็นไปเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดแคลนนั่นเองครับ

ข้อเท็จจริงเรื่องกรอบเวลาที่คุณต้องรู้

สำหรับการนำเข้าในกรอบเวลาเดิมคือ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม ของทุกปีนั้น มีเหตุผลสำคัญคือ:

  • เพื่อรองรับความต้องการของโรงงานอาหารสัตว์ในช่วงที่ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ
  • มีการตกลงกันว่าต้องซื้อผลผลิตภายในประเทศจากเกษตรกรให้หมดเสียก่อน
  • การขยายเวลานำเข้าถึง 31 สิงหาคม 2569 จึงเป็นเพียงการใช้กรอบเวลาปกติ ไม่ใช่การขยายเพิ่มพิเศษแต่อย่างใด

หลายคน หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54 จนนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนพืชที่จะปลูก เช่น หันไปปลูกอ้อยแทน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาดในอนาคตได้ ทางประธาน กมธ. ได้ยืนยันว่า หากปีใดมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วขึ้น จะมีการเสนอให้ลดระยะเวลาการนำเข้าทันทีเพื่อปกป้องราคาให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยแน่นอนครับ

ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามรักษาความสมดุลของพืชผลทางการเกษตร และติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุดครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีข่าวที่ทำให้เสียเปรียบเพราะนี่คือการรักษากรอบกติกาเดิมที่มีมานานกว่าทศวรรษครับ

ที่มา – หวั่นเกษตรกรเข้าใจผิด ปมขยายเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 31 ส.ค. ย้ำเป็นกรอบเดิมตั้งแต่ปี 54

วรวัจน์เตือน! สินค้าเกษตรราคาตกเพราะพืช GMO?

“วรวัจน์” ฟาดกลับเตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี แฉต้นเหตุทำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะรัฐมนตรี “ภูมิใจไทย” ออกประกาศนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ทำทุนใหญ่ไม่สนใจสินค้าเกษตรกรไทย

วันที่ 14 ต.ค. 2568 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่รัฐมนตรีใหม่ในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อ้างเหตุผลที่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็เพราะทำราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และพรรคเพื่อไทยก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้ว่า รัฐมนตรีที่ออกมาพูดเรื่องนี้เป็นเพื่อนของตนเอง แต่เขาคงตกข่าว จึงอยากเตือนความจำให้ย้อนไปดูวันที่ตนอภิปรายในสภาเรื่อง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้ง ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง รวมถึงสินค้าในกลุ่มแป้งคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ตกต่ำ เพราะมีรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่ไปออกประกาศฉบับที่ 10/2553 ให้นำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม ที่ราคาถูกกว่าให้เข้ามาใช้ภายในประเทศ แทนผลผลิตของเกษตรกร ทำให้ทุนใหญ่ไม่ซื้อของเกษตรกรไทย

นายวรวัจน์ ยังกล่าวด้วยว่า อยากฝากไปบอกฝั่งรัฐบาลด้วยว่า ถ้าจริงใจกับเกษตรกร รักเกษตรกรคนไทยจริง ควรยกเลิกประกาศอัปยศนั้นด้วย คนไทยจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที พร้อมขอโทษด้วยที่ต้องเอาความจริงมาพูดเพราะไม่อยากให้บิดเบือน

วรวัจน์เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี ต้นเหตุราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ!

สถานการณ์ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหาจึงจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในกลไกตลาดและนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน คำกล่าวของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส. แพร่ ที่โยงสาเหตุของปัญหานี้ไปถึงการนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม (GMOs) เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างละเอียด

ผลกระทบของการนำเข้าพืช GMOs ต่อราคาสินค้าเกษตร

การนำเข้าพืช GMOs ที่มีราคาถูกกว่า อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศได้หลายประการ:

  • กดดันราคา: เมื่อมีสินค้า GMOs ราคาถูกเข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั่วไปของเกษตรกรไทยต้องปรับตัวลดลง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้
  • ลดความต้องการสินค้าเกษตรในประเทศ: หากผู้ประกอบการหันไปใช้พืช GMOs เป็นวัตถุดิบมากขึ้น ความต้องการสินค้าเกษตรจากเกษตรกรไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
  • ผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย: เกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูง อาจไม่สามารถแข่งขันกับพืช GMOs ราคาถูกได้ ส่งผลให้สูญเสียรายได้และอาจต้องออกจากภาคการเกษตรไปในที่สุด

นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าพืช GMOs

การนำเข้าพืช GMOs ในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหน้าที่ในการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การพิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างยั่งยืน ควรพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้:

  • ทบทวนนโยบายการนำเข้าพืช GMOs: พิจารณาถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรไทยอย่างรอบด้าน และปรับปรุงนโยบายให้มีความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการค้าและการปกป้องเกษตรกร
  • ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ: สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด
  • สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร: สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองและลดต้นทุนการผลิต
  • ส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร: พัฒนาช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง

การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทย

ที่มา – “วรวัจน์” เตือนความจำเพื่อนรัฐมนตรี โยนต้นเหตุทำสินค้าเกษตรราคาตกเพราะนำเข้าพืชตัดต่อพันธุกรรม

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

วิกฤตราคาข้าวโพดตกต่ำส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างมาก ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งแก้ไขปัญหาด้วยการจับมือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ประกาศเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคาประกัน 9 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นความหวังใหม่ของเกษตรกรในการพยุงราคาผลผลิต

อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ: โรงงานรับซื้อ 9 บาท

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ นำโดยนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ประกอบกิจการอาหารสัตว์ (PIA) และผู้แทนจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ พร้อมด้วยนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญ

นายอรรถกรเน้นย้ำว่า กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีเป้าหมายเดียวกัน คือการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ การที่สมาคมฯ ยืนยันที่จะเปิดโรงงานรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรว่าจะมีตลาดรองรับผลผลิตอย่างแน่นอน มาตรการอรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมจากกระทรวงเกษตรฯ

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับซื้อผลผลิต โดยจะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อดูแลราคาให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงกรมปศุสัตว์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับเรื่องร้องเรียน หากพบกรณีพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อ และจะประสานไปยังโรงงานเพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาตรการนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร และขอขอบคุณสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ มาโดยตลอด”

นายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวเสริมว่า สมาคมฯ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดอย่างเต็มที่ ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับรัฐบาล โดยการรับซื้อผลผลิตจะดำเนินการตามนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด สมาคมฯ ตระหนักถึงความสำคัญของ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ และพร้อมสนับสนุนทุกมาตรการที่จะช่วยยกระดับชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น

การที่โรงงานเปิดรับซื้อข้าวโพดในราคา 9 บาท เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำอย่างยั่งยืน รัฐบาลและภาคเอกชนยังคงต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และการแปรรูปข้าวโพดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป นอกจากนี้การส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง และเพื่อให้ อรรถกรแก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ เป็นรูปธรรม

  • ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของตลาด
  • พัฒนาระบบการตลาดให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • ส่งเสริมการแปรรูปข้าวโพดเพื่อเพิ่มมูลค่า
  • สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกรเป็นสหกรณ์
  • ควบคุมและตรวจสอบการซื้อขายข้าวโพดให้เป็นธรรม

การแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่กระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยจับมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด

สุดท้ายนี้ การแก้ปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำไม่ใช่เพียงแค่การพยุงราคา แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจโดยรวม เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มา – “อรรถกร” แก้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ให้โรงงานเปิดรับซื้อ 9 บาทต่อกิโลกรัม

Scroll to top