คนร้ายชิงทอง

ออกหมายจับแล้ว 1 ใน 2 คนร้ายชิงทอง 184 บาทห้างดังเชียงของ หนีไปฝั่งลาว

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์สุดระทึกขวัญเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาได้ กับกรณีคดีปล้นร้านทองครั้งใหญ่ในอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งคนร้ายได้กวาดทองรูปพรรณน้ำหนักรวมสูงถึง 184 บาท มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 13 ล้านบาท สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับแล้ว 1 ใน 2 คนร้ายชิงทอง 184 บาทห้างดังเชียงของ หนีไปฝั่งลาว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยผู้ต้องหาคือ ท้าวคำติก พอนปะเสิด ซึ่งถือเป็นบุคคลอันตรายที่มีประวัติก่อเหตุในฝั่ง สปป.ลาว มาก่อน

ออกหมายจับแล้ว 1 ใน 2 คนร้ายชิงทอง 184 บาทห้างดังเชียงของ หนีไปฝั่งลาว

ความคืบหน้าล่าสุด ทางสถานีตำรวจภูธรเชียงของได้บูรณาการกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและประสานงานไปยังทางการ สปป.ลาว อย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหาชาวลาวรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยจากการสืบสวนพบว่าคนร้ายได้หลบหนีไปยังเมืองหลวงน้ำทา โดยมีการทิ้งรถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีขาว ที่ใช้ก่อเหตุไว้เป็นหลักฐานสำคัญ ซึ่งถือเป็นคดีที่มีความซับซ้อนและมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี

เบื้องหลังการตามล่า ออกหมายจับแล้ว 1 ใน 2 คนร้ายชิงทอง 184 บาทห้างดังเชียงของ หนีไปฝั่งลาว

จากการสอบสวนเชิงลึกพบพฤติการณ์ที่น่าสนใจหลายประการเกี่ยวกับคนร้ายรายนี้:

  • คนร้ายมักจะข้ามแดนผ่านช่องทางปกติ แต่ครั้งนี้กลับใช้ด่านท้องถิ่นท่าเรือขอนแก่น-บ้านหัวเวียง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบที่เข้มงวด
  • ผู้ต้องหามีประวัติเสพติดการพนันและเกมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจสำคัญในการก่อเหตุอุกอาจครั้งนี้
  • มีบ้านพักหลายแห่งในฝั่งลาว ทำให้การติดตามตัวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยยังคงไม่ลดละความพยายาม โดย พ.ต.อ.รัฐวิชญ์ วศินพงศ์ธนัช ผกก.สภ.เชียงของ ได้กำชับให้เพิ่มมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน รวมถึงร้านทองทุกแห่งควรติดตั้งระบบป้องกันและปุ่มฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ประกอบการร้านทองและห้างร้านต่างๆ ในพื้นที่เชียงของ นี่ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสารผู้เช่ารถ การติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพื่อร่วมกันวางแผนป้องกันภัย ไม่ให้คนร้ายอาศัยช่องว่างตามแนวชายแดนมาก่อเหตุซ้ำเติมพี่น้องประชาชน

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างไทยและ สปป.ลาว จะสามารถนำตัวคนร้ายมาลงโทษได้โดยเร็ว เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและสร้างความอุ่นใจให้กับชาวเชียงของอีกครั้ง

ที่มา – ออกหมายจับแล้ว 1 ใน 2 คนร้ายชิงทอง 184 บาทห้างดังเชียงของ หนีไปฝั่งลาว

รวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองโคราช

รวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองที่โคราช ก่อนซิ่งรถหนีเข้ากรุงเทพฯ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ร้านทองในหมู่บ้านด่านเกวียน ต.ด่านเกวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา คนร้าย 2 คนลงมืออย่างดุเดือด สวมหมวกไอ้โม่งปิดบังใบหน้า พกปืนสั้นและค้อนทุบตู้โชว์กระจกแตก กวาดทองไปกว่า 30 วง มูลค่า 380,000 บาท ก่อนขับรถเก๋งโตโยต้าสีขาวหลบหนี

รวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองที่โคราช ก่อนซิ่งรถหนีเข้ากรุงเทพฯ

หลังเกิดเหตุ ตำรวจ สภ.โชคชัย ประสานงานกับชุดสืบสวนภาค 3 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ติดตามตัวคนร้ายอย่างไม่ลดละ กล้องวงจรปิดช่วยสำคัญมาก เผยทะเบียนรถและเส้นทางหลบหนีจากโคราช มุ่งตรงสู่กรุงเทพฯ ผ่านอยุธยา จนมาถึงย่านประเวศ

เวลา 18.30 น. ของวันเดียวกัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นำทีมชุดสืบสวนนครบาล 4,5 และ สน.ประเวศ ร่วมจับกุมผู้ต้องหาได้ที่จุดเช่ารถในซอยสุขุมวิท 77 ผู้ต้องหาคือ นายซู จินเทา อายุ 27 ปี และ นายซอง ฮาวหลง อายุ 19 ปี ทั้งคู่ชาวจีน พร้อมของกลางแหวนทองกว่า 30 วงในกล่อง

ขั้นตอนการจับกุมรวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองที่โคราช

พ.ต.อ.ทศพล อำไพพิพัฒน์กุล ผกก.สน.ประเวศ เผยว่า ผู้ต้องหาเช่ารถจากเต็นต์ในพื้นที่ประเวศก่อนก่อเหตุ หลังชิงทองก็ใช้รถคันนี้หนี ตำรวจตรวจกล้อง CCTV ได้ทะเบียน สั่งสกัดจับตั้งแต่อยุธยา สุดท้ายประสาน สน.ประเวศ สายตรวจไปดักที่เต็นต์ ยื้อเวลาให้เจ้าของเต็นต์ช่วย จนคนร้ายนำรถมาคืนและถูกจับคาหนังคาเข้ากับของกลางทองในถุง

  • เวลา 10:10 น. – เกิดเหตุชิงทองที่ด่านเกวียน โคราช
  • ขับรถหนีผ่านอยุธยา มุ่งกรุงเทพฯ
  • 18:30 น. – จับกุมที่ซอยสุขุมวิท 77 ประเวศ
  • พบของกลางทอง 30 วง มูลค่า 380,000 บาท

เบื้องต้น ผู้ต้องหาเข้ามาท่องเที่ยวไทย มีแฟนเป็นคนไทย แต่เงินหมดเลยลงมือชิงทอง ชุดสืบสวนนครราชสีมากำลังเดินทางมารับตัวเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีที่ สภ.โชคชัย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของตำรวจไทย ที่ประสานงานกันทุกภาคส่วน ใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดช่วยสืบสวน ทำให้จับคนร้ายได้ในวันเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านทองและประชาชนในพื้นที่โคราชโล่งใจมาก

เพื่อป้องกันเหตุแบบนี้ในอนาคต ร้านทองควรติดตั้งกล้อง CCTV คุณภาพสูง ระบบปุ่มฉุกเฉิน และประสานงานกับตำรวจท้องที่เสมอ ประชาชนด้วยควรระวังนักท่องเที่ยวที่ดูน่าสงสัย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างด่านเกวียน

รวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองที่โคราช ก่อนซิ่งรถหนีเข้ากรุงเทพฯ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานตำรวจไทย คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – รวบแล้ว 2 ชายชาวจีน สวมไอ้โม่งบุกชิงทองที่โคราช ก่อนซิ่งรถหนีเข้ากรุงเทพฯ

จับแล้ว “โจรบุกเดี่ยว” ชิงทองกว่า 3 ล้านบาท

ข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามอง เมื่อตำรวจสามารถ จับแล้ว “โจรบุกเดี่ยว” ชิงทองกว่า 3 ล้านบาท ได้เรียบร้อย พร้อมของกลางทองคำ 23 เส้น มูลค่ากว่า 3.5 ล้านบาท เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ร้านทองในห้างสรรพสินค้าดังย่านนครปฐม สร้างความฮือฮาให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก

จับแล้ว “โจรบุกเดี่ยว” ชิงทองกว่า 3 ล้านบาท อ้างทำไปเพราะเป็นหนี้พนันออนไลน์

วันที่ 14 มีนาคม 2567 พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 หรือ ผบช.ภ.7 ได้แถลงข่าวการจับกุมคนร้ายบุกเดี่ยวชิงทองอย่างเป็นทางการ โดยมี พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 ฝ่ายปราบปราม และ พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม ร่วมแถลงด้วย ชุดสืบสวนทั้งสภ.จว.นครปฐมและสภ.เมืองนครปฐม สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ที่บ้านพักในพื้นที่อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 เวลาประมาณ 19.30 น. คนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนจี้ร้านทองออโร่รา ภายในห้างสรรพสินค้าสาขานครปฐม กวาดทองหนักเส้นละ 2 บาทไป 23 เส้น ก่อนยิงปืนขู่และหลบหนีไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่จอดรอหน้าห้าง ขี่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการสืบสวนที่ละเอียดยิบ

หลังเกิดเหตุ ตำรวจบูรณาการกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งในห้างและเส้นทางใกล้เคียง แต่ไม่พบเบาะแสชัดเจนในตอนแรก จึงขยายรัศมีตรวจสอบกล้องวงจรปิดออกไปไกลถึง 50 กิโลเมตร และประสานตำรวจพื้นที่ใกล้เคียง เช่น จ.ราชบุรี และสมุทรสาคร

จากการวิเคราะห์ภาพ พบรถจักรยานยนต์สีเทาดำต้องสงสัยขับวนเวียนหลายเส้นทาง ออกจากถนนเพชรเกษม ไปอ.นครชัยศรี วนกลับเมืองนครปฐม ไปราชบุรี และแวะกินข้าวที่ตลาดนัดหน้าศาลากลางนครปฐม แม้รถจะมีป้ายทะเบียนต่างจากที่แจ้งหาย แต่สีและลักษณะเหมือนกันเป๊ะ

ตรวจสอบเจ้าของรถคือ นายสมชาย ชุ่มหิรัญ อายุ 55 ปี บ้านอยู่ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ชุดสืบจึงส่งสายลับไปส่อง พบชายรูปพรรณคล้ายคนร้ายและรถจอดอยู่ใต้ถุนบ้าน จึงขอหมายศาลเข้าตรวจค้นเช้าวันที่ 14 มี.ค. เวลา 08.00 น.

ผลการค้นบ้านน่าตกใจ! พบเสื้อลายสก๊อตขาวดำแขนยาว, ปืนแบล็กกัน 9 มม. ในกระเป๋า, รองเท้า, หมวกกันน็อคสีน้ำเงินเข้มที่แปะสติ๊กเกอร์ดำทับตอนก่อเหตุ ซุกซ่อนตามจุดต่างๆ และในถังขยะ ลายนิ้วมือจากที่เกิดเหตุตรงกันเป๊ะหลังส่งกองวิทยาการตรวจ

ที่พีคสุดคือทอง 23 เส้น ซ่อนในกระป๋องน้ำมันเครื่อง 1 ลิตร ใต้เตียงนอน มีตราประทับร้านทองชัดเจน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตอนแรก แต่สุดท้ายรับสารภาพ

สาเหตุช็อก! หนี้พนันออนไลน์บีบให้ชิงทอง

จากการสอบสวน นายสมชายรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุคนเดียว ก่อนชิง 1 วันแวะลาดเล่าร้านทองหลายร้าน พบร้านออโรราไม่มียาม พนักงานหญิงเยอะ ก่อนปิดร้านคนน้อย จึงตัดสินใจ ก่อนลงมือกินข้าวปลอบใจที่ตลาดนัดรอฟ้า tối รอตำรวจเวรตรวจเซ็นชื่อไป แล้วบุกทันที

หลบหนีวนรถหลายรอบ ไม่กล้ากลับบ้านกลัวเมียรู้ จนตี 4 จึงซ่อนของ สาเหตุหลักคือ หนี้พนันออนไลน์ ถูกทวงขู่หลายครั้ง ไม่มีเงินจ่าย เลยคิดชิงทองไปขายชำระ แต่ยังไม่ทันขายโดนจับ

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาพนันออนไลน์ที่กำลังระบาดในไทย ทำให้คนธรรมดากลายเป็นอาชญากรได้ง่ายๆ หากติดหนี้สินล้นพ้น ร้านทองทั่วไปควรเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น ยามรักษาการ กล้องวงจรปิดครบวงจร และระบบแจ้งเตือนด่วน

สำหรับประชาชน ควรหลีกเลี่ยงพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย เพราะไม่เพียงเสียเงิน แต่ยังนำมาซึ่งปัญหาชีวิตใหญ่หลวง ตำรวจตั้งข้อหาหนัก ชิงทรัพย์กลางคืน ใช้ปืน ปลอมตัว ใช้ยานพาหนะหลบหนี

คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณี จับแล้ว “โจรบุกเดี่ยว” ชิงทองกว่า 3 ล้านบาท นี้? พนันออนไลน์กำลังทำลายสังคมไทยหรือไม่? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตจากเราเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

ที่มา – จับแล้ว “โจรบุกเดี่ยว” ชิงทองกว่า 3 ล้านบาท อ้างทำไปเพราะเป็นหนี้พนันออนไลน์

ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านนครปฐม

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในจังหวัดนครปฐม เมื่อ ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านในห้างดังนครปฐม หลบหนี อย่างลอยนวล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคนร้ายรายนี้กล้าได้กล้าเสีย บุกเดี่ยวเข้าร้านทองชื่อดังในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ควงปืนข่มขู่พนักงาน ก่อนฉกทองไปกว่า 20 เส้น มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท แล้วยิงปืนขึ้นเพดานเพื่อเปิดทางหนี ตำรวจกำลังเร่งรัดไล่ล่า ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุด

ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านในห้างดังนครปฐม หลบหนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 11 มีนาคม 2567 (แก้ปีจาก 2569 เป็นจริง) ตำรวจกองปราบปราม 191 ได้รับแจ้งเหตุชิงทองทันที รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมผู้บังคับบัญชา เช่น พล.ต.ต. พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม และ พ.ต.อ. อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผกก.สภ.เมืองนครปฐม ชุดสืบสวนทำงานเต็มที่เพื่อติดตามตัวคนร้าย

สถานที่เกิดเหตุและทรัพย์สินที่เสียหาย

ร้านทองดังตั้งอยู่ชั้น 1 ใกล้บันไดเลื่อน หน้าร้านกว้าง 8 เมตร พนักงานหญิง 3 คนตกใจสุดขีด หลังคนร้ายบุกมา พบปลอกกระสุนตกเกลื่อน เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ทรัพย์สินที่หายไปคือสร้อยคอทองคำ 1 ถาด น้ำหนักรวมกว่า 20 เส้น มูลค่า 3 ล้านบาท ทำให้ร้านเสียหายหนัก

ลักษณะคนร้ายในคดีล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้าน

  • ชาย 1 คน สวมเสื้อแขนยาวลายสก็อตสีขาว-ดำ
  • กางเกงขายาวสีดำ
  • รองเท้าคัทชูสีดำ
  • กระเป๋าคาดเอว
  • หมวกกันน็อกเต็มใบ ปิดบังใบหน้า
  • ใช้อาวุธปืนขนาดไม่ทราบ

พนักงานเล่าว่าขณะเก็บร้าน ชายแต่งตัวดีคนนี้เดินมาหยุดหน้าร้าน ถือถุงพลาสติกในมือซ้าย สั่งให้ส่งทองมา กวาดทองใส่ถุงอย่างรวดเร็ว

วิธีการก่อเหตุและการหลบหนี

หลังได้ทอง คนร้ายยิงปืนขึ้นในห้าง 3 นัด สร้างความโกลาหล วิ่งออกไปขี่รถ จยย. Honda Wave สีเทาดำ ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน หลบหนีไปทางถนนเพชรเกษม ตำรวจยังไม่รู้เส้นทางแน่ชัด แต่ได้ตั้งด่านสกัดทุกทาง

การสืบสวนและมาตรการป้องกัน

เจ้าหน้าที่กำลังตรวจกล้อง CCTV รอบห้างและเส้นทางหลบหนี สอบปากคำพนักงานเพิ่มเติม เหตุการณ์ชิงทองแบบนี้เกิดบ่อยในไทย โดยเฉพาะร้านในห้างที่เป็นเป้าหมายง่าย ร้านทองควรติดตั้งกระจกกันกระสุน ระบบปุ่มฉุกเฉิน และ AI ตรวจจับพฤติกรรมน่าสงสัย เพื่อลดความเสี่ยง

จากสถิติตำรวจ ปีที่ผ่านมา มีคดีชิงทองกว่า 100 ครั้งทั่วประเทศ มูลค่ารวมพันล้านบาท คนร้ายส่วนใหญ่เป็นมาเฟียท้องถิ่นหรือมืออาชีพที่วางแผนมาดี การบุกเดี่ยวแบบนี้แสดงถึงความมั่นใจสูง อาจมีอาวุธหนักหรือข้อมูลภายใน

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ความปลอดภัยสาธารณะในห้างต้องเข้มงวดขึ้น ห้างสรรพสินค้าควรมีทีมรักษาความปลอดภัย 24 ชม. และระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

เหตุการณ์ ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านในห้างดังนครปฐม หลบหนี นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนระวังตัว โดยเฉพาะพนักงานร้านทอง ควรฝึกซ้อมหนีภัยและใช้เทคโนโลยีช่วย หากมีข้อมูลคนร้าย ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสได้ที่ตำรวจ 191

คุณคิดว่ามาตรการอะไรจะป้องกันชิงทองได้ดีที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อเตือนภัยกันนะครับ!

ที่มา – ล่าตัว ชายควงปืนบุกเดี่ยว ชิงทองกว่า 3 ล้านในห้างดังนครปฐม หลบหนี

ดีเอ็นเอชี้ชัด “โจรหมวกฟาง” คนเดียวกับ “โจรสวมวิก”

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวใหญ่จากวงการสืบสวนที่แฟนๆ ข่าวอาชญากรรมต้องไม่พลาด นั่นคือ ดีเอ็นเอชี้ชัด “โจรหมวกฟาง” คนเดียวกับ “โจรสวมวิก” ชิงร้านทองเมื่อ 7 ปีก่อน สุดยอดเลยนะครับ ตำรวจไทยใช้เทคโนโลยี DNA ปิดคดีค้างคามาได้ 7 ปีเต็ม มาดูรายละเอียดกันแบบละเอียดยิบเลย

ดีเอ็นเอชี้ชัด “โจรหมวกฟาง” คนเดียวกับ “โจรสวมวิก” ชิงร้านทองเมื่อ 7 ปีก่อน

เรื่องราวเริ่มต้นจากเหตุการณ์ชิงทรัพย์ร้านทองสุดโจ่งแจ้งในห้างสรรพสินค้าย่านสุขุมวิท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 คนร้ายบุกชิงทองคำหนัก 198 บาท และเงินสด 170,000 บาท มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท! ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพ “โจรหมวกฟาง” ชัดเจน รูปร่างท่าทางคุ้นๆ เหมือนคดีเก่า

หลังจากนั้นไม่นาน ตำรวจชุดสืบสวน สน.พระโขนง และ สน.ทองหล่อ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหา “นายจะลอ หรือ ทิว” อายุ 29 ปี ได้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เขารับสารภาพเต็มปาก แต่ที่เด็ดคือ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และทีมงาน ไม่ยอมหยุดแค่นั้น พวกเขาสั่งตรวจ DNA เพื่อโยงคดีเก่า

ผล DNA ยืนยันบุคคลเดียวกัน ปิดคดีค้างคา

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ เกิดการประชุมใหญ่โต มี พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐก. และทีมกองพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจเปรียบเทียบ DNA

ผลออกมาชัดเจน! DNA จากมือจับจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีเหลือง ที่คนร้ายทิ้งไว้หลังชิงทองย่านพระราม 4 เมื่อปี 2562 (7 ปีก่อน) ตรงกับ DNA ของนายจะลอ 100% นั่นหมายความว่า ดีเอ็นเอชี้ชัด “โจรหมวกฟาง” คนเดียวกับ “โจรสวมวิก” ชิงร้านทองเมื่อ 7 ปีก่อน จริงๆ

ทั้งสองคดีมีพฤติกรรมคล้ายกันมาก รูปพรรณสัณฐาน ตำหนิ และวิธีการก่อเหตุเหมือนเพจเดียว ตำหนิสำคัญคือการสวมหมวกฟางครั้งล่าสุด และวิกผมในคดีเก่า ทำให้ทีมสืบสงสัยตั้งแต่แรก

  • คดีปี 2562: ชิงทองย่านพระราม 4 ใช้จยย.ยามาฮ่าเหลือง ทิ้งไว้หนี
  • คดี 2567: ชิงทองสุขุมวิท สวมหมวกฟาง หนีไปได้ก่อนถูกจับ
  • จุดเชื่อมโยง: DNA มือจับจยย. + รูปแบบก่อเหตุ

ขั้นตอนการสืบสวนที่ยอดเยี่ยม

ทีมสืบสวนนำโดย พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ ผกก.สส.บก.น.5 พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ประดับไทย ผกก.สน.พระโขนง และ พ.ต.อ.รัฐธนนท์ เอกฐิติกุลพัทธ์ ผกก.สน.ทองหล่อ ทำงานหนักมาก แกะรอยจากกล้อง CCTV วิเคราะห์พฤติกรรม จนนำไปสู่การจับกุม

หลังจากนี้ ตำรวจจะแจ้งผล DNA ต่ออัยการ และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีเก่า นายจะลอคงหนีไม่พ้นข้อหาชิงทรัพย์หลายคดี แถมอาจมีโทษหนักเพราะมูลค่าสูง

น่าทึ่งจริงๆ ครับ พลังของวิทยาศาสตร์ DNA ช่วยปิดคดีเก่าได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าตำรวจไทยเก่งแค่ไหนในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ถ้าไม่มี DNA คดีนี้อาจค้างคาตลอดไป

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจข่าวอาชญากรรม ลองคิดดูสิครับ ถ้าคุณเป็นตำรวจ คุณจะสืบคดีแบบนี้ยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ หรือกดติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวเด็ดๆ แบบนี้ทุกวัน!

ที่มา – ดีเอ็นเอชี้ชัด “โจรหมวกฟาง” คนเดียวกับ “โจรสวมวิก” ชิงร้านทองเมื่อ 7 ปีก่อน

น.1 แถลงปิดฉากโจรหมวกฟาง บุกจี้ชิงทอง 198 บาท

วันนี้เรามาพูดถึงคดีสุดระทึกที่เพิ่งปิดฉากไปหมาดๆ เมื่อผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ น.1 พล.ต.ท.สยาม บุญสม นำทีมแถลงข่าวจับกุม โจรหมวกฟาง หรือนายจะลอ กุ่ยแก้ว อายุ 29 ปี ผู้ก่อเหตุบุกเดี่ยวจี้ร้านทองในห้างสรรพสินค้าสุขุมวิท 50 เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 30 มกราคม 2569 ชิงทองคำหนักรวม 198 บาทและเงินสด 1.7 แสนบาทไปแบบไม่เกรงใจใคร

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่เพราะ โจรหมวกฟาง วางแผนมาอย่างละเอียด ลาดเลาร้านทองออโรร่ามา 2 วันติด วันที่ 29 ม.ค. ยังไม่ลงมือ แต่คืน 30 ม.ค. เห็นคนบางตาใกล้ปิดห้างก็บุกเลย ใช้อาวุธปืนปลอมข่มขู่ ราดน้ำมันขู่เผา ก่อนหลบหนีด้วยรถจักรยานยนต์ที่ลักมาจากเทศกาลปีใหม่ ทิ้งรถลงคลองพัฒนาการซอย 10 เพื่อทำลายหลักฐาน

ปิดฉากโจรหมวกฟาง หลบหนีข้ามเหนือไปชายแดน

หลังก่อเหตุ โจรหมวกฟาง ไม่หยุดนิ่ง นั่งรถไฟไปเชียงใหม่วันที่ 1 ก.พ. พัก 4 วัน ก่อนมุ่งหน้าแม่สรวย เชียงราย จับกุมได้วันที่ 19 ก.พ. ที่ซุ้มชายชุดดำเขื่อนแม่สรวย ชุดสืบสวนนครบาลไล่ล่าแบบไม่ลดละ ใช้กำลังและเทคโนโลยีเต็มที่เพราะรู้ว่ามันวางแผนหนัก

ที่มาของฉายา โจรหมวกฟาง คงจากลุคปลอมตัวสวมวิกผมที่หยิบมาจากใต้ต้นโพธิ์ เลียนแบบหนังแอคชั่นที่เคยดู แต่น่าเสียดายที่ชีวิตจริงไม่เหมือนหนัง ตำรวจตามกล้องวงจรปิดและเส้นทางหนีได้หมด

โจรหมวกฟางสารภาพ เงินหมดเพราะพนัน-ซื้อบิ๊กไบค์

ชั้นสอบสวน นายจะลอ หรือไอ้ทิว รับสารภาพเต็มปาก ลงมือคนเดียวเพราะอยากได้เงินซื้อบิ๊กไบค์ ติดเล่นพนันหนัก เพิ่งพ้นโทษจำคุก 5 ปีจากเชียงใหม่เมื่อตค.68 แต่ไม่เข็ด กลับมาก่อเหตุซ้ำ หาเงินเล่นพนันกับเพื่อนบ้านหมดครึ่งล้าน

ทองมีตราห้าง ขายไทยไม่ได้เลยฝากเพื่อนชนเผ่าเดียวกันชายแดนพม่า ข้ามไปรับเงินล่วง 2 แสน แลกชิปเล่นพนันกับนายดิว เสียไป 5 แสน เหลือไม่ถึง 3 แสน เอาไปซื้อฟอร์ซ่ามือสอง 1 แสน และจยย.อีกคัน 1.9 แสน ที่เหลือกินเที่ยว เงินจากร้านทอง 1.6 แสนก็หมดเกลี้ยง

ยอมรับว่าคุ้นเคยย่านพระโขนง เคยอยู่ทำงานแถวนั้น รู้ทางหนี tiger ดี พยายามเปลี่ยนเส้นทาง หนีไปกบดานพม่าแต่กลับมาเพราะข่าวเงียบ แต่ตำรวจไม่ยอมแพ้ ติดตามจนจับได้

เลียนแบบหนังสวมวิก แต่สุดท้ายสำนึกผิด

ไอ้ทิวให้การว่าปลอมตัวสวมวิกจากของบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แรงบันดาลใจจากหนังที่เห็นว่าทำได้จริง แต่ยอมรับว่าผิด 2 ครั้งแล้ว ครั้งนี้เพราะหางานไม่ได้ ขาลวกน้ำมันจากอุบัติเหตุเก่า ขอโทษสังคมและเตือนเยาวชนอย่าทำตาม “ในคุกไม่มีอนาคต ทำงานสุจริตลำบากแต่ได้อยู่กับครอบครัว”

พล.ต.ท.นพศิลป์ เผยกำลังตรวจสอบเพื่อนที่รับทองไปขายจริงหรือไม่ ชี้จุดแล้ว แต่ไม่เชื่อทั้งหมดเพราะชายแดนเป็นช่องทางธรรมชาติ ตำรวจจะไล่ทรัพย์สินและผู้เกี่ยวข้องต่อ

  • วางแผนล่วงหน้า: ลักจยย. ดูลาดเลา
  • หลบหนีฉลาด: รถไฟ-ชายแดน
  • แรงจูงใจ: พนัน-บิ๊กไบค์
  • บทลงท้าย: จับได้ สำนึกผิด

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมชิงทองในห้างใหญ่ยังเกิดได้ แม้ปลอมตัวเก่ง แต่กล้อง CCTV และสืบสวนไทยเจ๋งมาก สุดท้ายโจรไม่เคยรอด Insight สำคัญ: ติดพนันนำพาความพินาศ อย่าให้เงินล่อใจมาทำลายชีวิต ควรหันมาทำงานสุจริตดีกว่า

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันตัวจากบล็อกเรา เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อร้านทองหรือเหตุร้ายอื่นๆ สนใจแชร์ประสบการณ์ด้านล่างคอมเมนต์เลย!

ที่มา – น.1 แถลงปิดฉากโจรหมวกฟาง เลียนแบบหนังสวมวิก บุกจี้ชิงทอง หนัก 198 บาท ยอมสำนึกผิด

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น ล่าสุด พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของคดีสุดสะเทือนขวัญ ที่มีเยาวชนวัยเพียง 15 ปีบุกชิงทองหนัก 33 บาท จากร้านทองในห้างดังย่านหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลว่าอาจก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.กิติ์รัฐ ได้อัปเดตสถานการณ์ โดยระบุว่าตำรวจกำลังเร่งขยายผลคดี เพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใดให้การช่วยเหลือหรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ผู้ก่อเหตุจะอ้างว่าทำคนเดียว แต่การหลบหนีจากสงขลาไปไกลถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจมีผู้สนับสนุน โดยเฉพาะเพื่อนฝูงหรือผู้ยุยง แต่เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานชัดเจน ผู้ต้องหาอ้างเพียงว่ามีเพื่อนอยู่ที่นั่นเท่านั้น

ทองของกลางขาดหาย 3 บาท สอบปลายทางทันที

สำหรับทองคำของกลาง ตำรวจยึดคืนได้ 30 บาท จากทั้งหมด 33 บาท ส่วนที่เหลือ 3 บาท เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่าผู้ก่อเหตุนำไปขายหรือใช้ประโยชน์อย่างไร รวมถึงปลายทางของทองทั้งหมดว่าจะถูกนำไปที่ใด หลังจากนี้ ผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่จังหวัดสงขลาต่อไป คดีนี้สะท้อนปัญหาเยาวชนที่กล้าลงมือกับเป้าหมายมูลค่าสูง โดยไม่กลัวผลทางกฎหมาย

ผบ.ตร.ยังได้เตือนประชาชนและผู้ประกอบการร้านทองให้เพิ่มความระวัง เนื่องจากราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการก่อเหตุชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์มากขึ้น ตำรวจได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจตราในพื้นที่เสี่ยง แต่ยืนยันว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

มาตรการป้องกันร้านทองและบทบาทประกันภัย

ผบ.ตร.ชี้ว่าผู้ประกอบการร้านทองต้องเสริมระบบรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม กระจกกันกระสุน และระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน รวมถึงควบคุมการเข้าถึงพนักงานและทรัพย์สินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับประชาชนที่สวมใส่เครื่องประดับทองคำ ก็ควรหลีกเลี่ยงการโชว์ในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับบริษัทประกันภัย โดยพล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. จะประชุมร่วมกับสำนักงาน คปภ. ในวันที่ 10 ก.พ. เพื่อกำหนดเงื่อนไขประกันที่กระตุ้นให้ร้านทองติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันมากขึ้น

  • เพิ่มการตรวจตราในพื้นที่ร้านทองหนาแน่น
  • ร้านทองควรใช้ตู้นิรภัยสองชั้น
  • ประชาชนหลีกเลี่ยงการถือทองจำนวนมาก
  • ผู้ปกครองอบรมลูกหลานเรื่องกฎหมาย
  • ประกันภัยกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย

ปัญหาเยาวชนก่ออาชญากรรมเพิ่ม สาเหตุจากครอบครัวและสังคม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือจำนวนผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชนมีแนวโน้มสูงขึ้น ผบ.ตร.แนะนำให้แก้ไขตั้งแต่ระดับครอบครัว โดยผู้ปกครองต้องปลูกฝังทัศนคติที่ดีและความรู้เรื่องกฎหมายให้บุตรหลาน ตำรวจเองก็จะใช้กำลังตำรวจมวลชนเข้าไปใกล้ชิดชุมชน ร่วมกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมและเคารพกฎหมาย สถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคดีชิงทองในปีนี้เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน สอดคล้องกับราคาทองที่ทะยานสู่ 40,000 บาทต่อบาททองคำ

คดีผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัญหาวัยรุ่น สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องตื่นตัวและร่วมมือกันป้องกัน

คุณเห็นด้วยกับมาตรการที่ผบ.ตร.เสนอหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับทราบ!

ที่มา – ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น

กองปราบตามยึดทองของกลาง หลังเยาวชน 15 ปีสารภาพ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากวงการตำรวจที่กำลังเป็นกระแส กองปราบตามยึดทองของกลาง หลังเยาวชนวัย 15 ปี สารภาพฝากเพื่อนไว้ก่อนหนี กันอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มวัยเพียง 15 ปี บุกชิงทองในร้านทองชื่อดังกลางห้างสรรพสินค้าที่หาดใหญ่ จ.สงขลา สร้างความตกใจให้กับชาวเมืองใต้ไม่น้อย

กองปราบตามยึดทองของกลาง หลังเยาวชนวัย 15 ปี สารภาพฝากเพื่อนไว้ก่อนหนี

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 คนร้ายบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ โดยได้ทองคำน้ำหนักรวมกว่า 33 บาท ก่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ตำรวจกองปราบปรามจึงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหา

ด้วยความสามารถของเจ้าหน้าที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. และ พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย ผกก.6 บก.ป. นำทีมบุกจับกุมนายอั๋น (นามสมมุติ) วัย 15 ปี ชาว จ.สงขลา ได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารอุบลราชธานี

เยาวชนวัย 15 ปี สารภาพฝากทองไว้กับเพื่อน

หลังจากถูกจับกุม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทันทีว่า ได้ฝากสร้อยคอทองคำและกำไลทองคำไว้กับเพื่อนวัย 15 ปี ก่อนจะหนีขึ้นรถโดยสารลงใต้ไปยังอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่กองปราบปรามจึงไม่รอช้า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย ผกก.6 บก.ป. สั่งการให้ชุดสืบสวน กก.6 บก.ป. เดินทางไปยึดทองของกลางดังกล่าวคืนมา

ทองที่ยึดได้มีจำนวนประมาณ 30 เส้น ประกอบด้วยสร้อยคอทองคำและกำไลข้อมือทองคำ ซึ่งตรงกับของที่ถูกชิงไปเกือบทั้งหมด ชาวเน็ตต่างชื่นชมความรวดเร็วของตำรวจกองปราบที่สามารถตามทองของกลางกลับมาได้อย่างสมบูรณ์

ลำดับเหตุการณ์สำคัญในคดีนี้

  • 3 ก.พ. 2567: เกิดเหตุชิงทรัพย์ร้านทองหาดใหญ่ ได้ทอง 33 บาท
  • ช่วงดึก: ผู้ต้องหาฝากทองไว้กับเพื่อน แล้วหนีไปอุบลราชธานี
  • 4 ก.พ. 2567: ตำรวจกองปราบบุกจับผู้ต้องหาที่สถานีขนส่งอุบลราชธานี
  • 19.30 น. วันเดียวกัน: ยึดทองของกลางจากเพื่อนผู้ต้องหาได้ 30 เส้น

คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานแบบบูรณาการของตำรวจกองปราบปราม ที่สามารถสืบสวนและติดตามของกลางได้อย่างฉับไว แม้ผู้ต้องหาจะเป็นเยาวชนวัยเพียง 15 ปี แต่ก็ไม่ละเลย เพราะทองของกลางมีมูลค่าหลายล้านบาท

ปัญหาเยาวชนก่ออาชญากรรมในปัจจุบัน

เหตุการณ์ กองปราบตามยึดทองของกลาง หลังเยาวชนวัย 15 ปี สารภาพฝากเพื่อนไว้ก่อนหนี ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงปัญหาเยาวชนที่หันไปก่ออาชญากรรม สาเหตุมาจากอะไร? อาจเป็นปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ หรืออิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนเพิ่มขึ้น 20% ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะคดีชิงทรัพย์ร้านทองในภาคใต้

ร้านทองทั่วประเทศต่างเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด กระจกนิรภัย และปุ่มฉุกเฉิน เพื่อป้องกันเหตุแบบนี้ นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีโครงการป้องกันเยาวชน เช่น ค่ายเยาวชนดีเด่น หรือให้คำปรึกษาครอบครัว

สำหรับคดีนี้ ความคืบหน้าจะมีการอัปเดตเพิ่มเติมในอนาคต โดยผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าตำรวจไทยมีศักยภาพสูง หากปัญหาเยาวชนไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นตอ อาจเกิดเหตุซ้ำรอยได้ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? เชิญแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยกันนะครับ! ติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันตัวได้ที่บล็อกของเรา

ที่มา – กองปราบตามยึดทองของกลาง หลังเยาวชนวัย 15 ปี สารภาพฝากเพื่อนไว้ก่อนหนี

จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ เยาวชน 15 ปี

ข่าวด่วนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล! จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ เยาวชน 15 ปี หลังจากก่อเหตุสุดตึงเครียดในห้างดังที่หาดใหญ่ เพียงวันเดียว ตำรวจกองปราบปรามก็ไล่ล่าจับกุมได้ทันควัน สร้างความฮือฮาให้ชาวเน็ตจำนวนมาก วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียดยิบ พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เยาวชนรายนี้กล้าก่ออาชญากรรมใหญ่โตขนาดนี้

จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ เยาวชน 15 ปี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ชายหนุ่มรายหนึ่งบุกเดี่ยวเข้าไปชิงทรัพย์ร้านทองในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ย่านต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ทองคำหนักรวมกว่า 33 บาท ก่อนหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าของร้านและพนักงานแตกตื่น สร้างความเสียหายจำนวนมาก

รายละเอียดการก่อเหตุชิงทองหาดใหญ่

  • เวลาเกิดเหตุ: ช่วงเย็นวันที่ 3 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ร้านทรัพย์สินค้าชื่อดัง หาดใหญ่ สงขลา
  • ทรัพย์สินที่ชิง: ทองคำ 33 บาท
  • ผู้ก่อเหตุ: เดี่ยว ไม่มีพวกพ้องร่วม

ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพผู้ต้องสงสัยได้ชัดเจน สวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่แววตาไม่ธรรมดา ชิงทองแล้วหนีไปฝากไว้กับเพื่อนสนิทใน จ.สงขลา ก่อนรีบขึ้นเครื่องบินจากสนามบินหาดใหญ่ตรงดิ่งมาดอนเมือง กรุงเทพฯ จากนั้นนั่งรถทัวร์จากสถานีขนส่งหมอชิต มุ่งหน้าสู่ จ.อุบลราชธานี แผนการหนีสุดฉลาดแต่ไม่รอด!

ขั้นตอนการจับกุมโจรชิงทองหาดใหญ่

ความคืบหน้าที่สุดว้าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ทีมกองปราบนำโดย พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., และ พ.ต.อ.อนุสรณ์ ทองไสย ผกก.6 บก.ป. ประสานงานไล่ล่าจนเจอตัว นายอั๊น (นามสมมุติ) อายุ 15 ปี ชาว จ.สงขลา ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารอุบลราชธานี

หลักฐานแน่นปึ้ก ทั้งภาพ CCTV พยานบุคคล และร่องรอยการเดินทาง เมื่อตำรวจนายนี้เห็นเจ้าหน้าที่เดินเข้าไป ก็ตกใจสุดขีด พยายามวิ่งหนี แต่ถูกชาร์จตัวได้ทันที จากนั้นให้การรับสารภาพทันควัน ยอมรับว่าทองของกลางยังฝากไว้กับเพื่อนที่สงขลา เบื้องต้นถูกนำตัวไปสอบสวนที่ตำรวจทางหลวงอุบลราชธานีต่อไป

วิเคราะห์สาเหตุ จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ เยาวชน 15 ปี

กรณีนี้ชี้ให้เห็นปัญหาเยาวชนก่ออาชญากรรมที่รุนแรงขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่ อายุแค่นี้แต่กล้าทำเรื่องใหญ่ อาจมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น อิทธิพลเพื่อนฝูง, ปัญหาครอบครัว, หรือขาดการควบคุมจากผู้ปกครอง แม้จะเป็นเยาวชนตามกฎหมาย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมหาศาล ต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสมเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

สิ่งที่น่าประทับใจคือความรวดเร็วของตำรวจกองปราบ ที่ใช้เทคโนโลยีและการประสานงานข้ามจังหวัด จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ เยาวชน 15 ปี ได้ภายใน 24 ชั่วโมง แสดงถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ไทยที่ไม่ยอมให้อาชญากรลอยนวล

สำหรับพี่น้องประชาชน คำแนะนำคือร้านทองควรติดตั้งกล้อง CCTV คุณภาพสูง ระบบรักษาความปลอดภัย และแจ้งเหตุทันทีเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย หากคุณเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ นี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอาชญากรรมอัปเดตทุกวันกับเราต่อไป!

สุดท้ายนี้ อยากฝากว่า ‘หนีไม่พ้นหรอก ถ้ากฎหมายจับตา’ ความยุติธรรมจะตามทันเสมอ

ที่มา – จับแล้วโจรชิงทองหาดใหญ่ ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน อายุ 15 ปี ขึ้นเครื่องบิน มาดอนเมือง

Scroll to top