คนละครึ่งพลัส

นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เน้นสร้างคนยืนได้ด้วยตัวเอง

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนถามถึงว่า นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” หรือไม่ หลังจากมีกระแสเรียกร้องให้สานต่อโครงการดังกล่าวในไตรมาสถัดไป ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วครับ

มุมมองของนายกฯ กับโอกาสที่ นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทินได้ย้ำว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน รัฐบาลพร้อมที่จะพิจารณาเสมอ แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม ทั้งในเรื่องของสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวม และความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดินครับ โดยนายกฯ ได้ชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลชุดนี้ให้เข้าใจชัดเจนว่า:

  • เราไม่ใช่รัฐบาลประชานิยมที่แจกเพียงอย่างเดียว
  • รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้สามารถยืนบนขาของตัวเองได้
  • การกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำเป็นช่วงๆ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจติดเท่านั้น

ไขข้อข้องใจเรื่องทิศทางเศรษฐกิจและ นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”

นอกจากประเด็นเรื่องโครงการแล้ว นายกฯ ยังได้พูดถึงเรื่องกระแสตอบรับและมุมมองของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา โดยท่านมองว่าการที่ประชาชนจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ยังมีเวลาอีกถึง 3 ปีในการทำงานเพื่อพิสูจน์ความจริงใจและความตั้งใจให้ประชาชนได้เห็นครับ

สำหรับใครที่ลุ้นว่าหากมีเฟสสอง วงเงินจะเพิ่มขึ้นจากวันละ 200 บาทหรือไม่ นายกฯ ได้แนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากทีมเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังโดยตรง เพื่อความชัดเจนในเชิงตัวเลขและข้อเท็จจริงครับ

ส่วนประเด็นดราม่าเรื่องแฟชั่นการแต่งกายกางเกงขาสั้นลงพื้นที่นั้น นายกฯ ตอบแบบติดตลกสั้นๆ ว่า “ก็ลมมันเย็น” ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นกันเองของท่านผู้นำที่พร้อมเข้าถึงประชาชนในทุกสถานการณ์ครับ

ความคิดเห็นส่วนตัว: การที่รัฐบาลเน้นการสร้างรายได้และให้คนพึ่งพาตัวเองได้ ถือเป็นทิศทางที่ยั่งยืนที่สุดครับ การกระตุ้นผ่านโครงการต่างๆ เป็นเพียงตัวช่วยในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เงินอุดหนุน แต่คือการสร้างอาชีพและโอกาสที่ยั่งยืนให้กับคนไทยทุกคนในระยะยาวครับ

ที่มา – นายกฯ ไม่ปิดประตูต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลเน้นสร้างคนยืนบนขาตัวเอง

ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางรถไฟ 117 สถานี รับส่วนลดสุดคุ้ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ สำหรับสายเที่ยวและคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ มาฝากกันครับ เพราะรัฐบาลเพิ่งประกาศเปิดตัวโครงการดีๆ อย่าง ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี ซึ่งบอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีดีแค่การประหยัดเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในบ้านเราให้คึกคักขึ้นอีกด้วยครับ

ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี เริ่มใช้สิทธิ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 69

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี ออกแบบมาเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะใครที่วางแผนจะออกเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านต่างจังหวัดในช่วงเวลาดังกล่าว ถือเป็นโอกาสทองเลยครับ โดยโครงการจะเริ่มเปิดให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลา 3 เดือนเต็มๆ ที่เราจะได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และราคาเป็นมิตรต่อกระเป๋าสตางค์

เงื่อนไขการใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เพื่อให้การเดินทางของคุณราบรื่นและได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ เรามาดูรายละเอียดที่ควรรู้กันก่อนครับ:

  • สามารถซื้อตั๋วโดยสารได้ทุกขบวนและทุกชั้นที่นั่ง
  • ยกเว้นตั๋วหมู่คณะ, ตั๋วรายเดือน และตั๋วนำเที่ยว
  • ต้องชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น
  • ใช้สิทธิได้ ณ สถานีรถไฟที่เข้าร่วมโครงการ 117 สถานีทั่วประเทศ
  • ซื้อตั๋วได้เฉพาะในวันเดินทางเท่านั้น
  • สามารถใช้สิทธิ์ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายใต้วงเงินที่กำหนด
  • ใช้ร่วมกับส่วนลดอื่นของการรถไฟฯ ได้ตามเงื่อนไข

ข้อควรระวังสำคัญคือ ตั๋วที่ซื้อผ่านโครงการนี้จะไม่สามารถขอคืนเงินได้ในทุกกรณีหากคุณเปลี่ยนใจไม่เดินทาง ดังนั้นวางแผนวันเวลาให้ดีก่อนกดจองนะครับ

การหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางรางอย่างรถไฟไทย นอกจากจะช่วยลดค่าเดินทางแล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วยลดปริมาณมลพิษและประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่อยากสัมผัสบรรยากาศการเดินทางแบบชิลๆ ชมวิวสองข้างทาง บอกเลยว่าโครงการนี้ตอบโจทย์มากครับ ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวสัมผัสธรรมชาติ หรือนั่งรถไฟกลับบ้านไปหาครอบครัว ก็สามารถใช้สิทธิคุ้มๆ นี้ได้เลยครับ

สำหรับใครที่รอคอยการเดินทางราคาประหยัด อย่าลืมเตรียมพร้อมแอปฯ เป๋าตังให้พร้อม แล้วไปพบกันที่สถานีรถไฟทั่วประเทศนะครับ ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยเติมเต็มความสุขและสร้างรอยยิ้มให้กับนักเดินทางชาวไทยได้อย่างแน่นอน แล้วเจอกันบนขบวนรถไฟครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี เริ่มใช้สิทธิ 1 ก.ค. – 30 ก.ย. 69

ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ใช้ให้หมด 1 พันบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีอัปเดตสำคัญที่ต้องรีบมาแจ้งเตือนกันด่วนๆ เลยครับ สำหรับใครที่มีสิทธิในโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท และกังวลว่าจะใช้สิทธิไม่ทัน วันนี้เรามีคำตอบที่ชัดเจนมาฝากกันครับ

เกาะติดสถานการณ์ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ก่อนตัดสิทธิ

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 60% และเราจ่ายเอง 40% ผ่านแอปฯ เป๋าตัง แต่สิ่งสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามคือเรื่องของเงื่อนไขการใช้จ่ายครับ ขอย้ำเลยว่าวงเงิน 1,000 บาทต่อเดือนนั้น หากเราไม่รีบใช้ให้หมดภายในสิ้นเดือน สิทธิที่เหลือจะหายไปทันทีและไม่ทบยอดไปเดือนถัดไปนะครับ

เงื่อนไขควรรู้เกี่ยวกับ ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท

สำหรับคำถามที่ว่าสรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท นั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเราในแต่ละคนครับ โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นดังนี้:

  • รัฐสนับสนุน 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% สูงสุด 200 บาทต่อวัน
  • วงเงินสูงสุดต่อเดือนอยู่ที่ 1,000 บาทต่อคน
  • โครงการนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569
  • วงเงินจะถูกรีเซ็ตใหม่ทุกวันที่ 1 ของเดือน ดังนั้นต้องเร่งใช้ให้ครบ 1,000 บาทก่อนสิ้นเดือนครับ

ข้อควรระวังคือ สิทธิในโครงการนี้ไม่สามารถนำไปซื้อสินค้าต้องห้าม เช่น สลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ หรือบัตรกำนัลต่างๆ ได้ รวมถึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดคืนได้ด้วยนะครับ ทุกการใช้จ่ายต้องเป็นการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจริงๆ เท่านั้น

หากเพื่อนๆ ยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ตัวเองเหลือเงินกี่บาท สามารถเปิดแอปฯ เป๋าตังขึ้นมาเช็คสถานะได้เลยครับ แอปฯ ใช้ง่ายมาก ช่วยให้เราวางแผนการใช้จ่ายในแต่ละวันได้ดีขึ้น ส่วนใครที่เน้นสั่งอาหารเดลิเวอรี ก็สามารถใช้สิทธิได้ในช่วงเวลาที่โครงการกำหนด แต่ต้องเลือกร้านที่เข้าร่วมรายการเท่านั้นครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลมอบให้เป็นเรื่องของภาษีที่พวกเราจ่ายไป การใช้สิทธิให้ครบถ้วนถือเป็นการรักษาสิทธิของตัวเองอย่างหนึ่งครับ อย่าปล่อยให้สิทธิวงเงิน 1,000 บาทต้องเสียเปล่า เพราะทุกบาททุกสตางค์ล้วนช่วยแบ่งเบาค่ากินอยู่ของเราได้มากในช่วงที่เศรษฐกิจท้าทายเช่นนี้ รีบไปตรวจสอบแอปฯ เป๋าตังแล้วออกไปใช้สิทธิกันเลยครับ!

ที่มา – ไทยช่วยไทยพลัส เหลือเงินคนละกี่บาท ย้ำต้องใช้ให้หมด 1 พัน สิทธิไม่ทบเดือนถัดไป

รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

ยุคนี้การทำธุรกิจร้านค้ารายย่อยก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะครับ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าลองใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารจัดการร้านค้าแบบเดิมๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้วุ่นวายครับ

ทำไมร้านค้าไทยต้องใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ไปแล้วกว่า 400,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากครับว่าร้านค้าไทยเริ่มเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มที่นำมาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ

ประโยชน์ของการใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

  • การจัดการต้นทุน: ช่วยให้ร้านค้าวางแผนซื้อวัตถุดิบและคำนวณกำไรได้แม่นยำขึ้น
  • วิเคราะห์การตลาด: ไม่ต้องคาดเดาเอง เพราะ AI ช่วยวิเคราะห์เทรนด์การตั้งราคาและการจัดโปรโมชัน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เชื่อมต่อกับระบบอารีย์สกอร์เพื่อให้คุณเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่น่าประทับใจมากคือพัฒนาการของผู้ใช้งานครับ จากที่เคยตั้งคำถามแบบพื้นๆ ปัจจุบันร้านค้าเริ่มพิมพ์สั่งการและขอคำแนะนำเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ตั้งราคาขายอย่างไรให้คุ้มทุน’ หรือ ‘จัดโปรโมชันแบบไหนถึงจะดึงลูกค้าได้ดีขึ้น’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่ยุค 5.0 อย่างเต็มภาคภูมิ

อนาคตของ ‘นกกระซิบ’ จะมีความสามารถมากขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบยอดขายในพื้นที่คู่แข่ง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม หากคุณเป็นร้านค้าที่ใช้แอปถุงเงินอยู่แล้ว การไม่ใช้เครื่องมือนี้ถือว่าน่าเสียดายมากครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตและยั่งยืนได้ในสนามการค้าที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน

หากวันนี้คุณยังมีคำถามเกี่ยวกับการบริหารร้านค้า ลองเปิดแอปถุงเงินแล้วไปทำความรู้จักกับน้อง ‘นกกระซิบ’ ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างคุณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร้านค้าของคุณมียอดขายปังๆ และจัดการหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ใช้ข้อมูลพัฒนาค้าขาย

วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

หากคุณกำลังมองหาวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายผ่านโครงการรัฐ วันนี้เราจะมาเจาะลึก วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิดครับ โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจากสภาวะวิกฤตพลังงาน โดยมอบสิทธิประโยชน์ให้กับทั้งกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป เพื่อช่วยรักษากำลังซื้อและกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

การใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพียงคุณทำตามขั้นตอนที่เราสรุปมาให้ การเข้าถึงสิทธิก็ทำได้ทันที โดยโครงการเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ในช่วงเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวันครับ

รายละเอียดการใช้งาน วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

สำหรับการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ Grab Food, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood คุณสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนเหล่านี้:

  • เลือกแบนเนอร์ “ฟู้ดเดลิเวอรี” จากหน้าแรกของแอปฯ เป๋าตัง
  • เลือกแพลตฟอร์มที่คุณต้องการใช้บริการ
  • เลือกรายการอาหารจากร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ
  • เข้าสู่แอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรีเพื่อดำเนินการสั่งซื้อ
  • ตรวจสอบรายการและชำระเงินผ่าน G Wallet ให้เรียบร้อย

ในส่วนของการชำระเงิน เมื่อได้รับการแจ้งเตือน (Notification) ให้คุณกดตรวจสอบรายการและกดชำระเงิน จากนั้นใส่รหัส PIN 6 หลักเพื่อยืนยัน เพียงเท่านี้การสั่งอาหารของคุณก็เสร็จสมบูรณ์ ระบบจะทำการบันทึกสลิปไว้ให้โดยอัตโนมัติครับ

เงื่อนไขสำคัญที่คุณต้องรู้:

  • รัฐสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าจัดส่ง
  • ต้องเป็นการซื้อขายจริง ไม่มีการรับเงินทอนเป็นเงินสด
  • ผู้ซื้อและผู้ขายต้องไม่ได้เป็นบุคคลเดียวกันหรืออยู่ในสถานที่เดียวกัน
  • โครงการตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้คึกคักอีกครั้ง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันของคุณ แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือเป็นนโยบายที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่ายจริงๆ ใครที่มีสิทธิ อย่าลืมเช็กแอปเป๋าตังแล้วลองใช้งานกันดูนะครับ หากติดขัดตรงไหน ลองปฏิบัติตาม วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง ที่เราแนะนำไว้ข้างต้น รับรองว่าจะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแน่นอน

ที่มา – วิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” ผ่านแอปเป๋าตัง ขั้นตอนง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส รัฐช่วยจ่าย 60%

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับโครงการดีๆ อย่าง วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ที่ออกมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในยุคค่าครองชีพสูงแบบนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีประหยัดงบในแต่ละมื้อ วันนี้เรามาเจาะลึกรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้สิทธิและใช้งานผ่านฟู้ดเดลิเวอรีได้แบบคุ้มค่าที่สุด

วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60%

โครงการ วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% นี้จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ในราคาที่สบายกระเป๋า โดยภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนเงินจ่ายค่าอาหารสูงสุด 60% ทำให้เราประหยัดไปได้เยอะเลยทีเดียว โดยโครงการครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไปและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรียอดนิยม เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบาย

รายละเอียดการลงทะเบียนและเงื่อนไข

ก่อนจะเริ่มใช้งาน คุณต้องมั่นใจว่าลงทะเบียนตามขั้นตอนที่กำหนด ดังนี้:

  • ประชาชน: ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 อย่ารอช้าเพราะสิทธิมีจำนวนจำกัดเพียง 30 ล้านคนเท่านั้น
  • ร้านค้า: สำหรับร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ทันที ส่วนร้านค้าใหม่ต้องติดต่อธนาคารกรุงไทย

หลังจากลงทะเบียนสำเร็จ คุณสามารถเริ่มใช้สิทธิซื้ออาหารได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และสำหรับสายเดลิเวอรี ช่วงเวลาการใช้สิทธิจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไปครับ

แอปฯ ที่เข้าร่วมและขั้นตอนการใช้งาน

สำหรับใครที่ใช้วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ผ่านแอปพลิเคชัน คุณสามารถเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Grab Food, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood ได้เลย โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:

  • เปิดแอปฯ เป๋าตัง เพื่อดูสิทธิคงเหลือและเตรียม G Wallet
  • เข้าแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรีที่คุณถนัด เลือกเมนูอาหารที่ต้องการ
  • เมื่อถึงขั้นตอนชำระเงิน ให้เลือกใช้สิทธิผ่านเป๋าตัง
  • กดยืนยันการชำระเงินในส่วน 40% ที่คุณต้องจ่าย ส่วนอีก 60% รัฐจะเป็นคนดูแลให้

ข้อควรระวัง: รัฐจะสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าส่งหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ และต้องใช้สิทธิในช่วงเวลา 06:00 – 21:00 น. เท่านั้น ใครที่ชอบสั่งมื้อดึกอาจจะต้องวางแผนเวลาให้ดีนะครับ

ถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนร้านค้าในระบบให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ห้ามพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้เด็ดขาดครับ อย่าลืมเตรียมพร้อมและเช็กอินสิทธิให้ทันเวลากันนะครับ

ที่มา – พรุ่งนี้สั่งได้เลย เปิดวิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60%

15 มิ.ย. นี้ เริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับสายกินและผู้ที่รอคอยการใช้สิทธิ์สนับสนุนจากภาครัฐครับ เตรียมตัวให้พร้อมได้เลย เพราะโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กำลังขยายช่องทางให้เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการออกไปใช้จ่ายที่หน้าร้านโดยตรง แต่ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลได้ประกาศข่าวดีว่าเราสามารถเริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายและไม่อยากเดินทางฝ่ารถติดไปร้านอาหารเองครับ

วิธีใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้คุ้มค่า

สำหรับขั้นตอนง่ายๆ คือเพียงแค่สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านอาหารกว่า 88,198 แห่งทั่วประเทศได้ทำการเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับออเดอร์จากพวกเราครับ คุณสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ในทุกๆ วัน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เลยทีเดียว

หากเราดูตัวเลขสถิติที่ผ่านมา ต้องบอกว่าโครงการนี้ได้รับความนิยมสุดๆ เพราะมีผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 26 ล้านคน และมียอดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากจำนวนมหาศาล การที่รัฐบาลเพิ่มช่องทางเดลิเวอรีเข้ามาครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ครับ

  • ใช้งานง่าย สะดวกผ่านมือถือ
  • รองรับ 4 แพลตฟอร์มหลักที่คนไทยนิยม
  • ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละมื้อ
  • กระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยใกล้บ้านคุณ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เพื่อนๆ วางแผนการกินในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่านะครับ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และใช้จ่ายภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนของเราให้แข็งแกร่งกันต่อไปครับ ใครที่ยังไม่ได้ลองใช้สิทธิ์ผ่านเดลิเวอรี บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะนอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยให้ร้านอาหารเล็กๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ!

ที่มา – 15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส

สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคธุรกิจค้าปลีก ล่าสุด สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปลดล็อคโครงการ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาด ไม่จำกัดอยู่เพียงร้านค้ารายย่อยเท่านั้น

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นเศรษฐกิจ

จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index) พบว่าแม้ผู้ประกอบการจะมีมุมมองเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก ส่งผลให้ร้านค้าขนาดกลางและผู้ประกอบการที่เข้าระบบภาษีอย่างถูกต้องไม่ได้รับอานิสงส์อย่างทั่วถึง การที่ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อค ไทยช่วยไทยพลัส ในครั้งนี้ จึงถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลมองเห็นความสำคัญของทุกฟันเฟืองในห่วงโซ่เศรษฐกิจ

เหตุผลที่ต้องขยายสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ปัญหาหนึ่งที่ผู้ประกอบการหลายฝ่ายสะท้อนออกมาคือ การที่ร้านค้าในระบบภาษีมักถูกมองข้ามจากมาตรการอุดหนุน ทั้งที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้เป็นฐานภาษีที่สำคัญของประเทศ การขยายสิทธิให้ครอบคลุมร้านค้าทุกขนาดจะส่งผลในเชิงบวกดังนี้:

  • เพิ่มความครอบคลุม: กระจายเม็ดเงินให้หมุนเวียนได้กว้างขวางขึ้น ลดการกระจุกตัวของยอดขาย
  • รักษาการจ้างงาน: ช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ให้สามารถประคองตัวในช่วงต้นทุนสูง เพื่อรักษาตำแหน่งงานจำนวนมากเอาไว้
  • จูงใจผู้อยู่ในระบบภาษี: การได้รับสิทธิ์จะส่งเสริมให้ร้านค้าขนาดเล็กอยากพัฒนาตนเองและเข้าสู่ระบบภาษีที่ถูกต้องมากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ในมุมมองของภาคธุรกิจ การมีมาตรการเจาะจงให้กลุ่มโมเดิร์นเทรดเข้าร่วมได้ จะช่วยส่งต่อประโยชน์ไปถึงผู้ผลิตสินค้า SME ไทยที่ฝากขายสินค้าอยู่ภายในร้านค้าเหล่านั้นได้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบองค์รวมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด

ในฐานะผู้บริโภค การได้เห็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรการให้เหมาะสมกับยุคสมัยถือเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพได้หลากหลายและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาครัฐจะนำข้อเสนอของสมาคมฯ ไปพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ที่มา – “สมาคมผู้ค้าปลีกไทย” ชงปลดล็อค “ไทยช่วยไทยพลัส” ขยายสิทธิร้านค้าทุกขนาด

ประชาชนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทางบก-ราง ทะลุ 2 ล้านคน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ชื่อว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ล่าสุดได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ ทั้งทางบกและทางราง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาได้อย่างแท้จริง

ประชาชนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทางบก-ราง ทะลุ 2 ล้านคน

จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 วันแรก (1-9 มิ.ย. 2569) พบว่ามีการตอบรับที่ดีเกินคาด โดยมีผู้ที่เข้ามาใช้สิทธิ์ ประชาชนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทางบก-ราง ทะลุ 2 ล้านคน ส่งผลให้รัฐบาลสามารถช่วยประหยัดค่าเดินทางให้กับประชาชนไปได้ถึง 35 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้ในวงกว้างและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องเดินทางเป็นประจำทุกวันอย่างยิ่ง

เจาะลึกสถิติการใช้งานโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับรายละเอียดของสถิติผู้ใช้งาน โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้กระจายตัวอยู่ในหลากหลายรูปแบบการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ระบบรถไฟฟ้า: มีผู้ใช้สิทธิ์รวมกว่า 1.3 ล้านคน โดยเฉพาะสายสีเขียว สายสีน้ำเงิน และสายสีชมพู ที่ครองแชมป์ผู้ใช้บริการสูงสุด
  • ขสมก.: มีผู้โดยสารทยอยมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่องตลอด 9 วันที่ผ่านมา
  • บขส.: สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไกล ก็ได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้เช่นกัน

หากเรามองในมุมของภาครัฐ การที่ตัวเลขผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 16% จากเดิมนั้น ถือว่าเป็นสัญญาณบวกที่ชี้ให้เห็นว่า นอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะกันมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลดีในระยะยาวทั้งในเรื่องของการลดมลภาวะและการจราจรที่ติดขัดในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย

ทำไมโครงการนี้ถึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว?

เหตุผลหลักที่ทำให้ ประชาชนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทางบก-ราง ทะลุ 2 ล้านคน ในเวลาอันสั้น เป็นเพราะกระบวนการเข้าถึงที่ง่ายและมาถูกจังหวะเวลา โดยรัฐบาลไม่ได้มุ่งเน้นแค่การกระตุ้นยอดใช้จ่าย แต่เป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่ทุกคนต้องจ่ายอยู่แล้ว การที่รัฐเข้ามาร่วมสมทบเงินค่าเดินทาง ทำให้คนรู้สึกอุ่นใจและกล้าที่จะเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นนโยบายที่ใจถึงและพึ่งพาได้จริงในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพเฉลี่ยสูงขึ้น

ในอนาคต หากภาครัฐมีการประเมินผลและปรับปรุงมาตรการให้มีความต่อเนื่อง เราอาจจะได้เห็นตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ซึ่งนั่นหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในระบบขนส่งที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นครับ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางในครั้งถัดไป เพื่อรับสิทธิ์ลดค่าครองชีพนี้กันนะครับ

ที่มา – ประชาชนใช้สิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทางบก-ราง ทะลุ 2 ล้านคน ลดค่าครองชีพ 35 ล้าน

Scroll to top