ความน่าเชื่อถือ

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

“มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น

กลายเป็นประเด็นเดือดในแวดวงการเมืองไทยเมื่อนางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่พรรคกล้าธรรมพยายามโจมตีและดิสเครดิตการทำงานของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการ ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลยืนยันชัดเจนว่า “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น เพราะมองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเกิดจากทัศนคติที่เคยบริหารงานมาก่อนหรือไม่

เปิดเบื้องหลังความขัดแย้งและการทำงานที่โปร่งใส

นางมนพร เจริญศรี ได้กล่าวถึงกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ออกมาวิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ ว่าการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การโจมตีอย่างไร้หลักฐานนั้นไม่เป็นธรรม โดยนางมนพรย้ำว่า นายสุริยะทำงานโดยมุ่งเน้นประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ตั้ง และการปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ในกระทรวงฯ เป็นไปตามหลักความรู้ความสามารถตามระบบราชการปกติ โดยไม่มีเรื่องของการเรียกรับผลประโยชน์หรือการซื้อขายตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

บทเรียนที่น่าสนใจจากการโต้ตอบทางการเมืองในครั้งนี้คือ:

  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต้องยึดหลักข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ
  • ไม่ควรนำบรรทัดฐานส่วนตัวที่อาจเคยทำมาก่อนมาใช้ตัดสินคนอื่น
  • การให้ร้ายโดยไม่มีหลักฐานส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน

นอกจากนี้ นางมนพรยังฝากไปถึงพรรคกล้าธรรมว่า ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปลาหมอคางดำหรือโควตานมโรงเรียน ล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคที่พรรคกล้าธรรมมีอำนาจบริหาร ดังนั้นการออกมาตั้งข้อสงสัยในตอนนี้จึงดูเหมือนเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคมเสียมากกว่า

หากพรรคกล้าธรรมมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์ รัฐบาลชุดปัจจุบันก็พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ เพราะนายสุริยะได้ยืนยันความโปร่งใสมาโดยตลอด การออกมาดิสเครดิตกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับเกษตรกรไทย การทำงานที่ใส่ใจประชาชนคือคำตอบที่แท้จริง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาใช้กระบวนการทางกฎหมายและข้อเท็จจริงแทนการปะทะกันด้วยวาทกรรม นี่ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าการเมืองแบบสร้างสรรค์ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเราทุกคน

ที่มา – “มนพร” โต้กล้าธรรม อย่าใช้วิธีทำงานตัวเองตัดสินคนอื่น ยัน “สุริยะ” ยึดเหมาะสมไม่มีเรียกผลประโยชน์

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลักสูตรใหม่นี้จากสถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่แค่การอบรมธรรมดา แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ โดยคัดเลือกบุคคลรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาพัฒนาทักษะทุกด้าน

เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

วันที่ 25 เมษายน 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้โพสต์ข้อความชี้แจงอย่างละเอียดถึงปมดราม่าที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์เกี่ยวกับหลักสูตร TopForm 001 ซึ่งถูกวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยยืนยันว่าหลักสูตรนี้มุ่งเน้นการสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบการเมืองไทย แทนที่จะเป็นการพัฒนาผู้นำที่มีตำแหน่งอยู่แล้วแบบเดิมๆ ที่มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนแปลง

หลักสูตรนี้คัดเลือกคนรุ่นใหม่จำนวน 63 คน ที่มีศักยภาพสูง โดยฝึกอบรมตั้งแต่ความรู้กฎหมายเลือกตั้ง ธรรมเนียมพิธีการรัฐ ไปจนถึงทักษะการสื่อสารและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้สังคมไทยมีตัวเลือกผู้นำที่มีคุณภาพ แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้ แต่การขัดเกลาบางส่วนให้เข้าสู่ตำแหน่งจริงก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ประเด็นสำคัญในคำชี้แจงของเลขาฯ พระปกเกล้า

  • การเปลี่ยนแนวคิดหลักสูตร: จากการอบรมคนที่มีตำแหน่งแล้ว มาสู่การปั้นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้าสู่การเมืองจริง
  • การคัดเลือกที่หลากหลาย: กรรมการไม่ใช่แค่นักวิชาการ แต่รวมสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญการสื่อสาร เพื่อสะท้อนทุกขั้วอำนาจในสังคมไทย
  • ความสวยงามของประชาธิปไตย: เน้นกรรมการที่ “สะท้อนทุกฝ่าย” ไม่ใช่ “ถูกใจทุกฝ่าย” เพราะการเมืองต้องอยู่ร่วมกันท่ามกลางความเห็นต่าง

นายอิสระย้ำว่า เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของหลักสูตรนี้ TopForm 001 อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างผู้นำที่เข้าใจความซับซ้อนของสังคมไทย

ทำไม TopForm 001 ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย

สถาบันพระปกเกล้าซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้นำมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคปัจจุบันที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความขัดแย้งและปัญหาโครงสร้าง การมีผู้นำรุ่นใหม่ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะทักษะที่ไม่ใช่แค่ความรู้ทางวิชาการ แต่รวมถึงการสื่อสารที่ทรงพลังและความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นกุญแจสู่การเข้าสู่อำนาจในโลกจริง

ดราม่าที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังสูงของสังคมต่อสถาบันนี้ และคำชี้แจงของเลขาฯ พระปกเกล้าก็ช่วยคลายข้อสงสัยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องกรรมการคัดเลือกที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ หลักสูตรยังครอบคลุมการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เช่น การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การจัดการวิกฤต และจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถเป็นผู้นำที่ไม่เพียงเก่ง แต่ยังมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

ในมุมมองของผู้เขียน เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาการเมืองไทยอย่างยั่งยืน หากสังคมให้โอกาสและสนับสนุน หลักสูตรนี้อาจกลายเป็นต้นแบบสำหรับโครงการอื่นๆ ในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับหลักสูตร TopForm 001? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯ พระปกเกล้า แจงดรามา “TopForm 001” ชี้เน้นสร้างผู้นำรุ่นใหม่

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงิน DBD e-Filing 2 มิ.ย. 69

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและรักษามาตรฐานความโปร่งใสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการหลายรายอาจกำลังมองข้ามกำหนดเวลานี้ แต่หากพลาด จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อกิจการของคุณ

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแจ้งเตือนนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ให้เร่งนำส่งงบการเงินผ่านระบบออนไลน์ DBD e-Filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากวันครบกำหนดเดิมตรงกับวันหยุดราชการ

ในปี 2569 มีนิติบุคคลที่ต้องยื่นงบการเงินถึง 907,151 ราย แต่ปัจจุบันมีเพียง 104,369 ราย หรือร้อยละ 12 ที่ยื่นแล้ว งบการเงินไม่ใช่แค่เอกสารธรรมดา แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนผลการดำเนินงานของธุรกิจ ช่วยให้ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และนักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ

กำหนดเวลายื่นงบการเงินสำหรับแต่ละประเภทนิติบุคคล

เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจชัดเจน กำหนดเวลายื่นงบการเงินมีดังนี้:

  • บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด สมาคมการค้า และหอการค้า: ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบภายใน 30 เมษายน 2569 และยื่นงบภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ถึง 2 มิ.ย. 2569)
  • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กิจการร่วมค้า และนิติบุคคลต่างประเทศ: ยื่นภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ถึง 2 มิ.ย. 2569 เช่นกัน)

ระบบ DBD e-Filing ช่วยให้การยื่นทำได้ง่าย รวดเร็ว และสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงาน

ประโยชน์ของการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing

การใช้ระบบ DBD e-Filing ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน แต่ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย คุณสามารถยื่นได้ทุกที่ทุกเวลา 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และระบบยังตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ หากมีข้อผิดพลาด สามารถแก้ไขได้ทันที นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ทำให้เข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่อ หรือหุ้นง่ายขึ้น

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อให้ธุรกิจไทยมีมาตรฐานสากลและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบหากไม่ยื่นงบการเงินตามกำหนด

หากละเลยไม่ยื่น จะส่งผลเสียหลายประการ เช่น ลดความน่าเชื่อถือ ทำให้คู่ค้าหรือนักลงทุนลังเล และหากไม่ยื่นติดต่อกันเกิน 3 รอบปีบัญชี อาจถูกเพิกถอนทะเบียน กลายเป็นนิติบุคคลร้าง ขีดชื่อออกจากฐานข้อมูล DBD ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมสำคัญได้ เช่น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือเพิ่มทุน

ขั้นตอนการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing

สำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญ วิธีการยื่นมีดังนี้:

  • ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้ที่เว็บไซต์ DBD e-Filing
  • เตรียมเอกสารงบการเงินที่ผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น (PDF/A)
  • ล็อกอินระบบ อัปโหลดไฟล์ และกรอกข้อมูล
  • ชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ (ถ้ามี)
  • รับใบรับเรื่องทางอีเมลทันที

แนะนำให้ยื่นแต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงระบบแออัดในวันสุดท้าย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยื่นงบการเงินไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพธุรกิจ รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ รีบเช็คและดำเนินการวันนี้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ!

คำแนะนำ: ปรึกษานักบัญชีหรือทนายความหากมีข้อสงสัย เพื่อให้การยื่นสมบูรณ์แบบ

ที่มา – รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69

วรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุ เมื่อประชาชนเริ่มแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมันที่ปั๊มต่างๆ จนเกิดภาพคิวยาวเหยียด นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาวรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ความกลัวของประชาชนกลายเป็นจริง สิ่งนี้ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดา แต่เป็นสัญญาณอันตรายที่รัฐบาลต้องจริงจัง

วรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายวรชัย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยชี้ว่าภาพประชาชนวิ่งราวไปกักตุนน้ำมัน ทำให้รัฐบาลเสียเครดิตและขาดความน่าเชื่อถืออย่างหนัก แม้ปั๊มน้ำมันจะเปิดขายปกติ รัฐบาลยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอใช้ได้อีก 96 วัน แต่ประชาชนกลับไม่เชื่อ กลัวว่าราคาจะพุ่งหรือขาดแคลน

จากที่นายวรชัยพูดคุยกับเจ้าของปั๊มหลายแห่ง พบว่าปั๊มต้องวิ่งไปรับน้ำมันจากคลังเพิ่มสองเท่า เพื่อรองรับความต้องการที่พุ่งสูง แต่ทุกอย่างยังขายในราคาปกติ ไม่บวกเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นคือคนเติมรถเต็มถังแล้วยังซื้อถังสำรองไปเก็บที่บ้าน กลัวว่าน้ำมันจะหมดเกลี้ยง นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนมากกว่านี้

ทำไมวรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ

คำแนะนำของวรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ มาจากความห่วงใยที่แท้จริง หากปล่อยให้เกิดการกักตุนต่อเนื่องทุกวัน สต็อกน้ำมันอาจหมุนเวียนไม่ทัน จนนำไปสู่การขาดแคลนจริงๆ รัฐบาลเคยชี้แจงแล้ว แต่ยังไม่พอ ต้องชี้แจงทุกวัน ผ่านทุกช่องทาง ทั้งทีวี โซเชียลมีเดีย และปั๊มน้ำมัน เพื่อสร้างความมั่นใจ

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มาจากข่าวลือเรื่องราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน สงครามในตะวันออกกลาง และปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก ประชาชนจึงหวาดกลัวตาม ทำให้เกิดพฤติกรรมกักตุนแบบ panic buying เหมือนที่เคยเกิดในหลายประเทศ

ผลกระทบหากไม่ฟังคำแนะนำวรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ

  • เสียเครดิตรัฐบาล: ประชาชนไม่เชื่อถือข้อมูลจากทางการ คิดว่าปั๊มหรือคลังกักตุนเพื่อเก็งกำไร
  • เศรษฐกิจชะงัก: ถ้าน้ำมันขาด ระบบขนส่งหยุดชะงัก ราคาสินค้าทุกอย่างพุ่ง
  • ความขัดแย้งสังคม: เกิดการแย่งชิงน้ำมัน คิวยาวกระทบชีวิตประจำวัน
  • โอกาสขึ้นราคา: ความต้องการพุ่งเกิน供給 ราคาต้องปรับขึ้นจริง

เพื่อแก้ปัญหา รัฐบาลควรมีมาตรการแจกจ่ายน้ำมันให้ทั่วถึง เช่น เพิ่มจุดกระจายในต่างจังหวัด ใช้แอปจองคิวเติมน้ำมัน หรือแจกคูปองจำกัดปริมาณต่อคน สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความตื่นตระหนกได้ทันที นอกจากนี้ ควรอัปเดตสต็อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนตรวจสอบได้

นายวรชัย ย้ำว่าการออกมาพูดครั้งนี้ไม่ได้ประสงค์ร้าย แต่เป็นความหวังดีต่อประเทศ ไม่ต้องการให้สถานการณ์ลุกลามจนควบคุมไม่ได้ คำว่าวรชัย แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ จึงเป็นคำเตือนที่ทุกคนควรถ้อยคำ

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการสื่อสารของรัฐบาลที่ยังไม่ดีพอ หากฟังคำแนะนำนี้ รัฐบาลจะสามารถรักษาความเชื่อมั่นได้ และป้องกันวิกฤตใหญ่ได้ทัน อย่าปล่อยให้ความกลัวกลายเป็นจริง!

CTA: คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์น้ำมันตอนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจ-การเมืองล่าสุดนะครับ

ที่มา – “วรชัย” แนะรัฐบาลเร่งแจกจ่ายน้ำมันให้เพียงพอ หวั่นความกลัวจะกลายเป็นจริง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทย “คนป่วยเอเชีย”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สื่อดังระดับโลกอย่างไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) วิเคราะห์ว่าไทยกลายเป็น “คนป่วยเอเชีย” ซึ่งนายอนุทินได้ชี้แจงชัดเจนว่า “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะเป็นการประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น รัฐบาลใหม่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพและความมั่นคงทางการคลัง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”

คำวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทมส์ที่เรียกไทยว่า “คนป่วยเอเชีย” (Sick Man of Asia) สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย คำนี้เคยใช้เรียกจักรวรรดิออตโตมันในอดีตที่อ่อนแอลง แต่ปัจจุบันถูกนำมาเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย นายอนุทินยืนยันว่าการประเมินดังกล่าวอิงข้อมูลจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเผชิญปัญหาการเมืองไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจขาดวินัย แต่หลังการเลือกตั้งใหม่ สื่อต่างชาตินับไม่ถ้วนเริ่มมองไทยในแง่บวกมากขึ้น

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประชานิยมไร้สาระ โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ นายอนุทินยกตัวอย่างการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่นำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย แต่เลือกคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แทน สิ่งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าไทยยังน่าเชื่อถือ อันดับเศรษฐกิจไม่ร่วงต่ำลง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” ชี้รัฐบาลใหม่มั่นใจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะประกาศ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจไม่นิ่ง นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “นั่นเป็นอดีตแล้ว” ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีขั้วอำนาจขัดแย้งรุนแรง วาทกรรมหาเสียงยังมีบ้างแต่ไม่ลุกลาม ทุกอย่างอยู่ในร่องรอย ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการ:

  • รักษาวินัยการคลัง: จัดสรรงบประมาณอย่างมีวินัย คืนหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
  • สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: แสดงผลงานทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เสถียรภาพการเมือง: ลดความขัดแย้ง เน้นสามัคคีเพื่อพัฒนาประเทศ
  • นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม: ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกประเภท

การที่ “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำไทยในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้ การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ท้าทาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากเวียดนาม อินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น พัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี สร้างงานคุณภาพสูง และดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ) ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตร

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสสูงที่จะพลิกภาพลักษณ์ไทยจาก “คนป่วย” สู่ “ยักษ์ใหญ่เอเชีย” หากยึดมั่นวินัยและความโปร่งใส นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

Scroll to top