ความปลอดภัยสาธารณะ

มท.3 บินด่วนมุกดาหาร ติดตามเหตุสลดเด็ก 10 ขวบขับรถชนพระ

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีข่าว “มท.3” บินด่วนมุกดาหาร ติดตามเหตุสลดเด็ก 10 ขวบขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ ที่เกิดขึ้นภายในจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญที่ผู้ปกครองและหน่วยงานภาครัฐต้องเร่งหันมามองถึงมาตรการความปลอดภัยใกล้ตัวให้มากขึ้น

มุมมอง มท.3 ต่อเหตุการณ์ “มท.3” บินด่วนมุกดาหาร ติดตามเหตุสลดเด็ก 10 ขวบขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ได้ตัดสินใจลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหารทันทีหลังจากทราบเรื่อง โดยเน้นย้ำว่าการเตรียมความพร้อมและการป้องกันสาธารณภัยไม่ใช่แค่การซ้อมในกระดาษ แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเข้มข้น เพื่อลดความสูญเสียในทุกรูปแบบที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น

ถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ “มท.3” บินด่วนมุกดาหาร ติดตามเหตุสลดเด็ก 10 ขวบขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

ท่านรัฐมนตรีได้สั่งการ 3 มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์สลดเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ได้แก่:

  • เร่งเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียอย่างใกล้ชิดและเป็นธรรม
  • ให้จังหวัดมุกดาหารเร่งถอดบทเรียนเพื่อวางระบบป้องกันอย่างยั่งยืน
  • บูรณาการการฝึกซ้อมของทุกจังหวัดให้มีความพร้อมต่อสถานการณ์จริง

ความปลอดภัยไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในชุมชนต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการเก็บกุญแจรถและการดูแลบุตรหลานให้ห่างจากเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ที่ยังไม่พร้อมใช้งานสำหรับเด็ก การที่ภาครัฐให้ความสำคัญลงพื้นที่ด้วยตัวเองเป็นการส่งสัญญาณว่าเราจะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป หากเราต้องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน การสร้างความตระหนักรู้และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังคือสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ความสูญเสียกลายเป็นเพียงสถิติในหน้าข่าวรายวันเท่านั้น

ที่มา – “มท.3” บินด่วนมุกดาหาร ติดตามเหตุสลดเด็ก 10 ขวบขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารสูงกันมาบ้าง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของคนในวงการก่อสร้างและประชาชนทั่วไปที่กังวลเรื่องความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างบ้านเรือนและอาคารสำนักงานครับ

อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากมาตรฐานเหล็กเส้นที่ใช้ในกระบวนการก่อสร้าง โดยที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่การแบนเหล็ก IF หรือเหล็กที่ผ่านกระบวนการหลอมด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า ซึ่งมักมีการนำเศษเหล็กคุณภาพต่ำมาใช้ใหม่ ทำให้คุณภาพของเหล็กไม่เหมาะสมกับการนำไปรับน้ำหนักในโครงสร้างหลักอย่างเสาและคานของอาคารสูง

เหตุผลสำคัญในการห้ามใช้เหล็กข้ออ้อย IF

คุณอรรถวิชช์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนว่า ผลกระทบจาก อรรถวิชช์เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับกฎระเบียบทั่วไป แต่คือการปกป้องชีวิตประชาชน เพราะ:

  • เหล็ก IF มีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  • กระบวนการผลิตมักใช้เศษเหล็กที่ไม่ผ่านการคัดสรรที่ดีพอ
  • เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุตึกถล่ม ดังเช่นที่เคยเป็นประเด็นในอดีต
  • เทคโนโลยีนี้เป็นระบบที่หลายประเทศรวมถึงจีนเลิกใช้งานไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้อาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะมูลค่าธุรกิจของอุตสาหกรรมเหล็กที่ใช้ระบบนี้มีสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งอาจมีแรงกดดันจากกลุ่มทุนที่พยายามจะแก้ไขมติดังกล่าวในช่วงการรับฟังความคิดเห็น 30 วันนี้ ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องช่วยกันจับตาดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรักษาความตั้งใจนี้ไว้ได้อย่างมั่นคงหรือไม่

นอกเหนือจากมติล่าสุด คุณอรรถวิชช์ยังประกาศเดินหน้าตรวจสอบกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ที่เคยเป็นประเด็นใหญ่ โดยย้ำว่าหลักฐานจากซากปรักหักพังบ่งชี้ว่ามีการใช้เหล็กที่ต่ำกว่ามาตรฐานจริง ซึ่งสวนทางกับรายงานการตรวจสอบของบางคณะกรรมการในอดีตที่ระบุว่าปัญหาเกิดจากขั้นตอนการออกแบบเท่านั้น ความโปร่งใสในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สังคมรอคอยคำตอบ

บทสรุปและมุมมอง: การตัดสินใจของ กมอ. ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไทย แม้ต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่ความปลอดภัยของชีวิตประชาชนย่อมสำคัญกว่าเม็ดเงินมหาศาลของผู้ผลิตเหล็กคุณภาพต่ำ เราควรสนับสนุนให้การบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นไปอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยภัยพิบัติจากอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานอีกต่อไป

ที่มา – “อรรถวิชช์” เปิดมติ กมอ. คว่ำ “เหล็กข้ออ้อย IF” ห้ามใช้สร้างเสา-คานอาคารสูง

สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยหลายคนคงกำลังตื่นเต้นกับมหกรรมลูกหนังโลกที่กำลังจะมาถึง แต่ล่าสุดกลับมีข่าวชวนกุมขมับเกิดขึ้นกับทีมขวัญใจมหาชนอย่าง “สิงโตคำราม” เมื่อทางการสหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก หลังจากถูกจารกรรมขณะกำลังขนส่งไปยังแคมป์ฝึกซ้อมในเมืองแคนซัสซิตี สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจ้าภาพและทีมงานไม่น้อย

สถานการณ์ล่าสุด: สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

เหตุการณ์สุดระทึกนี้เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์สำคัญจากรัฐฟลอริดามายังศูนย์ฝึกซ้อม “สโวป ซอกเกอร์ วิลเลจ” (Swope Soccer Village) โดยนายควินตัน ลูคัส นายกเทศมนตรีเมืองแคนซัสซิตี ยืนยันว่าอุปกรณ์หลายอย่างรวมถึงลูกฟุตบอลและรองเท้าสตั๊ดที่จำเป็นต่อการฝึกซ้อมสูญหายไปจากการถูกงัดแงะยานพาหนะระหว่างทาง งานนี้เจ้าหน้าที่ทั้งระดับท้องถิ่นและรัฐบาลกลางต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักเพื่อไขคดีให้สำเร็จ

รายละเอียดและผลกระทบต่อทีมชาติอังกฤษ

การเตรียมตัวก่อนทัวร์นาเมนต์ถือเป็นช่วงเวลาวิกฤต ซึ่งเหตุการณ์ที่ สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความพร้อมของนักเตะ ภายใต้การคุมทีมของกุนซือใหญ่อย่าง โธมัส ทูเคิล ทีมงานต้องรีบประสานงานและจัดหาอุปกรณ์ใหม่ให้ทันก่อนโปรแกรมการแข่งขันนัดเปิดสนามที่จะพบกับโครเอเชียในวันพุธนี้

สาเหตุและสิ่งที่หายไปมีดังนี้:

  • ลูกฟุตบอลสำหรับใช้ฝึกซ้อม: ขาดแคลนในช่วงแรกที่เดินทางถึงแคมป์เก็บตัว
  • รองเท้าสตั๊ดส่วนตัวของนักเตะ: สิ่งนี้ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุด ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างละเอียดตามสรีระของแต่ละคน
  • อุปกรณ์เทคนิคอื่นๆ: อุปกรณ์สนับสนุนการซ้อมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ในฐานะแฟนบอล เราคงได้แต่หวังว่าเจ้าหน้าที่จะติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีได้โดยเร็วที่สุด และขอให้ทีมชาติอังกฤษสามารถก้าวข้ามอุปสรรคนี้ไปได้เพื่อโชว์ผลงานที่ดีที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับการขนส่งทรัพย์สินมูลค่าสูงในการจัดการแข่งขันระดับโลกเช่นนี้ ใครที่ติดตามความคืบหน้าสามารถคอยเช็กข่าวสารจากทางการสหรัฐฯ ได้อย่างต่อเนื่องครับ

ที่มา – สหรัฐฯ เร่งล่าตัว คนร้ายขโมยอุปกรณ์ทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก

“ดร.เอ้” เดือดเครนถล่มซ้ำซากกลางอโศก ลั่นคนไทยต้องไม่ตายฟรี

“ดร.เอ้” เดือดเครนถล่มซ้ำซากกลางอโศก ลั่นคนไทยต้องไม่ตายฟรี เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มย่านอโศกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยมีคนงานบาดเจ็บสาหัส 2 ราย โชคดีที่ยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่หากเกิดในช่วงเวลาที่พลุกพล่านกว่านี้อาจนำไปสู่หายนะใหญ่หลวง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือที่รู้จักในนาม “ดร.เอ้” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ออกมาแสดงจุดยืนเด็ดขาด เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดัน พ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดซ้ำ

“ดร.เอ้” เดือดเครนถล่มซ้ำซากกลางอโศก ลั่นคนไทยต้องไม่ตายฟรี

ดร.เอ้ เน้นย้ำว่าอุบัติเหตุเครนถล่มไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เป็นปัญหาซ้ำซากที่เกิดแทบทุกวัน โดยเฉพาะในพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านอโศกเป็นจุดเสี่ยงสูงเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจชุมชน แม้จะเป็นวันหยุด แต่ก็ยังมีผู้คนพลุกพล่าน หากเครนถล่มลงมาอาจคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ดร.เอ้ จึงประกาศชัดว่าพรรคไทยก้าวใหม่จะสู้สุดตัวเพื่อผลักดันกฎหมายที่ชัดเจน มีหน่วยงานกลางกำกับดูแล ไม่ให้ผู้ประกอบการผิดกฎหมายลอยนวล

สาเหตุเครนถล่มซ้ำซากและความเสี่ยงในย่านอโศก

จากข้อมูลสถิติ อุบัติเหตุก่อสร้างในไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สาเหตุหลักมาจากการตรวจสอบไม่เข้มงวด อุปกรณ์เก่าแก่ และการขาดมาตรฐานความปลอดภัย ย่านอโศกมีโครงการก่อสร้างคอนโดและอาคารสูงจำนวนมาก ทำให้เครนทำงานหนัก หากไม่บำรุงรักษาอย่างดี ก็เสี่ยงถล่มได้ทุกเมื่อ ดร.เอ้ชี้ว่าปัญหานี้แก้ไขได้ หากมี พ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะ ที่กำหนดบทลงโทษหนักและระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์

  • การตรวจสอบเครนและอุปกรณ์ก่อสร้างทุกเดือน
  • หน่วยงานกลางรับผิดชอบโดยตรง ไม่กระจายอำนาจ
  • บทลงโทษผู้ประกอบการที่ละเลยความปลอดภัย
  • ประกันภัยสำหรับคนงานและประชาชนรอบพื้นที่
  • ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยง

พรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายชัดเจนในการยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ โดยดร.เอ้ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้คนไทยตายฟรีอีกต่อไป ต้องมีกฎหมายที่ปกป้องชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

จุดยืนพรรคไทยก้าวใหม่ต่อปัญหาความปลอดภัย

นอกจากเครนถล่มแล้ว ยังมีอุบัติเหตุอื่นๆ เช่น อาคารถล่ม ตึกเพลิงไหม้ ที่เกิดจากมาตรฐานต่ำ ดร.เอ้เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการเร่งด่วน เพื่อร่าง พ.ร.บ.นี้ภายในปีนี้ พร้อมเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนและผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองและประชาชนจำนวนมาก ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาซ้ำซาก

ในมุมมองของดร.เอ้ การลงทุนในความปลอดภัยไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ หากปล่อยไว้แบบนี้ เศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศจะเสียหายหนัก

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าการผลักดัน พ.ร.บ.ความปลอดภัยสาธารณะจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ลองแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ และช่วยกันกดดันรัฐบาลให้เร่งดำเนินการ เพื่อให้คนไทยปลอดภัยจากอุบัติเหตุเหล่านี้

ที่มา – “ดร.เอ้” เดือดเครนถล่มซ้ำซากกลางอโศก ลั่นคนไทยต้องไม่ตายฟรี

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉิน ดี.ซี. กวาดล้างอาชญากร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม และรื้อที่อยู่ของคนไร้บ้าน เพื่อให้เมืองหลวงกลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดเผยแผนการที่เขาระบุว่าเป็นการทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยประกาศมาตรการหลายข้อ รวมถึง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ, ส่งตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอลงพื้นที่มากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

นายทรัมป์เริ่มแถลงด้วยการระบุว่า “เราจะนำเมืองหลวงของเรากลับคืนมา” โดยเขาวางแผนจะให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง ด้วยกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia Home Rule Act)

นอกจากนั้น เขาจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังดี.ซี. ทำให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นกลายเป็นของรัฐบาลกลางด้วย

นายทรัมป์ยังอ้างว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกยึดไปโดยกลุ่มแก๊งผู้ใช้ความรุนแรง และอาชญากรกระหายเลือด รวมถึงคนบ้าเพราะยาเสพติดและคนไร้บ้าน โดยบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวที่มารวมตัวกันในงานแถลงของเขาว่า พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้เช่นกัน และว่า “พวกคุณคงไม่อยากถูกปล้น ข่มขืน หรือถูกสังหารหรอก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า อัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้สูงกว่าบางพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเสียอีก ขณะที่จำนวนเหตุโจรกรรมรถยนต์และการจี้รถก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างสถิติสูงสุดในปี 2566 แต่ ณ ปัจจุบัน นายมูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ จำนวนเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนอาชญากรรมความรุนแรงทั้งหมด ก็ลดลง 26% ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์พูดถึงกรณีที่ อดีตลูกจ้างของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกทำร้ายก่อนหน้านี้ โดยกล่าวว่า “เขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลที่ผ่านมา” และถูกทิ้งให้จมกองเลือด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงกรณีลูกจ้างรัฐบาลกลางกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ถูกโจมตีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตและพนักงานฝึกงาน “เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลาง และเป็นภัยต่อเมริกา”

“เรากำลังกำจัดสลัมออกไปด้วย” นายทรัมป์กล่าว โดยหันไปพูดเรื่องคนไร้บ้าน “ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางการเมือง แต่เรากำลังกำจัดสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้พูดเชื่อมโยงเหล่าคนไร้บ้านกับเหตุอาชญากรรมที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้

จากนั้นนายทรัมป์ก็วกกลับไปพูดเรื่องอาชญากรรมต่อ โดยระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกำลังอาละวาดตามท้องถนนในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง

“คนพวกนี้ชอบถ่มน้ำลายรดหน้าตำรวจ” และกรีดร้องใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 นิ้ว “คุณบอกพวกเขาไปเลย ว่าถ้าคุณถุยเราจะทุบ” (you spit and we hit) “และพวกเขาจะถูกทุบอย่างหนักด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องจำนวนตำรวจใน ดี.ซี. โดยระบุว่า เขาได้คุยกับสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในเรื่องนี้แล้ว และพบว่า ถึงแม้จำนวนเจ้าหน้าที่จะลดลง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีตำรวจกว่า 3,500 นาย ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่า เป็นจำนวนที่เยอะมาก ก่อนจะเสนอเพิ่มกฎหมายและข้อบังคับแทนที่จะเพิ่มจำนวนตำรวจ

จากนั้นนายทรัมป์ก็หันไปกล่าวโจมตีรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เรื่องการดูแลชายแดนในภาคใต้ของประเทศ และอ้างว่า ตัวเขาแก้ปัญหาชายแดนนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าทำงานแล้ว

นายทรัมป์ปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึง ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ, ให้ แพม บอนดี อัยการสูงสุด เข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ส่งตำรวจและเอฟบีไอตรวจตราตามท้องถนนมากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

หลังจากนายทรัมป์ลงจากโพเดียมไปแล้ว นายดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ขึ้นมาแถลงต่อ โดยระบุว่า สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งสหรัฐฯ (US Park Police) ได้รับมอบหมายให้จัดการกับอาชญากรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และพวกเขาเริ่มการรื้อแคมป์คนไร้บ้านกับการปกป้องอนุสาวรีย์ต่างๆ แล้ว

อนึ่ง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศว่าคนไร้บ้านจะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงในทันที โดยรัฐบาลจะหาสถานที่อื่นที่ไกลจากเมืองหลวงไว้ให้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ใด

ต่อมานายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจะเข้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี. ภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ และพวกเขาเตรียมนำหน่วยพิเศษอื่นๆ เข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

หลังจากนายเฮกเซธพูดเสร็จก็ถึงคิวของ น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุด โดยกล่าวว่า เธอต้องการทำให้ชัดเจนที่สุดว่า อาชญากรรมใน ดี.ซี. กำลังจะจบลงและจะจบลงในวันนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม

ด้าน น.ส. จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.คนใหม่ ขึ้นมากล่าวว่า เธอเห็นอาชญากรรมความรุนแรงฝีมือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองจะทำร้ายใครก็ได้มากเกินไปแล้ว พวกเขารู้ว่าสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะกฎหมายต่ออาชญากรเยาวชนนั้นมันอ่อนแอเกินไป

“เราเห็นพวกคุณแล้ว เรากำลังจับตามองพวกคุณ และเราจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจับพวกคุณ” น.ส.ปีร์โรกล่าว

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

ผลกระทบจากทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี.

มาตรการที่ทรัมป์ประกาศ จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างไรบ้าง? การทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. นี้ จะช่วยลดอาชญากรรมได้จริงหรือไม่? ต้องติดตามกันต่อไป

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลกลางในการควบคุมเมืองหลวง และผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน

หากคุณเป็นผู้อาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการเหล่านี้ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยและเสรีภาพของประชาชน

ที่มา – ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

Scroll to top