ความผิดฐานหมิ่นประมาท

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ อดีตรองนางสาวไทย ได้ยื่นฟ้อง ทนายกุ้ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้คำพูดและการทำหน้าที่ของทนายความในยุคโซเชียลมีเดีย

สรุปบทเรียนจากคดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

ศาลได้พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ ‘เคลียร์ชัดชัด’ โดยพบว่าคำพูดของจำเลยที่ 2 หรือ ทนายกุ้ง นั้นมีการกล่าวถึงจำนวนลูกหนี้ของฝั่งโจทก์ในลักษณะที่เกินขอบเขตการทำหน้าที่ทนายความ ไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยศาลมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ ปู-มัณฑนา

หากเปรียบเทียบในมุมมองกฎหมาย คดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่าต้องมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างยิ่ง ดังนี้:

  • การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบือน
  • การทำหน้าที่ทนายความต้องไม่ล้ำเส้นจนกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงผลวิบากทางกฎหมายที่เป็นคดีหมิ่นประมาทได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านจำเลยได้ออกมาแสดงท่าทีว่าจะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์จากคดีเดียวจากหลายคดีที่เคยทำมา ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประชาชนในการติดตามว่าขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ของนักกฎหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ควรพิจารณาคำพูดและข้อมูลก่อนสื่อสารออกไปในที่สาธารณะ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคอาจนำมาซึ่งภาระทางกฎหมายที่หนักหนาเกินคาดคิด การใช้สติยับยั้งชั่งใจถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

ที่มา – คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท “ทนายกุ้ง” หมิ่นประมาท “ปู-มัณฑนา”

ตร.แจ้งความ “บิ๊กโจ๊ก” ปมพาดพิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการสีกากี เมื่อ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับ “บิ๊กโจ๊ก” จากกรณีการให้สัมภาษณ์ที่พาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเกียรติยศของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2566 โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบอำนาจให้ตัวแทนเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หลังพบว่ามีการให้สัมภาษณ์พาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมองว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของหน่วยงานและบั่นทอนขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 16.00 น. ณ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ในความผิดฐาน “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” และความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

## ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติถึงแจ้งความบิ๊กโจ๊ก?

สาเหตุหลักของการดำเนินคดีในครั้งนี้มาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 โดยในคลิปวิดีโอดังกล่าว มีการใช้ถ้อยคำที่ระบุว่า “…ตำรวจเนี่ยคือ แก๊งอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย” ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการใส่ความองค์กร ลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของหน่วยงานอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดและเสื่อมศรัทธาต่อองค์กรตำรวจในภาพรวม

## ผลกระทบที่เกิดขึ้น

แน่นอนว่าการกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกียรติยศของข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ทั่วประเทศ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียใจและไม่พอใจต่อการกระทำดังกล่าว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงต้องดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายและปกป้องชื่อเสียงขององค์กรจากการถูกกล่าวหาที่เกินกว่าวิสัยการติชมโดยสุจริต ฝ่ายกฎหมายได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคลิปวิดีโอและเอกสารถอดเทปคำพูด ส่งมอบให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน

### ขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร?

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว โดยจะดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายจะเป็นเช่นไร

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาปกป้องศักดิ์ศรีขององค์กร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตำรวจไทย แม้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นเรื่องปกติในสังคม แต่การกล่าวหาที่รุนแรงและเกินเลยก็ย่อมส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน และความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” แจ้งความ “บิ๊กโจ๊ก” ปมพาดพิงองค์กรด้วยถ้อยคำรุนแรง

Scroll to top