ความผิดทางอาญา

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

สั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับข่าวคราวล่าสุดจากศาลอาญา กรณีการพิพากษาคดีของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นักธุรกิจชื่อดังที่ตกเป็นจำเลยในคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งบทลงโทษในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความพยายามหลบหนีระหว่างการคุมขัง ซึ่งถือเป็นคดีที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา

หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าการสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล นั้นไม่ใช่แค่การตัดสินความผิดฐานหลบหนีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในสถานที่ราชการอีกด้วย โดยศาลได้พิจารณาจากพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการวางแผนร่วมกับ นายสมประสงค์ ทิพย์สุคน ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือในการเตรียมเสื้อผ้าและเงินสดเพื่อใช้สำหรับการหลบหนีจากห้องพิจารณาคดี

รายละเอียดการตัดสินคดีและการชดใช้ความผิด

สำหรับคำพิพากษาในครั้งนี้ ศาลได้สั่งจำคุก นายสมประสงค์ เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน จากความผิดฐานช่วยเหลือผู้ต้องขังให้หลุดพ้นจากการคุมขัง ในขณะที่ทางฝั่งของ นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก นั้น จะได้รับโทษเพิ่มขึ้นจากการรวมความผิดหลายฐาน ทั้งการลักทรัพย์กุญแจข้อเท้าของกรมราชทัณฑ์ และการพยายามหลบหนี ซึ่งหลังจากได้รับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งจนเหลือโทษจำคุกรวม 4 ปี 12 เดือน

  • ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ: จำคุก 7 ปี (ลดเหลือ 3 ปี 6 เดือน)
  • ความผิดฐานหลบหนีระหว่างถูกคุมขัง: จำคุก 3 ปี (ลดเหลือ 1 ปี 6 เดือน)
  • รวมโทษทั้งหมด: จำคุก 4 ปี 12 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีเดิมอีก 6 คดี

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการตัดสินรวดเร็วและเด็ดขาดขนาดนี้ นั่นเป็นเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายในสถานที่ราชการอย่างศาลอาญา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมายและสร้างความเสียหายต่อระบบการควบคุมตัวผู้ต้องหาของทางราชการเป็นอย่างมาก การที่ศาลมีคำสั่งสั่งจำคุก ประสิทธิ์ เจียวก๊ก 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

บทเรียนสำคัญจากคดีนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ความผิดที่ได้รับ แต่ยังรวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำลงไป การพยายามหลบหนีมิได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ในทางกลับกันมันกลับเป็นการเพิ่มโทษให้หนักหนาสาหัสกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องนับโทษต่อเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนเดิมอีก 6 คดี ซึ่งนั่นหมายความว่าชีวิตหลังจากนี้ของนายประสิทธิ์จะต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใต้กรงขังอีกยาวนาน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายว่า ศาลยุติธรรมไทยมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด และความพยายามในทางที่ผิดมักจะมีจุดจบที่หนักหนากว่าเดิมเสมอ สุดท้ายแล้วความยุติธรรมย่อมต้องดำเนินไปตามครรลองของกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น

ที่มา – สั่งจำคุก “ประสิทธิ์ เจียวก๊ก” 4 ปี 12 เดือน คดีหลบหนีศาล คนช่วยโดน 3 ปี 6 เดือน

“ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

“ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเปรียบเสมือนละครเรื่อง “เมื่อผู้ต้องหา เป็นพนักงานสอบสวน” ที่กำลังเล่นตลกบนความรู้สึกของประชาชนทั้งประเทศ

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย เมื่อผลคะแนนสอบที่ถูกต้องจากมหาวิทยาลัยกลับถูกบิดเบือน ทำให้ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 5,814 ราย ได้รับการบรรจุเข้าเป็นข้าราชการอย่างผิดสังเกต พ.ต.อ.ทวี ตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุใดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จึงยังคงมีบทบาทในกระบวนการตรวจสอบเสียเอง

เปิดปม “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กสถ. มีอำนาจเต็มในการกำหนดหลักเกณฑ์และดำเนินการสอบทั้งหมด ดังนั้น การที่รายชื่อผู้สอบไม่ผ่านถูกบรรจุเข้าไปในบัญชีสอบผ่านย่อมไม่ใช่ความผิดพลาดทางธุรการทั่วไป แต่เป็นกระบวนการที่อาจเข้าข่ายความผิดหลายฐาน ทั้งการปลอมแปลงเอกสารราชการ การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 และความผิดทางคอมพิวเตอร์

  • ความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารราชการ (มาตรา 265, 268)
  • การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157)
  • การนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

สถานการณ์ “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน นี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมอาจกำลังถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจ หากการตรวจสอบไม่เป็นอิสระและมีความโปร่งใส ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่อยู่เหนือกฎหมาย หรือนี่เป็นเพียงละครฉากใหญ่ที่วางแผนไว้เพื่อปกป้องพวกพ้องของตนเอง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นกลับมาได้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้กรณีนี้กลายเป็นเพียงเรื่องตลกที่ไม่มีใครได้รับโทษตามกฎหมายอย่างแท้จริง การตรวจสอบที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนเท่านั้นคือทางออกเดียวที่จะทำให้ความยุติธรรมกลับมามีศักดิ์ศรีในสังคมไทยอีกครั้ง

ที่มา – “ทวี” ชี้ตลกร้าย สอบทุจริตท้องถิ่น เมื่อผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวน

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายและกระแสสังคม เมื่อล่าสุดศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ หลังจากจำเลยไม่ยอมมาปรากฏตัวตามนัดหมาย สร้างความคลางแคลงใจให้กับทางฝั่งโจทก์และประชาชนทั่วไปที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังคดีดัง ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคดีที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช มารดาของคุณ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ได้ยื่นฟ้องอดีตทนายความรายหนึ่งในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยมีประเด็นสำคัญจากการที่คู่กรณีเคยรับว่าจ้างให้ช่วยเรื่องคดีความ แต่กลับไม่คืนเงินค่าประกันตัวจำนวนกว่า 3.1 ล้านบาท จนกลายเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562

เปิดพฤติการณ์ที่นำไปสู่การออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตนเองและครอบครัวตั้งใจเพียงแค่ต้องการความยุติธรรมกลับคืนมา หลังจากถูกทนายความคนดังกล่าวกลั่นแกล้งและฟ้องกลับทั้งที่ไม่มีมูลความจริง โดยมีข้อสังเกตและรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • ทนายความคนนี้เคยมีชื่อเสียงและได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในตอนแรก
  • มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโตเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและว่าจ้างในที่สุด
  • หลังจากที่มีคำสั่งศาลแพ่งให้คืนเงิน ก็กลับไม่มีการชำระคืนจริง มีเพียงสถานะล้มละลาย
  • ในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จและฟ้องเท็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยกลับไม่ยอมเข้ามาตามนัด ทั้งที่ทราบถึงหมายศาลโดยชอบแล้ว ทำให้ศาลตัดสินใจสั่งออกหมายจับทันทีพร้อมริบเงินประกันตัวเต็มจำนวน เพราะเล็งเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

ทางด้านคุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า คนที่เป็นถึงทนายความและมีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ควรใช้ตำแหน่งหรือความสามารถมาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน และควรมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเองมากกว่าการหลบหนีเช่นนี้ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังแสวงหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย ว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่หลงเชื่อเพียงแค่ชื่อเสียงหรือคำกล่าวอ้างเท่านั้น

สุดท้ายนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในนัดถัดไปวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้ทันเวลาหรือไม่ และบทสรุปของคดีสะเทือนอารมณ์นี้จะจบลงอย่างไร ต้องรอติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่มีคำพิพากษาสำคัญออกมา เมื่อศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน

ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการตรวจสอบพฤติกรรมในอดีตสมัยที่นายเอกราชดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด โดยพบว่ามีการยักยอกเงินจำนวนมหาศาลและการปลอมแปลงเอกสารสิทธิเพื่อปกปิดความผิด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์เป็นอย่างมาก

รายละเอียดคดีและการตัดสินของ ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

จากการไต่สวนพบว่ามีการกระทำผิดที่ร้ายแรงหลายประการ อาทิ:

  • การถอนเงินสหกรณ์กว่า 396 ล้านบาทเพื่อนำไปซื้อที่ดินในนามส่วนตัว
  • การปลอมสมุดบัญชีเงินฝากเพื่อหลอกลวงที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
  • การทำธุรกรรมอำพรางเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีเงินคงเหลือในบัญชีจริง

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งทางศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเสียหายในวงกว้าง

นอกจากการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีแล้ว นายเอกราชยังต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแสนสาหัสนัก

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เคร่งครัดยิ่งขึ้นในสังคมไทย เมื่อผู้บริหารองค์กรหรือตัวแทนประชาชนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต กระบวนการยุติธรรมย่อมต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในทุกภาคส่วน

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้คือ ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ ซึ่งเป็นคดีที่สะเทือนวงการเลือกตั้งไทย โดยนายนครชัย หรือที่รู้จักในชื่อ “ไอซ์” เคยเป็น สส.ระยอง เขต 3 สังกัดพรรคก้าวไกล แต่ถูกตีตกเพราะมีประวัติต้องโทษเก่า ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อรัฐและประชาชน

ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 ศาลจังหวัดระยองได้มีคำพิพากษาคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องนายนครชัย ขุนณรงค์ ในข้อหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และประมวลกฎหมายอาญา โดยศาลเห็นว่านายนครชัยรู้ตัวดีว่าตนเองขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส. เนื่องจากเคยถูกศาลตัดสินจำคุกคดีลักทรัพย์ในปี 2558 แต่ยังฝืนลงสมัครรับเลือกตั้งในปี 2566 และแจ้งข้อมูลเท็จต่อเจ้าพนักงาน นายนครชัยให้การรับสารภาพต่อศาล ทำให้ศาลลดโทษจากสูงสุด 2 ปี เหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

รายละเอียดโทษที่ศาลสั่ง

นอกจากคำสั่งจำคุกแล้ว ศาลยังมีคำสั่งเพิ่มเติมที่รุนแรง ดังนี้

  • เพิกถอนสิทธิ์ในการเลือกตั้งและลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี
  • สั่งคืนเงินค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่ได้รับระหว่างดำรงตำแหน่ง ส.ส. จำนวน 402,055 บาท ให้แก่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

กรณีนี้เกิดขึ้นเพราะการลงสมัครที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขต 3 ระยอง สร้างความเสียหายให้รัฐจำนวนมาก

คดีแพ่งควบคู่ไปด้วย

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2567 ศาลจังหวัดระยองยังตัดสินคดีแพ่ง สั่งให้นายนครชัยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทดแทนความเสียหายแก่รัฐ โดยคำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 8,228,748 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสูญเสียจริงที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมดังกล่าว

คดีนี้เริ่มต้นจากประวัติคดีลักทรัพย์ในปี 2558 ที่นายนครชัยถูกศาลสั่งจำคุก ซึ่งตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. บุคคลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จะขาดคุณสมบัติในการเป็น ส.ส. เป็นเวลา 10 ปี แต่เขายังคงยื่นสมัครและชนะการเลือกตั้ง ทำให้เกิดข้อพิพาทและถูกยื่นฟ้องในที่สุด

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวนายนครชัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพรรคก้าวไกลที่ต้องสูญเสีย ส.ส. และภาพลักษณ์ รวมถึงประชาชนในเขตระยองที่ต้องไปเลือกตั้งใหม่ สร้างความไม่ไว้วางใจในระบบเลือกตั้ง

จากกรณี ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ นี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งไทย ที่มุ่งรักษาความสุจริตและโปร่งใสในการเมือง หากใครคิดลัดขอบเขต ต้องรับผลที่ตามมาแบบเต็มๆ

บทเรียนสำคัญคือ ผู้สมัครทุกคนต้องตรวจสอบคุณสมบัติตัวเองให้ดีก่อนลงสนามเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทั้งส่วนตัวและสังคม ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่เตือนใจนักการเมืองทุกพรรค ว่ากฎหมายอยู่เหนือกว่าใคร

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดีนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – ศาลระยองสั่งจำคุก 1 ปี “นครชัย ขุนณรงค์” อดีต สส.ก้าวไกล ปมขาดคุณสมบัติ

Scroll to top