ความยุติธรรม

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของบิดา คือ นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โกเกียรติ” เกี่ยวกับประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังจากมีการกล่าวอ้างทำนองว่าหากการฮั้ว สว. ครั้งนี้สำเร็จ ลูกชายของเขาจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับครอบครัวเลียงประสิทธิ์เป็นอย่างมาก

“วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. เพื่อเรียกคืนความเป็นธรรม

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีพยานในคดีดังกล่าวพาดพิงถึงคุณพ่อของรัฐมนตรีช่วยฯ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดีลตำแหน่งทางการเมือง นายวรศิษฎ์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความกังขาว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” พร้อมย้ำชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมต่อทั้งตัวเขาและบิดาอย่างยิ่ง จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีเพื่อปกป้องเกียรติยศและพิสูจน์ความจริงว่าไม่ได้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ในเรื่องการฮั้ว สว. ดังที่ถูกกล่าวอ้าง

เปิดใจรัฐมนตรีช่วยฯ ต่อประเด็น “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว.

เมื่อถามถึงประเด็นทางการเมืองว่าเรื่องนี้เป็นการดิสเครดิตกันหรือไม่ นายวรศิษฎ์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องอื่น พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นเรื่องหลักฐานที่ทางฝ่ายค้านอ้างว่ามีเพียงแค่ 5% เท่านั้น ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ได้ฝากเตือนไปยังผู้กล่าวหาว่า:

  • หากมีหลักฐานจริง ไม่ต้องนำมาโชว์ผ่านสื่อ
  • ให้นำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง
  • กระบวนการทางกฎหมายทำงานอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าความจริงจะไม่เปิดเผย

นายวรศิษฎ์มองว่าเรื่องการฮั้ว สว. เป็นวาทกรรมทำนองนี้ที่มีคนพยายามสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในที่ประชุมหรือกระบวนการเลือก สว. ที่ผ่านมา

จากการสัมภาษณ์ดูเหมือนว่า นายวรศิษฎ์ค่อนข้างมั่นใจในความบริสุทธิ์ของครอบครัวเลียงประสิทธิ์ และมองว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายแจ้งความดำเนินคดีจะช่วยให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน เห็นว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การกล่าวหาโดยขาดหลักฐานชัดเจนย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเมือง การที่ผู้ถูกกล่าวหาเลือกใช้ช่องทางกฎหมายจึงเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อหน้าสาธารณชน

ที่มา – “วรศิษฎ์” เผย บิดาจ่อแจ้งความพยานฮั้ว สว. หลังอ้างถ้าฮั้ว สว. สำเร็จลูกจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล

เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

เป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อระดับโลกอีกครั้ง เมื่อศาลอังกฤษได้ตัดสินให้ เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย โดยศาลได้ยกฟ้องคดีที่พระองค์และเหล่าคนดังรวมถึง เซอร์เอลตัน จอห์น ยื่นฟ้องบริษัท Associated Newspapers ผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ Daily Mail และ Mail on Sunday ซึ่งถือเป็นบทสรุปที่สร้างความฮือฮาให้กับวงการสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก

สรุปกรณี เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มโจทก์ร่วมกันยื่นฟ้องว่ามีการใช้กระบวนการที่ไม่โปร่งใสในการเจาะข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อนำมาทำข่าว แต่ผู้พิพากษา จัสติส นิกคลิน กลับมีความเห็นว่า หลักฐานที่ฝ่ายโจทก์มีนั้นยังเป็นเพียงแค่ ‘ความสงสัย’ เท่านั้น และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าบริษัทสื่อมีการกระทำผิดจริงตามข้อกล่าวหาทั้ง 97 ข้อที่ระบุไว้

ผลกระทบและท่าทีของแต่ละฝ่ายเมื่อ เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

หลังจากคำตัดสินออกมา ฝ่ายสำนักพิมพ์ Associated Newspapers แสดงความพอใจอย่างมาก โดยระบุว่านี่คือชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสื่อมวลชน และมองว่าข้อกล่าวหาที่ผ่านมาเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมา ในขณะที่ทางฝั่งเจ้าชายแฮร์รีและบารอนเนส ลอว์เรนซ์ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังอย่างแรง โดยระบุว่ารู้สึกเสียใจที่กระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ไม่ได้ให้ความโปร่งใสตามที่พวกเขาคาดหวัง

รายละเอียดเหตุผลที่เหล่าคนดังร่วมกันฟ้องร้องในคดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขุดคุ้ยประวัติครอบครัวและข้อมูลทางการแพทย์ส่วนบุคคล
  • การเปิดเผยใบสูติบัตรและข้อมูลลูกของคนดังก่อนได้รับอนุญาต
  • การนำประเด็นเรื่องรสนิยมทางเพศมาเป็นประเด็นข่าวโดยมิชอบ
  • การจับตาดูการสืบสวนคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับคนใกล้ชิด

คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสมรภูมิระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับสื่อมวลชน หลังจากที่เจ้าชายแฮร์รีเคยประสบความสำเร็จในการฟ้องร้องสื่อค่ายอื่นมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่นี่คือเครื่องยืนยันว่าการต่อสู้ในชั้นศาลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยหลักฐานที่ชัดเจนมากเพียงพอในการเอาผิดองค์กรสื่อขนาดใหญ่

บทสรุปและมุมมองส่วนตัว: การต่อสู้ครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงเส้นบางๆ ระหว่าง ‘เสรีภาพของสื่อ’ กับ ‘สิทธิส่วนบุคคล’ ที่ยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันในสังคม การที่ศาลตัดสินเช่นนี้อาจทำให้สื่อระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ที่ต้องการฟ้องร้องสื่อว่า ‘คำกล่าวหา’ กับ ‘หลักฐาน’ นั้น ต้องมีความหนักแน่นเพียงใดถึงจะได้รับชัยชนะในชั้นศาล

ที่มา – เจ้าชายแฮร์รีแพ้คดี ฟ้องสื่อข้อหา สืบหาข้อมูลอย่างผิดกฎหมาย

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นคอเกมหรือติดตามข่าวสารในวงการบันเทิงระดับโลกคงเคยได้ยินข่าวคราวความสูญเสียครั้งใหญ่ของบริษัท Yoozoo Games กันมาบ้าง เหตุการณ์ที่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสุดช็อกนี้ เกี่ยวข้องกับ จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง อย่างคุณหลิน ฉี (Lin Qi) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงการแก้แค้นเพียงเพราะความขัดแย้งภายในบริษัทเท่านั้น

จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม: จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 เมื่อ สวี่ เหยา (Xu Yao) ผู้บริหารในเครือบริษัท Three-Body Universe ได้ทำการวางยาพิษใส่คุณหลิน ฉี จนทำให้เสียชีวิตในวัยเพียง 39 ปี สาเหตุหลักของเรื่องนี้เกิดจากความแค้นส่วนตัวของสวี่ เหยา หลังจากที่เขาถูกลดบทบาทและอำนาจในบริษัทลง ทั้งที่ตัวเขามีส่วนสำคัญในการช่วยให้บริษัทบรรลุข้อตกลงสำคัญกับ Netflix ในการสร้างซีรีส์ 3 Body Problem

เบื้องลึกความขัดแย้งและการลงโทษตามกฎหมาย

สวี่ เหยา ตัดสินใจก่อเหตุด้วยวิธีการที่แยบยลแต่โหดเหี้ยม โดยการอำพรางสารพิษไว้ในยาเม็ดโปรไบโอติกที่นำไปให้ผู้ตายรับประทาน ส่งผลให้คุณหลิน ฉี ป่วยหนักและเสียชีวิตใน 9 วันต่อมา ล่าสุดทางการจีนได้ดำเนินการตามขั้นตอนยุติธรรมด้วยการทำตามคำตัดสินของศาลคือ จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง รายนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปิดฉากคดีความที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมากให้กับคนวงการเกมและแฟนซีรีส์ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

  • คุณหลิน ฉี คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเกมชื่อดังมากมาย เช่น Game of Thrones: Winter Is Coming
  • การเสียชีวิตของเขาเป็นความสูญเสียบุคลากรที่สำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเอนเตอร์เทนเมนต์ของจีน
  • ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับสังคมจีนในการจัดการกับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงในที่ทำงาน

ท้ายที่สุดนี้ แม้ว่าผู้กระทำผิดจะได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมายไปแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้ สิ่งที่น่าคิดคือเรื่องราวนี้ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าความขัดแย้งในที่ทำงานหากไม่ได้รับการจัดการด้วยสติ อาจนำไปสู่เรื่องราวที่เลวร้ายจนยากจะแก้ไขได้ หากเพื่อนๆ มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่รุนแรงแค่ไหน สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – จีนประหารชีวิต ชายผู้ก่อเหตุฆาตกรรมเจ้าพ่อวงการเกมชื่อดัง

ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมาย

วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่ยังคงเป็นแผลในใจของหลายๆ คนกันนะครับ ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อ 10 เมษายน 2553 ยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงของสังคมไทย ที่ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ‘ความยุติธรรมอยู่ไหน?’ พรรคประชาชนนำโดยนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้จัดงานรำลึกที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว เพื่อยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ โดยเฉพาะในโค้งสุดท้ายก่อนคดีหมดอายุความอีก 4 ปีข้างหน้า

ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน

นายพิจารณ์ กรรมการบริหารพรรค ย้ำชัดว่าการใช้อำนาจรัฐเข่นฆ่าประชาชนในปีนั้น หากไม่หาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ก็จะเกิดซ้ำรอยได้ทุกเมื่อ พรรคประชาชนเลยชูธงร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อหยุดวงจรนี้ ไม่ให้ผู้มีอำนาจลอยนวลพ้นผิดอีกต่อไป

ร่างกฎหมายสำคัญที่พรรคประชาชนเสนอ

  • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95: หยุดนับอายุความ ถ้าผู้สั่งการหรือเจ้าหน้าที่รัฐหลบหนี ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะได้ไม่รอให้เวลาล้างความผิด
  • ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร: คดีที่ทหารทำผิดต่อประชาชน ต้องขึ้นศาลพลเรือน ไม่ใช่ศาลทหารที่อาจเข้าข้างกันเอง
  • ร่างแก้ไข พ.ร.ป.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง: คืนสิทธิประชาชนฟ้องผู้มีอำนาจสั่งการได้ตรงๆ ที่ศาลอาญา โดยไม่ต้องผ่านองค์กรอิสระที่อาจไม่เป็นกลาง

ส่วนนายวิโรจน์ รองหัวหน้าพรรค พูดแบบแซ่บๆ ถึงวัฒนธรรม ‘ลอยนวลพ้นผิด’ (Impunity) ว่าผู้ต้องหาเหล่านี้ใช้ชีวิตสบายๆ เหมือนมีเกราะคุ้มครองจากอำนาจ เขายังหยิบยก ‘ผังล้มเจ้ากำมะลอ’ ที่ผู้จัดทำยอมรับในศาลว่าแต่งขึ้นเอง เพื่อปลุกปั่นให้เจ้าหน้าที่มองประชาชนเป็นศัตรู จนยิงได้อย่างเลือดเย็น

‘การทวงความยุติธรรมไม่ใช่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการสร้างบทเรียนให้ผู้มีอำนาจรู้ว่า ต่อให้ใครสั่งจากหลังม่าน ปลายกระบอกปืนจะกลับมาลงโทษผู้กระทำผิดเสมอ’ คำพูดนี้โดนใจมากใช่มั้ยครับ? นายวิโรจน์ยังบอกว่าการผลักดันกฎหมายไม่ใช่เรื่องง่าย พรรคมีแค่ 120 เสียง ไม่พอผ่านสภา จึงขอเพื่อนพรรคประชาธิปไตยอื่นๆ มาร่วม เพื่อให้ทหารผิดพลเรือนขึ้นศาลปกติ คดีทุจริตขึ้นศาลอาญาทุจริต หยุดระบบรุ่นพี่รุ่นน้องปกป้องคนผิด และป้องกันไม่ให้อาวุธจากภาษีอีกรู้มาฆ่าประชาชน เหมือน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หรือ 53

เหตุการณ์ ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน นี้ ไม่ใช่แค่รำลึก แต่เป็นการจุดประกายให้สังคมตื่นตัว ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ คดีจะสูญหายไปกับเวลา และประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก ลองนึกภาพนะครับ ถ้ากฎหมายใหม่ผ่าน ผู้มีอำนาจจะกลัวการใช้อำนาจเกินขอบเขตมากขึ้น นี่คือก้าวสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องการเมืองไทย การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแบบนี้สำคัญมาก คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคดีใหญ่ๆ ถึงจบง่ายๆ? มาร่วมแสดงความเห็นกันครับ ว่าควรสนับสนุนร่างกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ หรือมีไอเดียอะไรเพิ่มเติมบ้าง สังคมไทยต้องการเสียงของคุณเพื่อเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – ปชน.รำลึก 16 ปี สลายเสื้อแดง ชูธงแก้กฎหมายหยุดอายุความคดีฆ่าประชาชน

หัวหน้าพรรคประชาชาติเรียกร้องเร่งสอบคนบงการยิง ส.ส.กมลศักดิ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในภาคใต้กันครับ คือ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เขต 5 จังหวัดนราธิวาส ด้วยอาวุธสงคราม M16 เมื่อคืนวันที่ 19-20 มีนาคม 2567 หลังจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังคงมีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

วันที่ 25 มีนาคม 2567 พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้แถลงข่าวพร้อม ส.ส.กมลศักดิ์ โดยเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรัดการสืบสวน หาตัวผู้บงการและผู้จ้างวานมือปืนที่ลงมือกราดยิงอย่างโหดร้าย พันตำรวจเอกทวี ย้ำว่าคดีนี้เกิดขึ้นบนถนนสายหลักเข้าเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายความมั่นคงต้องรับผิดชอบสูงสุด "ไม่มีใครมีสิทธิ์ถูกฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดยเฉพาะ ส.ส.ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุด เป็นตัวแทนประชาชน หากตัวแทนยังไม่ปลอดภัย แล้วประชาชนจะปลอดภัยได้อย่างไร" ท่านกล่าวอย่างหนักแน่น

เหตุการณ์ลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ เกิดขึ้นอย่างไร

จากรายงาน คนร้ายขับรถลงจากสนามบินหาดใหญ่ เดินทางตรงมาถึงบริเวณบ้านพักของ ส.ส.กมลศักดิ์ แล้วใช้อาวุธ M16 กราดยิงใส่รถของ ส.ส. และทีมติดตาม รวมถึงคนขับรถ โชคดีที่ ส.ส.รอดชีวิตมาได้ แต่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนอย่างเป็นขบวนการ พรรคประชาชาติเชื่อว่านายกฯ ได้รับปากแล้วว่าจะเร่งติดตามคดีให้เร็วที่สุด โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการสืบสวน

ข้อเสนอแนะจากหัวหน้าพรรคประชาชาติ

พันตำรวจเอกทวี เสนอแนวทางสำคัญเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธสงครามในพื้นที่ภาคใต้ที่ใฝ่ฝันถึงสันติภาพ

  • ทำประวัติผู้ครอบครองปืนทุกชนิด: ทุกกระสุน ทุกอาวุธต้องมีการบันทึกประวัติ ลายเซ็นเจ้าของ เพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันที
  • เพิ่มระบบแจกจ่ายอาวุธให้เจ้าหน้าที่รัฐ: ต้องมีระบบตรวจสอบเข้มงวด ห้ามแจกจ่ายแบบไม่บันทึก
  • เร่งสืบสวนผู้บงการ: ไม่ใช่แค่มือปืน แต่ต้องถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

"ถึงเวลาแล้วที่อาวุธสงครามต้องหายไปจากมือประชาชน และเจ้าหน้าที่ต้องมีระบบตรวจสอบชัดเจน" พันตำรวจเอกทวีย้ำ พรรคประชาชาติทำงานเพื่ออุดมการณ์ยุติธรรม ความเสมอภาค และสันติสุขในภาคใต้ แต่เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตื่นตัว

มุมมองจาก ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ตัว ส.ส.กมลศักดิ์ เอง เผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่เคยเตือนให้ระวังตัว เคยบอกให้เดินทางเป็นกลุ่มเสมอ ตนเองจึงระมัดระวังมาตลอด แต่ยังไม่ปักใจไปที่มูลเหตุใดแน่นอน ไม่ว่าจะการเมืองหรือเรื่องอื่นๆ ขอให้ตำรวจเร่งสืบให้ถึงที่สุด นายกฯ ก็รับปากช่วยเร่งแล้ว หวังว่าคดีจะคลี่คลายเร็วๆ นี้

เหตุการณ์ หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่แค่คดีธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเมืองต้องเดินหน้าเพื่อประชาชน แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน หากปล่อยให้เกิดซ้ำ จะกระทบต่อสันติภาพที่ทุกคนปรารถนา

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องมีมาตรการเข้มงวดกับอาวุธปืนและการสืบสวนคดีใหญ่ๆ มากขึ้น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าคนบงการคือใคร หรือควรมีมาตรการอะไรเพิ่ม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข่าวสารแพร่กระจาย สร้างแรงกดดันให้เจ้าหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด!

ที่มา – หัวหน้าพรรคประชาชาติ เรียกร้องตำรวจเร่งสอบสวนหาตัวคนบงการจ้างมือปืนยิง สส.กมลศักดิ์

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน ค่าไฟต่ำ 3 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องที่ใกล้ตัวสุดๆ กันเลย นั่นคือ “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน เพื่อหวังให้ค่าไฟฟ้าถูกลงต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท! พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรี ลั่นประกาศเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้ประชาชน โดยโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ๆ แล้วคืนอำนาจพลังงานให้รัฐบาลดูแลเอง เพราะบิลค่าไฟที่แพงหูฉี่นี่แหละ คือสัญญาณบอกว่าตระบบบิดเบี้ยว ประชาชนต้องจ่ายแพงเพื่อเลี้ยง “เสือนอนกิน” ที่ได้สัมปทานจากรัฐ

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 รัฐต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% ในธุรกิจพลังงานพื้นฐาน แต่ตอนนี้ กฟผ. ผลิตไฟได้เองแค่ 30% เท่านั้น อีก 70% ถูกโยนให้เอกชนรายใหญ่ผลิต สูญเสียอธิปไตยทางพลังงานไปให้ทุนผูกขาด พันตำรวจเอกทวีชี้ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานดีๆ ราคาถูกเพียบ แต่ถูกจำกัดไม่ให้ผลิตเต็มที่ เช่น ลิกไนต์แม่เมาะของ กฟผ. ที่เป็นเชื้อเพลิงไทยแท้ 100% ต้นทุนแค่ 1.20-1.23 บาท/หน่วย ไม่ต้องพึ่งนำเข้า ไม่กลัวน้ำมันแพงหรือสงคราม

หรือพลังน้ำของ กฟผ. ที่กระจายทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายแค่ 1.06-1.37 บาท/หน่วย โรงงานเสร็จแล้ว ตัดค่าเสื่อมหมด แต่กลับต้องซื้อไฟจากเอกชนแพงๆ 3.15-3.53 บาท/หน่วย แถมยังจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนแม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตจริงๆ นี่คือกำไรเกินเหตุที่ดูดเงินจากกระเป๋าประชาชน!

ทรัพยากรพลังงานราคาถูกที่ถูกลืม

  • ลิกไนต์แม่เมาะ: เชื้อเพลิงไทยแท้ ต้นทุนต่ำสุด 1.20 บาท/หน่วย
  • พลังน้ำ: ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีค่าน้ำมัน ค่าแค่ 1 บาทต้นๆ

ถ้าใช้ของดีพวกนี้ให้เต็มที่ ค่าไฟจะถูกลงเยอะเลยครับ

8 มาตรการลดค่าไฟจาก กมธ.พลังงาน

พันตำรวจเอกทวีอ้างรายงาน กมธ.พลังงาน สภาฯ เมื่อ 7 มี.ค. 2568 ที่เสนอ 8 มาตรการ ลดค่าไฟได้อีก 0.8588 บาท/หน่วย ถ้าทำจริง!

  • 1. ยกเว้น VAT ค่าไฟครัวเรือน ลดภาระทันที
  • 2. หยุด Adder และ FiT ให้เอกชนที่คุ้มทุนแล้ว
  • 3. เอารายได้ค่าภาคหลวง ลดต้นทุนเชื้อเพลิงประชาชน
  • 4. อปท. และกรมทางหลวง จ่ายค่าไฟเอง ไม่ผลักให้ประชาชน
  • 5. ลดเงินนำส่งรัฐจาก กฟ. เหลือ 20% เอามาลดค่าไฟ
  • 6. ทบทวนสัญญา LNG เพิ่ม Long-Term Contract 85%
  • 7. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล กฟ. เหลือ 20%
  • 8. ตั้งคลัง LNG ปลอดอากร ลดต้นทุนก๊าซ

หยุดสัมปทานเสือนอนกิน ทำยังไง?

เพื่อค่าไฟ 2.50-3 บาท/หน่วย พันตำรวจเอกทวีเสนอชัดๆ

  • 1. สัญญา PPA เอกชนหมด ไม่ต่อ ดึงรัฐบริหารเอง
  • 2. คืน กฟผ. ผลิต 51% ตามกฎหมาย มุ่งบริการสาธารณะ
  • 3. เร่งผลิตจากลิกไนต์-พลังน้ำราคาถูก เป็นฐานค่าไฟ

สุดท้าย พันตำรวจเอกทวีย้ำว่ารัฐบาลต้องยึดประโยชน์ประชาชน รัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติ ค่าไฟถูกทำได้จริง พลังงานคือสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่ของนายทุน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันเรียกร้อง เราจะเห็นค่าไฟถูกลงแน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน หวังได้เห็นค่าไฟต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท

สองหนุ่มรุมกระทืบไรเดอร์สลบกลางถนน มอบตัวแล้ว

เหตุการณ์สองหนุ่มรุมกระทืบไรเดอร์สลบกลางถนนที่เชียงใหม่กลายเป็นข่าวใหญ่ สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคม โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ที่ขับขี่ส่งอาหารเสี่ยงภัยทุกวัน ล่าสุดผู้ต้องหาทั้งสองเข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว และผลตรวจปัสสาวะยังพบสารเสพติดอีกด้วย วันนี้เราจะมาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทและบทเรียนที่ได้

สองหนุ่มรุมกระทืบไรเดอร์สลบกลางถนน เกิดอะไรขึ้น?

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 เวลาประมาณ 13.30 น. นายเศรษฐศาสตร์ อายุ 30 ปี และนายวัลลภ อายุ 38 ปี พร้อมทนายความ เดินทางเข้ามอบตัวที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ หลังจากก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายนายวีรยุทธ อายุ 41 ปี ซึ่งเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร เหตุเกิดบริเวณข้างถนนแยกแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงเช้า

จากคลิปที่ครูมวยพลเมืองดีถ่ายไว้และโพสต์ลงโซเชียล ภาพไรเดอร์นอนสลบกลางถนนกลายเป็นไวรัล สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก จนผู้ต้องหาทั้งคู่ทนแรงกดดันไม่ไหว รีบมามอบตัวทันที

คำให้การของผู้ต้องหา

นายวัลลภ ผู้ต้องหาอีกคน เล่าว่า ตนขี่รถจักรยานยนต์มากับน้องชายจากในเมือง หลังข้ามไฟแดง รถสองคันมาพร้อมกัน แล้วไรเดอร์ขี่แทรกมาเบียดจนเกือบทำให้รถตนล้ม ต่อมาใกล้หน้าห้าง ไรเดอร์ชนท้ายรถตน น้องชายลงไปต่อยก่อน ตนพยายามห้ามแต่โมโหตาม ต่อยไป 1 ที ยอมรับว่าคลิปจริง และขอโทษไรเดอร์ที่ทำด้วยความโมโห

หลังสอบสวน ตำรวจนำตรวจปัสสาวะทั้งคู่ เบื้องต้นพบสารเสพติด นอกจากนี้ยังขับรถไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ถูกเปรียบเทียบปรับด้วย

ปฏิกิริยาจากกลุ่มไรเดอร์เชียงใหม่

กลุ่มไรเดอร์จำนวนมากยกขบวนมารอหน้าสภ. เพื่อติดตามคดีและสอบถามเหตุผล หนึ่งในนั้นบอกว่า “ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้ ไม่สมควรสลบกลางถนน อยากให้ยุติธรรมตามกฎหมาย” พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผู้กำกับการ สภ.เมืองเชียงใหม่ ยืนยันดำเนินคดีร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้รับบาดเจ็บ และคดียาเสพติด ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย กลุ่มไรเดอร์พอใจและแยกย้าย

  • ข้อหาหลัก: ร่วมกันทำร้ายร่างกาย
  • เพิ่มเติม: ใช้สารเสพติด, ขับรถไม่มีป้ายทะเบียน
  • อาการไรเดอร์: พักฟื้น รอตรวจละเอียดวันจันทร์ เพื่อยืนยันบาดเจ็บสาหัสหรือไม่

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการขับขี่อันตรายบนท้องถนน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่รถเยอะ รถส่งอาหารเพิ่มขึ้น สร้างความเสี่ยงให้ทุกฝ่าย ทั้งผู้ใช้บริการและไรเดอร์ที่ต้องรีบส่งของเพื่อกินเงินเดือน

บทเรียนสำคัญคือ อย่าใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แม้รถเบียดหรือชนเล็กน้อย ควรรายงานตำรวจหรือประกันภัยแทน นอกจากนี้ การใช้สารเสพติดขณะขับขี่อันตรายยิ่งนัก อาจนำพาความสูญเสียใหญ่หลวง

สำหรับไรเดอร์เพื่อนๆ ควรขับขี่ระวังตัวมากขึ้น สวมหมวกกันน็อค ใช้แอปแจ้งเหตุฉุกเฉิน และรวมกลุ่มปกป้องสิทธิ์ สังคมควรตระหนักให้ความเคารพอาชีพนี้ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในยุคโควิด

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับขับขี่ปลอดภัยเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจทุกคนนะคะ!

ที่มา – สองหนุ่มรุมกระทืบ “ไรเดอร์” สลบกลางถนน เข้ามอบตัวแล้ว ตรวจปัสสาวะพบมีสารเสพติด

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ.

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 “รังสิมันต์ โรม” ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ปล่อยคลิปวิดีโอสุดเข้มข้นเพื่อปลุกพลังให้ประชาชนชาวไทยออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยเรียกร้องให้ “กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ” คลิปนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียงธรรมดา แต่เป็นการเล่าย้อนประวัติศาสตร์ส่วนตัวที่เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยต่อต้านรัฐประหารปี 2557 จนถึงคดีล่าสุดที่ถูกฟ้องที่ศาลพะเยา

รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. เล่าประสบการณ์ถูกดำเนินคดี

คลิปวิดีโอของ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ นี้ ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน เพราะเขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเมืองในชีวิต เมื่อรัฐประหารปี 2557 เกิดขึ้น ภาพการสลายชุมนุมหน้าหอศิลป์ยังคงติดตา แม้เวลาจะผ่านไปกว่าทศวรรษ โรมถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร เพียงเพราะลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตย ทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามถึง “ความยุติธรรม” ในสังคมไทย

ล่าสุด โรมและน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ต้องเดินทางไปศาลจังหวัดพะเยา หลังถูก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท เพียงเพราะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ คลิปนี้จึงเป็นเหมือนการย้ำเตือนว่า การต่อสู้ยังไม่จบ และการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสเปลี่ยนแปลง

เส้นทางนักกิจกรรมสู่ผู้แทนราษฎรของรังสิมันต์ โรม

กว่าสิบปีที่ผ่านมา รังสิมันต์ โรม ไม่เคยกลัวอำนาจ เขาใช้กฎหมายและเสียงของประชาชนต่อสู้กับความอยุติธรรม นี่คือไทม์ไลน์สำคัญ:

  • 2557: ต่อต้านรัฐประหาร ถูกจับและดำเนินคดีที่ศาลทหาร
  • หลังรัฐประหาร: ถูกล่าแม่มดด้วยกฎหมายเพื่อปิดปากผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
  • 2569: ถูกฟ้องที่พะเยา จากการตรวจสอบผลประโยชน์ชาติ
  • 8 ก.พ. 2569: เรียกร้องให้ประชาชนกาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

โรมโพสต์ข้อความประกอบคลิปว่า “ผมไม่เคยคิดเลยว่ารัฐประหารปี 2557 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ” เขาเชื่อมั่นว่าความหวาดกลัวของผู้มีอำนาจจะยิ่งเร่งให้กงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงหมุนเร็วขึ้น “ท้ายที่สุด พวกเขาจะกลายเป็นเพียงอดีต”

คลิปนี้ไม่เพียงเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทย เช่น การใช้อำนาจรัฐปิดปากฝ่ายค้าน การฟ้องร้องเพื่อข่มขู่ และความจำเป็นต้องมีผู้แทนที่กล้าสู้เพื่อประชาชน ในยุคที่พรรคประชาชนกำลังสร้าง “ยุคสมัยใหม่” การเลือกตั้ง 8 ก.พ. จึงเป็นสงครามเพื่ออนาคต

ทำไมต้องกา 8 ก.พ. เพื่อเปลี่ยนประเทศไทย

การที่ รังสิมันต์ โรม ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ ทำให้หลายคนตื่นตัว เพราะมันชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยไทยยังเปราะบาง หากไม่เลือกผู้แทนที่กล้าเสียสละ ระบบเก่าจะวนลูปต่อไป โรมย้ำว่า “ผู้มีอำนาจหยุดกงล้อไม่ได้” และเชิญชวนทุกคนออกมา vote เพื่อยุติวงจรนี้

จากประสบการณ์ส่วนตัว โรมมองว่าความยุติธรรมต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่อำนาจชั่วคราว คลิปนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ลุกขึ้นตั้งคำถามกับผู้ใหญ่ที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายแล้ว การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกาเลือกตั้ง แต่เป็นการกำหนดชะตาชาติ คุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงหรือยัง? ออกมา vote 8 ก.พ. เพื่อประเทศไทยที่ยุติธรรมกว่าเดิม ลองดูคลิปของรังสิมันต์ โรม แล้วตัดสินใจเองครับ

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” ปล่อยคลิปปลุกพลัง 8 ก.พ. กาเพื่อเปลี่ยนประเทศ

Scroll to top