ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง เปิดด่าน โดยยืนยันว่าการเปิดด่านไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียอธิปไตยแต่อย่างใด พร้อมทั้งเรียกร้องให้เข้าใจบริบทของพื้นที่จันทบุรี-ตราด ที่ไม่ได้มีความขัดแย้ง แต่กลับได้รับความเสียหายอย่างหนักในด้านการค้าและการท่องเที่ยว

ดร.รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติพชร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย – กัมพูชา จันทบุรี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการประชุมคณะกรรมการการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันในข้อตกลง 5 ข้อ โดยข้อสุดท้ายเกี่ยวข้องกับการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทและบางจุด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน ดร.รัฐวิทย์ มองว่าเป็นความสำเร็จของฝ่ายความมั่นคง และประเด็นสำคัญคือเรื่องการเปิดด่าน

ทั้งนี้ ดร.รัฐวิทย์ กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรีและตราดไม่ได้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งรุนแรง และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน การเปิดด่านจึงไม่ได้หมายถึงการเสียอธิปไตย แต่เป็นเพียงความรู้สึกโกรธเคืองที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งปัจจุบันจังหวัดจันทบุรีและตราดได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก โดยเฉพาะภาคเกษตร

นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ยันเปิดด่าน ไม่เสียอธิปไตย

ด้านนายอุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ประธานหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใหม่ในการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางประเภทบางจุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจ โดยผลการหารือในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) จะเป็นอย่างไร ทางหอการค้าก็พร้อมให้การสนับสนุน แต่ต้องมีความชัดเจนและคำนึงถึงความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นซ้ำรอย

ขณะที่นายสมคิด เนี่ยมจันทร์ ชาวบ้านสอยดาว จ.จันทบุรี แสดงความยินดีกับการที่จะมีการเปิดด่าน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานชาวกัมพูชาที่มีความชำนาญในการเก็บลำไย แต่ก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของกัมพูชาที่อาจมีการหักหลังได้

ทำไมถึงต้องพิจารณาเรื่องการ เปิดด่าน อย่างรอบคอบ?

การพิจารณาเรื่องการเปิดด่านชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม การเปิดด่านสามารถส่งผลดีต่อการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้าของผิดกฎหมาย และปัญหาความมั่นคงอื่นๆ

ดังนั้น การตัดสินใจเปิดด่านจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีมาตรการที่รัดกุมในการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเปิดด่าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • สถานการณ์ความมั่นคง
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
  • การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน

นอกจากนี้ การเปิดด่านชายแดนยังต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการดำเนินการ

การเปิดด่าน ไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องนี้จึงต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

ถึงแม้ว่าการเปิดด่านอาจมีข้อดีหลายประการ แต่ก็ต้องไม่มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และต้องเตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การเปิดด่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ที่มา – นายกสมาคมการค้าฯ จันทบุรี ให้ความเห็นเรื่องเปิดด่าน ยันไม่ได้ทำให้ไทยเสียอธิปไตย

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบความเคลื่อนไหวของฝ่าย “กัมพูชา” เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม คาดรองรับสถานการณ์ในอนาคต ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน

โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พันเอก วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่“ทหารกัมพูชา” มีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูท่าทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทางฝั่งไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดกำลังพลเฝ้าตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

การที่“ทหารกัมพูชา” มีความเคลื่อนไหวในการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือการแสดงศักยภาพทางทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

ความสำคัญของการติดตามสถานการณ์ “ทหารกัมพูชา”

การติดตามสถานการณ์“ทหารกัมพูชา” อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

  • การเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของ“ทหารกัมพูชา” บ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อม
  • ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อย การรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ และการติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา” เสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

กองทัพภาคที่ 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด และให้ข้อเสนอทีมวิจัยฯ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนา

วันที่ 11 กันยายน 2568 พล.ต.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ รอง มทภ.2 ให้การต้อนรับ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหารือข้อราชการ ณ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

โอกาสนี้ คณะฯ ได้ส่งมอบต้นแบบ “รองเท้านิลมังกร” เพื่อลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิด ทั้งนี้ สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ทหารไทยที่ลาดตระเวนแนวหน้าถูกระเบิดและได้รับบาดเจ็บ จึงได้ค้นคว้าโมเดลรองเท้าที่ใช้ในยูเครน และนำไปถอดแบบเพื่อนำมาผลิต โดยหวังว่าจะสามารถลดความสูญเสียและช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีข้อสังเกตอันเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนารองเท้าดังกล่าวต่อไป และยังได้หารือถึงยุทธภัณฑ์ซึ่งมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อใช้ในภารกิจของกองทัพ โดยคณะฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพตามหน้าที่ และอำนาจที่คณะกรรมาธิการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อไป

การรับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนายุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและลดความเสี่ยงที่ทหารต้องเผชิญ

กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร”

การพัฒนารองเท้าที่สามารถลดแรงระเบิดจากทุ่นระเบิดได้นั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน เช่น น้ำหนักของรองเท้า ความคล่องตัวในการเคลื่อนที่ และประสิทธิภาพในการป้องกันแรงระเบิด ทีมวิจัยจะต้องทำการทดสอบและปรับปรุงรองเท้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รองเท้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ความสำคัญของ “รองเท้านิลมังกร”

“รองเท้านิลมังกร” ไม่ได้เป็นเพียงแค่รองเท้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ดีจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและขวัญกำลังใจให้กับทหาร ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และปลอดภัย

นอกจากนี้ การพัฒนายุทโธปกรณ์ภายในประเทศยังเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” ถือเป็นข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนายุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยในอนาคต เราหวังว่าการพัฒนารองเท้าต้นแบบนี้จะประสบความสำเร็จ และสามารถนำไปใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงและพัฒนารองเท้านิลมังกรอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รองเท้ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันแรงระเบิด และมีความเหมาะสมกับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ทหารต้องเผชิญ การรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งานจริงและการนำไปปรับปรุง จะช่วยให้รองเท้านิลมังกรเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตทหารได้อย่างแท้จริง

ที่มา – กองทัพภาค 2 รับมอบ “รองเท้านิลมังกร” รองเท้าต้นแบบลดแรงระเบิด จากทุ่นระเบิด

“บิ๊กเล็ก” ประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียดชายแดน

จับตา “บิ๊กเล็ก” นำคณะเปิดโต๊ะประชุมหารือความมั่นคง GBC สมัยพิเศษที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ หาทางออกปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่บริเวณด่านชายแดนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ไทย–กัมพูชา ที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา

โดยคณะได้ใช้รถยนต์เป็นขบวนเดินทางเข้าไปยังจังหวัดเกาะกง คาดว่าจะใช้เวลาประชุมประมาณ 2- 3 ชั่วโมง และเดินทางกลับเข้ามายังพื้นที่ของ อ.คลองใหญ่ ผ่านด่านถาวรชายแดนบ้านหาดเล็ก ซึ่งบรรยากาศหน้าด่านยังคงมีการปิดด่านต่อเนื่อง บรรยากาศทั่วไปเงียบเหงา จากนั้นทางคณะเดินทางไปประชุมต่อยังโรงแรมเซ็นทารา ชายทะเลแอนด์วิลล่า จังหวัดตราด ในเวลา 12.30 น.ของวันนี้

เบื้องต้นการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สำหรับการประชุม GBC ครั้งนี้ มีสาระสำคัญ ได้แก่ การติดตามความคืบหน้าการจัดทำข้อตกลงหยุดยิง และผลลัพธ์จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC สมัยวิสามัญ ,การหารือมาตรการลดตึงเครียดชายแดน ลดระดับการใช้กำลังทหาร และการยุติวาทกรรมยั่วยุ พร้อมฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน ,ความร่วมมือในทางปฏิบัติ เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการชายแดน รวมถึงกำหนดกรอบภารกิจของการประชุม RBC และ GBC ครั้งถัดไป นับเป็นจังหวะสำคัญที่ทั้งสองประเทศ จะได้หาทางออกต่อปัญหาตามแนวชายแดนอย่างสันติ ยึดหลักอธิปไตย ความปลอดภัยของประชาชน และการอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

การประชุม GBC ไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดตึงเครียดชายแดน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

เป้าหมายสำคัญของการประชุม: ลดตึงเครียดชายแดน

เป้าหมายหลักของการประชุมครั้งนี้คือการหารือมาตรการที่สามารถนำไปสู่การ ลดตึงเครียดชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึงการลดระดับการใช้กำลังทหาร การยุติวาทกรรมยั่วยุ และการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน

  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว การประชุมยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคโดยรวม เป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาและความเข้าใจ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” นำทีมประชุม GBC ไทย-กัมพูชา ที่เกาะกง ลดตึงเครียดชายแดน ยุติวาทกรรมยั่วยุ

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

กองกำลังบูรพาเริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ หลัง “กัน จอมพลัง” มอบบล็อกคอนกรีตให้ เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน มาดูกันว่า กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน จะเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ชายแดนได้อย่างไร

วันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพาได้พาคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบังเกอร์แนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากเมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา นายกัน จอมพลัง ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้กับทหาร เพื่อใช้ในการเสริมสร้างบังเกอร์แนวป้องกันชายแดน

บรรยากาศในพื้นที่เต็มไปด้วยความร่วมแรงร่วมใจ โดยผู้ใหญ่บ้านหนองจาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านบางส่วน นำอุปกรณ์ทำงาน เช่น จอบ เสียม เข้ามาช่วยขุดเปิดหน้าดิน เตรียมพื้นที่สำหรับการวางบล็อกคอนกรีต ขณะเดียวกันยังมีการนำรถแบ็กโฮเข้ามาขุดดิน เคลียร์พื้นที่ และโค่นต้นไม้ใหญ่ในจุดประจำการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการก่อสร้าง

ทั้งนี้แผนการก่อสร้างประกอบด้วยบังเกอร์ 2 จุด ได้แก่ ที่บ้านหนองจาน 1 บังเกอร์ และบ้านหนองหญ้าแก้วอีก 1 บังเกอร์ โดยแต่ละบังเกอร์ใช้บล็อกคอนกรีต 4 บล็อก มีขนาดความกว้าง 2.10 เมตร ความสูง 2.10 เมตร เมื่อนำมาประกอบรวมกันจะมีความลึกประมาณ 4 เมตร ถือเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัย สามารถรองรับการปฏิบัติงานของกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการก่อสร้างบังเกอร์อ้างอิงจากต้นแบบที่ นายกัน จอมพลัง เคยดำเนินการที่พื้นที่ตาเมือนธม ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นที่กำบังทางยุทธวิธีแล้ว หากพื้นที่มีไฟฟ้าเข้าถึง ยังสามารถติดตั้งพัดลมและอุปกรณ์สนับสนุนทางการทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากบังเกอร์แล้ว ยังมีการเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด โดยกองกำลังบูรพาคาดว่า การก่อสร้างบังเกอร์ทั้งสองแห่งจะแล้วเสร็จภายใน 2 วัน ซึ่งจะช่วยยกระดับความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่กำลังพล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้มากยิ่งขึ้น

กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน

ทำไมต้องสร้างบังเกอร์ใหม่ที่บ้านหนองจาน?

การตัดสินใจของ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน มีจุดประสงค์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันชายแดน ตอบสนองต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้กำลังพลมีที่มั่นที่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ การมีบังเกอร์ที่แข็งแรงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่

การก่อสร้างนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนายกัน จอมพลัง ที่ได้มอบบล็อกคอนกรีตให้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ

บังเกอร์ที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่กำบัง แต่ยังสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น พัดลม และอุปกรณ์ทางการทหารอื่นๆ ทำให้เจ้าหน้าที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน

นอกจากนี้ การเสริมป้อมตรวจการณ์เพิ่มเติมยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตรวจตราและดูแลแนวชายแดน ทำให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว การที่ กองกำลังบูรพา สร้างบังเกอร์ใหม่ บ้านหนองจาน เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว ที่จะส่งผลดีต่อทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กองกำลังบูรพา เริ่มสร้างบังเกอร์ใหม่ เสริมความมั่นคงชายแดน พื้นที่บ้านหนองจาน

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันเอาจริง ย้ายคนกัมพูชาที่รุก “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” รอผลประชุม GBC 10 ก.ย. นี้ เผย สมช. ไฟเขียวตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดน

วันที่ 6 ก.ย. 68 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุม ติดตามสถานการณ์ปัญหาความมั่นคงชายแดนในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว (บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พ.อ.ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ 12 กองกำลังบูรพา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว เข้าร่วม 

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงในที่ประชุมว่า ตนเองยังไม่เกษียณอายุราชการ เพียงแต่ต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง รวมทั้งที่มีการนำเสนอข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองจานไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ไม่เป็นความจริง บ้านหนองจาน มีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่ โดยพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์คือพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง ยืนยันว่าจะมีการออกเอกสารสิทธิ์ให้พื้นที่ดังกล่าว ทวงคืนพื้นที่เหล่านี้กลับมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำกินและเป็นผืนแผ่นดินไทย

“ใครที่บอกว่าผมขายชาติ ลองคิดดูว่าขายหรือไม่ ถ้าผมทำอย่างนี้แล้ว ก็อยู่ที่ท่านจะใช้ดุลยพินิจ”

นายปริญญา กล่าวต่อว่า ตนเองได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย กัมพูชา ขอความร่วมมือดำเนินการย้ายราษฎรกัมพูชาที่รุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้ประท้วงกลับ เรามีจุดประสงค์ให้สังคมไทยรู้ว่า กองกำลังบูรพา แม่ทัพภาคที่ 1 เอาจริง ไม่ใช่ทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เราทำอย่างรอบคอบรัดกุมเป็นไปตามเงื่อนไขทวิภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกับตอบคำถามกับผู้สังเกตการณ์ได้ โดยขั้นตอนต่อไปต้องรอผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10  ก.ย.นี้ 

เนื่องจากได้ชงเรื่องเขตแดนบ้านหนองจานไปยังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ขอให้นำวาระเข้าไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีการส่งหนังสือหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจยไปแล้วก็ตาม โดยยืนยันว่าได้วางแผนดำเนินการไว้ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้ทำการติดป้ายประกาศขอให้ออกจากพื้นที่ หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินการตามตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 รวมถึงพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 ในเวลาที่เหมาะสม

ส่วนแนวคิดการสร้างรั้วบริเวณชายแดน 16 กิโลเมตร เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68) ที่ประชุม สมช. ได้มีมติตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรั้วชายแดนในจุดที่มีความจำเป็นต้องสร้าง เพื่อป้องกันการขนยาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการแสดงอาณาเขตของประเทศ 

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเรากังวลว่าจะมีการยกระดับไปสู่การปะทะ คณะกรรมาธิการจึงจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูล เผื่อนำไปสู่การสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ยืนยันว่าไม่ได้ค้านการสร้างรั้ว แต่อย่างไรจะต้องหามาตรการเพิ่มเติม หากมีการละเมิดอธิปไตยก็ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องอาณาเขตของประเทศไทย  ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีและกล้องเป็นสิ่งสำคัญ สอดคล้องกับฝ่ายทหารที่ต้องการ CCTV เพื่อเฝ้าระวังจุดที่มีความอ่อนไหว โดยประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจะมีการพูดคุยกับ สมช. ต่อไป

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ทำไมผู้ว่าฯ สระแก้วถึงต้องทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ประเด็นสำคัญที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วให้ความสำคัญในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” นั้น เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ดังกล่าว การดำเนินการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การย้ายราษฎรที่รุกล้ำ แต่เป็นการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

การที่ผู้ว่าฯ สระแก้วดำเนินการอย่างจริงจังในการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องดินแดนและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย การดำเนินการนี้อาจมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การแก้ไขปัญหาพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการทวงคืนพื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ การเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

การดำเนินการทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันเอาจริง ทวงคืนพื้นที่ “บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่หนองจาน ให้กำลังใจทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด “ลีน่าจัง” นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้ลงพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจทหารแนวหน้า พร้อมทั้งประกาศท้าทาย “กำนันลี”

ลีน่าจัง ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ยังคงตึงเครียดจากเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างทหารไทยกับกลุ่มชาวกัมพูชาเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากปรากฏภาพทหารไทยถูกเบียดและผลักดันจนล้ม

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ลีน่าจัง หรือ นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ได้เดินทางลงพื้นที่บ้านหนองจานด้วยตนเอง เพื่อแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวชายแดน รวมถึงชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทันทีที่เดินทางมาถึง ลีน่าจัง ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งประกาศท้าทายไปยัง “กำนันลี” ชาวกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงในพื้นที่

ลีน่าจังกล่าวว่า “การกระทำแบบนี้เป็นสิ่งที่คนไทยยอมไม่ได้ ถ้าแน่จริงมาเจอกันเลยที่ถนนสีเพ็ญ ฉันพร้อมจะสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของทหารไทยและแผ่นดินไทย” คำพูดดังกล่าวได้รับการตอบรับด้วยเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนที่มาร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หลายคนโบกธงไตรรงค์และส่งเสียงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ประชาชนที่ทราบข่าวการเดินทางมาของลีน่าจัง ต่างพากันมารอให้กำลังใจและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก แม้ว่าสถานการณ์โดยรอบยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลังอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ทำไมการลงพื้นที่ของลีน่าจังจึงมีความสำคัญ?

การลงพื้นที่ของลีน่าจังในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความรู้สึกของคนไทยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และการให้กำลังใจแก่ทหารและประชาชนในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

นอกจากนี้ การที่ลีน่าจังออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องว่า การกระทำใดๆ ที่เป็นการคุกคามหรือละเมิดอธิปไตยของไทย จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมไทยอย่างแน่นอน

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ เราทุกคนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องประเทศชาติ

ที่มา – “ลีน่าจัง” ลงพื้นที่บ้านหนองจาน ให้กำลังใจทหารแนวหน้า นัดท้าเจอ “กำนันลี”

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” สั่งคุมชาวบ้านป่วนหนองจาน

โซเชียลแห่ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” นายทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” ให้ควบคุมชาวกัมพูชาที่บุกป่วนพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อของ “ผู้กองเต้ย” กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ เพราะอะไรไปดูกัน

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 ชาวกัมพูชากว่า 200 คน ได้รวมตัวกันบริเวณพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อประท้วงเจ้าหน้าที่ไทย หลังดำเนินการติดตั้งป้ายประกาศในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยระบุให้ราษฎรกัมพูชาที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเข้ามาฝั่งไทย ต้องดำเนินการรื้อถอนและออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ซึ่งชาวกัมพูชาที่รวมตัว ได้กดดันเชิงสัญลักษณ์ พยายามเคลื่อนไหวเข้าใกล้จุดติดตั้งป้าย ขณะที่บางส่วนก็แสดงท่าทียั่วยุเจ้าหน้าที่ พกพาไม้เป็นอาวุธ และพกพาวิทยุสื่อสารประจำตัว โดยมีทหารกัมพูชาคอยสังเกตการณ์ และร่วมอยู่ในกลุ่มมวลชนชาวกัมพูชาด้วย สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ได้มีคลิปที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ หลังเกิดเหตุชลมุนขึ้น ชาวกัมพูชาลุกฮือ ถือไม้เข้าประชิดตัวเจ้าหน้าที่ แม้ทหารไทยจะยืนควบคุมสถานการณ์ด้วยความอดทนอดกลั้น แต่กลับถูกก่อกวนและดันจนเกิดความวุ่นวายขึ้นในบางช่วง ทำให้ทหารนายหนึ่งตะโกนใส่ทหารกัมพูชา ให้เข้าควบคุมชาวบ้านที่ก่อความวุ่นวาย และผลักดันกลับฝั่งตนเองไป ด้วยเสียงที่ดังและหนักแน่น จึงทำให้คนในโซเชียลต่างเข้ามาชื่นชมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังขอบคุณที่ทำหน้าที่ทหารอย่างเต็มความสามารถ

ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

การกระทำของ “ผู้กองเต้ย” ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยจำนวนมาก หลายคนมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและสุ่มเสี่ยง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า ทหารนายดังกล่าว คือ “ผู้กองเต้ย” ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน และยังพบว่า ในวันที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กของภรรยาผู้กองเต้ย ก็ได้มีการโพสต์ข้อความและคลิปวิดีโออวยพรวันเกิดของสามี พร้อมแคปชันหวานว่า เป็นวันเกิดปีแรกที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน เข้าใจสามีมากๆ และขอให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ซึ่งต่อมาก็ได้มีคนเข้าไปร่วมอวยพรเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความรักและกำลังใจที่ภรรยามีให้ต่อ “ผู้กองเต้ย”

ผู้กองเต้ยคือใคร?

ร.อ.วัชรจิตร สุมะโน หรือ “ผู้กองเต้ย” เป็นนายทหารที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความกล้าหาญในครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับการยกย่องและชื่นชมจากสังคม

  • ความกล้าหาญและเสียสละของ “ผู้กองเต้ย” เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทหารและประชาชนทั่วไป
  • เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • การแก้ไขปัญหาด้วยความอดทนอดกลั้นและใช้สติปัญญา เป็นสิ่งที่ควรยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่

เหตุการณ์ที่ “บ้านหนองจาน” แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การตัดสินใจที่เด็ดขาดของ “ผู้กองเต้ย” ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียด และป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงบานปลาย เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตย และสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – ชื่นชม “ผู้กองเต้ย” ทหารกล้า ตะโกนสั่ง “ทหารกัมพูชา” คุมชาวบ้านป่วน “บ้านหนองจาน”

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

จากกระแสข่าวที่สร้างความเข้าใจผิดในโซเชียลมีเดีย นายอำเภอคลองหาดยืนยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท 100% ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของประชาชน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด พร้อมด้วย พันเอกกรินทร์ อุตสาหะ ผู้บังคับการชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 13 ได้นำกำลังทหาร ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ศุลกากรอรัญประเทศ ร่วมกันแถลงข่าวยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า ด่านบ้านเขาดินปิดสนิทอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เกี่ยวกับสถานการณ์จุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตำบลคลองหาด อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 (เฉพาะ) ที่ 944/2568 เรื่องการควบคุมการปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว โดยได้ดำเนินการปิดช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และยืนยันว่าไม่มีการอนุโลมใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอคลองหาด กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน อำเภอคลองหาดร่วมกับฉก.คลองหาดยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่มีการอนุญาตให้บุคคลหรือยานพาหนะใด ๆ ผ่านเข้า–ออกช่องทางจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอความยาว 1.34 นาทีบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาสื่อไปในทางว่าด่านถาวรบ้านเขาดินยังคงเปิดใช้งานตามปกตินั้น นายอำเภอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดได้ จึงได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่สื่อมวลชน หน่วยงานยังคงปฏิบัติตามคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและสื่อออนไลน์ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนเผยแพร่ เพื่อป้องกันความสับสนและการสร้างความเข้าใจผิดในสังคม

จากการตรวจสอบพบว่าด่านมีการปิดล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา บริเวณถนนมีหญ้าขึ้นรก และไม่มีร่องรอยการสัญจรของรถยนต์ทุกชนิด

นายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

เหตุผลที่ต้องย้ำ: ทำไมนายอำเภอคลองหาดยัน ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท

การที่นายอำเภอคลองหาดต้องออกมาเน้นย้ำว่าด่านบ้านเขาดินปิดสนิท เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เหตุผลหลักคือป้องกันความสับสนและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในหมู่ประชาชน หากประชาชนเข้าใจผิดว่าด่านเปิด อาจนำไปสู่ความพยายามที่จะข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลเสียต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ การยืนยันสถานะการปิดด่านยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานราชการยังคงปฏิบัติตามคำสั่งและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและสังคมโดยรวม การที่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดโอกาสในการเกิดข่าวลือหรือข้อมูลเท็จที่อาจสร้างความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนในสังคมได้

ดังนั้น การที่นายอำเภอคลองหาดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยืนยันสถานะการปิด ด่านบ้านเขาดินปิดสนิท จึงเป็นมาตรการที่จำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อในโลกออนไลน์นั้นมีมาก เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดต่อส่วนรวมได้ ดังนั้น ก่อนที่จะโพสต์หรือแชร์ข้อมูลใดๆ ควรตรวจสอบแหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ก่อนเสมอ

ที่มา – นายอำเภอคลองหาด ยันด่านบ้านเขาดินปิดสนิท หลังโซเชียลปั่นกระแสทำเข้าใจผิด

Scroll to top