ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

ตึงเครียด! ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน สระแก้ว

สถานการณ์ยังคงตึงเครียด! “ทหารไทย” ยังคงตรึงกำลังอย่างหนาแน่นบริเวณชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ฝั่งกัมพูชาได้ประกาศระดมชาวบ้านให้ออกมารวมตัวกันในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดน โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ที่ดินของกัมพูชาร่วมอยู่ด้วย

ทหารไทยตรึงกำลังชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางมาถึงที่บริเวณชายแดน ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย เมื่อกลุ่มชาวกัมพูชาบางส่วนได้บุกเข้ามารื้อรั้วลวดหนามที่ฝ่ายไทยได้ทำการติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการรุกล้ำดินแดน นอกจากนี้ ยังมีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ฝั่งไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย ในขณะปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประชาชนจากฝั่งกัมพูชายังคงทยอยเดินทางเข้ามาสมทบอย่างต่อเนื่อง ทำให้บรรยากาศบริเวณชายแดนตึงเครียดยิ่งขึ้น กองกำลังทหารไทยได้เสริมกำลังเข้าตรึงพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย ที่น่าสังเกตคือ ฝั่งกัมพูชาได้เปิดเพลงเสียงดัง คาดว่าเป็นเพลงปลุกใจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้ชาวบ้านเกิดความฮึกเหิม เสียงเพลงดังกล่าวดังก้องไปทั่วบริเวณชายแดน สร้างความกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารไทยยังคงตรึงกำลัง

สถานการณ์ล่าสุดยังคงมีการเผชิญหน้ากันระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย ทหารไทยยังคงตรึงกำลังอย่างแน่นหนาเพื่อเฝ้าระวังการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับส่วนกลางเพื่อรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์ และเตรียมมาตรการรองรับหากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

  • การเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดกำลังดำเนินการ
  • ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • เจ้าหน้าที่ไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนเสมอ

การรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียและความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

การที่ “ทหารไทยตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าสถานการณ์จะตึงเครียด แต่การมีสติและความอดทนจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา

ที่มา – สถานการณ์ยังตึงเครียด “ทหารไทย” ตรึงกำลัง ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

กองทัพบก เปิดคลิปสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

“กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติมาโดยตลอด การที่ กองทัพบก เผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบดังกล่าว จึงเป็นการตอกย้ำถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตย

วันที่ 25 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก ทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์คลิปวิดีโอ “เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568” พร้อมระบุข้อความว่า

“ที่ทหารไทยสามารถยึดคืนภูมะเขือ หลังถูกกัมพูชาเปิดฉากโจมตีในเช้ามืดวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ด้วยความกล้าหาญ พร้อมอุทิศตนในการปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ”.

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพชา: ความกล้าหาญที่ต้องจารึก

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ การสู้รบในพื้นที่ชายแดนนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวย และจากกำลังของฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ทหารไทยยังคงยืนหยัดต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ได้ การกระทำของพวกเขาเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กองทัพบก กับบทบาทในการปกป้องอธิปไตย

กองทัพบก มีบทบาทสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของกองทัพบกในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ

นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ให้พวกเขามีความภาคภูมิใจในหน้าที่ของตน และมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากภัยคุกคามทั้งปวง

ความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือ

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เราทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของทหาร การให้กำลังใจคนที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือการสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในสังคม

เหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความร่วมมือในการปกป้องประเทศชาติของเรา หากเราทุกคนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่ กองทัพบก นำเหตุการณ์นี้มาเผยแพร่ ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงของชาติ และเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักชาติให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทย

ในท้ายที่สุด การปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารหาญที่เสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ คือสิ่งที่พวกเราสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและตอบแทนความกล้าหาญของพวกเขา

ที่มา – “กองทัพบก” เปิดคลิปเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมอุทิศตนปกป้องอธิปไตยไทย

“แม่ทัพภาค 2” เผยโอกาสปะทะรอบใหม่!

“แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้ พร้อมมองผู้เจรจาต้องทันเกม นึกถึงผลประโยชน์ของชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมของกองทัพ

“แม่ทัพภาค 2” กับมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการเตรียมพร้อมในการตอบโต้หากมีการยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สำหรับการตัดสินใจเข้ารับราชการทหาร พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นทหารตำรวจ เพราะเห็นพ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย และความตั้งใจนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลง แม้ในช่วงที่เป็นนักเรียนอาชีวะ

ความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสินกล่าวถึงความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เกิดจากความต่างของความคิดที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าแผ่นดินเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปะทะกันได้ แต่ยังคงยืนยันว่าพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในส่วนของประเด็นยอดภูมะเขือ พลโทบุญสินกล่าวว่า ในยุคของตนต้องไปเอาคืนมา เพราะมีการเข้าอาศัยของคนกัมพูชามานานหลายสิบปีแล้ว และปัจจุบันภูมะเขือมีบรรยากาศที่ดี สามารถไปวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนได้

เมื่อถามถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน พลโทบุญสินกล่าวว่า การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมาน แต่แม่ทัพต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะการปะทะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับการปะทะที่ผ่านมา พลโทบุญสินเห็นว่าเหมาะสมแล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เริ่มก่อน และในกรณีการปิดตาเมือนธม แม้จะเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาเอกภาพและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

“แม่ทัพภาค 2” ยังกล่าวถึงการเจรจาว่า หากทำแล้วเสียผลประโยชน์ก็จะไม่เจรจา และผู้เจรจาต้องทันเกม รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ

ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับชุมชน พลโทบุญสินกล่าวว่า ทหารไม่ได้มีหน้าที่แค่รบ แต่ยังช่วยพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

สำหรับคำถามที่ว่า จะมีการปะทะกันอีกหรือไม่ และมีโอกาสที่ไทยจะยึดพื้นที่อย่างประสาทตาควายกลับมาได้หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำประเทศของคู่ขัดแย้ง และท่าทีของทหารเขมรที่อยู่ตามแนวชายแดน หากเริ่มก่อนไทยก็มีสิทธิ์ตอบโต้

โดยสรุปแล้ว พลโทบุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่หากถูกรุกรานก่อนก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของผู้นำและท่าทีของทหารตามแนวชายแดนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางในอนาคต ความรอบคอบและการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้

ทบ. โต้กัมพูชา! ยันไทยไม่ใช้สงครามจิตวิทยา

กองทัพบก (ทบ.) ตอบโต้กัมพูชา ยืนยันประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง ตรงกันข้าม กัมพูชาต่างหากที่บิดเบือนข้อเท็จจริงมาโดยตลอด พร้อมย้ำว่าไทยยึดมั่นและปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงผ่านกลไก GBC–RBC และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ต่อประชาคมโลก

จากกรณีที่สำนักงาน Fresh News ของกัมพูชา ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของ นายเพน โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี/หัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับความคืบหน้าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกัมพูชา–ไทย โดยสรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก:

  1. ความเป็นเอกภาพอันแน่นแฟ้นของชาวกัมพูชา ทำให้ “สงครามจิตวิทยา” และกลอุบายข้อมูลเท็จที่ฝ่ายไทยพยายามใช้เพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน ต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
  2. กัมพูชายังคงเดินหน้าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกับไทย ผ่านการประชุม GBC และ RBC ซึ่งมีผลเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง และยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี
  3. การดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอยู่ภายใต้สายตาของประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน มาเลเซีย รวมถึงคณะทูตและผู้แทนฝ่ายทหารจากต่างประเทศ
  4. ความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชาทั้งในและนอกประเทศ ที่ร่วมกันชูธงชาติและส่งเสียงสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมชื่นชมกองทัพและกองกำลังติดอาวุธทุกหน่วยที่ปกป้องประเทศอย่างแข็งขัน

ทบ. ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงตอบโต้ประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่า ประเทศไทยไม่เคยใช้ สงครามจิตวิทยา ต่อกัมพูชา ตรงกันข้ามคือฝ่ายกัมพูชาที่เป็นผู้ใช้วิธีการดังกล่าว ทั้งในรูปแบบการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเอง ขณะที่ประเทศไทยยึดมั่นเพียงการนำเสนอข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ไม่เคยใช้วิธีการที่เป็นการบิดเบือนหรือสร้างความเข้าใจผิด ที่สำคัญไทยมีเสรีในการนำเสนอข่าว พร้อมเปิดให้สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศเข้าทำข่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทราบว่าทางกัมพูชาอาจไม่ให้ความสำคัญ โดยดูจากสื่อภายในประเทศกัมพูชาเอง ที่ยังถูกควบคุมและห้ามนำเสนอข่าวข้อเท็จจริงต่อประชาชนกัมพูชา

เกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ไทยได้แสดงความจริงใจและยึดมั่นในทุกข้อตกลงมาโดยตลอด การประชุมผ่านกลไก GBC และ RBC ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ไทยยืนยันพร้อมใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่ข้อเท็จจริงในพื้นที่แสดงให้เห็นว่ากัมพูชามักเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เช่น การเคลื่อนไหวของกำลังทหารในพื้นที่อธิปไตยไทย การลอบวางทุ่นระเบิด และการขัดขวางการทำงานของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดยังมีการพยายามบิดเบือนผลการประชุม RBC ในวันที่ 22 ส.ค. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงไปแล้ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจจะปฏิบัติตามที่กล่าวอ้าง

ไทยให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศ

โฆษกกองทัพบกชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไทยเองได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการสื่อสารกับต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การระหว่างประเทศ คณะทูต หรือผู้แทนกองทัพจากนานาชาติ โดยไทยนำเสนอข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ทั้งนี้ นอกจากฝ่ายไทยจะใช้การสื่อสารด้วยการประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ยังแสดงให้สังคมโลกเห็นถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ ในพื้นที่ ทั้งทุ่นระเบิดที่พบ และพื้นที่พลเรือนที่เสียหาย ที่ไม่สามารถบิดเบือนได้

โฆษกกองทัพบกขอขอบคุณประชาชนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้แสดงออกถึงการยืนหยัดเคียงข้าง และให้การสนับสนุนกองทัพ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงรัฐบาล ในรูปแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีลักษณะการแสดงออกในเชิงจัดตั้งขึ้นเพื่อหวังผลในเชิงจิตวิทยาแต่อย่างใด ซึ่งเสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทยเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงพลังความสามัคคีและความรักชาติของคนไทยอย่างชัดเจน

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความจริงใจและความโปร่งใส การใช้ สงครามจิตวิทยา ไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย และการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีเท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ทบ. ตอกกลับกัมพูชา ยันไทยไม่เคยใช้สงครามจิตวิทยา บิดเบือนข้อเท็จจริง

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

กต. ประณามกัมพูชา รุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด!

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาอย่างรุนแรง หลังจากการตรวจสอบพบการรุกล้ำอธิปไตยของไทยและการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซ้ำอีกบริเวณชายแดนสุรินทร์ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เตรียมเดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิด

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยทหารของไทยได้ตรวจพบการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งรุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากการขับไล่กองกำลังดังกล่าวออกไป เจ้าหน้าที่ไทยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่และพบทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน ละเมิดพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Treaty) และข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่

มาริษเตรียมแจงประชาคมโลก กรณี กต. ประณามกัมพูชา

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นายนิกรเดช เปิดเผยว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดการเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าพบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลก รวมถึงคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเรียกร้องให้ประชาคมโลกให้ความสนใจกับปัญหาการละเมิดอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้น

นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยได้ตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 1 ทุ่น ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่เคยพบทหารกัมพูชาดักซุ่มอยู่ เหตุการณ์นี้ยิ่งเน้นย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหา

นางสาวชยิกา ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้เรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ตามแนวชายแดนมาโดยตลอด แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา ทางการไทยจะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจับตาดูว่าคำกล่าวอ้างล่าสุดของกัมพูชาที่จะให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนั้น จะเป็นเพียงการลดแรงกดดันจากนานาชาติหรือไม่

สถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยและการวางทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน การที่ กต. ประณามกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยและเรียกร้องความเป็นธรรม ส่วนการที่ กต. ประณามกัมพูชา นั้นเหมาะสมแล้วเพราะเป็นการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

การที่ กต. ประณามกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป แต่การดำเนินการเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศในการสื่อสารไปยังประชาคมโลก ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้

ที่มา – กต. ประณามกัมพูชา หลังไทยพบรุกล้ำ-วางทุ่นระเบิดอีก “มาริษ” ลุยแจงประชาคมโลก

ยายเผยเศร้า พลทหารพิทยุตม์ หวังเรียนต่อ

ครอบครัวสุดเศร้าเตรียมจัดงานศพให้ “พลทหารพิทยุตม์” พลทหารผู้กล้าที่เคยโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม ยายเผยความเศร้า หลานชายสมัครเป็นทหารเพื่อหวังจะได้เรียนหนังสือต่อ และยังไม่ได้กลับบ้านตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะ

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 จากกรณีการเสียชีวิตของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา หรือ “น้องยักษ์” อายุ 20 ปี สังกัด ร.23 พัน 4 ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ พลทหารที่เคยเป็นข่าวโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาชื่อ “โมนิก้า” ก่อนเกิดเหตุการณ์สู้รบไม่นาน โดยเสียชีวิตเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (23 ส.ค. 68) ภายในห้องน้ำบริเวณฐานปฏิบัติการฯ ด้วยอาการวูบจากโรคประจำตัว เพื่อนทหารระบุว่า พลทหารพิทยุตม์ มีโรคประจำตัวและเคยอาเจียนเป็นเลือด ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและรับยามารับประทาน ต้นสังกัดให้พักรักษาตัว แต่เจ้าตัวเป็นห่วงเพื่อนร่วมงาน ขอปฏิบัติหน้าที่ดังเดิม

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านของพลทหารพิทยุตม์ ใน ต.หนองกง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ พบว่าชาวบ้านกำลังช่วยกันเตรียมงานศพ

นางจัด ประสงทรัพย์ อายุ 70 ปี น้องสาวยายของพลทหารน้อย เล่าว่า หลานชายเป็นคนอาภัพ พ่อแม่แยกทางกัน ไม่ได้เรียนหนังสือ กระทั่งอายุ 18 ปี จึงสมัครเข้าเป็นทหารที่ค่าย ร.23 พัน 4 บุรีรัมย์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนหนังสือต่อ เมื่อเกิดความตึงเครียดจึงถูกส่งไปประจำแนวชายแดนที่ จ.สุรินทร์ และยังไม่ได้กลับบ้าน ทราบว่าได้พักแล้ว แต่ยังไม่ขอกลับ เพราะอยากอยู่เป็นเพื่อนทหารที่ชายแดน ยอมรับว่าตอนที่หลานไปโต้เถียงกับทหารกัมพูชา ตนเป็นห่วง กลัวเขาจะทำร้าย แต่ก็ดีใจที่หลานมีใจเด็ดเดี่ยว

ด้านนางชวนพิมพ์ พรมพนัส อายุ 60 ปี ประธาน อสม. หมู่ 7 ต.หนองกง อ.นางรอง เล่าว่า ตอนที่น้องไปปะทะคารมกับทหารกัมพูชา ชาวบ้านต่างเอาใจช่วยและปรบมือให้ ตั้งใจว่าถ้าน้องกลับมา จะมอบทิปให้คนละร้อย แต่เสียดายที่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เรื่องราวเศร้าของ พลทหารพิทยุตม์

เรื่องราวของ พลทหารพิทยุตม์ กลายเป็นที่สนใจของสังคมหลังจากคลิปวิดีโอการโต้เถียงกับหญิงชาวกัมพูชาถูกเผยแพร่ออกไป หลายคนชื่นชมในความกล้าหาญและความรักชาติของเขา แต่เบื้องหลังความกล้าหาญนั้นคือความฝันที่อยากจะเรียนต่อให้สูงขึ้น

ความฝันที่ยังไม่ทันเป็นจริงของ พลทหารพิทยุตม์

ยายของพลทหารพิทยุตม์เล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า พลทหารพิทยุตม์ ตั้งใจสมัครเป็นทหารเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนต่อ เขาเป็นเด็กขยันขันแข็งและมีความรับผิดชอบสูง แม้ว่าชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค

การจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก แต่ความกล้าหาญและความเสียสละของเขาจะยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคนตลอดไป

ไว้อาลัย พลทหารพิทยุตม์ ผู้กล้าแห่งตาเมือนธม

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ พลทหารพิทยุตม์ โสดา ผู้เสียสละเพื่อชาติและประชาชน ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

เรื่องราวของพลทหารพิทยุตม์สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละและความมุ่งมั่นของคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว แม้ว่าเส้นทางชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน แต่ความฝันและความหวังเป็นสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน

ที่มา – ยายเผยเศร้า “พลทหารพิทยุตม์” ตั้งใจสมัครเป็นทหาร เพื่อหวังเรียนหนังสือต่อ

สุดน่ารัก! จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ทหารชายแดน

เรื่องราวสุดประทับใจที่ใครได้อ่านเป็นต้องอมยิ้ม! เมื่อเหล่าเด็กนักเรียนตัวน้อย ส่งจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ปราสาทตาควาย ข้อความสุดน่ารักและให้กำลังใจ จนทำเอาเหล่าผู้พิทักษ์ประเทศชาติต้องน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ

จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายชนกณน อินทนูจิตร นำทีมกลุ่มจิตอาสาเดินทางไปมอบรองเท้านันยางจำนวน 73 คู่ พร้อมด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคและของใช้ที่จำเป็นต่างๆ ให้กับพี่ๆ ทหารพราน 26 ปราสาทตาควาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่

แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจยิ่งกว่าสิ่งของใดๆ คือ จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ที่ถูกส่งมาจากน้องๆ โรงเรียนทอสี กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดโล่ห์สุธาวาส จังหวัดอ่างทอง ที่ตั้งใจเขียนข้อความส่งกำลังใจมาให้พี่ๆ ทหารพรานได้อ่าน ทำให้พี่ๆ ทหารรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

เนื้อหาในจดหมายเต็มไปด้วยความรัก ความห่วงใย และคำขอบคุณจากเด็กๆ ที่มีต่อทหารที่เสียสละปกป้องประเทศชาติ บางฉบับเขียนด้วยลายมือเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ แต่กลับส่งความรู้สึกออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม บางฉบับมีการวาดภาพประกอบน่ารักๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเด็กๆ ที่อยากจะส่งกำลังใจให้กับพี่ๆ ทหารอย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่ประชาชนชาวไทยมีต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละอยู่ตามแนวชายแดน แม้ว่าจะเป็นเพียงกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ จากเด็กนักเรียน แต่ก็มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่สำหรับทหารที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากและความเสี่ยงภัยต่างๆ ในการปฏิบัติหน้าที่

ทำไมจดหมายจากเด็กนักเรียนถึงมีความหมายต่อทหารชายแดน?

  • เป็นกำลังใจ: จดหมายเหล่านี้เป็นเสมือนยาชูกำลังที่ช่วยเติมพลังใจให้กับทหารที่ต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความเครียดในการปฏิบัติหน้าที่
  • แสดงถึงความห่วงใย: จดหมายแสดงให้เห็นว่ามีคนจำนวนมากที่ห่วงใยและเป็นกำลังใจให้ทหารอยู่เสมอ
  • สร้างความภาคภูมิใจ: จดหมายช่วยให้ทหารรู้สึกภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ และตระหนักว่าการเสียสละของพวกเขามีความหมายต่อประเทศชาติ

เรื่องราวของจดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความงดงามของน้ำใจและความสามัคคีของคนไทย ที่พร้อมจะส่งมอบความรักและความห่วงใยให้แก่กันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหนก็ตาม

เรื่องราวนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นคุณค่าของผู้เสียสละเพื่อชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้เราทำความดีเพื่อสังคมต่อไป

ที่มา – สุดน่ารัก จดหมายจากเด็กนักเรียน ส่งให้ “ทหารชายแดน” ทำเหล่าผู้พิทักษ์น้ำตาซึม

ทหารกัมพูชา รุกล้ำ! วางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพบก” เผยว่า “ทหารกัมพูชา” ได้รุกล้ำอธิปไตยไทยอีกครั้ง โดยมีการดักซุ่มและลอบวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ ล่าสุด พบว่ามีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกถึง 3 ทุ่น ทำให้สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 16.00 น. หน่วยทหารในพื้นที่ตรวจพบทหารกัมพูชาจำนวน 2–3 นาย ซึ่งจากการแต่งกายคาดว่าเป็นหน่วย BHQ ปฏิบัติการดักซุ่มและตรวจการณ์ฝ่ายไทย บริเวณทิศตะวันตกของเนิน 350 ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ห่างจากแนวเส้นปฏิบัติการเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยประมาณ 100 เมตร

จากการรุกล้ำอธิปไตยไทยดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ทำการยิงขับไล่จนฝ่ายกัมพูชาหลบหนีไป เมื่อมั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หน่วยจึงเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ และตรวจพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณจุดที่พบทหารกัมพูชาดักซุ่ม จำนวน 1 ทุ่น จึงได้ทำการตรวจสอบพื้นที่โดยละเอียด พร้อมทำเครื่องหมายไว้ เพื่อรอรับการสนับสนุนจากชุดตรวจค้นทุ่นระเบิดดำเนินการต่อไป ซึ่งการกระทำของ ทหารกัมพูชา ในครั้งนี้ ถือเป็นการยั่วยุและละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน

ต่อมา ในวันที่ 23 สิงหาคม จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยรอบของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดอีกครั้ง พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีกจำนวน 2 ทุ่น (รวมเป็นทั้งหมด 3 ทุ่น) พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก ทำให้เห็นได้ชัดว่ามีการเตรียมการเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่

ทหารกัมพูชา รุกล้ำอธิปไตยไทย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า เป็นที่ปรากฏชัดเจนอีกครั้งว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากผลการประชุม GBC ที่ผ่านมาในหลายข้อ ทั้งการยั่วยุ การรุกล้ำดินแดน และการใช้ทุ่นระเบิดในการลอบทำร้ายฝ่ายไทย การกระทำดังกล่าวย้อนแย้งกับท่าทีที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าฝ่ายไทยรุกราน ทั้งที่ความเป็นจริงและหลักฐานต่าง ๆ ที่พบ ยืนยันได้ว่ากัมพูชากระทำการรุกรานและละเมิดข้อตกลง รวมทั้งอนุสัญญาออตตาวามาโดยตลอด

การตอบโต้และมาตรการของไทยต่อการรุกล้ำของทหารกัมพูชา

กองทัพบกจะได้ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะ IOT ทราบถึงพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และแจ้งเตือนทุกหน่วยตามแนวชายแดนให้เฝ้าติดตามการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับการรุกล้ำอธิปไตยจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง การกระทำของ ทหารกัมพูชา ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า บ่งบอกถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ

ทางกองทัพบกได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และการเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ต่อทหาร แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนด้วย การดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” รุกล้ำอธิปไตยไทย พบวางทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น

Scroll to top