ความเป็นธรรม

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

ค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ ร้องขอความเป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมไทยขณะนี้ เมื่อครอบครัวของไรเดอร์ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถกระบะพุ่งชนท้าย ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม หลังจากคู่กรณีซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงในสำนักงาน ป.ป.ช. มีอาการเมาสุราขณะขับรถและก่อเหตุสลดใจ หลายฝ่ายต่างออกมาร่วมค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับรายนี้ เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและสวนทางกับหลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น

สาเหตุของการรวมตัวค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายจรงค์ ผอ.สำนักสืบสวนฯ ก่อเหตุเมาแล้วขับพุ่งชนไรเดอร์จนเสียชีวิต ซ้ำร้ายยังมีความพยายามที่จะหลบหนีและหาคนรับผิดแทน ทำให้สังคมเกิดความกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการระดับสูง การที่หน่วยงานต้นสังกัดมีการลงนามคำสั่งโยกย้ายให้นายจรงค์ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นและได้รับเงินเพิ่มพิเศษ จึงเป็นที่มาของการค้านเลื่อนตำแหน่ง ผอ.ป.ป.ช. เมาแล้วขับจากนักการเมืองและภาคประชาชนที่ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด

  • ครอบครัวผู้สูญเสียกังวลถึงความไม่โปร่งใสของคดี
  • กระแสสังคมกดดันให้ ป.ป.ช. ทบทวนคำสั่งเลื่อนตำแหน่ง
  • เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยและจริยธรรมโดยเร่งด่วน

ทางด้านญาติของผู้เสียชีวิตยืนยันว่า สิ่งที่ต้องการไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาที่เป็นเงินก้อนเท่านั้น แต่ต้องการให้ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และไม่ต้องการให้การเป็นข้าราชการระดับสูงมาเป็นเกราะป้องกันความผิดที่เกิดขึ้น โดยมองว่าคำสัมภาษณ์ของคู่กรณีและการแสดงออกที่ผ่านมา ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวเลยแม้แต่น้อย

นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงความย้อนแย้งขององค์กร ป.ป.ช. ว่าควรมีมาตรฐานในการจัดการข้าราชการที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงให้มีความชัดเจน ไม่ใช่การปูนบำเหน็จให้คนทำผิดท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย เพราะการขับรถเมาสุราจนมีผู้เสียชีวิตถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำลายภาพลักษณ์ขององค์กรตรวจสอบทุจริตอย่างรุนแรง

สุดท้ายนี้ สังคมยังคงต้องจับตามองต่อไปว่า ทาง ป.ป.ช. จะมีการทบทวนคำสั่งดังกล่าวหรือไม่ และกระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถมอบความเป็นธรรมให้กับครอบครัวไรเดอร์ผู้โชคร้ายได้มากน้อยเพียงใด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือการใช้อภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยไม่ต้องการเห็นในยุคที่ทุกอย่างควรโปร่งใสและตรวจสอบได้

ที่มา – ค้านเลื่อนตำแหน่ง “ผอ.ป.ป.ช.” เมาแล้วขับ ลูกไรเดอร์โร่เข้าพบตำรวจ ร้องขอความเป็นธรรมคดี

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองและราชการไทย เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีมติเสียงข้างมากว่าคำสั่งโยกย้ายของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สร้างความฮือฮาและเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อความเป็นธรรม

“ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

นายไชยวัฒน์ เปิดเผยว่า เขารู้สึกขอบคุณ ก.พ.ค. อย่างยิ่งที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากถูกคำสั่งโยกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎหมาย หลังจากนี้ เขาจะปรึกษาทีมกฎหมายเพื่อวางแผนดำเนินการทางกฎหมายต่อไป โดยมุ่งเรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียงของตนเองให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย

รายละเอียดมติของ ก.พ.ค. และเหตุผลการย้าย

ตามมติของ ก.พ.ค. คำสั่งโยกย้ายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากประโยชน์ทางราชการ โดยเกิดขึ้นหลังจากนายภูมิธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้ทีมของนายไชยวัฒน์จะยังไม่ดำเนินการใด ๆ ตามนโยบาย แต่ก็ถูกย้ายออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบและแบบแผนของราชการ นอกจากนี้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ถูกย้ายในลักษณะเดียวกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อดำเนินคดี

ความสำคัญของการตัดสินใจจาก ก.พ.ค.

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้บริหารระดับสูง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจในทางมิชอบ มติในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการไทยในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง หากไม่มีการตรวจสอบเช่นนี้ อาจนำไปสู่การเมืองในราชการที่บิดเบี้ยวได้

  • ประเด็นหลัก: คำสั่งย้ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ผู้ถูกฟ้อง: ภูมิธรรม เวชยชัย และ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ผู้ดำเนินการ: ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ และอาจรวม นฤชา โฆษาศิวิไลซ์
  • เป้าหมาย: เรียกร้องความเป็นธรรมและปกป้องชื่อเสียง

กรณี “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.” สะท้อนถึงปัญหาการโยกย้ายข้าราชการที่อาจมีนัยทางการเมือง โดยเฉพาะในกระทรวงมหาดไทยซึ่งมีอำนาจดูแลการปกครองส่วนภูมิภาค การตัดสินของ ก.พ.ค. จึงเป็นสัญญาณบวกต่อระบบราชการที่โปร่งใส

นอกจากนี้ ยังมีบทเรียนสำหรับข้าราชการทุกคนในการยึดมั่นกฎหมาย หากถูกใช้อำนาจมิชอบ ควรใช้กลไกอย่าง ก.พ.ค. เพื่อตรวจสอบ การดำเนินคดีครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้ของนายไชยวัฒน์ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการปกป้องหลักธรรมาภิบาล หากคุณสนใจข่าวการเมืองและราชการ ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – “ไชยวัฒน์” เล็งหารือทีมกฎหมาย ฟ้อง “ภูมิธรรม – ปลัด มท.”

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการสุดยอดที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้รับการปรึกษากฎหมายฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว โครงการนี้เกิดจากแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ที่มอบหมายให้นายชัยชนะ เดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 หลังการประชุม ส.ส. พรรคประจำสัปดาห์ นายชัยชนะได้เปิดเผยรายละเอียดโครงการนี้ โดยจะเริ่มคิกออฟพื้นที่แรกที่จังหวัดพังงาในภาคใต้ ก่อนขยายไปครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ ทนายอาสาที่เข้าร่วมมีถึง 30 คนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และจะหมุนเวียนลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ ณ สาขาพรรคในแต่ละจังหวัด

บริการอะไรบ้างในคลินิกกฎหมายทนายอาสา

คลินิกกฎหมายทนายอาสานี้ครอบคลุมการปรึกษาคดีหลากหลายประเภท เช่น กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะปัญหาที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบจากหน่วยงานราชการ แก๊งสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงทรัพย์สิน นายชัยชนะย้ำว่า โครงการนี้มุ่ง “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้ประชาชน รู้เท่าทันกฎหมาย เพื่อต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมได้ด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างกรณีถูกแก๊งสแกมหลอกเงิน ประชาชนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าต้องแจ้งข้อมูลกับหน่วยงาน AOT เพื่อรับเลขคดีก่อน แล้วค่อยนำไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ทนายอาสาจะช่วยอธิบายขั้นตอนเหล่านี้ให้ชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไป นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องหลักนิติรัฐและนิติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งพาที่หายากในยุคปัจจุบัน

ประโยชน์ของโครงการคลินิกกฎหมายฟรีจากพรรคประชาธิปัตย์

  • บริการฟรี 100%: ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้
  • ครอบคลุม 4 ภาค: ลงพื้นที่สาขาพรรคทุกจังหวัด หมุนเวียนทีมทนายอาสา
  • เชี่ยวชาญเฉพาะทาง: จัดการปัญหายอดฮิตอย่างสแกม ที่ดิน และคดีแพ่ง
  • ติดอาวุธทางกฎหมาย: สอนประชาชนให้รู้จักสิทธิ เพื่อป้องกันตัวเองในอนาคต

โครงการนี้ไม่ใช่แค่ช่วยคดี แต่ยังเสริมสร้างความรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันระบบยุติธรรมที่ซับซ้อน ปัจจุบันที่พึ่งทางกฎหมายสำหรับคนทั่วไปน้อยมาก แต่ด้วย พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พรรคยังวางแผนขยายทีมทนายอาสาให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่คาดว่าจะถาโถมจากประชาชนทั่วประเทศ หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีปัญหากฎหมาย ลองติดต่อสาขาพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการยึดมั่นหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ามีพรรคการเมืองที่ใส่ใจปัญหาจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ หากคุณสนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมหรือเข้าร่วมปรึกษาได้ที่สาขาพรรคใกล้บ้าน เพื่อปกป้องสิทธิของคุณวันนี้!

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ เปิด “คลินิกกฎหมายทนายอาสา” บริการฟรี 4 ภาค

ตรัยวรรธน์ ซัด! ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ “ตรัยวรรธน์” ออกมาคัดค้านมติของเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตัดสินใจตัดสิทธิในการลงสมัคร สส.ของตนเองในเขตสมุทรปราการ เขต 8 งานนี้เจ้าตัวเตรียมเดินหน้าทวงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งแม้ว่าจะมีการคัดสรรผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และได้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้สมาชิกพรรคสามารถส่งข้อมูลหรือรายงานพฤติการณ์ของผู้สมัคร สส.แต่ละคนได้โดยตรง จนกว่าพรรคจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ล่าสุด นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 จากพรรค ปชน. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพทุกท่าน ผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 ขอเรียนว่าผมไม่สามารถยอมรับมติของเลขาธิการพรรคที่ได้ทำการตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ในครั้งนี้”

ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เวลา 00.43 น. ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) แต่ในเวลา 12.28 น. ของวันเดียวกัน เลขาธิการพรรคได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่าให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรคได้อ้างถึงสิทธิการวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้

“ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

นายตรัยวรรธน์ มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นการใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตนเอง จึงขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงต่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากประชาชนในอำเภอบางบ่อและอำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอเดินหน้าต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิและคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง และไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้ การตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม เช่นนี้ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

  • ความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมือง
  • ผลกระทบของการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง

การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยและการเรียกร้องความเป็นธรรมของนายตรัยวรรธน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรมในการดำเนินงาน และรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ในกรณีนี้ การถูกตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากขาดซึ่งคุณธรรมและความโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนได้

การที่นายตรัยวรรธน์ตัดสินใจที่จะเดินหน้าทวงความยุติธรรม ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ และเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวงการธุรกิจและการเมืองระหว่างประเทศ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ถูกโยงใยมาจากนักข่าวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งพยายามบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายชื่อเสียงของเขา ครอบครัว และธุรกิจที่ทำในประเทศไทย

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 20.00 น. โดยแถลงการณ์ที่ออกมามีความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง สรุปใจความสำคัญว่าตลอดสองเดือนที่ผ่านมา เบน สมิธ และครอบครัว รวมถึงหุ้นส่วนธุรกิจ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะนักข่าวรายหนึ่งที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จมากกว่า 130 ครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ถูกบิดเบือนให้ดูเหมือนว่าเบน สมิธ เป็นอาชญากรหนีคดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐานและมีเจตนาร้ายชัดเจน

เบน สมิธ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาไม่เคยกระทำผิดทางอาญาใดๆ และไม่ใช่ผู้ต้องหาหรืออาชญากรตามที่ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะคดีในประเทศนิวซีแลนด์ที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สอบสวนและสรุปแล้วว่าไม่ใช่ความผิดทางอาญา สำหรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงที่สุด เช่น การมีส่วนในฟอกเงินหรือคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เบน สมิธ ชี้แจงว่าทั้งหมดเป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น และเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับ Tiantian Ventures หรือบุคคลในภาพถ่ายที่สื่อนำเสนอ

การโจมตีที่ไร้หลักฐานและละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังวิพากษ์วิจารณ์การรายงานข่าวที่ไม่ใช่เชิงสืบสวน แต่เป็นการโจมตีต่อเนื่องโดยปราศจากหลักฐานจริง สื่อดังกล่าวยังนำเอกสารส่วนบุคคลอย่างหนังสือเดินทางของเบน สมิธ ไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูล เบน สมิธ ระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเมืองที่ใช้กลวิธีสกปรก โดยมีเขาและธุรกิจในไทยเป็นเครื่องมือ

เบน สมิธ เน้นย้ำว่าเขาภูมิใจในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสุจริตในประเทศไทย ปฏิบัติตามกฎหมายทุกประเทศที่พำนัก และทำธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบ เขาขอร้องให้สื่อและประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนนำเสนอ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข่าวเท็จ

  • ยืนยันไม่เคยผิดกฎหมาย: ไม่มีคดีอาญาใดๆ ในประวัติ
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเท็จ: ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ล้วนไร้มูล
  • ปกป้องสิทธิ์: จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อรักษาชื่อเสียง

ในส่วนของการดำเนินการ เบน สมิธ ได้เริ่มฟ้องร้องทางกฎหมายต่อนักข่าวและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้ศาลตัดสินความยุติธรรม นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้องค์กรอย่าง ICIJ และ OCCRP ตรวจสอบกลไกเบื้องหลังการโจมตี เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้วงการสื่อ

ท้ายที่สุด เบน สมิธ ขอความเป็นธรรมจากประชาชน หน่วยงานรัฐ และสื่อมวลชน หากยังมีการคุกคามต่อไป เขาสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีเพิ่มเติมเพื่อปกป้องครอบครัวและธุรกิจ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อเพื่อทำลายชื่อเสียงในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้ประกอบการอย่างเบน สมิธ ต้องเผชิญ ความโปร่งใสและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือสนใจประเด็นนี้ ลองติดตามพัฒนาการเพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากข่าวเท็จ

ที่มา – “เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ตรีนุช เข้ากระทรวงแรงงาน ลุยสางปมประกันสังคม

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการทุกคน การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมกับภารกิจเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับประกันสังคมที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ตรีนุช ย้ำชัดว่าต้องเลือกปลัดกระทรวงคนใหม่จากบุคลากรภายใน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงาน

“ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

การเข้ารับตำแหน่งของตรีนุช เทียนทอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบแรงงานไทยในยุคใหม่ ด้วยวาระการทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือน เธอต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความไม่สงบตามชายแดนใต้ และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ต้องเร่งนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานไทยที่หดหายไป ตรีนุช เปิดใจว่าต้องการให้ข้าราชการทุกคนกล้าเสนอแนะปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การแก้ไขมีประสิทธิภาพสูงสุด

หนึ่งในประเด็นหลักที่ตรีนุช ให้ความสำคัญคือการแต่งตั้งปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ เธอเน้นย้ำว่าควรเลือกบุคคลจากภายในกระทรวงที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อรักษาขวัญกำลังใจของข้าราชการและความต่อเนื่องในการทำงาน แม้ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะต้องผ่านกลไกและขั้นตอนที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวง แต่ตรีนุช ก็แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องให้ความสำคัญกับ ‘คนในบ้าน’ เพื่อความมั่นคงขององค์กร

การตรวจสอบปัญหาประกันสังคม: ความโปร่งใสเป็นหลัก

นอกจากนี้ ตรีนุช ยังพูดถึงกรณีการสอบสวนการซื้อตึก Skyy9 ของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับประชาชนจำนวนมาก เธอระบุว่าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยยึดหลักความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย การสางปมประกันสังคมนี้ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกระทรวงแรงงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัญหาประกันสังคมในปัจจุบันมีหลายมิติ เช่น การทุจริตที่อาจเกิดขึ้น การจัดการกองทุนที่ไม่โปร่งใส และการให้บริการที่ล่าช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคน ตรีนุช วางแผนที่จะนำทีมผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตรวจสอบ โดยอาจรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้ระบบประกันสังคมไทยแข็งแกร่งและยั่งยืน

วิสัยทัศน์ของตรีนุช ต่อการพัฒนาแรงงานไทย

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรีนุช มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและอุตสาหกรรม 4.0 เธอตั้งใจจะผลักดันโครงการฝึกอบรมอาชีพฟรีให้กับแรงงาน เพื่อลดปัญหาการว่างงานและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังเน้นการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างด้าว โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

  • การนำเข้าแรงงาน: เร่งรัดกระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรม
  • การคุ้มครองสิทธิ: เสริมสร้างกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก
  • การพัฒนาดิจิทัล: สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการสมัครงานและรับสิทธิประกันสังคม

การทำงานของตรีนุช ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหาแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย ผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าผ่านทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด หากคุณเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการ ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีขึ้น

สุดท้าย การเลือกปลัดกระทรวงจากคนใน จะช่วยสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมุ่งมั่น สู่การพัฒนาแรงงานไทยที่ยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “ตรีนุช” เข้ากระทรวงแรงงานลุยสางปมประกันสังคม ย้ำปลัดฯ คนใหม่ต้องคนใน

“สุชาติ” ตั้งสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ 1 สัปดาห์รู้ผล

“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ปมทรัพย์สิน-สีกา หลังสะพัดว่อนโซเชียล คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล ย้ำ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 12 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี มีการร้องเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหารผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้น จึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนา และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป

คาดไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

เมื่อถามว่า วางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน ยอมรับว่าเรื่องนี้มีมานาน ตนก็เคยไปสอบถามและเตือนเจ้าอาวาสมาแล้ว ว่ามีเรื่องใดที่ผิดพระธรรมวินัย แต่เนื่องจากวันนี้มีเสียงร้องเรียนจากโซเชียล จึงต้องดำเนินการ

เชื่อเจ้าอาวานไม่หนีไปไหน

เมื่อถามว่า จำนวนทรัพย์สินของวัดโสธรฯมีเท่าใด นายสุชาติกล่าวว่าวัดโสธรฯ เป็นวัดที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่ไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินขนาดไหน เพราะเห็นว่ามีการโอนกันไปมา แต่อย่าลืมว่าพระสังฆาธิการคือเจ้าพนักงาน เรื่องนี้สำคัญที่สุด  เมื่อถามว่า จำเป็นที่เจ้าอาวาสจะต้องลาสิกขาระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยัง เพราะท่านยังไม่ผิดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ว่าเรื่องสีกาที่เขาร้อง เป็นความจริงหรือไม่  เมื่อถามว่า กังวลว่าเจ้าอาวาสจะหนีหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า คิดว่าท่านคงไม่หนีไปไหน

เรื่องราวของ“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนจักร

“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชน

ความคืบหน้าการสอบสวน “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

จากการเปิดเผยของนายสุชาติ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในกรณี “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล คือ:

  • ความโปร่งใส: การดำเนินการตรวจสอบต้องมีความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบ
  • ความเป็นธรรม: ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียน
  • ระยะเวลา: การตรวจสอบควรดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับกรณี “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาความถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

Scroll to top