ความแตกแยก

สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากฝั่งสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมากันบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจัดงานฉลองใหญ่ในโอกาสที่ สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทั่วโลกต่างหันมาให้ความสนใจท่ามกลางบรรยากาศความแตกแยกภายในประเทศที่ดูจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

วิเคราะห์ประเด็น สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพอากาศในอเมริกาค่อนข้างวิกฤตจากคลื่นความร้อนรุนแรง แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่ได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด เขายังคงมุ่งมั่นเดินสายจัดกิจกรรมและกล่าวสุนทรพจน์ครั้งสำคัญ โดยเฉพาะที่อนุสรณ์สถานภูเขารัชมอร์ ซึ่งเขาใช้เป็นพื้นที่ประกาศจุดยืนว่า ความเป็นอเมริกันกำลังถูกท้าทายจากกระแสความคิดใหม่ๆ ที่เขามองว่าเป็นภัยคุกคามต่อจิตวิญญาณดั้งเดิม

มุมมองต่อ สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน ในมุมคนรุ่นใหม่

  • การตีความประวัติศาสตร์: หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา คือการสร้างพลังร่วมให้แก่ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยม
  • ความแตกแยกทางความคิด: สังคมอเมริกันปัจจุบันมีความเห็นที่สวนทางกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ
  • ความฝันอเมริกัน: ในขณะที่บางคนรู้สึกสิ้นหวังกับสังคม แต่หลายคนยังคงเชื่อมั่นในโอกาสและอิสรภาพที่ที่นี่มอบให้

หากจะสรุปประเด็น สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน คงไม่ใช่แค่เรื่องของการฉลองวันชาติเพียงอย่างเดียว แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะจิตใจของคนในชาติที่กำลังตั้งคำถามว่า อุดมการณ์ที่บรรพบุรุษวางไว้ยังคงเป็นจริงอยู่ในยุคปัจจุบันหรือไม่ ซึ่งนี่ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่แม้แต่ประเทศมหาอำนาจก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพและอัตลักษณ์ของตนเองเอาไว้ให้ได้

ในมุมมองของผู้เขียน สำหรับใครที่ติดตามสถานการณ์โลก การติดตามข่าวสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เราเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ แต่ยังช่วยให้เรามองย้อนกลับมาดูการปรับตัวของสังคมในยุคสมัยที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? สหรัฐฯ ยังคงเป็นแลนด์ออฟเดอะฟรีจริงอยู่ไหม มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – สหรัฐฯ ครบ 250 ปี ทรัมป์เตือนการโจมตี “อัตลักษณ์” ความเป็นอเมริกัน

กล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกแตกแยก

โฆษกกล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองปลุกความแตกแยก ซ้ำรอยบทเรียนเรียกปฏิวัติ หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่สักแต่พูด แต่ลงมือทำจริง มีผลงานการันตี

วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 09.50 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ตนเชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งและความสูญเสียกลางเมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ที่ถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินของชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ครั้งหนึ่งที่เคยตระบัดสัตย์ทางการเมือง เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายมติพรรคกลับเข้าร่วม อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง และกรณีสมาชิกพรรคบางรายต้องโทษจำคุก ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด

นายอัครแสนคีรี กล่าวย้ำว่า การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสมานฉันท์ สร้างความร่วมมือและความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่พฤติกรรมหรือวาทกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก พร้อมชี้ว่า พรรคการเมืองบางพรรค เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็มักนำไปสู่วิกฤติและความขัดแย้ง แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับใช้วิธีการนอกระบบ ปลุกเร้าความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนยังจดจำภาพบทบาทของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยลงถนนและเป่านกหวีด จนท้ายที่สุดประเทศต้องเผชิญกับการปฏิวัติ

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า พรรคกล้าธรรม ขอยืนยันจุดยืนว่า เราพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางที่แท้จริงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เราไม่ใช่การเมืองที่สักแต่พูดสวยหรูเพื่อขายฝัน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทำจริงเพื่อประเทศและประชาชน

“ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการที่ออกมาระบุว่า จะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับกับพรรคนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมือง”

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงออกมาตอบโต้การประกาศไม่ร่วมรัฐบาล

การออกมาตอบโต้ของพรรคกล้าธรรมต่อการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวทางการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกและการสร้างความขัดแย้งในสังคม พรรคกล้าธรรมมองว่าการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจเดียวกัน

ความเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในการทำการเมืองที่สร้างสรรค์ และเน้นการลงมือทำจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจเน้นการพูดสวยหรูแต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรมเชื่อว่าการเมืองที่สร้างสรรค์และความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่พุ่งเป้าโจมตีและสร้างความแตกแยกไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข แต่กลับเป็นการสร้างความขัดแย้งและทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง

ดังนั้น พรรคกล้าธรรมจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนพิจารณาถึงแนวทางการเมืองที่แท้จริงของแต่ละพรรค และร่วมกันเลือกพรรคการเมืองที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การเมืองแบบสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องการ การโจมตีกันไปมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย อย่าให้การเมืองแบบเก่าๆ กลับมาทำร้ายประเทศของเราอีกเลย

ที่มา – โฆษกกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามัคคีในชาติ และการใช้สัญลักษณ์ของชาติเพื่อสร้างความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ การประท้วงครั้งใหญ่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิด และความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR) การออกมาประท้วงของกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางความคิด และความพยายามในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก” การเน้นย้ำถึงค่านิยมของชาติ และการปฏิเสธการใช้ธงชาติเพื่อสร้างความแตกแยก ถือเป็นสารสำคัญที่รัฐบาลต้องการสื่อไปยังประชาชน

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้สัญลักษณ์ของชาติเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งได้ง่าย เราควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และร่วมกันรักษาสันติสุขและความสามัคคีในสังคม

ทำไมนายกฯ UK ถึงต้องออกมาประกาศจุดยืนเรื่องนี้?

การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และความพยายามในการป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด รัฐบาลต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่า การใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของความแตกแยกเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และรัฐบาลจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

การออกมาตรการที่เข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพื่อป้องกันการใช้ธงชาติเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันในสังคม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลก ในการจัดการกับความขัดแย้งทางความคิด และการใช้สัญลักษณ์ของชาติอย่างระมัดระวัง เราควรร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย และส่งเสริมความสามัคคี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

ที่มา – นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

Scroll to top