ความโปร่งใส

นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง”

ในยุคที่เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา การทำงานเมืองแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ล่าสุด “ทีมคนทำงาน” ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศเปิดตัว นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” เพื่อพลิกโฉมการบริหารกรุงเทพมหานครให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัลและแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่สุด

นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง”

กลุ่มผู้สมัคร สก. อิสระ นำโดย นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย และ นายพัทธนัย จิวรวิวัฒน์ ได้เปลี่ยนผ่านการเมืองท้องถิ่นจากการคาดเดาไปสู่การใช้ตัวเลขและสถิติเป็นที่ตั้ง การนำแนวคิดการทำงานด้วยข้อมูลมาปรับใช้นั้นไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวอ้าง แต่คือเครื่องมือจริงที่จะมาเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ขึ้นภายใต้แนวคิด นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” อย่างเป็นระบบ

รายละเอียดการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องใช้ Data ในการทำงาน ทีมคนทำงานได้วางกรอบการทำงานไว้ 4 ด้านหลักเพื่อรองรับการยกระดับสู่การเป็นนักจัดการเมืองรุ่นใหม่:

  • ทะลวงกล่องดำ (Data Black Box): จัดการปัญหาประชากรแฝงเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสู่โรงเรียน โรงพยาบาล และสวนสาธารณะมีความแม่นยำ
  • คุมกระเป๋าตังค์แสนล้าน: ตรวจสอบงบประมาณ กทม. ผ่านการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาอภิปรายในสภาฯ
  • รื้อกติกาเก่าด้วยเหตุผล: ปรับปรุงข้อบัญญัติที่ใช้มานานกว่า 40 ปีด้วยฐานข้อมูลที่ทันสมัย
  • ระบบ BMC AI: เชื่อมต่อฐานข้อมูล 50 เขตให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อการวิเคราะห์ปัญหาใน 12 มิติ

นอกจากนี้ การเป็นผู้สมัครอิสระที่มาพร้อมกับ นโยบาย Data-Driven ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” ยังถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญ เพราะทีมคนทำงานไม่ต้องผูกมัดกับวาระของพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้สามารถมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในระดับเส้นเลือดฝอยได้อย่างแท้จริง การเข้าถึงข้อมูลแบบ Open Data จะช่วยให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบว่างบประมาณทุกบาททุกสตางค์ได้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าหรือไม่

ในฐานะประชาชน เราต่างคาดหวังที่จะเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น การที่นักการเมืองท้องถิ่นหันมาใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการบริหารเขต ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเมื่อคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง เมืองที่เคยเป็นปัญหาจะกลายเป็นเมืองที่ “เป็นไปได้” สำหรับทุกคนในที่สุด

ที่มา – “ทีมคนทำงาน” เปิดตัวนโยบาย “Data-Driven” ยกระดับ สก. อิสระสู่ “นักจัดการเมือง” ยุคใหม่

กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ 5 เปิด ดันเมืองต้นแบบไร้โกง

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนกำลังจับตามองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ สก. ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากคณะทำงาน “กกร. และเพื่อนไม่ทน Zero Corruption” ที่ออกมาเขย่ากระแสสังคมด้วยการยื่นข้อเสนอ กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง เพื่อหวังเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาคนมานั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ เท่านั้น แต่คือโอกาสทองที่จะนำพา กทม. ไปสู่มาตรฐานใหม่ของการบริหารจัดการภาครัฐ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ผู้สมัครทุกคนที่ต้องการคะแนนเสียงต้องกล้าที่จะนำข้อเสนอ “5 เปิด” ไปปรับใช้จริงเพื่อลดโอกาสในการทุจริต

รายละเอียดเจาะลึก 5 เปิด ยกระดับ กทม.

ข้อเสนอ กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง มีกลยุทธ์ที่น่าสนใจดังนี้:

  • เปิดข้อมูล (Open Data): ข้อมูลโครงการต่างๆ ต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่อ่านง่ายและตรวจสอบได้
  • เปิดงบประมาณและจัดซื้อจัดจ้าง: ระบบจัดซื้อจัดจ้างต้องเป็นระบบเปิด เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI ตรวจสอบความผิดปกติ
  • เปิดการมีส่วนร่วม (Open Government): สร้าง Dashboard ให้ประชาชนติดตามการใช้เงินในระดับเขตได้แบบเรียลไทม์
  • เปิดสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง (Open Contracting): กางสัญญาตั้งแต่ TOR จนถึงวันส่งมอบงาน พร้อมใช้ข้อตกลงคุณธรรม
  • เปิดกระบวนการและบริหารความเสี่ยง: ลดดุลยพินิจเจ้าหน้าที่ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% เพื่อลดช่องว่างการเรียกรับสินบน

ด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล ฝ่ายวิชาการของคณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือ “การเปิดอำนาจให้ประชาชน” หากผู้นำคนใหม่มีความตั้งใจจริงในการบริหารงานที่โปร่งใส เชื่อมโยงประชาชนเป็นศูนย์กลาง กทม. จะกลายเป็นเมืองตัวอย่างที่ไร้โกงได้อย่างแน่นอน

บทสรุปของการเคลื่อนไหวนี้คือเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ที่ต้องการเห็นการเมืองไทยเดินหน้าอย่างมีคุณภาพ เราในฐานะคนกรุงเทพฯ ควรใช้สิทธิเลือกตั้งให้คุ้มค่าที่สุด โดยเลือกคนที่จะนำข้อเสนอเหล่านี้ไปขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงเพื่อให้เมืองหลวงของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – กกร. เขย่าศึกเลือกตั้ง กทม. 69 ชูข้อเสนอ “5 เปิด” ดันเมืองหลวงต้นแบบไร้โกง

อนุทิน แจงปม TH AI Passport ชี้หากผิดกฎหมายระบบจะทำลายตัวเอง

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนโลกอย่างรวดเร็ว โครงการใหม่ๆ ของรัฐบาลมักถูกจับตามองจากสังคมเป็นพิเศษ ล่าสุดกรณี “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความมั่นใจว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่โปร่งใส

“อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสื่อสารชัดเจนถึงความสำคัญของการนำ AI มาใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย โดยระบุว่าประเทศเรามีความพร้อมด้านเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นอันดับต้นๆ ของโลก การมีแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นเองจะช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใสในโครงการดังกล่าว นายกฯ ยืนยันว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ชี้แจงอย่างครบถ้วนแล้ว

มุมมองต่อความโปร่งใสในโครงการดิจิทัล

นอกจากประเด็นที่ว่า “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง ท่านนายกฯ ยังได้ย้ำถึงจุดยืนส่วนตัวและรัฐบาลว่ามีความรังเกียจการทุจริตทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารงานส่วนอื่นๆ โดยท่านเชื่อมั่นในกลไกของระบบที่เข้มงวดว่า หากมีสิ่งใดที่ไม่ชอบมาพากลหรือผิดกฎหมาย ระบบจะตรวจสอบและทำให้โครงการนั้นไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้เองโดยอัตโนมัติ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงการนี้ ได้แก่:

  • การขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุค AI อย่างเต็มตัว
  • ความสำคัญของระบบ IT ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • จุดยืนนายกรัฐมนตรีที่ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ
  • ความต้องการให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว (ถามปุ๊บตอบปั๊บ)

นายกฯ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ชีวิตการทำงานของท่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการรับตำแหน่ง และท่านไม่มีความจำเป็นต้องไปเกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนที่ต้องการเทคโนโลยีมาช่วยเรื่องการทำมาหากินให้คล่องตัวยิ่งขึ้น การติดตามสถานการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจแต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนครับ

หากเรามองถึงอนาคตประเทศไทย การเปิดรับเทคโนโลยีและตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ถือเป็นเรื่องดี แต่การเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบที่เข้มงวดก็นับเป็นหัวใจหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสังคมดิจิทัล ซึ่งเรื่อง “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องจับตาดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ดีอี” แจงปม TH AI Passport แล้ว เชื่อหากทำผิดกฎหมาย ระบบจะทำให้ล้มไปเอง

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กทม. ล่าสุด “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ โดยผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่าการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

“ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ พร้อมให้พิสูจน์ความจริง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการเดินทางไปยื่นหลักฐานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความมั่นใจว่าตนยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะการตั้งข้าราชการเป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด

มุมมองจาก “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ

สำหรับประเด็นที่เกิดขึ้น นายชัชชาติได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่ยื่นเรื่องร้องเรียนว่า:

  • การร้องเรียนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ แต่ควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง
  • ไม่ควรเป็นเพียงการสร้างกระแสข่าว หรือหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
  • ควรติดตามบทสรุปของคดีจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงความคืบหน้าของคดีอื่นๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีหากมีการติดตามและเร่งรัดเพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริงโดยเร็ว เพราะกระบวนการตรวจสอบนั้นมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูบทสรุปของเรื่องนี้ต่อไปว่าจะเป็นเช่นไร การตรวจสอบที่เข้มข้นถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารเมืองหลวงพัฒนาไปในทิศทางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น เราหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววันเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความกระจ่างครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่หวั่นถูกยื่น ป.ป.ช. สอบปมโยกย้าย 17 ข้าราชการ ย้ำ 4 ปีทำงานโปร่งใส ท้าให้พิสูจน์

กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกันอยู่ใช่ไหมครับ กับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่อง กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน หลังจากที่มีการเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับไทม์ไลน์การทำงานออกมาให้เราได้ทราบกัน

กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น จัดเต็มทุกจันทร์

ล่าสุดทาง กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสอบสวนสำนวนคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกำหนดให้มีการประชุมพิจารณาลงลึกในทุกๆ วันจันทร์ เพื่อให้สำนวนคดีมีความรัดกุมที่สุด ซึ่งการที่ กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น ในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะสะสางให้เสร็จสิ้นภายใน 12 สัปดาห์นับจากเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคม 2569 ครับ

ทำไมคดีเลือกตั้ง สว. ถึงมีความซับซ้อน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการพิจารณาถึงต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ทาง กกต. ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลไว้ดังนี้ครับ:

  • ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก: มีการร้องเรียนและตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายพื้นที่
  • ความซับซ้อนทางกฎหมาย: พยานหลักฐานมีหลากหลายรูปแบบและต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงในลักษณะเครือข่าย
  • ความเป็นธรรม: ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงเพื่อความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม

ความตั้งใจของ กกต. คือการยึดถือหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งหวังให้ผลการตัดสินออกมาถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้มากที่สุด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพ

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินไปครับ การที่หน่วยงานออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการเลือกตั้งไทยกำลังถูกดูแลอย่างจริงจัง ขอให้ทุกคนอดใจรอฟังผลสรุปที่จะออกมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ครับ

ที่มา – กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น วางกรอบให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์

“ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

“ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่เข้มข้น หลายคนคงได้ยินกระแสข่าวเกี่ยวกับ “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง” ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยล่าสุด นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงจุดยืนในการทำงานที่ยึดถือความโปร่งใสเป็นที่ตั้ง และปฏิเสธข้อครหาต่างๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานที่เน้นผลงานมากกว่าการเมืองแบบสาดโคลน

นายชัชชาติกล่าวว่า คะแนนนิยมที่ดีในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากกลไกการตลาดหรือการใช้ไอโอ (IO) ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นผลผลิตจากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนักหน่วงตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งประชาชนในพื้นที่คือกระบอกเสียงสำคัญที่สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เบื้องหลังกระแสข่าว “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

ในส่วนของข้อวิจารณ์เกี่ยวกับการใช้ระบบเส้นสาย หรือที่เรียกกันว่า “ระบบอากง” ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการนั้น นายชัชชาติยืนยันว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยย้ำว่าทุกกระบวนการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่งนั้น เน้นที่ความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์เป็นหลัก เพื่อให้ กทม. เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการสื่อสารในโลกออนไลน์ ซึ่งเรื่องนี้ นายชัชชาติ ย้ำเสมอว่า “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง” เพราะการโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่หนทางที่ทำให้ชีวิตประชาชนดีขึ้น แต่การนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายสาธารณะต่างหากคือเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ

  • เน้นทำงานหนักเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ปฏิเสธการทำ IO 100% เชื่อมั่นในการสื่อสารที่สร้างสรรค์
  • ยืนยันความโปร่งใสในการแต่งตั้งข้าราชการไร้ระบบเส้นสาย
  • จี้เปิดหลักฐานชัดเจนหากพบการทุจริตหรือการคุกคามทางเพศ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลโพลจะออกมาดีแต่ทางทีมงานก็ไม่ประมาท โดยยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพบปะประชาชนต่อเนื่อง พร้อมเปิดกว้างให้มีการตรวจสอบทุกมิติเพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด ผู้ที่เห็นต่างหรือมีข้อสงสัยควรใช้หลักฐานบนข้อเท็จจริงมากกว่าการสร้างกระแส ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของการเมืองไทยในระยะยาว

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งคือคำตอบที่ดีที่สุด เราในฐานะประชาชนควรมองการเลือกตั้งนี้เป็นโอกาสในการเลือกคนทำงานที่จริงใจ ไม่ใช่คนที่เน้นสร้างวาทกรรมทำลายล้างกัน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ก็คือตัวพวกเราทุกคนเองนั่นแหละครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” เรียกร้องหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ย้ำไร้ “IO – ระบบอากง”

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport

กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความโปร่งใสในโครงการภาครัฐ ล่าสุด นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน และยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 1,600 ล้านบาท โดยมีกำหนดเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงในวันที่ 4 มิถุนายนนี้

ทำไมโครงการ TH-AI Passport ถึงถูกเพ่งเล็ง?

โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชน แต่ทว่ากลับเกิดข้อสังเกตมากมายจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและภาคประชาชน โดยเฉพาะในกระบวนการสำคัญดังนี้:

  • ขั้นตอนการอนุมัติโครงการที่ดูคลุมเครือ
  • การกำหนดราคากลางและการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจผิดปกติ
  • ความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยของบริษัทเอกชนคู่สัญญา
  • เสี่ยงต่อปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินภาษีของประชาชน

นายพิทักษ์เดช ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า การดำเนินการตรวจสอบ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน ในครั้งนี้ ไม่ใช่การก้าวก่ายอำนาจของหน่วยงานอื่น แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบตามหลักการธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณแผ่นดิน

ก้าวต่อไปของการตรวจสอบ

สำหรับการเรียกชี้แจงครั้งนี้ กมธ. จะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดการร่างทีโออาร์ (TOR) ว่ามีการล็อกสเป็กหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและการมีส่วนได้ส่วนเสียของเอกชนที่ได้รับงาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการคำตอบ นอกจากนี้ การที่ กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน จะเป็นการพิสูจน์ว่าหน่วยงานเหล่านี้สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการชี้แจงจะเป็นอย่างไร และโครงการนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความโปร่งใสจริงหรือไม่ เพราะเงิน 1,600 ล้านบาทนั้น มหาศาลเกินกว่าที่จะปล่อยให้เกิดคำถามคาใจโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หากพบความไม่โปร่งใส แน่นอนว่าจะต้องมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อการทำงานของภาครัฐในอนาคต

ที่มา – กมธ.ปปง. เตรียมเชิญ ดีอี-กรมบัญชีกลาง-ปปง. แจง TH-AI Passport งบ 1,600 ล้าน หวั่นประโยชน์ทับซ้อน

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์

พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ อย่างละเอียดรอบคอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการเคลื่อนไหวล่าสุดจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยโฆษกพรรคได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทย

ในวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของพรรคฯ ในประเด็นการร่วมลงชื่อตรวจสอบนักการเมืองชื่อดังอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายไชยชนก ชิดชอบ โดยเน้นย้ำว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งประสานงานกับเลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด

เหตุผลที่ พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ ต้องใช้ความระมัดระวัง

สาเหตุที่กระบวนการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างพิถีพิถันนั้น เนื่องจากขั้นตอนทางกฎหมายและการยื่นเรื่องต่อศาลในปัจจุบันต้องอาศัยความแม่นยำสูง ทั้งทางด้านเอกสารและการเลือกใช้ข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เที่ยงธรรม พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะได้ผลในทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่เพียงการสร้างกระแสทางการเมือง

  • ความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกับวิปฝ่ายค้านในกรณีเขากระโดงพิสูจน์ให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง
  • การยื่นเรื่อง ป.ป.ช. กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สะท้อนถึงการทำหน้าที่ตรวจสอบที่ไม่เลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้ โฆษกพรรคฯ ยังได้ย้ำอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง ตรวจสอบเสรีพิศุทธ์ และกรณีอื่นๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนหรือเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากพบการกระทำผิดจริง พรรคพร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ ทั้งสิ้น

ในมุมมองของผม การที่พรรคการเมืองยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ว่าจะเป็นพรรคใดหรือนักการเมืองคนไหน หากอยู่ภายใต้กฎหมายย่อมต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ เพื่อรักษาธรรมาภิบาลในสังคมไทยให้คงอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันฟันไม่เลี้ยง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของ “เสรีพิศุทธ์” อย่างละเอียดรอบคอบ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงทางการเมืองล่าสุด เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการอภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนครับ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของภาครัฐกว่า 1,276 โครงการ รวมงบประมาณมหาศาลถึง 4,271 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการวิเคราะห์จากระบบพบว่าโครงการเหล่านี้วนเวียนอยู่กับบริษัทเอกชนเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลายโครงการยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความจำเป็นและอาจมีลักษณะการถือหุ้นไขว้หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเป็นนัยยะสำคัญ

เจาะลึกความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้เข้าใกล้เกณฑ์ OECD มากขึ้น การที่ อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ จะช่วยให้ประชาชนเห็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่เรามักพบเห็นในกระทรวงสำคัญอย่าง อว., ศธ. และ ดีอี โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทเอกชน
  • วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ AI ที่ภาครัฐอ้างว่าเพื่อประชาชน
  • สืบค้นความสอดคล้องของ TOR กับมาตรฐานสากล
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

ในฐานะฝ่ายค้าน การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการข้อมูลถือเป็นวิธีที่แยบยลและสามารถตรวจสอบได้จริงจังมากกว่าการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถดึงเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทต่างๆ ออกมาให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากพบการกระทำที่ส่อถึงทุจริตอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำไม่ใช่การของบประมาณมาทำโครงการ AI ราคาแพง แต่คือการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้โดยตรง หวังว่าในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องตรวจ “โครงการ AI ภาครัฐ”พบวนแค่ 3 กลุ่มบริษัท

Scroll to top