คิม จองอึน

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” ตรึงนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความเห็นว่าอาจยอมรับข้อตกลงระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยชี้ว่าการ “ตรึง” โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือไว้ ถือเป็นทางเลือกที่ “เป็นไปได้และสมจริง” ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะไม่ใช่การปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่าเขาพร้อมที่จะเห็นชอบกับข้อตกลงที่เสนอโดย โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ซึ่งเกาหลีเหนือจะยอม “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ไว้ แทนที่จะปลดอาวุธทั้งหมดทิ้งไป

ประธานาธิบดีอี ชี้ว่าปัจจุบันเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 15-20 ลูก ดังนั้นการตรึงโครงการไว้จึงเปรียบเสมือน “มาตรการฉุกเฉินชั่วคราว” ที่เป็น “ทางเลือกที่ทำได้จริงและสมเหตุสมผล” ในตอนนี้ เมื่อเทียบกับการพยายามผลักดันให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเคยล้มเหลวมาแล้วหลายครั้ง

เกาหลีเหนือประกาศตนเองเป็นรัฐนิวเคลียร์ในปี 2022 และยืนยันว่าจะไม่มีวันละทิ้งอาวุธของตน ความพยายามก่อนหน้านี้ที่จะให้เกาหลีเหนือยกเลิกคลังแสงของตนล้วนไม่ประสบผลสำเร็จ และตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา เกาหลีเหนือก็ปฏิเสธทุกคำเชิญให้กลับมาเจรจา ประธานาธิบดีอีจึงกล่าวว่า “ตราบใดที่เรายังไม่ละทิ้งเป้าหมายระยะยาวในการปลดอาวุธ ผมเชื่อว่าการที่เกาหลีเหนือหยุดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธนั้นมีประโยชน์อย่างชัดเจน”

เขายังตั้งคำถามว่า “เราจะยังคงพยายามต่อไปโดยไร้ผลเพื่อเป้าหมายสูงสุด ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ หรือเราจะตั้งเป้าหมายที่สมจริงมากขึ้นและบรรลุผลสำเร็จในบางส่วน”

ประธานาธิบดีอี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างสันติกับเกาหลีเหนือและลดความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในยุคของประธานาธิบดีคนก่อนอย่าง ยุน ซอก-ยอล ซึ่งถูกถอดถอนจากตำแหน่งเมื่อปีที่แล้วจากความพยายามในการประกาศใช้กฎอัยการศึก

ผู้นำเกาหลีใต้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาต้องการให้ อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ กลับมาสานต่อการเจรจานิวเคลียร์กับ คิม จองอึน อีกครั้ง ซึ่งการเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2019 ได้ล้มเหลวลงหลังจากสหรัฐฯ เรียกร้องให้เกาหลีเหนือรื้อถอนโรงงานนิวเคลียร์ทั้งหมด

ประธานาธิบดีอีเชื่อว่าการกลับมาเจรจากันของผู้นำทั้งสองเป็นไปได้ เนื่องจากพวกเขา “ดูเหมือนจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกาหลีใต้และมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคงของโลก

เกาหลีใต้ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในปัจจุบัน ได้เผชิญกับอุปสรรคที่จีนและรัสเซียใช้สิทธิ์วีโต้เพื่อขัดขวางการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือมานานหลายปี แม้ประธานาธิบดีอีจะยอมรับว่ายูเอ็นยังทำได้ไม่ดีพอในการสร้างโลกที่สงบสุข แต่ก็ยืนยันว่าองค์กรนี้ยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

การที่จีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้เกาหลีใต้อยู่ใน “สถานการณ์ที่ยากลำบากมาก” โดยเขาเสริมว่า “การได้เห็นจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือสนิทกันขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าพึงพอใจสำหรับเราอย่างแน่นอน” และเกาหลีใต้จะตอบโต้ด้วยการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่อไป

ประธานาธิบดีอีเปรียบเทียบสถานการณ์ของเกาหลีใต้ในปัจจุบันว่า “โลกกำลังแบ่งออกเป็นสองขั้ว และเกาหลีใต้ก็ตั้งอยู่บนพรมแดนพอดี” เขาจึงพยายามวางตัวอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูในกระบวนการนี้ แม้จะเคยกล่าวว่าจะยืนเคียงข้างสหรัฐฯ ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ก็ชัดเจนว่าเขาต้องการที่จะ “วางตัวอยู่ตรงกลาง” ให้ได้มากที่สุด และพยายามหาทางร่วมมือกับทุกฝ่ายเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ.

เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลียังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกที่สมจริงท่ามกลางความท้าทายที่ซับซ้อน

ทำไมเกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลงตรึงนิวเคลียร์?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในครั้งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง ประการแรกคือความล้มเหลวในการเจรจาปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ในอดีต ทำให้การ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นทางเลือกที่ดูจะสามารถบรรลุผลได้มากกว่าในระยะสั้น ประการที่สองคือสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทำให้เกาหลีใต้ต้องพิจารณาทางเลือกที่รอบคอบและระมัดระวัง

นอกจากนี้ การกลับมาของอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยมีการเจรจากับคิม จองอึนมาก่อน ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้เกาหลีใต้เห็นโอกาสในการรื้อฟื้นการเจรจาอีกครั้ง การที่ประธานาธิบดีอีมองว่าผู้นำทั้งสอง “ดูเหมือนจะมีความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับหนึ่ง” แสดงให้เห็นถึงความหวังว่าการเจรจาในอนาคตอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ นั้นไม่ใช่จุดจบของปัญหา แต่เป็นเพียงก้าวแรกในการจัดการกับความท้าทายที่ซับซ้อนบนคาบสมุทรเกาหลี จำเป็นต้องมีการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

การที่ เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงในท่าทีของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์ทางการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือได้ในอนาคต

ที่มา – เกาหลีใต้อาจยอมรับข้อตกลง “ทรัมป์-คิม” เพื่อ “ตรึง” การผลิตอาวุธนิวเคลียร์

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิง เสริมพลรบพิเศษ

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 สำนักข่าวทางการเกาหลีเหนือ (Korean Central News Agency) หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้เข้าชมการแข่งซุ่มยิงระหว่างหน่วยพลแม่นปืนของหน่วยกองพันยามเมือง (Metropolitan Garrison Command) และกองกำลังเคลื่อนที่พิเศษขององค์กรรักษาความปลอดภัยกลาง เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา การเยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ผู้นำเกาหลีเหนือมีต่อหน่วยสไนเปอร์

ตามรายงานและรูปภาพจาก KCNA แสดงให้เห็นนายคิม จองอึน ยืนชมการแข่งขันยิงเป้าของหน่วยซุ่มยิง ณ สนามซ้อมทางทหาร พร้อมทั้งให้คำชมเชยถึงความแม่นยำและทักษะในการยิงของทหารชุดนี้ ซึ่งการ คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิง ครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่เหล่าทหาร

การจัดการแข่งขันยิงปืน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเน้นย้ำยุทธศาสตร์กองทัพของเกาหลีเหนือ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (special mobile forces/sniper detachments) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถปฏิบัติภารกิจในสภาพสงครามจริงได้อย่างมั่นคง การที่ คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิง ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนากองทัพอย่างต่อเนื่อง

คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์

ถึงแม้ว่ารายละเอียดเพิ่มเติม เช่น ประเภทอาวุธที่ใช้ ระยะยิง หรือคะแนนแข่งขัน ไม่ได้มีการเปิดเผยอย่างเต็มรูปแบบโดยสื่อทางการ แต่การปรากฏตัวของผู้นำสูงสุดในการแข่งขันเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความพร้อมรบของกองทัพเกาหลีเหนือ

ความสำคัญของการเยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิง

การที่ผู้นำสูงสุดอย่างคิม จองอึน ให้ความสนใจและเดินทางไปเยี่ยมชมการแข่งขันของหน่วยสไนเปอร์นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายด้าน:

  • การส่งเสริมขวัญและกำลังใจ: การปรากฏตัวของผู้นำระดับสูงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหาร ทำให้พวกเขารู้สึกว่างานที่ทำมีความสำคัญและได้รับการยอมรับ
  • การเน้นย้ำความสำคัญของหน่วยสไนเปอร์: การเยี่ยมชมเป็นการเน้นย้ำว่าหน่วยสไนเปอร์เป็นส่วนสำคัญของกองทัพ และมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ
  • การกระตุ้นการพัฒนา: การเยี่ยมชมอาจเป็นแรงกระตุ้นให้หน่วยสไนเปอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามพัฒนาขีดความสามารถของตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้นำ

นอกจากนี้ การ คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิง อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังภายนอกประเทศถึงความพร้อมรบและความแข็งแกร่งของกองทัพเกาหลีเหนืออีกด้วย

โดยรวมแล้ว การที่คิม จองอึนให้ความสำคัญกับการฝึกฝนและพัฒนาศักยภาพของหน่วยสไนเปอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารของเกาหลีเหนือ และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – คิม จองอึน เยี่ยมชมการแข่งขันซุ้มยิงของหน่วยสไนเปอร์ เรียกร้องเสริมกำลังกลุ่มพลรบพิเศษ

Scroll to top