คุณภาพชีวิตประชาชน

“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธนั่งรองประธานสภา พรรคเลือกเหมาะสม

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ กระแสข่าว“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสมกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสภาชุดใหม่ที่กำลังจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 เร็วๆ นี้ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กลายเป็นชื่อเด่นที่หลายคนจับตาในตำแหน่งรองประธานสภาฯ ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในการคุมเกมและช่วยเหลือด้านนิติบัญญัติ

“กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

จากที่นายกรวีร์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ยังไม่มี讨论正式ในพรรคเรื่องนี้ แต่ย้ำว่าพรรคจะเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือวิสัยทัศน์ของเขาที่อยากเห็นสภาไทยก้าวสู่ยุคใหม่ ด้วยแนวคิด “สภาสมาร์ท” ที่นำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาระบบงานนิติบัญญัติ ให้โปร่งใส ทันสมัย และเชื่อมโยงประชาชนกับสภาได้ดีขึ้น

กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย

บทบาทสำคัญของ ส.ส. กรวีร์ ในการสะท้อนเสียงประชาชน

ตลอดการทำงานในสภา นายกรวีร์ได้ทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาในพื้นที่อย่างราคาข้าว น้ำท่วม และโครงสร้างพื้นฐาน เขายังผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ยกระดับคุณภาพชีวิต เช่น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี และ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ช่วยปลดภาระผู้ค้ำประกัน ลดเบี้ยปรับ และดอกเบี้ย ทำให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น

  • สะท้อนปัญหาท้องถิ่นสู่สภา เช่น ราคาข้าวตกต่ำและภัยน้ำท่วม
  • ผลักดันกฎหมายปากท้องประชาชน เช่น พ.ร.บ.กยศ. ใหม่
  • ตรวจสอบฝ่ายบริหารให้ทำงานตอบโจทย์ประชาชนจริง

วิสัยทัศน์ “สภาสมาร์ท” ใช้ AI เชื่อมประชาชนกับนิติบัญญัติ

ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทแตกต่างจากอดีต โดยนายกรวีร์ชูแนวคิดนำ AI มาช่วยอธิบายผลงานสภาให้ประชาชนเข้าใจง่าย เปิดช่องทางติดตามการพิจารณากฎหมายและอภิปรายแบบเรียลไทม์ รวมถึงปรับปรุงการรับฟังความเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ให้เข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังผลักดันนโยบายสำคัญอย่างราคาสินค้าเกษตร ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และการศึกษาเท่าเทียมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

การนำเทคโนโลยีมาช่วยจะทำให้สภาไทยโปร่งใสมากขึ้น ประชาชนเห็นผลกระทบของกฎหมายต่อชีวิตตัวเองชัดเจน และสามารถมีส่วนร่วมได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ประชาธิปไตยดิจิทัล

นายกรวีร์ย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเลือกซ้ำหลายสมัย โดยต้องเป็นตัวแทนที่แท้จริง ผลักดันกฎหมายที่ลดภาระและยกระดับชีวิตประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด หากพรรคไว้วางใจ เขาพร้อมทุ่มเทประสบการณ์ทั้งหมด

ความสำคัญของตำแหน่งรองประธานสภาฯ ในยุคใหม่

ตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 และ 2 กำลังแข่งขันระหว่างโควตาพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย หลังประธานสภาใกล้ชัดเจนว่านายโสภณ ซารัมย์ จะดำรงตำแหน่ง หาก “กรวีร์” ได้รับเลือก จะช่วยเสริมศักยภาพสภาในการเชื่อมโยงประชาชน รัฐบาล และตรวจสอบนโยบายให้เกิดผลจริง

ในมุมมองของเรา การมีนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์เทคโนโลยีอย่างกรวีร์ จะช่วยยกระดับคุณภาพการเมืองไทยให้ทันโลกสมัยใหม่ ลดช่องว่างระหว่างสภากับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและวิเคราะห์ลึกซึ้งได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย!

ที่มา – “กรวีร์” ไม่ปฏิเสธมีชื่อนั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุขึ้นอยู่กับพรรคจะเลือกคนเหมาะสม

นายกฯ ชื่นชม แม่บ้านมหาดไทย เป็นลมใต้ปีก

“นายกฯ อนุทิน” ยกย่องแม่บ้านมหาดไทย “หลังบ้านที่เข้มแข็ง” ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักปี 69 ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2569 ณ โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok โดยมีผู้บริหารระดับสูง อธิบดีกรมต่าง ๆ และประธานแม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมบทบาทของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง ในฐานะ “หลังบ้านที่เข้มแข็งและอบอุ่น” และเป็น “ลมใต้ปีก” สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวคนมหาดไทย พร้อมเน้นย้ำถึงการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ด้วยความเข้าใจ บำรุงสุขด้วยหัวใจ” ผ่านเครือข่ายชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงมหาดไทยให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้านนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืนว่า  ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการคัดแยกขยะ ลดพลาสติก/โฟม และรณรงค์ถังขยะเปียกลดโลกร้อน ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เสริมความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ OTOP บำบัดทุกข์ผู้ด้อยโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยแม่และเด็ก พร้อมหนุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ พัฒนาจิตใจ สนับสนุนโครงการร้อยใจไทยสืบสานราชธรรมทั้งแผ่นดิน และสร้างการรับรู้และสัมพันธ์ เน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์และกิจกรรมสัญจร 4 ภาค

นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

การประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ช่วยให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยการดูแลครอบครัวและความเป็นอยู่ให้มีความมั่นคง

บทบาทสำคัญของแม่บ้านมหาดไทย

บทบาทของแม่บ้านมหาดไทยนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลครอบครัว แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคม โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาสุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

  • การส่งเสริมอาชีพ: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้จัดฝึกอบรมและสนับสนุนให้สมาชิกและประชาชนทั่วไป มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างรายได้และยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ
  • การพัฒนาสุขภาพ: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้รณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและส่งเสริมสุขภาพที่ดี
  • การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากนี้ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ยังได้ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ โดยการมอบสิ่งของบริจาค และให้กำลังใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชม แม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง ในการพัฒนาประเทศชาติ การสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาคมแม่บ้านมหาดไทย สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของแม่บ้านมหาดไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สมาคมจัดขึ้น มาร่วมกันสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยการสนับสนุน นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

ศศิธร ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน**ขจัดความยากจน**

“รมช.มหาดไทย ศศิธร” เป็นประธานประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (AMRDPE) ย้ำความร่วมมืออาเซียนผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วันที่ 12 ธ.ค. 2568 เวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (14th AMRDPE) ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

น.ส.ศศิธร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและ**ขจัดความยากจน** ครั้งที่ 14 (14th AMRDPE) และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและขจัดความยากจน ครั้งที่ 22 (22nd SOMRDPE) ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม ได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจากความทุ่มเทและเป้าหมายร่วมกันที่ผู้แทนทุกประเทศสมาชิกได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและประสบการณ์ของทุกท่าน อันสะท้อนว่า “เมื่ออาเซียนยืนหยัดเคียงข้างกัน พลังอันยิ่งใหญ่ของเราจะสามารถยกระดับชุมชนชนบท และเปิดเส้นทางแห่งโอกาสใหม่ให้กับประชาชนหลายล้านคนได้อย่างแท้จริง”

“ข้อเสนอแนะที่ได้ร่วมกันพิจารณาในวันนี้จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกรอบแผนปฏิบัติการของอาเซียนสู่ความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของพวกเราในการสร้างภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืน ที่ซึ่งทุกคนโดยเฉพาะพี่น้องในชนบท สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง” โดยในนามของรัฐบาลไทย ขอแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส สมาชิกสำนักเลขาธิการอาเซียน และทุกฝ่าย ที่มีส่วนร่วมให้การประชุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ และจะได้รายงานผลการประชุมพร้อมความคืบหน้าและความสำเร็จที่เราร่วมกันสร้างสรรค์ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีประเทศไทยได้รับทราบต่อไป”

น.ส.ศศิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้เรายังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือที่ได้แสดงออก ณ ที่นี้ และร่วมกันผลักดันให้แนวคิดต่าง ๆ แปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติจริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ขยายโอกาส และทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีผู้ใดในอาเซียนถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง ด้วยพลังร่วมกันของเรา เราจะสามารถสร้างอนาคตที่ประชาชนในชนบทของอาเซียนไม่เพียงได้รับการดูแล แต่ยังได้รับการเสริมพลังให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงร่วมกันตลอดไป

การประชุมในครั้งนี้มีหัวหน้าผู้แทน (Head of Delegate) ระดับรัฐมนตรี (AMRDPE) จากประเทศสมาชิกอาเซียน ประกอบด้วย นายอาหมัด ซาฮิด บิน ฮามิดี (H.E. Ahmad Zahid bin Hamidi) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาชนบทและภูมิภาค ประเทศมาเลเซีย นายนัซมี บิน ฮาจี โมฮามัด (H.E. Nazmi bin Haji Mohamad) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬา ประเทศบรูไน นายโลเป บี ซานโตส ที่สาม (H.E. Lope B. Santos III) เลขาธิการคณะกรรมาธิการต่อต้านความยากจนแห่งชาติ ประเทศฟิลิปปินส์ นายมาซากอส ซุลกิฟิ (H.E. Masagos Zulkifli) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัว ประเทศสิงคโปร์ นายจันทเนตร บูรพา (H.E. Chanthanet BOULAPHA) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประเทศ สปป.ลาว นายไท้ก โซ (H.E. Thaik Soe) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสหกรณ์และการพัฒนาชนบท ประเทศเมียนมา ดร.ฟลาวิโอ บรันเดา (H.E. Dr. FLAVIO BRANDAO) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประเทศติมอร์เลสเต นายหวอ วัน หุ่ง (H.E. Vo Van Hung) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม ดร.ฟาฮัด ฆอลิบ อัตตะมีมี (H.E. Dr. Fahad Ghalib Attamimi) ที่ปรึกษาพิเศษของรัฐมนตรี ด้านความร่วมมือต่างประเทศ การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศอินโดนีเซีย นายซาน ลวิน (Mr. San Lwin) รองเลขาธิการอาเซียน ด้านประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน และนายเพ็ญ พิชสาลี (H.E. Pen Pichsaly) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาชนบท ประเทศกัมพูชา บางส่วนซึ่งประชุมผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ มีเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้าราชการประจำระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายสันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย) นางนอร์ อาชิกิน โจฮารี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เยาวชน และกีฬา ประเทศบรูไน นายบีโต้ วิกานโตซา ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระดับรัฐมนตรีและการปฏิรูประบบราชการ ประเทศอินโดนีเซีย ดร.วงสะหวัน วงไกสอน รองอธิบดีกรมพัฒนาชนบทและลดความยากจน ประเทศ สปป.ลาว นายแคร์ รัซมาน อันนูอาร์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาชนบทและภูมิภาค ประเทศมาเลเซีย นายเต็ง ลวิน อธิบดีกรมการพัฒนาชนบท ประเทศเมียนมา น.ส.แมรี่ โรส ซี. วิลลาฟลอร์ ผู้กำกับดูแลและรองผู้อำนวยการใหญ่ คณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยการต่อต้านความยากจน ประเทศฟิลิปปินส์ นางสาวซารา อับดุลละห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส/ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศสิงคโปร์ นายฟีลีเป การ์โดซู วีเอยรา อธิบดีกรมการพัฒนาชนบท ประเทศติมอร์เลสเต นายดิ่ง ฝ่าม เหียน เจ้าหน้าที่อาวุโสกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประเทศเวียดนาม นางสาวโรโดร่า บาบาราน ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนามนุษย์ กรมประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน รวมถึงอธิบดีศูนย์นานาชาติเพื่อการลดความยากจนในจีน ประเทศจีน และนายโทรู คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมประชุม โดยนายสก วิศาล รองปลัดกระทรวงพัฒนาชนบท ประเทศกัมพูชา และนางฮวัง เฮ จอง รองเลขานุการ ผู้แทนสาธารณรัฐเกาหลีประจำอาเซียน เข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์

ศศิธร ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนขจัดความยากจน

เป้าหมายสำคัญของการประชุมขจัดความยากจน

การประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถพัฒนากลยุทธ์และแผนงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการ**ขจัดความยากจน**อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยหลายด้าน การทำงานร่วมกันจะช่วยให้สามารถแบ่งปันทรัพยากร ความรู้ และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนการพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สุขภาพ และการสร้างงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการ**ขจัดความยากจน**

การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวนความคืบหน้าของการดำเนินงานที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางในอนาคตเพื่อการ**ขจัดความยากจน**อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาเซียนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างภูมิภาคที่ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ และงานที่มั่นคง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม

ที่มา – “ศศิธร” ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนขจัดความยากจน เผยพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ลงพื้นที่หาเสียงในอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ส. นางสาวภูริกา สมหมาย (กุ้ง) ทายาทการเมืองของ ส.ส. อมรเทพ สมหมาย ที่มาจากลูกหลานชาวขุนหาญ-ภูสิงห์แท้ๆ พี่น้องประชาชนมาร่วมให้กำลังใจอย่างหนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาที่พรรคเพื่อไทยยังคงมีในใจของคนไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายของพรรค

การลงพื้นที่หาเสียงและคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นครั้งที่สองที่มาเยือนอำเภอภูสิงห์ ครั้งแรกมาในฐานะรัฐบาล แต่ตอนนี้ถูก “วิ่งราว” ไปเสียแล้ว เอางูเห่าไปด้วย จนกลายเป็นทั้งงูทั้งหนูอยู่ด้วยกัน การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อภูริกา เพื่อทำงานรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง เขายังเน้นย้ำถึงผลงานในอดีตของพรรคที่ช่วยยกระดับชีวิตคนยากจน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปาก มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

สถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบันที่เรียกว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก นายณัฐวุฒิ ฝากให้ประชาชนช่วย “แตะเบรก” รัฐบาลนี้ โดยการเลือกตั้งในวันที่ 28 กันยายน 2568 จะเป็นโอกาสให้คนศรีสะเกษส่งสัญญาณชัดเจน ว่าสังคมไทยจะไม่ยอมให้ใครยึดทุกอย่างได้หมด จะไม่ปล่อยให้น้ำเงินครองทุกสีสันของการเมืองไทย

เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง: ความหวังและความมุ่งมั่น

หนึ่งในประเด็นที่นายณัฐวุฒิพูดถึงคือ การถูกจับกุมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร จากคดีที่เกิดจากการทำหน้าที่นายกฯ แต่พรรคเพื่อไทยไม่เคยหายไปจากใจประชาชน เพราะ “ล้มบนตักประชาชน” เขายังเล่าว่า ได้ส่งข่าวไปยังนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เพื่อเล่าให้ท่านทักษิณฟังว่า คนศรีสะเกษยังจำได้ คนขุนหาญยังไม่ลืม คนภูสิงห์ยังซึ้งใจ หากไม่มีปฏิวัติ คงหายจนไปแล้ว พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมแพ้ และ เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง อย่างแน่นอน เราจะช่วยกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อนำความเจริญกลับมาสู่ประชาชน

การหาเสียงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อม แต่เป็นสัญญาณของการต่อสู้เพื่ออนาคตทางการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการยืนหยัดเพื่อประชาชน จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 30 บาทรักษาทุกโรค ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้คนจนลุกขึ้นยืนได้ ในยุคที่รัฐบาลปัจจุบันถูกมองว่าล้มเหลวในการแก้ปัญหา โอกาสของเพื่อไทยในการกลับมาครองอำนาจดูสดใสยิ่งขึ้น

  • ผลงานที่ผ่านมา: ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: ช่วยเหลือคนยากจนและผู้มีรายได้น้อย
  • ความศรัทธาจากประชาชน: ยังคงเหนียวแน่นแม้เผชิญอุปสรรค

ประชาชนในพื้นที่แสดงความเห็นด้วยอย่างมาก บางคนเล่าว่าชีวิตดีขึ้นจริงจากนโยบายเพื่อไทย และหวังว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน และเพื่อไทยพร้อมนำทางไปสู่ความยุติธรรมและความเจริญรุ่งเรือง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่า เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ฝัน แต่เป็นเป้าหมายที่เราจะทำให้สำเร็จร่วมกัน คุณคิดอย่างไร? มาร่วมแสดงความเห็นและสนับสนุนพรรคที่ใส่ใจประชาชนอย่างแท้จริงในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – เพื่อไทยฝันหวานเลือกตั้งครั้งหน้าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

สี จิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เรียกร้องการยึดมั่นในหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ เดินหน้าบนเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไม่หยุดยั้ง

สำนักข่าว ซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 3 ก.ย. 2568 สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง กล่าวถ้อยคำข้างต้นในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น และสงครามต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์โลก

สี จิ้นผิงกล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของชาติจีนจากห้วงยามวิกฤตในยุคสมัยใหม่ มาสู่เส้นทางแห่งการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ของชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาของโลกด้วยเช่นกัน ชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นจากการร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ของประชาชนจีน ร่วมกับพันธมิตรต่อต้านลัทธิฟาสซิสต์และประชาชนทั่วโลก

รัฐบาลและประชาชนจีนจะไม่มีวันลืมรัฐบาลต่างประเทศและประเทศพันธมิตรที่สนับสนุนและช่วยเหลือชาวจีนต่อต้านการรุกราน ในฐานะผู้อาศัยบนโลกใบเดียวกัน มนุษยชาติต้องยืนหยัดร่วมกันในยามยากลำบาก อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และไม่หวนกลับไปสู่กฎแห่งป่าที่ผู้แข็งแกร่งล่าผู้ที่อ่อนแอกว่า

สี จิ้นผิงเน้นย้ำว่าการสร้างความทันสมัยแบบจีนคือการสร้างความทันสมัยในการพัฒนาอย่างสันติ และจีนจะเป็นพลังแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความก้าวหน้าในโลกอยู่เสมอ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกประเทศจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ให้คุณค่ากับสันติภาพ และทำงานร่วมกันเพื่อเดินหน้าการสร้างความทันสมัยให้แก่โลก ตลอดจนสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับมนุษยชาติ

อนึ่ง สี จิ้นผิง พร้อมด้วยภริยา เผิงลี่หยวน ได้เดินเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยงและรับชมการแสดงทางวัฒนธรรมร่วมกับผู้นำต่างประเทศและภริยาในงานเลี้ยงรับรอง ตอนราว 11.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยหลี่เฉียงเป็นประธานในพิธีการของงานเลี้ยงรับรอง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้แก่ จ้าวเล่อจี้ หวังฮู่หนิง ไช่ฉี ติงเซวียเสียง หลี่ซี และหานเจิ้ง เข้าร่วมงานด้วย

สี จิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

ในงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี ชัยชนะในสงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สำคัญ โดยเน้นย้ำถึงหลักการสำคัญสามประการที่จีนยึดมั่นมาโดยตลอด ได้แก่ ความยุติธรรมและความเป็นธรรมระหว่างประเทศ สันติภาพ และพลังของประชาชน

ความสำคัญของ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’

คำกล่าวของสี จิ้นผิง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการสร้างโลกที่สันติและยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศและการเคารพซึ่งกันและกัน จีนมองว่าการพัฒนาอย่างสันติและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านี้

การที่สี จิ้นผิง ย้ำถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงบทบาทของจีนในเวทีโลก จีนต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน โดยยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องและเป็นธรรม

นอกจากนี้ การที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ จีนเชื่อว่าพลังของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า และพร้อมที่จะสร้างโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่

‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ จึงเป็นหลักการที่สำคัญที่จีนยึดมั่น และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของจีนในการสร้างโลกที่สันติและเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคน การที่จีนยังคงย้ำถึงหลักการเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นผู้นำในการสร้างโลกที่ดีกว่า

อนาคตของโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่จีนย้ำถึง ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ จะมีผลต่อทิศทางของโลกอย่างไร? เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ที่มา – สีจิ้นผิงย้ำ ‘ความยุติธรรม-สันติภาพ-พลังประชาชน’ ในงานเลี้ยงวันแห่งชัยชนะ

Scroll to top