งบประมาณ

นายกฯ สั่ง! หาดใหญ่ต้องสะอาดใน 14 วัน

นายกรัฐมนตรี ประกาศ 7 วันประชาชนต้องกลับเข้าบ้านได้ ขีดเส้น 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด เดินหน้ามาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน

วันที่ 30 พ.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์หลังอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยระบุว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ได้พบกับผู้แทนภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งภาคการค้า การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้สะท้อนสภาพความเสียหายที่ประชาชนและผู้ประกอบการกำลังเผชิญ พร้อมทั้งร่วมเสนอแนวทางฟื้นฟูในหลายด้าน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ระดับน้ำในเขตเมืองลดลงเกือบทั้งหมดแล้ว ต้องฟื้นฟูทันที โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและสาธารณูปโภคเป็นอันดับแรก ซึ่งเริ่มทยอยดำเนินการแล้ว ทั้งการป้องกันสารปนเปื้อน การควบคุมโรค การจ่ายไฟฟ้า และการฟื้นฟูระบบน้ำประปา ส่วนการทำความสะอาดเมือง นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระดมกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งกองทัพ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อเร่งเก็บขนสิ่งของเสียหายและขยะมูลฝอยออกจากพื้นที่ โดยตั้งเป้าหมายว่า “ภายใน 7 วันประชาชนต้องได้กลับบ้าน และภายใน 14 วันเมืองหาดใหญ่ต้องสะอาด

เคาะมาตรการเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ได้รับข้อมูลจำนวนมาก ทั้งจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งหลายประเด็นสามารถสั่งการได้ทันที และบางประเด็นจะมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการต่อ โดยย้ำว่าการฟื้นฟูครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับ “ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน” พร้อมทั้งครอบคลุมพื้นที่ประสบภัยอื่น ๆ ในภาคใต้ด้วย

ด้านมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการเร่งด่วนหลายส่วน ทั้งการเยียวยาตามระเบียบ 90,000 บาทต่อครัวเรือน การช่วยเหลือซ่อมบ้านผู้สูงอายุไม่เกิน 49,000 บาท และเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเร่งเปิดให้ประชาชนกู้เงินฟื้นฟูครัวเรือนละ 100,000 บาท รวมถึงสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระภายในหนึ่งปี เพื่อช่วยเริ่มต้นซ่อมแซมทรัพย์สินและกิจการ ขณะที่สำนักงานประกันสังคมจะออกมาตรการสนับสนุนในลักษณะ “คนละครึ่ง” เป็นเวลา 6 เดือนสำหรับผู้ประกันตนกลุ่มต่าง ๆ

ไม่มีปัญหาติดขัดด้านงบประมาณ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณหลักสำหรับการเยียวยาได้รับการอนุมัติแล้ว และได้หารือกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดสรรงบเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็น โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีปัญหาติดขัดด้านงบประมาณ โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมลงพื้นที่ ต่างเห็นภาพความจำเป็นเร่งด่วนตรงกันทั้งหมด มาตรการที่สามารถอนุมัติได้ภายในวันอังคารที่ 2 ธ.ค.นี้ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เงินช่วยเหลือและการฟื้นฟูเดินหน้าโดยทันทีเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่–สงขลา และพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบ กลับมามีชีวิตปกติได้โดยเร็วที่สุด

จัดหาคนขนของเร็วที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือการคืนชีวิต คืนความเป็นปกติสุขให้กับประชาชน ส่วนสิ่งที่เป็นอุปสรรคคืองานเปิดกว้างมาก น้ำท่วมไม่มีแล้ว ไฟมาแล้ว น้ำประปาก็เริ่มเข้ามาแล้ว แต่ติดปัญหาคือเรื่องไฟช็อตภายในบ้านเรือน ต้องเร่งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซ่อมแซมเพื่อจ่ายไฟได้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องขยะมูลฝอยต้องเร่งดำเนินการ เราระดมยานพาหนะและเครื่องจักร จากฝั่งกองทัพ หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. และนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดหาผู้รับจ้างมาขนของออกจากหาดใหญ่ เพื่อให้สิ่งของพ้นจากเมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

ประชุมครม. เศรษฐกิจวางงบประมาณ

นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เงินเยียวยา 9,000 บาทไม่เพียงพออย่างแน่นอน หรือแม้แต่ 9 หมื่นบาทก็ แต่เราต้องทำตามกฎหมายก่อน ทุกหลังหลังคาเรือนจะได้รับเงินเยียวยา โดยในกฎหมายปภ. มีงบซ่อมแซมบ้านเรือน ไม่เกิน 49,000 บาท แต่ต้องทำการสำรวจและตีมูลค่า สิ่งที่กระทรวงการคลังจะเร่งทำ คือ การหาเงินยืม ให้กับประชาชนครัวเรือนละ 1 แสนบาท โดยงบประมาณเยียวยาได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว และในวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.68) จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และวางตัวเลขงบประมาณ ส่วนไหนที่สามารถภายในวันอังคาร (2ธ.ค.68) ก็จะอนุมัติผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องเงินงบประมาณได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแล้ว ไม่มีอะไรติดขัด

ยอมรับหนักกว่า สึนามิ

“ เมื่อเห็นสภาพเมืองหาดใหญ่แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมคิดว่ายิ่งกว่าสึนามิ ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนค่าเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 2 ล้านบาท เป็นไปตามระเบียบอยู่ และพยายามจัดให้ได้มากที่สุด พร้อมปฏิเสธว่าเงินเยียวยาไม่ได้สูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะเคยมีการเยียวยาผู้เสียชีวิต 7 ล้านบาท” นายอนุทินกล่าว

ไม่สน ดราม่า แชทไลน์

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายอนุทิน ถึงประเด็นดราม่าแชท LINE ผู้บริหารภายในกระทรวงสาธารณสุขที่ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ บิ๊กโจ๊กนำมาเปิดเผย ว่านายกฯ มองเรื่องคนตายจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเรื่องตลก นายอนุทิน ส่ายหน้า พร้อมย้ำว่า “ผมมาทำงาน ผมมาทำงาน” มาทำงานมาช่วยเหลือประชาชน ไม่มีดราม่าอะไร

รอคำยืนยันจากแพทย์ชัดเจนสุด

ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่ากรณีที่บิ๊กโจ๊กออกมาเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1000 คน นั้น นายอนุทิน บอกว่า เรื่องนี้มีแพทย์ออกมาพูดแล้วว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเท่าไหร่ คำยืนยันจากแพทย์จะถูกต้องและชัดเจนที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าที่มีคนออกมาโจมตีอาศัยช่วงที่สถานการณ์เป็นแบบนี้มองอย่างไร นายอนุทินบอกว่า “ไม่มองๆ ผมทำงาน”

ส่วนมีอะไรจะฝากไปถึง “บิ๊กโจ๊ก” หรือไม่ นายอนุทินส่ายหน้าก่อนบอกว่า ตนทำงานการเมืองมานาน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่าแต่ก็ยังมีคนมาจ้องโจมตีแบบนี้ นายอนุทินตอบกลับทันทีว่า “แล้วมาถามอะไรกับผม” ก่อนทิ้งท้ายว่า “นี่คือคนทำงาน ทำงานกันหมด”

นายกฯ สั่ง 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด

มาตรการเร่งด่วนฟื้นฟู หาดใหญ่ต้องสะอาด

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายให้เมืองกลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด การที่นายกรัฐมนตรีขีดเส้นตาย 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ขีดเส้น 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด ชงมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเข้า ครม.เศรษฐกิจ พรุ่งนี้

ป.ป.ท. สั่งเบรกสร้างท่อระบายน้ำ ไม่คุ้มค่า!

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ทำการตรวจสอบโครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พบว่าโครงการดังกล่าวอาจไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ทำให้ต้องสั่งเบรกโครงการเพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณของภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ป.ป.ท. เบรกสร้างท่อระบายน้ำ งบฯ กว่า 5 ล้านบาท หลังพบไม่เกิดประโยชน์กับชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ดร.โกวิทย์ ทรงคุณ กรรมการ สปท. ป.ป.ท. เปิดเผยว่า นายณรงวิทย์ สุวรรณสิทธิ์ ผอ.ปปท.เขต 6 พร้อมด้วย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการวางท่อระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กพร้อมบ่อพัก บริเวณถนนราษอุทิศ หมู่ที่ 2-3 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นโครงการของเทศบาลตำบลทุ่งหลวง ใช้งบประมาณสูงถึง 5,465,000 บาท

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ป.ป.ท. ต้องเข้ามาตรวจสอบ คือ มีชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้มีการทำประชาคมเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญคือ ชาวบ้านมองว่าโครงการนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์จริงจัง และอาจจะนำมาซึ่งปัญหาน้ำท่วมในอนาคตได้

ผลจากการตรวจสอบ พบว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีการทำประชาคมในระดับหมู่บ้าน และไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าโครงการนี้อาจจะสร้างผลกระทบมากกว่าผลดี และอาจจะไม่คุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไป

ข้อเสนอแนะจาก ป.ป.ท. ต่อกรณีการเบรกสร้างท่อระบายน้ำ

ทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ได้ให้ข้อเสนอแนะไปยังเทศบาลตำบลทุ่งหลวง ให้ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริการพัสดุภาครัฐอย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้รับจ้างหยุดการก่อสร้างไว้ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบอย่างละเอียด และให้อำเภอคีรีมาศในฐานะผู้กำกับดูแล ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การเบรกสร้างท่อระบายน้ำ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

การเบรกสร้างท่อระบายน้ำในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้หน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง ตระหนักถึงความสำคัญของการทำประชาคม และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ก่อนที่จะดำเนินโครงการใดๆ ก็ตาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนอย่างแท้จริง หากละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็อาจจะนำไปสู่ปัญหา และความไม่คุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เหมือนเช่นกรณีที่เกิดขึ้นนี้

การที่ ป.ป.ท. เข้ามาตรวจสอบและสั่งเบรกสร้างท่อระบายน้ำในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เพราะแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ และความมุ่งมั่นในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กัดกินสังคมไทยมาอย่างยาวนาน การตรวจสอบอย่างเข้มข้น และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ดังนั้น พวกเราทุกคนควรติดตามข่าวสาร และร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่า งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ จะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – ป.ป.ท. เบรกสร้างท่อระบายน้ำ งบฯ กว่า 5 ล้านบาท หลังพบไม่เกิดประโยชน์กับชาวบ้าน

“ณัฐพงษ์” ชวนส่งพลัง! พรรคประชาชนเสียงเกินครึ่ง

“ณัฐพงษ์” ยืนยันพรรคประชาชนตรงไปตรงมา เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคได้รับเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของสภาฯ ให้ไปจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุปัญหาของประเทศไทยทั้ง ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยระบุว่า เด็กไทย 13% แคระแกร็น และมากขึ้นทุกปี เด็กไทย 1 ล้านคนหลุดจากระบบการศึกษา ประชาชนมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 ต่อปี โดยในจำนวนนี้ 74% มาจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และ 86% ของคนไทยวันเกษียณยังต้องทำงาน

เสนอตั้งหน่วยฉก.ยึดทรัพย์ทุนเทา

นายณัฐพงษ์ เปรียบประเทศไทยคือสมาร์ทโฟน แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีปัญหาที่ตัวระบบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่ดีให้คนอยากย้ายเข้าประเทศ ไม่ใช่อยากย้ายออก ยืนยัน นโยบาย “ ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” โดยเสนอให้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ เอาระบบเอไอเข้าไปจับ ยึดทรัพย์ก่อนแล้วเรียกมาคุยกัน

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในระดับภูมิภาคเสนอให้ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ข่าวกรองแม่น้ำโขง ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติ ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ต้องไปหงอ ทำตัวเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ

ปฏิรูประบบราชการ

ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะ มองวาระสูงวัยให้เป็นโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนสูงวัย ใช้องค์ความรู้พัฒนาการเกษตรให้พลิกฟื้น ใช้นโยบาย Fair and Fight ใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

ขณะที่การพัฒนาระบบราชการใหม่ ต้องรีบกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยยึดความโปร่งใส ประสิทธิภาพ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชน ไม่ทนคอร์รัปชัน ปฏิรูปงบประมาณ กิโยตินกฎหมายและกระจายอำนาจ

รัฐบาลต้องเอาจริง

เช่นเดียวกับการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ ขอเน้นเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิรูปที่ดิน เพราะมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน โดย 100 คนใน 20 ล้านคน ถือครองที่ดินไปแล้วครึ่งหนึ่งของประเทศ รัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการโควตาทางการเมือง และควรวางบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้เหมาะสม

เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จากนี้พรรคประชาชนจะทยอยเปิดตัวคณะทำงานออกมาเรื่อยๆ อย่าเชื่อข้อมูลที่คาดเดาว่าใครจะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนทั้ง 3 คน ประกอบด้วย

  1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  2. ศิริกัญญา ตันสกุล
  3. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ขอเลือกตั้ง ปชน.เกินครึ่ง

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าแคนดิเดตของพรรคทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา และรศ.วีระยุทธ รู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มีความรู้ความสามารถ สาเหตุที่ต้องประกาศลำดับให้ชัดเจน เพราะต้องการตรงไปตรงมากับประชาชน หากเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันจะได้รู้ว่าใครจะรับช่วงต่อไป  ทั้งนี้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เงื่อนไขการเมืองอื่นๆเริ่มคลายล็อกไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตที่1 ถ้าเราได้ 20 ล้านเสียง ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีใครปฏิเสธพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้อีกหรือ จึงขอให้ช่วยส่งต่อพลัง เพื่อจะได้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ

พร้อมกำจัดคอรัปชันให้ไทยไม่เทา

พร้อมยืนยันด้วยว่า คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าจัดการ หากพบว่าคนในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีไม่สุจริต ดังนั้นพรรคประชาชนขอยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะทำทุกวิถีทางทำให้ไทยไม่เทา กำจัดธุรกิจคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศนี้

“ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยส่งต่อพลัง สนับสนุนและเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา เพื่อให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ทำไมต้องส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

การที่พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจนได้เสียงเกินครึ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ การมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จะทำให้พรรคมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ณัฐพงษ์” จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

พรรคประชาชน มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม การที่พรรคได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จะทำให้พรรคมีอำนาจในการต่อต้านและกำจัดอิทธิพลของกลุ่มทุนเทา และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง คือการมอบโอกาสให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา

มาร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม! ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเรา!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน

4 จังหวัดน่าห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน! สส.ชี้รัฐบาลละเลย

สส.พรรคประชาชนชี้น้ำโขงวิกฤต 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในภาคอีสาน! โวยรัฐบาล “หนีปัญหา” ปิดบังข้อมูล และไม่เข้าร่วมประชุมเวทีนานาชาติ

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน โพสต์ถึงปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบต่อภาคอีสาน โดยระบุว่า สถานการณ์น่ากังวลอย่างยิ่งหลังตรวจพบ “สารหนูเกินมาตรฐาน” ในแหล่งน้ำของจังหวัดเลย บึงกาฬ หนองคาย และนครพนม ทำให้เกิดคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการละเลยและปกปิดข้อมูลต่อสาธารณชน

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ทำการตรวจพบสารหนูในปริมาณที่เกินมาตรฐานเกือบสองเท่าใน 4 จุดตรวจ แต่ข้อมูลสำคัญนี้กลับไม่ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์หลักของ คพ. แต่กลับถูกเก็บไว้ในส่วนย่อยของเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 อุดรธานี ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการละเลยปัญหาอย่างชัดเจนจากภาครัฐ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุถูกละเลยมาเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การตั้งคณะทำงานที่ซ้ำซ้อน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับขาดแคลนงบประมาณเฉพาะกิจสำหรับการดำเนินงานที่จำเป็น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องยังได้ “โดดประชุม” เวทีนานาชาติถึงสองครั้ง ทั้งเวทีอาเซียนและเวทีสิ่งแวดล้อมอาเซียน-จีน (12 ต.ค. และ 21 ต.ค.) โดยมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงเข้าร่วมแทน ซึ่งเป็นการ “เสียโอกาส” ในการเจรจาพหุภาคีที่สำคัญกับรัฐมนตรีจากประเทศอื่นๆ อย่างน่าเสียดาย

สส.พรรคประชาชนเน้นย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบที่มาจากการสะสมของสารพิษในน้ำประปา อาหาร และในร่างกายของประชาชน ผลการตรวจทางการแพทย์ยังพบสารหนูในปัสสาวะของประชาชนเกินเกณฑ์ที่กำหนด และยังไม่มีการตรวจสอบสารปนเปื้อนในผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวที่ปลูกโดยใช้น้ำจากพื้นที่เสี่ยง

มีการเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการหลีกเลี่ยงปัญหา และดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนในสองแนวทางหลัก:

  • ด้านการต่างประเทศ: รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเร่งดำเนินการเจรจาพหุภาคีกับเมียนมา ลาว และจีน โดยทันที เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง
  • ภายในประเทศ: รัฐบาลต้องยอมรับปัญหาและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณและบุคลากรให้เพียงพอต่อการตรวจสอบและจัดการปัญหาในพื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกายของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน: วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข

ผลกระทบจากสารหนูเกินมาตรฐานในแหล่งน้ำ

การที่ 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน ในแหล่งน้ำนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค สารหนูเป็นสารพิษที่สะสมในร่างกายและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงได้ในระยะยาว เช่น โรคผิวหนัง โรคระบบประสาท และมะเร็ง

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร เนื่องจากน้ำที่มีสารหนูปนเปื้อนจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีสารพิษสะสม ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกษตรกร

การปล่อยปละละเลยปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาด แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลและการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

รัฐบาลควรตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหา 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน และดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและโปร่งใส โดยคำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การปกปิดข้อมูลและการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงและสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติในระยะยาว

ที่มา – 4 จังหวัดน่าเป็นห่วง สารหนูเกินมาตรฐาน สส.ประชาชนชี้รัฐบาลละเลยและปกปิดข้อมูล

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ หลังจากที่นายฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญในการแต่งตั้ง นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู วัย 39 ปี ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสนิท ให้ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนใหม่ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเพียง 24 ชั่วโมงภายหลังจากการลงมติไม่ไว้วางใจที่ส่งผลให้นายฟรองซัวส์ บายรู ต้องก้าวลงจากตำแหน่ง

นายเลอกอร์นู ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองและเป็นตัวเก็งสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด โดยก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี บทบาทสำคัญของเขาคือการรับมือกับผลกระทบและความท้าทายจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายของนายเลอกอร์นู คือการปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อเป้าหมายในการอนุมัติงบประมาณฉบับใหม่ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การผลักดันงบประมาณภายใต้สถานการณ์ที่พรรครัฐบาลมีเสียงข้างน้อยในสภา คือปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งของบายรู และในขณะนี้ พรรคฝ่ายค้านจากทั้งฝั่งซ้ายและขวาจัด ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะตรวจสอบและท้าทายนายเลอกอร์นู

เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา นายฟรองซัวส์ บายรู ประสบความพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภา ด้วยคะแนนเสียง 364 ต่อ 194 ส่งผลให้เขาและคณะรัฐบาลต้องยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งในวันอังคาร

สาเหตุหลักของความพ่ายแพ้ของนายบายรู มาจากการตัดสินใจเดิมพันอนาคตของรัฐบาลในการอภิปรายฉุกเฉินเพื่อขอความไว้วางใจในประเด็นเรื่องหนี้สินของประเทศ โดยเขาได้ใช้เวลาตลอดช่วงฤดูร้อนในการเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อ “การดำรงอยู่” ของฝรั่งเศส หากไม่เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินจำนวนมหาศาลที่สูงถึง 3.4 ล้านล้านยูโร

ในร่างงบประมาณปี 2569 นายบายรูเสนอมาตรการที่เข้มงวด เช่น การยกเลิกวันหยุดราชการ 2 วัน และการระงับการจ่ายเงินสวัสดิการและเงินบำนาญ โดยมีเป้าหมายเพื่อประหยัดงบประมาณจำนวน 4.4 หมื่นล้านยูโร อย่างไรก็ตาม ความหวังของเขาก็ต้องดับลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจัดร่วมมือกันคัดค้านและโจมตีข้อเสนอของเขา จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

การแต่งตั้ง มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทางการเมืองของฝรั่งเศส และจะเป็นที่น่าจับตามองว่านายเลอกอร์นูจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางใด

ความท้าทายที่รอ มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

นายเลอกอร์นูจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการกับปัญหาหนี้สินของประเทศ และการสร้างความปรองดองในสังคมที่ยังคงมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างสูง

การที่ มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่ นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของประธานาธิบดีมาครงที่มีต่อนายเลอกอร์นู แต่การจะประสบความสำเร็จได้นั้น นายเลอกอร์นูจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมฝรั่งเศส

การเมืองฝรั่งเศสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การแต่งตั้งนายกฯ คนใหม่ครั้งนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร

ที่มา – มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง สั่งเรียกหน่วยงานหารือ

จากกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการ

นายภูมิธรรม เปิดเผยก่อนการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการติดตามงานที่คั่งค้างและต้องการเร่งรัดให้งานเดินหน้าอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ทั้งนี้ นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีที่สุดและไม่ให้เกิดความสะดุด

ภายหลังการประชุม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การหารือเป็นการติดตามความคืบหน้าของงบประมาณและเรื่องการกระจายอำนาจ

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ได้หารือกัน และนายภูมิธรรมจะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ในรายละเอียดต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งของการหารือเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเขากระโดง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า “ใกล้แล้ว” ซึ่งบ่งชี้ว่า DSI กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนในประเด็นนี้

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

ปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่ดินที่ยืดเยื้อมานาน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดของการหารือยังไม่ได้รับการเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่ DSI พิจารณาที่จะรับปัญหาที่ดินเขากระโดง เป็นคดีพิเศษ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญว่าหน่วยงานภาครัฐกำลังให้ความสนใจและพร้อมที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง

  • การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยนายภูมิธรรม
  • การพิจารณาของ DSI ในการรับเป็นคดีพิเศษ
  • ความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขปัญหาที่ดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เรียก รมต.-มท.-DSI ลุยคุยงาน ปัญหาที่ดินเขากระโดง

รวบ! ปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา

“บิ๊กเต่า” นำทีมบุกรวบปลัด อบจ.มุกดาหาร คาห้องทำงาน หลังได้รับการร้องเรียนรีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างถนน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการราชการท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. พ.ต.อ.วิศิษฐ์ พลบม่วง ผกก.3 บก.ปปป. นำกำลังจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ทรงยศวัฒนา ปลัด อบจ.มุกดาหาร ตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 ข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ, ข่มขืนใจให้บุคคลอื่นมอบหรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยจับกุมตัวได้ภายในสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหาร

สืบเนื่องจากมีตัวแทนบริษัทรับเหมาก่อสร้างเอกชนแห่งหนึ่งเข้าแจ้งความกับทางตำรวจ บก.ปปป. ว่า ถูก ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ผู้ต้องหารายนี้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงปลัด อบจ.มุกดาหาร ข่มขู่เรียกเงินแลกกับการเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณ

รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติงบสร้างถนน

หลังก่อนหน้านี้บริษัทดังกล่าวได้ชนะประมูลทำสัญญารับงานก่อสร้างโครงการปรับปรุงถนนกับ อบจ.มุกดาหาร รวม 7 โครงการ มูลค่า 12,773,000 บาท โดยมี ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ปลัด อบจ.มุกดาหาร เป็นผู้ลงนามในสัญญา ต่อมาหลังส่งมอบงานและเบิกเงินได้เพียง 2 โครงการ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร กลับบ่ายเบี่ยงไม่ให้เบิกเงินอีก 5 โครงการที่เหลือ โดยอ้างว่างานไม่เรียบร้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงทางบริษัทได้ทำงานถูกต้องครบถ้วนและมีการเซ็นตรวจรับงานไปแล้ว

สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ได้ยื่นข้อเสนอเรียกรับเงินค่าตอบแทนจำนวน 10% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 700,000 บาท ผู้เสียหายซึ่งเกรงว่าหากไม่ยอมทำตามข้อเสนอจะไม่สามารถเบิกเงินค่าดำเนินการที่เหลือได้ จึงจำใจนำเงินสดจำนวน 500,000 บาท ไปส่งมอบให้กับ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ตามจุดที่นัดหมายไว้

แต่เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อ ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร พบว่าเงินที่ได้รับนั้นไม่ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ จึงได้โทรศัพท์ทวงถามเงินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท การกระทำดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจนำเรื่องเข้าแจ้งความกับตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับและนำกำลังเข้าจับกุมตัว ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ในที่สุด

ความคืบหน้าหลังการจับกุม ปลัด อบจ.มุกดาหาร

ภายหลังการจับกุม ว่าที่ ร.อ.วัทธิกร ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายในห้องทำงานส่วนตัวของผู้ต้องสงสัย หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งนำตัวผู้ต้องหาไปส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ข้าราชการทุกระดับพึงระลึกถึงจริยธรรมและคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ การใช้อำนาจในทางมิชอบและการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรและกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย หากพบเห็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ควรแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดต่อไป

ที่มา – รวบปลัด อบจ.มุกดาหาร รีดทรัพย์ผู้รับเหมา แลกเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายงบฯ สร้างถนน

“บิ๊กเล็ก” ยัน ทหารไทย พา IOT ลงช่องอานม้า

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC มั่นใจรับมือจิตวิทยา “กัมพูชา” ได้ หลังใช้โล่มนุษย์ยั่วยุแนวชายแดน 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาโวยวายขณะที่ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT จาก 8 ชาติอาเซียน ลงพื้นที่ช่องอานม้า ว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือเห็นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว แต่คิดว่าต้องคุยกัน เพราะพื้นที่ดังกล่าวตกลงกันแล้วตั้งแต่ประชุม GBC ว่าจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) หรือ IOT พร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา ความตั้งใจของตนเองหลังจากการประชุม GBC เสร็จจะต้องประชุม RBC ต่อ ทั้งสองฝ่ายต้องมาคุยกันในรายละเอียดข้อตกลงทั้ง 13 ข้อจะต้องทำอย่างไร เมื่อคณะ IOT ลงไปแล้วไม่มีการประสานกัน แล้วทหารกัมพูชามาต่อว่า ก็ต้องคุยกันเพราะเราอยากให้มีกลไกเข้ามาตรวจสอบทั้งสองฝ่ายเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสเปิดเผยเพราะประเทศไทยมีแต่ความจริงใจ

“บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้จะสื่อเชิงสัญลักษณ์ว่าทหารกัมพูชาไม่ยอมรับกระบวนการเจรจาและการพูดคุยของประเทศไทยหรือไม่นั้น พล.อ. ณัฐพลกล่าวว่าคงต้องดูในรายละเอียดแต่หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกันทางโทรศัพท์กับดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยแจ้งว่ากัมพูชาอยากจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ชุด IOT สาเหตุเพราะอัตราคนในสำนักงานไม่สามารถรองรับงานที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งได้คุยกับกัมพูชาโดยกัมพูชาก็ตอบรับ ส่วนประเทศไทยเรายืนยันขอให้คงจำนวนเดิม ถ้าจะเพิ่มคนก็ขอให้เพิ่มคนในสถานทูตไปก่อน

IOT คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ส่วนเหตุการณ์ชายแดน บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว พื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้วที่ยังมีชาวบ้านฝั่งกัมพูชายั่วยุ แสดงความไม่พอใจทหารเอาลวดหนามไปวางและมีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาจะใช้จิตวิทยา เอาโล่มนุษย์มาเป็นเครื่องมือเพื่อทำลายแนวรั้วลวดหนาม รัฐบาลไทยและทหารจะรับมืออย่างไร พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าก็ยังคงคำตอบเดิมคือต้องการให้ใช้กลไก RBC ในการพูดคุยกันซึ่งเป็นไปตามลำดับคือการพูดคุย RBC ไป IOT และต่อไปยกระดับเป็น AOT แต่ถ้า IOT ทำงานแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็จะใช้กลไกนี้ไปเรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำรัฐบาลและทหารจะรับมือกับจิตวิทยาของประชาชนและโล่มนุษย์ของกัมพูชาได้หรือไม่นั้น พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่าต้องรับให้ได้และพยายามไม่ให้เกิดการปะทะกันไม่ให้ใช้อาวุธถ้าที่สุดแล้วจำเป็นแล้วก็ต้องมาว่ากันอีกทีแต่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพราะตอนนี้อย่างน้อยในอาเซียนก็มาเฝ้าดูอยู่แล้ว จากกลไกของ IOT เราก็จะต้องไม่แสดงอาการว่าเราเป็นฝ่ายยั่วยุเสียเอง ก็ต้องใช้ความอดทนจนถึงจุดหนึ่งก็มาว่ากันอีกที

พล.อ.ณัฐพลยังกล่าวถึงผลการตอบรับของคณะทูตนานาชาติที่กระทรวงการต่างประเทศพาลงพื้นที่ความเสียหายจากการปะทะการใช้อาวุธของทหารกัมพูชาว่า นานาชาติเชื่อถือในข้อมูลของเราและในการประชุม GBC สื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ มารอฟังจากการแถลงของเรา นั่นแสดงให้เห็นว่าข้อมูลของเรามีเครดิตที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ณัฐพล ไม่ขอแสดงความเห็นหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยจะฟ้องเอาผิดผู้นำกัมพูชาและรัฐบาลกัมพูชาในประเทศไทยว่าเป็นข้อหาที่เบาไปอาจจะทำให้ประเทศไทยไม่ได้รับความร่วมมือและสนใจปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ตนเองขอโฟกัสในส่วนที่ตนเองอยู่ในที่ประชุม เพราะเป็นกลไกกฎหมายที่เอามาเสนอในที่ประชุม สมช. ซึ่งเป็นกลไกที่เริ่มต้นและคงจะมีอะไรที่เพิ่มเติมต่อไป เพราะไม่กล้าที่จะให้คำตอบกลไกที่เกี่ยวกับกฎหมายที่อาจคลาดเคลื่อนได้

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้พูดถึงการล้อมรั้วลวดหนามในระยะยาว เพราะลวดหนามที่วางอยู่ปัจจุบันวางไว้ในลักษณะเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้ฐานกัมพูชาเข้ามาวางทุนระเบิดในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ส่วนรั้วถาวรยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ และจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณ ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ริมแม่น้ำโก-ลก ก็มีการขอรั้วกั้นที่เป็นถาวรเหมือนกัน แต่เราก็ยังไม่ได้ให้ พอเกิดปัญหากัมพูชาแล้วมาสร้างรั้วที่ชายแดนกัมพูชาอาจจะเกิดมาตรฐานขึ้นได้ ดังนั้นจึงขอจัดลำดับเร่งด่วนว่าเรื่องไหนควรมาก่อนหลัง

การยืนยันของ “บิ๊กเล็ก” เรื่องทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ แม้จะมีความท้าทายจากฝ่ายกัมพูชา แต่ไทยก็ยังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ยืนยัน ทหารไทยพาคณะผู้สังเกตการณ์ IOT ลงพื้นที่ช่องอานม้า อยู่ในข้อตกลงประชุม GBC

Scroll to top