จังหวัดภูเก็ต

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

บี้ถ่ายบั๊ก ขนมพื้นบ้านภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นปี 2569

ข่าวดีที่ทำให้ชาวภูเก็ตยิ้มแก้มปริ เมื่อเมนูขนมพื้นบ้านดั้งเดิมอย่าง บี้ถ่ายบั๊ก ได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นจนคว้าตำแหน่งแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569 ไปครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในโครงการ “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ที่จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อชูเสน่ห์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

เปิดตำนานความอร่อยของ บี้ถ่ายบั๊ก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้ แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ยังไม่เคยลอง ต้องบอกเลยว่า บี้ถ่ายบั๊ก คือขนมที่มีเอกลักษณ์คล้ายกับลอดช่อง แต่มีความพิเศษอยู่ที่กรรมวิธีทำแบบโบราณ โดยการนำแป้งข้าวเจ้านวดกับน้ำอุ่น แบ่งเป็นสีขาวและสีแดง ก่อนจะกดผ่านพิมพ์ลงในน้ำเดือดจนสุกได้ที่ แล้วจึงนำไปแช่น้ำเย็นเพื่อให้เส้นมีความเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับน้ำเชื่อมใบเตยหอมละมุนและน้ำแข็งใส บอกเลยว่าคำแรกที่เข้าปากจะรู้สึกสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี

ความสำเร็จของ บี้ถ่ายบั๊ก ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสะท้อนถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมการกินที่ผสมผสานระหว่างชาวจีนฮกเกี้ยนและชาวใต้ได้อย่างลงตัว ซึ่งนอกจากขนมชนิดนี้แล้ว ภาคใต้ของเรายังมีของดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • ข้าวมันหอยกระติบ จ.กระบี่
  • ทอดมันหัวปลีใส่เนื้อปู จ.ชุมพร
  • แกงคั่วเครื่อง จ.ตรัง
  • น้ำพริกลูกประ จ.นครศรีธรรมราช
  • ข้าวยำกรือหยา จ.นราธิวาส
  • ปูตูฮาลือบอ จ.ปัตตานี
  • หยิ่วหูฉ่า จ.พังงา
  • น้ำชุบพลก จ.พัทลุง
  • มาดูฆาตง จ.ยะลา
  • ฮู้เกี่ยมทึ้ง จ.ระนอง
  • แป้งแดง จ.สงขลา
  • แกงปัจรีสับปะรด จ.สตูล
  • แกงคั่วปลาเมงใบส้มแป้นขี้ม้า จ.สุราษฎร์ธานี

ภูเก็ตในฐานะเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารจากยูเนสโก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาหารไม่ใช่แค่สิ่งที่ไว้กินอิ่ม แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การรักษา หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดภูเก็ต อย่าลืมไปตามหาขนมหวานแสนอร่อยเมนูนี้กันให้ได้ รับรองว่าคุณจะหลงรักรสชาติแบบฉบับเมืองเก่าภูเก็ตแน่นอนครับ

ที่มา – ชาวภูเก็ตปลื้ม “บี้ถ่ายบั๊ก” เมนูขนมพื้นบ้าน จ.ภูเก็ต คว้าแชมป์อาหารถิ่นประเทศไทย ประจำปี 2569

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ตคืบหน้า 275 แห่งใน 2 เดือน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวคงพอจะทราบกันดีว่า ปัญหาเรื่องโรงแรมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในจังหวัดภูเก็ตเป็นเรื่องที่ค้างคามานานหลายปี แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต เดินหน้าสำเร็จแล้ว 275 แห่ง

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายเร่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและปราบปรามนอมินีให้สิ้นซาก โดยจากเดิมที่กระบวนการออกใบอนุญาตมีความล่าช้าอย่างมาก ทำได้เพียง 30-40 ฉบับต่อปี แต่ปัจจุบันด้วยการบริหารจัดการใหม่ ทำให้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน รัฐบาลสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ไปได้แล้วถึง 275 แห่ง จากยอดค้างเดิม 392 แห่ง ตั้งแต่ปี 2561

ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โดยทางรัฐบาลได้วางแผนดังนี้:

  • เร่งรัดการออกใบอนุญาตที่ค้างอยู่จำนวน 117 แห่ง ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569
  • รวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายเพื่อนำไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • บังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มธุรกิจนอมินีอย่างจริงจังและเด็ดขาด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1

รัฐบาลยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และหากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือมีนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะเข้าจัดการอย่างไม่มีละเว้น การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความถูกต้องให้กับการท่องเที่ยวไทย การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง แนะนำให้ติดตามประกาศจากทางจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ

ที่มา – รัฐบาลเผย 2 เดือน แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต แล้ว 275 แห่ง คาดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

ข่าวดีสำหรับชาวสงขลาและผู้ที่สัญจรไปมาในพื้นที่หาดใหญ่ เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบขนส่งมวลชนในพื้นที่ภาคใต้ให้มีความทันสมัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการนี้จะเป็นระบบรางเดี่ยว หรือ Monorail ที่จะเข้ามาช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตตัวเมืองหาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา พัฒนาเมืองสู่ยุคใหม่

การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นโครงการต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลต้องการขยายการพัฒนาระบบรางไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยหลังจากที่ได้เริ่มดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา และพิษณุโลกแล้ว สงขลาก็เป็นจังหวัดล่าสุดที่ได้รับความเห็นชอบให้ รฟม. เข้ามาดูแลกิจการรถไฟฟ้า เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดเส้นทางและจุดจอดสำคัญของโครงการ

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลานี้ จะมีความยาวรวมทั้งสิ้น 12.54 กิโลเมตร โดยประกอบด้วยสถานีทั้งหมด 12 สถานี ซึ่งแต่ละสถานีถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งาน ดังนี้:

  • ระบบรถไฟฟ้า Monorail ระยะทาง 12.54 กิโลเมตร
  • มีสถานีให้บริการทั้งหมด 12 สถานี
  • ศูนย์ซ่อมบำรุงและโรงจอดรถตั้งอยู่ที่สถานีคลองหวะ
  • จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง 3 แห่ง ได้แก่ สถานีคลองหวะ, สถานีคอหงส์ และสถานีรถตู้

สถานีต่างๆ ถูกออกแบบให้เป็นสถานีขนาด 3 ชั้น คร่อมอยู่บนพื้นที่เกาะกลางถนน เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ๆ และรองรับปริมาณผู้โดยสารจากพื้นที่โดยรอบเมืองหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างเพียงพอ การตัดสินใจที่ ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับจังหวัดสงขลาในระยะยาว

ในส่วนของความคืบหน้าหลังจากนี้ ทางกระทรวงคมนาคมจะเร่งดำเนินการตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการก้าวไปสู่ขั้นตอนการก่อสร้างจริงได้โดยเร็วที่สุด สิ่งที่น่าจับตามองคือการที่ระบบขนส่งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนสงขลาให้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือวางแผนการเดินทางในอนาคต เตรียมตัวรอรับความสะดวกสบายจากรถไฟฟ้าสายใหม่นี้ได้เลยครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวให้ รฟม.เดินหน้ารถไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา

รัฐบาลปูพรมล้างบางร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ต ขจัดปัญหาร้านผิดกฎหมาย

ช่วงนี้ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวภูเก็ตคงได้เห็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวจากทางภาครัฐกันมาบ้างแล้วนะครับ ถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าจับตามองมาก เมื่อรัฐบาลปูพรมล้างบางร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ต เพื่อจัดระเบียบสังคมและยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น วันนี้แอดมินจะพาทุกคนมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

สถานการณ์การบังคับใช้กฎหมายหลังรัฐบาลปูพรมล้างบางร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ต

อย่างที่ทราบกันดีว่านโยบายเรื่องกัญชาในบ้านเรามีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะช่อดอกกัญชาที่ถูกกำหนดให้เป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีใบอนุญาตให้ถูกต้อง แต่ดูเหมือนที่ผ่านมาจะมีบางร้านที่ละเลยกฎระเบียบ ทำให้ทางจังหวัดภูเก็ตต้องผนึกกำลังกับตำรวจและสาธารณสุข เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบทันทีแบบปูพรมทุกซอกทุกมุม

ผลการตรวจสอบและมาตรการจัดการร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ต

จากการลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้ เราพบตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยเลยครับ ทางการพบว่ามีร้านกัญชาที่ไม่ยอมมาต่ออายุใบอนุญาตสูงถึง 533 แห่ง และยังมีร้านที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วอีก 12 แห่ง นี่แสดงให้เห็นว่ามาตรการรัฐบาลปูพรมล้างบางร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ตนั้นเอาจริงและดำเนินการอย่างไม่อ้อมค้อม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกรายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

  • ร้านที่ไม่ต่ออายุใบอนุญาต: 533 แห่ง
  • ร้านที่ถูกสั่งพักใบอนุญาต: 12 แห่ง
  • มาตรการลงโทษ: ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รัฐบาลได้ย้ำชัดว่า จะไม่มีการละเว้นสำหรับร้านที่ลักลอบเปิดให้บริการโดยไม่มีใบอนุญาตเด็ดขาด โดยจะเน้นการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตามแหล่งท่องเที่ยวหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีระเบียบคือหัวใจสำคัญของการดึงดูดผู้คนให้เข้ามายังภูเก็ตครับ

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและการบังคับใช้อย่างจริงจังเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ สำหรับผู้ประกอบการท่านใดที่ทำธุรกิจนี้อยู่ อย่าลืมตรวจสอบใบอนุญาตของร้านตนเองให้เป็นปัจจุบันเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง เพราะการทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายย่อมยั่งยืนกว่าเสมอ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้บ้างครับ คอมเมนต์พูดคุยกันได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลปูพรมล้างบางร้านกัญชาเถื่อนภูเก็ต

พม.เตรียมมอบโล่ ให้ น้องเนเน่ รอยัล ในฐานะเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กไทยกล้าฝัน กล้าทำ

เชื่อว่าวินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “น้องเนเน่ รอยัล” หรือน้องแพรว รัตติกานต์ อำลอย เยาวชนไทยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกบนเวที America’s Got Talent ด้วยการโชว์ร้องและเล่นกีตาร์เพลง Zombie ได้อย่างทรงพลังจนได้รับคำชมล้นหลาม ล่าสุดทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและเตรียมยกย่องให้เธอเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่

พม.เตรียมมอบโล่ ให้ น้องเนเน่ รอยัล ในฐานะเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กไทยกล้าฝัน กล้าทำ

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ออกมาแสดงความชื่นชมความสำเร็จของน้องเนเน่ พร้อมระบุว่า พม.เตรียมมอบโล่ ให้ น้องเนเน่ รอยัล ในฐานะเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กไทยกล้าฝัน กล้าทำ เพื่อเป็นเกียรติแก่ความมุ่งมั่นและวินัยในการฝึกฝน ซึ่งถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันตัวเองจากเด็กที่เล่นดนตรีเปิดหมวกสู่เวทีโลก

ถอดบทเรียนความสำเร็จ: ทำไม น้องเนเน่ รอยัล ถึงสร้างแรงบันดาลใจได้ขนาดนี้?

ความสำเร็จของน้องเนเน่ไม่ได้บังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการที่เยาวชนไทยควรนำไปเป็นแบบอย่าง:

  • วินัยและการฝึกฝน: การพัฒนาทักษะดนตรีอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเชี่ยวชาญ
  • ความกล้าที่จะฝัน: ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในพื้นที่เล็กๆ แต่กล้าที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลก
  • ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้: แม้อุปสรรคจะมากเพียงใด แต่ใจที่สู้คืออาวุธสำคัญที่สุด

กระทรวง พม. ยังมีนโยบาย “ยกเครื่องสภาเด็กและเยาวชน” เพื่อสนับสนุนให้เด็กไทยทุกคนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองเหมือนกับน้องเนเน่ การเตรียมมอบโล่ ให้ น้องเนเน่ รอยัล ในฐานะเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กไทยกล้าฝัน กล้าทำ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การมอบรางวัล แต่เป็นการส่งสัญญาณบอกเยาวชนทุกคนว่า พลังแห่งความฝันและการลงมือทำอย่างจริงจังนั้นไม่มีขีดจำกัด

เราหวังว่าเรื่องราวของน้องเนเน่จะจุดประกายความฝันให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศ อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นลงมือทำในสิ่งที่รัก เพราะความสำเร็จในเวทีโลกอาจอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหากเราใส่ใจและพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แล้วคุณล่ะ วันนี้เริ่มลงมือทำตามฝันของตัวเองแล้วหรือยัง?

ที่มา – พม.เตรียมมอบโล่ ให้ “น้องเนเน่ รอยัล” ในฐานะเยาวชนผู้สร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กไทยกล้าฝัน กล้าทำ

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต

เชื่อว่าสถานการณ์ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ตตอนนี้กำลังร้อนระอุอย่างแน่นอนครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้เริ่มเดินหน้ากวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ล่าสุด มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต โดยบุกทลายร้านจำหน่ายกัญชาที่ทำผิดกฎหมายและฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานอย่างเด็ดขาด

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต ในปฏิบัติการ Operation 90 Days

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำทีมชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองลงพื้นที่อำเภอถลาง เพื่อตรวจสอบร้านกัญชาที่เข้าข่ายธุรกิจนอมินีและจำหน่ายสินค้าผิดประเภท โดยไม่ได้มีใบสั่งแพทย์ตามกฎหมาย ซึ่งทางรัฐบาลได้ประกาศยกระดับมาตรการภายใต้รหัส Operation 90 Days เพื่อจัดระเบียบสังคมและจัดการผู้มีอิทธิพลอย่างถึงที่สุด

รายละเอียดการตรวจสอบความผิดปกติในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสและการเพิกเฉยต่อกฎหมายหลายประการ ได้แก่:

  • ร้านมีการฝ่าฝืนกฎกระทรวง แม้ก่อนหน้านี้จะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตไปแล้ว แต่ยังคงแอบเปิดให้บริการ
  • มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาในรูปแบบพันลำและขนมผสมกัญชาโดยไม่มีใบรับรองทางการแพทย์
  • ไม่พบการบันทึกข้อมูลผู้เข้าใช้บริการตามหลักเกณฑ์การควบคุมการใช้กัญชาทางการแพทย์

มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ประกอบการที่คิดจะใช้ช่องว่างของกฎหมายมาทำธุรกิจสีเทา ทางกระทรวงมหาดไทยย้ำชัดว่าพร้อมสนับสนุนร้านค้าที่ทำถูกต้องตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข แต่หากเป็นการนำเข้าต่างชาติหรือใช้นอมินีมาบดบังการกระทำผิด รัฐบาลจะไม่ยอมให้ลอยนวลเด็ดขาด

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตามองกันต่อไปว่าการเอ็กซเรย์ทั้งจังหวัดภูเก็ตในรอบนี้จะสามารถคืนความสงบและสร้างมาตรฐานความเป็นธรรมให้กับเมืองท่องเที่ยวของเราได้มากน้อยเพียงใด เพราะการมีกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์คือหัวใจสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะเข้ามาช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ฝังรากลึกต่อไปครับ

ที่มา – มท.2 สนองคำสั่ง มท.1 เปิดฉากสงครามยาเสพติดเขย่าภูเก็ต

“พลพีร์” เดินหน้าจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ต ดำเนินคดีแล้วครึ่งร้อย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกมาประกาศความเข้มงวดในการตรวจสอบและจัดระเบียบผู้ประกอบการอย่างจริงจัง ล่าสุดนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและย้ำชัดว่า “พลพีร์” เดินหน้าจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ต ดำเนินคดีแล้วครึ่งร้อย เพื่อคืนความยุติธรรมและสร้างมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้โปร่งใสและปลอดภัย

สถานการณ์การจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ตในปัจจุบัน

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ การถือครองที่ดิน และใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว หากสถานประกอบการใดทำถูกต้องตามกฎหมาย ทางจังหวัดพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้าพบว่าทำผิดเงื่อนไข กฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด โดยจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า “พลพีร์” เดินหน้าจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ต ดำเนินคดีแล้วครึ่งร้อย และยังคงขยายผลต่อเนื่องไปยังส่วนธุรกิจอื่นๆ ที่อาจมีความเสี่ยงผิดกฎหมาย

กวาดล้างนอมินีและธุรกิจต่างด้าวผิดกฎหมาย

ไม่เพียงแค่เรื่องโรงแรมเท่านั้น แต่การตรวจสอบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาตินั้นก็มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้:

  • ตรวจสอบบริษัทนอมินีมากกว่า 350 แห่งร่วมกับ BOI
  • พบเพียงไม่กี่บริษัทที่ได้รับสิทธิ์ยกเว้น ที่เหลือเตรียมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
  • ร่วมมือกับ DSI และตำรวจตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้อยู่เบื้องหลัง
  • ขยายผลไปสู่การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินคนไทยที่เป็นตัวแทนถือหุ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการอนุญาตใบประกอบกิจการโรงแรม ทางจังหวัดได้เร่งระบายการพิจารณาค้างกว่า 600 แห่ง โดยจัดแบ่งเป็นกลุ่มโรงแรมขนาดเล็กและประเภทอื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สุจริตสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ในส่วนของปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การใช้พื้นที่ป่าหรือที่ดิน ส.ป.ก. มาทำโรงแรมหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างผิดกฎหมาย ทางกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะไม่ยอมให้นายทุนหรือผู้มีอิทธิพลรายใดมาอยู่เหนือกฎหมายได้ ซึ่งการที่ “พลพีร์” เดินหน้าจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ต ดำเนินคดีแล้วครึ่งร้อย ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ เพื่อผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นสำคัญ

มุมมองในเรื่องนี้คือ การจัดระเบียบครั้งใหญ่ในภูเก็ตไม่เพียงแต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่าคุณจะได้รับบริการจากผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย ขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกท่านให้ตรวจสอบความถูกต้องของตนเองและดำเนินธุรกิจไปในทางที่ถูกที่ควร เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของเม็ดเงินท่องเที่ยวในประเทศไทยครับ

ที่มา – “พลพีร์” เดินหน้าจัดระเบียบโรงแรมภูเก็ต ดำเนินคดีแล้วครึ่งร้อย

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ล่าสุด นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับความคืบหน้ากรณี **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** โดยยืนยันว่าการให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเรื่องทั้งหมดจะจบลงเพียงเท่านี้ แต่กระบวนการตรวจสอบความผิดทางวินัยและทางอาญายังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องตามขั้นตอนของกฎหมาย

ความคืบหน้าคดีความและผลประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่ามีการส่งเรื่องไปยังปลัดกระทรวงมหาดไทยหรือยัง นายนฤชาระบุว่าขณะนี้มีเรื่องเกี่ยวกับคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน ซึ่งเชื่อมโยงกับพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองยอมรับว่ามีความเป็นไปได้และเกี่ยวข้องกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ ตามที่เป็นข่าว ซึ่งความคืบหน้าของ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** นั้น สะท้อนให้เห็นว่าทางต้นสังกัดไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเรื่องการทุจริต

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสอบสวนทางอาญายังคงดำเนินต่อไปเพื่อป้องกันการแทรกแซง
  • ความไม่โปร่งใสในพื้นที่เสี่ยงถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • หลักฐานที่มีอยู่จะถูกนำมาพิจารณาตามข้อเท็จจริงทั้งหมด

ในส่วนของกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงถึงทนายความชื่อดังอย่าง นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นายนฤชายืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายในฐานะส่วนตัว เพราะถูกหมิ่นประมาทว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่น ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ การที่ **นฤชา ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า** คือบทพิสูจน์ว่าระบบการตรวจสอบของกระทรวงมหาดไทยยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดภูเก็ตต่อไป

ที่มา – “นฤชา” ชี้ส่งตัว “ปลัดภูเก็ต” กลับพื้นที่แต่กระบวนการยังเดินหน้า เผยยังมีคดีอาญารอสอบ

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมือง เมื่อ “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน หลังจากที่พรรคประชาชนได้มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยมองว่าอาจเป็นการสร้างอิทธิพลหรือเข้าข่าย “ระบอบสีน้ำเงิน” เพื่อครอบงำพื้นที่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากมุมมองของฝ่ายรัฐบาลกันครับ

“พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาทำหน้าที่ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในจังหวัดภูเก็ตนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือการสร้างอิทธิพล แต่เป็นการลงมือแก้ไขปัญหาโครงสร้างผู้มีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ

ผลงานเชิงประจักษ์ของการแก้ปัญหาในภูเก็ต

รัฐบาลยืนยันว่าการทำงานในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีผลงานที่ตรวจสอบได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างภาพตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา โดยผลการดำเนินงานล่าสุดที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ตรวจสอบพบนอมินีต่างชาติจำนวน 10 บริษัทที่ทำผิดกฎหมาย
  • ดำเนินการยึดอายัดที่ดินจำนวนรวมกว่า 56 แปลง มูลค่ากว่า 231 ล้านบาท
  • ศาลอนุมัติหมายจับชาวต่างชาติผู้กระทำความผิดถึง 12 รายจาก 13 หมายจับ
  • บูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้น

ด้วยตัวเลขเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน เพราะเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลคือการคืนความยุติธรรมและความโปร่งใสให้กับประชาชนชาวภูเก็ต ไม่ใช่การเข้ามาเพื่อยึดครองพื้นที่หรือวางตัวคนของพรรคการเมืองแต่อย่างใด

ในส่วนของกรณีการโยกย้ายข้าราชการ สภารัฐบาลได้ให้เหตุผลว่าเป็นการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สอดคล้องกับการแก้ปัญหามาเฟียและกลุ่มอิทธิพลมืดในพื้นที่ หากพรรคประชาชนหรือภาคประชาชนมีเบาะแสเกี่ยวกับส่วยหรือการทุจริต รัฐบาลพร้อมรับฟังและดำเนินการตรวจสอบโดยไม่ละเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม

ท้ายที่สุด การทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นการพิสูจน์ความตั้งใจจริง แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งการเมือง แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏต่อสังคมคือการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายที่ทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และหวังว่าประชาชนชาวภูเก็ตจะได้รับประโยชน์จากมาตรการเหล่านี้อย่างแท้จริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายทุกอย่าง

ที่มา – “พลอยทะเล” โต้ ครม.เงา ย้ำแก้ไขปัญหาภูเก็ตคืบหน้าเกิดผลเป็นรูปธรรม ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน

Scroll to top