จังหวัดอุบลราชธานี

“อนุทิน” ขอบคุณศรีสะเกษ จ่อพื้นที่ชายแดน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง ล่าสุด “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า หลังจากพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 5 เอาชนะคู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยได้อย่างสูสี นี่ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นพรรครัฐบาลที่มุ่งมั่นรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานที่เป็นฐานเสียงสำคัญ

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เกิดขึ้นแทนนายอมรเทพ สมหมาย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เสียชีวิตกะทันหัน ผลนับคะแนนเบื้องต้นเผยว่าผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนนำอย่างชัดเจน นายอนุทินได้แสดงความขอบคุณต่อพี่น้องชาวศรีสะเกษที่ให้ความไว้วางใจ โดยยืนยันว่าจะทุ่มเทรับใช้ประชาชนต่อไปไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะในฐานะผู้แทนราษฎรหรือในฐานะนายกรัฐมนตรี การ勝利ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการเมือง แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการพัฒนาท้องถิ่นที่เคยเป็นจุดเด่นมาตลอด

“อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า

หลังจากชัยชนะในศรีสะเกษ นายอนุทินยังได้ประกาศแผนการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในสัปดาห์หน้า โดยจะเริ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่กำลังเป็นประเด็นร้อนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกฯ อนุทินเน้นย้ำว่าจะลงพื้นที่โดยไม่เป็นภาระต่อหน่วยงานความมั่นคง และมุ่งเน้นการแสดงความห่วงใยต่อทหารและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวชายแดน

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องรับมืออย่างระมัดระวัง นายอนุทินระบุว่าตนเองห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนช่วยเหลือประชาชน หากจำเป็นต้องอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย รัฐบาลชุดนี้ยึดหลักการไม่แบ่งแยกพรรคการเมือง โดยทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการประเมินสถานการณ์จริงและนำข้อมูลกลับมาปรับนโยบาย เช่น การเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง การสนับสนุนอาชีพให้ชาวบ้านชายแดน และการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดีขึ้น

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การเคลื่อนไหวครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะหลังจากชัยชนะในศรีสะเกษที่ช่วยยกระดับความนิยมของพรรคภูมิใจไทยในอีสาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังต้องเผชิญความท้าทายจากฝ่ายค้านที่อาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาชายแดน ดังนั้น การลงพื้นที่จึงเป็นทั้งการแสดงจุดยืนและการรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

  • ขอบคุณคะแนนเสียงจากศรีสะเกษ: ชัยชนะครั้งนี้ยืนยันฐานเสียงที่แข็งแกร่ง
  • แผนลงพื้นที่ชายแดน: สัปดาห์หน้าที่บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี
  • ความห่วงใยต่อทหารและประชาชน: สั่งการช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • หลักการรัฐบาล: ร่วมมือทุกพรรคเพื่อประชาชน

นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว พื้นที่ชายแดนยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าชายแดนและการท่องเที่ยว รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการผลักดันโครงการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่ยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจฐานรากของพรรคภูมิใจไทย

สุดท้ายแล้ว การที่ “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า เป็นตัวอย่างของผู้นำที่ไม่ละเลยประชาชน สิ่งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลและนำไปสู่ความมั่นคงที่ยั่งยืน หากคุณสนใจข่าวการเมืองและพัฒนาชาติ ลองติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “อนุทิน” ขอบคุณชาวศรีสะเกษเทคะแนนให้ จ่อไปพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสัปดาห์หน้า

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่

ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ชาวบ้านช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กำลังเผชิญกับความหวาดกลัวจากกระแสข่าวการปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา แม้ว่าทางภาครัฐยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่แล้ว เพื่อความปลอดภัยของครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน

วันที่ 27 กันยายน 2568 กระแสข่าวบนโซเชียลมีเดียแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอน้ำยืนต่างตื่นตระหนก บรรยากาศโดยรวมยังคงปกติ ไม่มีรายงานการปะทะจริงตามข่าวที่ออกมา ทางผู้นำชุมชนได้แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าหากรู้สึกไม่มั่นใจ สามารถอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ แต่ยังไม่มีการสั่งอพยพอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่ามีเหตุการณ์ลูกกระสุนปืน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกบริเวณชายแดนไทย 3 ลูก ตามด้วยเสียงปืนกลเล็กดังขึ้น 3 ชุด ชุดละ 5 นัด อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวทหารยังไม่ยืนยันว่าปืนดังกล่าวมาจากฝั่งใด ทำให้สถานการณ์เพิ่มความกังวลให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้ชายแดน

ภาพบรรยากาศช่องอานม้า

แม้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่บางครอบครัวที่เคยประสบเหตุการณ์คล้ายกันในอดีต ได้เริ่มเตรียมตัวเก็บข้าวของเพื่ออพยพ บรรยากาศในตัวอำเภอน้ำยืนดูเงียบสงบ แต่ใต้ความสงบนั้นแฝงไปด้วยความไม่แน่นอน

เสียงจากชาวบ้านที่กำลังอพยพ

นางสาวประคองจิต ครองประจิต อายุ 45 ปี ชาวบ้านช่องอานม้า เล่าว่าครอบครัวของเธอมี 4 คน รวมถึงเด็กเล็ก ทำให้รู้สึกกังวลมากกับข่าวปะทะชายแดน “เราผวาข่าวนี้มาก กลัวเด็กๆ จะเดือดร้อน แม้ในหมู่บ้านยังเงียบ แต่ถ้ามีการปะทะจริง คงไม่ทันอพยพ” เธอกล่าว โดยครอบครัวของเธอเตรียมย้ายไปยังจุดที่ราชการจัดไว้ตามแผนเก่า

เช่นเดียวกับนางทวี สานันท์ อายุ 66 ปี ที่อพยพพร้อมลูกชายป่วยติดเตียง เธอแสดงความไม่พอใจต่อฝั่งกัมพูชา “พวกเขาลืมบุญคุณไทย ทำให้เราต้องลำบากอพยพ ทั้งที่ที่นี่เป็นแผ่นดินไทย” คำพูดของนางทวีสะท้อนความรู้สึกของชาวบ้านหลายคนที่หวังให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

ภาพชาวบ้านเก็บของอพยพ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีความตึงเครียด โดยเฉพาะบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ชาวบ้านในพื้นที่มักต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกระสุนหลงหรือการปะทะที่อาจเกิดขึ้นกะทันหัน ทางรัฐบาลได้เตรียมศูนย์พักพิงและแผนอพยพไว้แล้ว แต่การยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน ทำให้บางคนตัดสินใจเองเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง การจัดการสถานการณ์ชายแดนต้องอาศัยการเจรจาระหว่างสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือแพร่กระจายและก่อให้เกิดความตื่นตระหนก นอกจากนี้ ชาวบ้านควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น สื่อกระแสหลักหรือหน่วยงานรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลเท็จที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่ง官方อย่างใกล้ชิด
  • เตรียมแผนอพยพส่วนตัวสำหรับครอบครัว
  • สนับสนุนการเจรจาชายแดนเพื่อสันติภาพ

สุดท้ายนี้ สถานการณ์ยังไม่รุนแรง แต่ชาวบ้านควรระมัดระวัง หากคุณอาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง แนะนำให้เตรียมพร้อมเสมอและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ยังไม่ประกาศอพยพ ชาวบ้านอานม้าผวาข่าวปะทะชายแดน บางส่วนเก็บของออกจากพื้นที่

8 ชาติสังเกตการณ์ กรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดขวางการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รายละเอียดเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 18 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการกองทัพไทยได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team : IOT) จำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม รวม 14 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพฯ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา รวมทั้งการขัดขวางการปฏิบัติการในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กำหนดการเดินทางของคณะผู้สังเกตการณ์ฯ มีดังนี้:

วันที่ 18 สิงหาคม 2568:

คณะฯ เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง บก.มณฑลทหารบกที่ 22 อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปในช่วงเวลา 15.15 น.

วันที่ 19 สิงหาคม 2568:

  • เช้า: เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน และเดินทางต่อไปยังผามออีแดง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังบรรยายสรุป ในประเด็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
  • บ่าย: เดินทางไปยังฐานกฤษณา – ฐานปราบศึก ใกล้ภูมะเขือ พร้อมรับชมภารกิจปฏิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2

วันที่ 20 สิงหาคม 2568:

คณะฯ ตรวจเยี่ยมเชลยศึก จากนั้นเดินทางไป รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป พร้อมตรวจพื้นที่ผลกระทบจากจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ต่อจากนั้น เดินทางไปช่องจุ๊ปตะโมก ตรวจพื้นที่จุดที่กำลังพล ร้อย.ทพ.2601 เหยียบกับระเบิด

การลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และการขัดขวางการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาและความร่วมมือในอนาคต

การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ จะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงประเมินผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของนานาชาติในการสังเกตการณ์ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการดำเนินการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี กัมพูชาละเมิดข้อตกลง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย หวังว่าการดำเนินการดังกล่าวจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศต่อไป

ที่มา – คณะผู้สังเกตุการณ์ชั่วคราว 8 ชาติ ลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริงกัมพูชาละเมิดข้อตกลง ขวางเก็บกู้ทุ่นระเบิด

“ภูมิธรรม” ชี้ คดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว. ไม่ได้

“ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

“ภูมิธรรม” โต้ “ภูมิใจไทย” ยัน ดีเอสไอเดินหน้าคดีบริษัท “รมว.ปุ๋ง” รุกที่สาธารณะ จ.อุบลฯ ตามกระบวนการกฎหมาย รับ “คดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดง” เป็นเรื่องใหญ่ต้องสางให้ชัดเจน เหตุสาธารณชนให้ความสนใจ

วันที่ 14 สิงหาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยเรียกร้องให้นายภูมิธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษติดตามตรวจสอบคดีบริษัทครอบครัว น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเรื่องสอบสวนเป็นคดีพิเศษ การขุดบ่อน้ำรุกที่สาธารณะ จ.อุบลราชธานี หลังเอาแต่เร่งรัดตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง และฮั้ว ส.ว. ว่า ตนคิดว่าดีเอสไอคงทำทุกเรื่อง แต่ยอมรับว่า เรื่องฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าเป็นจริงตามนั้นถือเป็นการทำลายระบอบกฎเกณฑ์ ระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด สามารถมองได้ เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ขณะที่เรื่องเขากระโดงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่สำคัญ และเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินไปแล้ว ในเรื่องที่ดินประมาณ 5 พันกว่าไร่ที่คั่งค้างมานาน และเรื่องนี้ก็ช้ามาเป็น 10 ปีแล้ว จะบอกว่า เร่งรีบไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสางให้เกิดความชัดเจน

สำหรับที่มีการอ้างว่า 6 ปีแล้วแต่ดีเอสไอยังไม่สั่งฟ้องคดีของ น.ส.สุดาวรรณ นายภูมิธรรม ย้อนถามว่า “เอา 6 ปีมาเปรียบเทียบกว่า 10 กว่าปี ต้องดูความใหญ่นะครับ แต่ไม่เป็นไรมีสิทธิที่จะถามได้ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ คนทั้งประเทศเขาสนใจเรื่องเขากระโดงมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นก็ว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย และเรื่องเขากระโดงขอให้เกิดความชัดเจน ถ้าคิดว่ามีปัญหาก็ทำให้ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเพิกถอนที่ดินเขากระโดงต้องรอให้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามาเซ็น หรือให้คนรักษาการทำก่อนได้หรือไม่ หลังประกาศจะเพิกถอนตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนตอบหลายครั้งแล้ว รอให้มีการโปรดเกล้าฯ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เข้ามา จะทำหน้าที่ทันที

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้?

จากเนื้อหาข่าวข้างต้น เราจะเห็นว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่มีการเปรียบเทียบระหว่างคดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง กับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดง โดยนายภูมิธรรมชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างในประเด็นของความสำคัญและความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อแต่ละคดี กล่าวคือ คดีฮั้ว ส.ว. และคดีที่ดินเขากระโดงนั้น เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม

ในขณะที่คดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดังกล่าว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลกระทบในวงกว้างเท่ากับสองคดีแรก นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่คั่งค้างมานานกว่า 10 ปี และต้องทำให้เกิดความชัดเจนเพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมมองว่า เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้นั้น จึงมีเหตุผลมาจากความแตกต่างในด้านความสำคัญ ผลกระทบต่อสังคม และความสนใจของสาธารณชน

นอกจากนี้นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องระยะเวลาในการดำเนินการของคดีต่างๆ โดยย้อนถามถึงการนำระยะเวลา 6 ปีของคดีรัฐมนตรีช่วยฯ มาเปรียบเทียบกับระยะเวลา 10 กว่าปีของคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนและความยืดเยื้อของแต่ละคดีมีความแตกต่างกัน

โดยสรุปแล้ว คำกล่าวของนายภูมิธรรมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับคดีที่มีผลกระทบต่อส่วนรวม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดงให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีข้อเรียกร้องให้เร่งรัดการดำเนินคดีอื่นๆ ด้วยก็ตาม การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ดังนั้น, การที่นายภูมิธรรมชี้ว่าเอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแต่ละคดีมีความแตกต่างในรายละเอียด และต้องพิจารณาตามบริบทของแต่ละเรื่อง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ เอาคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดี “รมว.ปุ๋ง” เทียบคดีฮั้ว ส.ว.-เขากระโดงไม่ได้ ต้องดูที่เรื่องใหญ่

Scroll to top