จิตอาสา

ประชุมขับเคลื่อนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าแหล่งเรียนรู้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากจังหวัดชัยนาทมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมขับเคลื่อนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าผลักดันเขาขยายเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ให้กลายเป็นศูนย์รวมของการศึกษาและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับคนทุกวัยในชุมชน

ประชุมขับเคลื่อนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าผลักดันเขาขยายเป็นแหล่งเรียนรู้

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นการทบทวนผลงานตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิในปี พ.ศ. 2559 โดยมีคณะกรรมการและหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ไฮไลท์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ โดย ดร.พิเชฐร์ วันทอง ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามารับไม้ต่อจาก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ เพื่อสานต่องานพัฒนาพื้นที่เขาขยายให้ยั่งยืน

เป้าหมายและทิศทางใหม่หลังจาก การประชุมขับเคลื่อนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าผลักดันเขาขยายเป็นแหล่งเรียนรู้

ทางมูลนิธิได้วางแผนงานโดยยึดหลักแนวพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เพื่อมุ่งเน้นประโยชน์หลายด้าน ดังนี้:

  • การศึกษาธรรมชาติ: เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพันธุ์ไม้ การลดโลกร้อน และศาสตร์พระราชา เช่น การทำหลุมขนมครกและการฟื้นฟูดิน
  • กิจกรรมสร้างสรรค์: ส่งเสริมกิจกรรมแนว Adventure อย่างจิ้งจอกเวหา และพื้นที่สำหรับเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน
  • การพักผ่อนหย่อนใจ: ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายของเยาวชนและประชาชนทั่วไป

ดร.พิเชฐร์ วันทอง ประธานคนใหม่ได้เน้นย้ำว่าจะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เพื่อให้เกิดการ Change for Good อย่างแท้จริง การร่วมกันผลักดันครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนห้องเรียนมีชีวิตที่จะปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดชัยนาท

ในฐานะคนในพื้นที่หรือผู้ที่สนใจธรรมชาติ ผมเชื่อว่าโปรเจกต์นี้จะเป็นต้นแบบที่ดีของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อนๆ ที่แวะเวียนมาเที่ยวชัยนาท อย่าลืมแวะไปเยี่ยมชมความคืบหน้าของเขาขยายกันนะครับ เชื่อว่าในอนาคตที่นี่จะเป็นจุดเช็กอินที่ทั้งสนุกและได้ความรู้แน่นอนครับ

ที่มา – ประชุมขับเคลื่อนมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าผลักดันเขาขยายเป็นแหล่งเรียนรู้

โครงการอาสาพัฒนา รุ่นที่ 78 รับสมัครเด็กจบใหม่ถึง 17 ก.ค. นี้

น้องๆ จบใหม่คนไหนที่กำลังมองหางานที่ได้ทั้งประสบการณ์และการตอบแทนคืนสู่สังคม ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ! เพราะตอนนี้รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสทองของบัณฑิตจบใหม่ที่จะได้ลงพื้นที่จริง เรียนรู้กระบวนการทำงานของกระทรวงมหาดไทย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยกรมการพัฒนาชุมชนเปิดรับสมัครผู้ที่มีใจรักงานอาสา โดยมีรายละเอียดที่คุณต้องรู้ก่อนไปสมัครดังนี้ครับ

รายละเอียดการสมัครโครงการอาสาพัฒนา รุ่นที่ 78

หากคุณสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมตามเงื่อนไขที่กำหนด:

  • คุณสมบัติ: ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ ก.พ. รับรอง
  • ระยะเวลาปฏิบัติงาน: 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570 (รวม 1 ปี)
  • ค่าตอบแทน: รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และหากปฏิบัติงานครบกำหนดและผ่านเกณฑ์ประเมิน จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอีก 5,000 บาท พร้อมวุฒิบัตร

สำหรับการรับสมัครนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 โดยจะเปิดรับสมัครเป็นวันสุดท้ายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้นนะครับ ใครที่สนใจสามารถยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศในเวลาราชการ

บทบาทของอาสาพัฒนานั้นสำคัญมาก เพราะคุณจะได้เข้าไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทย การทำงานในโครงการนี้ไม่ใช่แค่การรับเงินเดือน แต่คือการสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่งและได้เรียนรู้โลกของการทำงานจริงไปพร้อมๆ กับการสร้างประโยชน์ให้สังคม

หากใครกำลังลังเล นี่คือนาทีสุดท้ายที่จะตัดสินใจแล้วครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ โดยเฉพาะการได้ทำงานพัฒนาชุมชนที่จะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของคุณไปตลอดกาล สมัครวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีและชุมชนที่ยั่งยืนกันครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 รับสมัครวันสุดท้าย 17 ก.ค.

“หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เจ้าตัวเฉลยเอง บอกไม่ใช่ข้าราชการ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตต่างสงสัยและตั้งคำถามกันยกใหญ่ว่าตกลงแล้ว “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร กันแน่? หลังจากที่ชายปริศนาในชุดเครื่องแบบเต็มยศได้ปรากฏตัวเดินตามนายกฯ ในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ทั้งยังให้สัมภาษณ์สื่ออย่างมั่นใจจนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเกี่ยวกับข้อมูลที่มีการแชร์ออกไป

“หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร ความจริงที่หลายคนอยากรู้

ล่าสุด เรื่องราวของ “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เริ่มกระจ่างชัดขึ้น เมื่อมีการเปิดเผยว่าชายคนดังกล่าวคือ ร.ท.ชิตพงศ์ ขัตตพงษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ก. เขตพญาไท โดยในระหว่างการพูดคุยกับ “กัน จอมพลัง” เขาได้เปิดใจถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำอยู่ โดยย้ำว่าตนเองประกอบอาชีพหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตอาสา กู้ภัย นักการเมือง ไปจนถึงงานในวงการบันเทิง

เบื้องลึกบทบาทของ “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร และทำไมถึงมีชุดเต็มยศ?

จากการเปิดเผยล่าสุด เจ้าตัวยืนยันว่า “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร นั้น จริงๆ แล้วเขาคือจิตอาสา อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตพญาไท โดยเขาได้ชี้แจงว่าแม้ตนเองจะไม่ใช่ข้าราชการประจำ แต่มีความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มร้อย พร้อมจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเสมอ ซึ่งการแต่งกายในชุดเต็มยศนั้นเป็นความภาคภูมิใจในฐานะจิตอาสาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักในหลายด้าน

  • ได้รับเข็มเกียรติยศจากหลักสูตรต่างๆ
  • มีประสบการณ์ด้านการแสดงละครและงานอีเว้นท์
  • เป็นจิตอาสาและกู้ภัยที่ผ่านการฝึกอบรม

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญของการเสพข่าวสารในยุคปัจจุบัน เราควรตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายแหล่งข้อมูลก่อนที่จะด่วนสรุปหรือตัดสินใครเพียงเพราะเห็นจากภาพลักษณ์ภายนอก การทำงานเพื่อสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่ความชัดเจนในบทบาทหน้าที่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สังคมให้ความใส่ใจไม่แพ้กัน หากใครมีข้อสงสัยหรือต้องการให้เขาช่วยประสานงานในฐานะจิตอาสา เขาก็พร้อมเปิดรับฟังและให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามหลักฐานที่มี

ที่มา – “หมวดนัท” มั่วบ้านงานคือใคร เจ้าตัวเฉลยเอง บอกไม่ใช่ข้าราชการ แต่มีใจเต็มร้อย

แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก กับเหตุการณ์ แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบอุบัติเหตุ นับเป็นการสูญเสียบุคคลที่มีจิตใจดีงามและเป็นที่รักของคนในชุมชนไปอย่างน่าใจหาย

แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 69 บริเวณสะพาน 2 ฝายวังบอน จ.เพชรบูรณ์ โดยนายกิตติศักดิ์ กองคำ หรือ “ตาร์ ไทหล่ม” วัย 39 ปี ได้ใช้ความกล้าหาญวิ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่รถเสียหลักตกลงไปในคลอง แต่ในขณะที่กำลังเดินขึ้นมาพร้อมกับผู้ประสบเหตุ กลับมีรถกระบะอีกคันเสียหลักพุ่งลงข้างทางชนเข้าอย่างจัง ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

เรื่องราวความดีของหนุ่มจิตอาสาผู้ล่วงลับ

สำหรับคุณตาร์นั้น ไม่ได้เป็นเพียงลูกหลานชาวหล่มสักธรรมดา แต่เขายังเป็นบุคคลสำคัญของชุมชน เป็นทั้งเจ้าของแบรนด์สมุนไพรไทหล่ม และยังเป็นวิทยากรผู้นำวิชาความรู้ไปถ่ายทอดให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขามีอาชีพและรายได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสูญเสียต้นแบบของคนดีที่ไม่หวังผลตอบแทน

  • เป็นผู้มีจิตสาธารณะ เห็นผู้อื่นเดือดร้อนต้องรีบเข้าไปช่วยเสมอ
  • เป็นนักพัฒนาชุมชน สร้างแบรนด์สมุนไพร OTOP ชื่อดัง
  • เป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้สร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุ

นอกจากความอาลัยแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากในช่วงฝนตก หากเราทุกคนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น อาจช่วยลดความสูญเสียเช่นนี้ได้ การจากไปของคุณตาร์ควรจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราหันมาส่งต่อความดี และดูแลซึ่งกันและกันบนท้องถนนให้มากขึ้น สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวกองคำและร่วมไว้อาลัยให้กับจิตอาสาผู้เสียสละท่านนี้ด้วยครับ

ที่มา – แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ขณะลงไปช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุ

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก ให้ทันสมัย

การศึกษาไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ นางยศชนัน-ประเสริฐ ได้ร่วมมือกันประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การยกระดับ 3 วิชาแกนกลาง เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพที่มีรากฐานแข็งแกร่ง พร้อมออกสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นใจ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหา แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เข้มข้นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับหลักสูตรและการยกระดับวิชาสำคัญ

นโยบาย ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านจากระบบท่องจำ ไปสู่การเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ โดยมีจุดสำคัญดังนี้:

  • วิชาประวัติศาสตร์: เน้นการวิเคราะห์รากเหง้า เข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติผ่านหลักการประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้
  • วิชาหน้าที่พลเมือง: ปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์ มีจิตสาธารณะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
  • วิชาภาษาไทย: สร้างรากฐานภาษาแม่ให้แข็งแกร่ง ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าการแม่นยำภาษาแม่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กเรียนภาษาที่สองได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ความร่วมมือของ ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ยังรวมไปถึงการเจาะกลุ่มนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เด็กไทยในระบบดังกล่าวอาจขาดทักษะด้านภาษาไทย โดยจะมีการวางแนวทางประสานงานร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาแม่ไปพร้อมกับหลักสูตรสากลโดยไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ในวันที่ 4 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความสมดุลให้กับการเรียนรู้ของเยาวชนไทย ที่ต้องมีความรู้ทันสมัยควบคู่ไปกับอัตลักษณ์ไทยที่งดงาม

เราหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเยาวชนไทยในระยะยาว เพราะการที่เด็กๆ เติบโตมาโดยรู้จักรากเหง้าของตนเองและมีความพร้อมด้านทักษะทางสังคม คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการปรับเปลี่ยนหลักสูตรในครั้งนี้จะช่วยให้การเรียนของลูกหลานของเราสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรบ้าง?

ที่มา – “ยศชนัน-ประเสริฐ” จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย

“นฤมล” สั่งถอด “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับ “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยเน้นย้ำว่า แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง และไม่ต้องการให้เยาวชนเกิดความสับสนกับต้นแบบที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังสั่งให้ตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงเรียนนาถะศาสตร์

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาในแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ชั้น ป.5 ที่มีการยกย่อง “อดีตพระอลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า หลังจากที่ได้มอบหมายให้ สพฐ. ตรวจสอบและสรุปผลแล้ว พบว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนอีกต่อไป

นางนฤมล กล่าวว่า ในอดีต “อดีตพระอลงกต” เป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่าเป็นผู้มีจิตอาสา แต่ในปัจจุบัน บุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริต ยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

“กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะแบบเรียนคือสิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับ “อดีตพระอลงกต” ออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่าการพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” นางนฤมล กล่าว

“นฤมล” สั่งถอด “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5

นอกจากนี้ นางนฤมล ยังกล่าวถึงโรงเรียนนาถะศาสตร์ ซึ่งอยู่ในความอุปถัมภ์ของ “อดีตพระอลงกต” วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ว่า ได้มอบหมายให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจสอบแล้ว พบว่าโรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถเป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง โดยเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

“ขณะนี้ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ลพบุรี กำลังตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 กันยายน ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการจังหวัดลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับโรงเรียน” นางนฤมล กล่าวเสริม

เหตุผลที่ต้องถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลว่า การนำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง อาจส่งผลเสียต่อการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมที่ถูกต้องให้กับเยาวชน การที่ “อดีตพระอลงกต” เคยได้รับการยกย่องในฐานะผู้มีจิตอาสา แต่กลับถูกกล่าวหาในเรื่องทุจริต ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอง และอาจสร้างความสับสนให้กับเด็ก ๆ ได้ นางนฤมลจึงมองว่า การถอดเนื้อหาดังกล่าวออก เป็นการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมที่ควรยึดถือ

การปรับปรุงเนื้อหาในแบบเรียนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและความถูกต้องทางคุณธรรมเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกบุคคลต้นแบบที่ปรากฏในแบบเรียนจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นตัวอย่างที่ดีและเหมาะสมสำหรับเยาวชน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของกระทรวงฯ ในการสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรมและจริยธรรม

การตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องเยาวชนจากข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อการพัฒนาค่านิยมที่ดีงาม การปรับปรุงเนื้อหาในแบบเรียนอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เยาวชนเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพของสังคม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเนื้อหาแบบเรียน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในการสร้างชาติ การที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 เป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชนไทย

ที่มา – “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ขัดหลักคุณธรรม

Scroll to top