จีนเทา

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊งแจ้งเกิดทิพย์ บ้านผี

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวร้อนจากกรมการปกครองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือ จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการใหญ่ “เปิดจักรวาลกุมารจีน” ที่สืบสวนขบวนการออกสูติบัตรปลอมมานานหลายปี เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทะเบียนราษฎรธรรมดา แต่โยงไปถึงความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว

จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

จากข้อมูลล่าสุดที่นายวิฑูรย์ ศิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะนายทะเบียนกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 พบผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการแจ้งเกิดทิพย์มากกว่า 50 ราย และอาจสูงถึง 66 รายเลยทีเดียว โดยมีบ้านผีหรือที่อยู่ปลอมถึง 4 หลังในพื้นที่อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว 13 รายต่อตำรวจสอบสวนกลางและกองปราบปรามไซเบอร์ ขณะนี้กำลังขยายผลร่วมกับเทศบาลตำบลโพธิ์กลางและทีมส่วนกลาง

ที่น่าตกใจคือ มีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอดีตปลัดอำเภอคนหนึ่งที่เคยย้ายงานถึง 4 อำเภอในนครราชสีมา ได้แก่

  • อำเภอห้วยแถลง
  • อำเภอเมืองนครราชสีมา
  • อำเภอสีคิ้ว
  • อำเภอประทาย

ระหว่างที่ทำงานในอำเภอเหล่านี้ ก็มีการแจ้งเกิดทิพย์และแก้ไขทะเบียนราษฎรปลอมหลายรายการ ทำให้ตอนนี้ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว แม้บางคนจะปฏิเสธ แต่หลักฐานแน่นหนา นอกจากนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองยังสกัดคนร้ายที่พยายามหลบหนีผ่านสนามบินสุวรรณภูมิได้ทัน

คืบหน้าเพิกถอนทะเบียนแจ้งเกิดทิพย์

ในพื้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรี เผยว่าตรวจสอบย้อนหลัง 5-6 ปี พบบุคคลต้องสงสัย 51 ราย เพิกถอนไปแล้ว 50 ราย เหลือ 1 รายที่กำลังตรวจกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี เริ่มจาก 5 รายแรก เพิ่มเป็น 27 ราย แล้วล่าสุด 50 ราย ผู้ถูกเพิกถอนมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 15 วัน ถ้าพิสูจน์ตัวตนได้ก็คืนสิทธิ แต่ถ้าไม่ จะสิ้นสภาพทางกฎหมายทันที เพื่อป้องกันการใช้เอกสารปลอมทำธุรกรรม

ปฏิบัติการนี้บูรณาการ 6 หน่วยงานหลัก เช่น ตม. ดีเอสไอ และสั่งเข้มทุกสำนักทะเบียน 878 อำเภอและท้องถิ่น โดยเฉพาะสมรสไทย-ต่างชาติ และสูติบัตรเด็กต่างชาติ รองอธิบดีย้ำ ถ้าปฏิบัติสุจริตคุ้มครองเต็มที่ แต่ผิดเจตนาดำเนินคดีเด็ดขาด นโยบายกระทรวงมหาดไทยชัดเจน รื้อระบบทะเบียนทั้งหมดเพื่อความเชื่อมั่นประชาชน เร็วๆ นี้คาดจับกุมเพิ่มในนครราชสีมา

นอกจากนี้ พื้นที่ใกล้เคียงอย่างเทศบาลหนองไผ่ล้อม พบปัญหาเดียวกัน 18 ราย กำลังดำเนินการ โดยเชื่อมโยงกลุ่มเดียวกันตั้งแต่ทำบัตรประชาชน ส่วนอำเภออื่นๆ เป็นระดับอำเภอ ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่น

เรื่องจ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคนนี้ แสดงให้เห็นว่าปัญหาแฝงตัวมานาน อาจโยงเครือข่ายใหญ่เพื่อให้ต่างด้าวได้สัญชาติไทย ใช้ประโยชน์ด้านอาชญากรรม การปราบปรามครั้งนี้จะช่วยฟื้นฟูความน่าเชื่อถือระบบทะเบียนได้มาก คุณคิดว่าควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเพื่อป้องกัน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ ติดตามข่าวอัปเดตต่อไป!

ที่มา – จ่อหมายจับเจ้าหน้าที่รัฐ ร่วมแก๊ง “แจ้งเกิดทิพย์” พัวพันบ้านผีที่อยู่ปลอม อีกหลายคน

โผล่อีก 18 รายแจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา

ข่าวร้ายที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลเมื่อไม่นานมานี้คือ แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา ที่โผล่เพิ่มอีก 18 รายในพื้นที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม อำเภอเมืองนครราชสีมา กรมการปกครองกำลังเร่งขยายผล จ่อจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก 2 ราย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทุจริตธรรมดา แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติเลยทีเดียว

แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง ร่วมกับ บก.ปปป. สืบพบการแจ้งเกิดปลอมให้เด็กชาวจีนในเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา ก่อนหน้านี้จับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 3 ราย ได้แก่ นายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอห้วยแถลง, นางสาวจินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง และอดีตลูกจ้างที่ว่าการอำเภอห้วยแถลงอีก 1 คน การจับกุมเกิดขึ้นที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอโนนสูงและห้วยแถลง

นางสาวจินดาให้การสารภาพว่าทำใบสูติบัตรแจ้งเกิดทิพย์ให้เด็กจีน 9 ราย ได้ค่าจ้างหัวละ 10,000 บาท โดยอ้างว่าทำเพราะจำเป็นต้องใช้เงิน และยืนยันว่าไม่รู้จักกลุ่มจีนเทา ส่วนลูกจ้างอำเภอห้วยแถลงสารภาพรับงานจากเพื่อนอดีตปลัด เอาชื่อเด็กเข้า “บ้านผี” จริง 13 ราย ค่าจ้างรายละ 10,000 บาทเช่นกัน

อดีตปลัดนพรัตน์ยังปฏิเสธทุกข้อหา

สำหรับนายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอ ยังให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าลายเซ็นถูกปลอม แต่ทั้งนางสาวจินดาและลูกจ้างได้ซัดทอดว่านายนพรัตน์คือตัวการสำคัญที่บงการทุกอย่าง ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567 ชุด DOPA N.I.C.E. และ ป.ป.ป. ขยายผลพบที่เทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม มีการแจ้งเกิดทิพย์เด็กจีนอีก 18 ราย โดยนางสาวจินดารับงานจากนายนพรัตน์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนราษฎร์อีก 2 ราย กำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อจับกุม

ปูมหลังปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร” จากศูนย์ ACSC ที่ติดตามกลุ่มสแกมเมอร์ เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเชื่อมโยงไปยังนายหน้ารับจดทะเบียนวีซ่าให้คนจีน พบข้อมูลเด็กที่มีพาสปอร์ตจีนแต่มีสูติบัตรไทย ซึ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะอาจใช้เอกสารปลอมเพื่ออยู่ในไทย ลักลอบทำงาน หรือแม้กระทั่งกิจกรรมผิดกฎหมายอื่นๆ

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายนพรัตน์ ด้วงพรหม (อดีตปลัด)
  • นางสาวจินดา เกล็ดงูเหลือม (เจ้าพนักงานทะเบียน)
  • อดีตลูกจ้างอำเภอห้วยแถลง
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลหนองไผ่ล้อม 2 ราย (จ่อจับ)

การแจ้งเกิดทิพย์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้規模ใหญ่และเชื่อมโยงแก๊งจีนเทา ทำให้เจ้าหน้าที่ตื่นตัวสูง กลุ่มจีนเทาเหล่านี้มักเป็นตัวกลางให้สแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ หรือเครือข่ายค้ามนุษย์ โดยใช้เอกสารไทยเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคง

แจ้งเกิดทิพย์ แก๊งจีนเทา สร้างปัญหาใหญ่หลวง ไม่เพียงทำให้ระบบทะเบียนราษฎร์เสียหาย แต่ยังเปิดช่องให้ชาวต่างชาติแทรกซึมเข้าสู่สังคมไทย อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม เพิ่มภาระสวัสดิการสาธารณะ และบ่อนทำลายสถิติประชากรที่แท้จริง นอกจากนี้ยังกระทบภาพลักษณ์เจ้าหน้าที่รัฐที่ควรเป็นแบบอย่าง

กรมการปกครองย้ำว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่อาจมีขบวนการคล้ายกัน หากประชาชนพบเบาะแส สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการปกครอง 1911

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การทุจริตแม้เล็กน้อยแต่หากเชื่อมโยงกับต่างชาติ อาจกลายเป็นภัยใหญ่ได้ คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และแชร์เพื่อเตือนภัยกันต่อไปครับ

ที่มา – โผล่อีก 18 ราย “แจ้งเกิดทิพย์” แก๊งจีนเทา อดีตปลัด ยังปฏิเสธ จ่อจับเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มอีก

เปิดเส้นทางแจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา ระงับทั้งหมด

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการข่าวไทย นั่นคือ แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา ขบวนการอันตรายที่เชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่รัฐกำลังเร่งมือเต็มที่ เตรียมออกคำสั่งระงับเอกสารปลอมทั้งหมด และสอบสวนให้จบภายใน 30 วัน เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเหล่านี้หลุดรอดไปได้

เรื่องนี้เริ่มปะทุขึ้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง เป็นคนจุดชนวนสำคัญ เขาเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตรวจพบเจ้าหน้าที่ทะเบียนปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม จีนเทา ซึ่งหมายถึงชาวจีนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายชัดเจน มักเป็นผู้ลักลอบอยู่ไทยหรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย แต่ละเคสเรียกเก็บผลประโยชน์หลักหมื่นบาท!

แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา

การตรวจสอบย้อนหลัง 5 ปี พบความผิดปกติอย่างน้อย 27 ราย และล่าสุดพุ่งไปถึง 50 ราย โดยกรมการปกครอง (DOPA) พบ 5 ราย เทศบาลพบ 45 ราย ร่วมกับโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ตรวจสอบแล้ว 29 รายมีข้อมูลเกิดจริงแต่ถูกสวมสิทธิ์ อีก 16 รายไม่มีข้อมูลเลย ชัดเจนว่าเป็นการแจ้งเกิดปลอมทั้งเพ อำนวยความสะดวกให้ชาวจีนได้รับสัญชาติไทยแบบลัด

ขบวนการนี้เชื่อมโยงกับปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อ 29 เมษายน 2569 โดย DOPA N.I.C.E. ร่วม ACSC ตำรวจ ป.ป.ป. จับกุมผู้ต้องหา 6 คนจาก 2 คดี ขยายผลอีก 1 คดี น.ส.ดา (นามสมมุติ) เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน เทศบาลโพธิ์กลาง ถูกจับเช้าวันที่ 2 พฤษภาคม 2569

เส้นทางเชื่อมโยงขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา

แก๊งจีนเทาเริ่มจากออเดอร์ว่าจ้างนายนพรัตน์ อดีตปลัดอำเภอหลายแห่งในโคราช ซึ่งมีรหัสกลางกรมการปกครองเข้าถึงระบบทะเบียนได้ทั่วประเทศ ค่าจ้างรายละ 3-5 หมื่นบาท ดำเนิน 3 ขั้นตอนหลัก:

  • จดทะเบียนสมรสทิพย์ ว่าจ้างชายไทยเป็นสามีปลอม
  • ปลอมใบแจ้งเกิดทิพย์ ให้บุตรจีนเป็นคนไทย
  • หาบ้านบรรจุชื่อลงทะเบียนบ้าน เพื่อให้ดู合法

จากนั้นนายนพรัตน์ประสานเจ้าหน้าที่เก่าอย่างน.ส.ดา ที่เคยร่วมงานกัน ค่าจ้าง 1-3 หมื่นบาทต่อราย พบเชื่อมโยงเชียงใหม่ด้วย ปลอมบัตรประชาชน และเทศบาลหนองไผ่ล้อม โคราช พบ 18 ราย

นอกจากนี้ ยังจับเด็กต้องสงสัยที่สนามบินสุวรรณภูมิ กำลังจะหนีออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลเต็มสูบ เพื่อตัดขบวนการทั้งเครือ

เทศบาลโพธิ์กลางเตรียมออกคำสั่งระงับสูจิบัตรทั้งหมด ส่งกรมการปกครองเพิกถอน และคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุป 30 วัน ดำเนินวินัย-คดีอาญา

เหตุการณ์ แจ้งเกิดทิพย์ จีนเทา นี้ไม่ใช่แค่ทุจริตธรรมดา แต่กระทบความมั่นคงชาติ เปิดช่องให้ชาวต่างด้าวแทรกซึม สร้างปัญหายาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าระบบทะเบียนต้องเข้มงวดกว่านี้

ในฐานะพลเมือง เราควรสนับสนุนเจ้าหน้าที่ให้ทำงานโปร่งใส และรายงานถ้าพบพิรุธ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ ช่วยกันปกป้องสัญชาติไทยของเรานะ!

ที่มา – เปิดเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการ “แจ้งเกิดทิพย์” จีนเทา เตรียมออกคำสั่งระงับทั้งหมด

จ่อเรียกสอบขบวนการใบเกิดทิพย์เอี่ยวจีนเทา

จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา” กว่า 27 ราย กำลังเป็นประเด็นร้อนในจังหวัดนครราชสีมา ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เตรียมดำเนินการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนอย่างเร่งด่วน หลังจากนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา”

เหตุการณ์นี้เกิดจากการตรวจสอบเอกสารทะเบียนราษฎรของเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง ซึ่งพบความผิดปกติในการออกใบเกิดให้บุคคลต่างด้าว โดยเฉพาะชาวจีนที่เรียกกันว่า “จีนเทา” ซึ่งหมายถึงชาวจีนที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย แต่พยายามแทรกซึมเข้ามาอยู่ในระบบของไทย ขบวนการดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยมีการเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาทต่อราย ทำให้เกิดการทุจริตครั้งใหญ่

กรมการปกครองได้ประสานงานตรวจสอบหลังพบความผิดปกติ และยืนยันแล้วว่ามีอย่างน้อย 27 รายที่ได้รับใบเกิดปลอม โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน พฤติการณ์คือการปลอมแปลงเอกสารแจ้งเกิด เพื่อให้บุคคลเหล่านี้สามารถสวมสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ ของคนไทย เช่น สวัสดิการ สิทธิการศึกษา หรือแม้กระทั่งการถือครองที่ดิน

พัฒนาการล่าสุดของคดีจ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการ สภ.เมืองนครราชสีมา เปิดเผยว่าตำรวจได้รับแจ้งความแล้ว แต่ยังรอเอกสารรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้ง 27 รายจากนายกเทศมนตรี ในสัปดาห์หน้าจะเรียกสอบปากคำผู้แจ้งความ เจ้าหน้าที่ทะเบียน และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนส่งต่อให้ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช. ดำเนินการทางกฎหมาย

ปัญหาใบเกิดทิพย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือเมืองท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา “จีนเทา” มักใช้ช่องโหว่ระบบทะเบียนเพื่อหลบหนีการตรวจสอบ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจ เช่น การแย่งงานคนไทย หรือการฟอกเงินผ่านกิจการผิดกฎหมาย การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการ

  • พบผู้กระทำผิดอย่างน้อย 27 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน
  • เรียกรับผลประโยชน์รายละ หลักหมื่นบาท
  • เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลางเข้าไปมีส่วน
  • เตรียมส่งเรื่อง ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.

เพื่อป้องกันปัญหานี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มระบบตรวจสอบดิจิทัล เช่น การใช้ฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยง biometric หรือ AI ในการตรวจใบหน้าและลายนิ้วมือ นอกจากนี้ การลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอย่างเด็ดขาดจะเป็นตัวอย่างที่ดี

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการทุจริตในระดับท้องถิ่นยังรุนแรง ประชาชนควรติดตามและรายงานเบาะแส หากพบความผิดปกติในทะเบียนราษฎรใกล้บ้านคุณ ชวนเพื่อนๆ แชร์ข่าวนี้เพื่อสร้างความตระหนัก และสนับสนุนการปราบปรามทุจริตให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

ที่มา – จ่อเรียกสอบขบวนการ “ใบเกิดทิพย์” เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ สวมสิทธิให้ “จีนเทา”

บุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ ยึด 14 ล้าน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือที่รู้จักกันในชื่อบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้ประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดตำรวจสามารถปฏิบัติการได้สำเร็จ ยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท บทความนี้จะพาคุณไปดูรายละเอียดทั้งหมดของปฏิบัติการนี้ รวมถึงวิธีการหลอกลวงที่แยบยลของเหล่าอาชญากร

บุกทลายรังจีนเทา “แก๊งคอลเซนเตอร์” หลอกตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินรวม 14 ล้านบาท

วันที่ 20 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 นำทีมบุกทลายรังของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับชาวจีนเทา โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลายท่านร่วมประชุมสรุปผลการปฏิบัติการครั้งนี้ เช่น พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จว.นนทบุรี

ภาพปฏิบัติการบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์

จุดเริ่มต้นจากผู้เสียหายหญิงชราที่ถูกหลอก

ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่ 6 กันยายน 2568 มีหญิงสูงวัย อดีตข้าราชการเกษียณ ได้รับโทรศัพท์จากคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของโรงพยาบาล แจ้งว่าต้องส่งเอกสารเพื่อคุ้มครองบัญชีบำนาญ มิเช่นนั้นจะดูสลิปเงินไม่ได้ คนร้ายหลอกให้เตรียมบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน แต่ผู้เสียหายไม่สะดวก จึงออกอุบายขอรหัส OTP

สัปดาห์ถัดมา คนร้ายโทรอีก อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง ขอรหัส 6 ตัวสำหรับเอกสาร PDPA เพื่อคุ้มครองเงินฝากและประวัติบำนาญ ผู้เสียหายหลงเชื่อ แอดไลน์รับเอกสารปลอมที่มีชื่อบัญชีธนาคารของตัวเอง จากนั้นถูกหลอกให้เปิดแอปธนาคาร กรอกเลขเอกสารในช่องบัญชี และรหัสสาขาในช่องเงิน ทำให้โอนเงินไป 2 ครั้ง รวม 762,995 บาท

วิธีการหลอกลวงอันแยบยลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

แก๊งนี้ใช้เทคนิคที่ซับซ้อน โดยบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ครั้งนี้เผยให้เห็นเส้นทางการเงินที่ซ่อนเร้น เงินไหลผ่านทรูมันนี่และบัญชีม้าของคนไทยหลายบัญชี ก่อนไปยังบัญชีจีนเทา ทำให้ติดตามยาก ในวันเดียวกันมีผู้เสียหายอีก 20 ราย เสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท

  • อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร
  • ใช้คำศัพท์อย่าง PDPA, OTP เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • ส่งเอกสารปลอมทางไลน์
  • หลอกกรอกข้อมูลในแอปธนาคารให้ดูเหมือนทำธุรกรรมปกติ

การสืบสวนและปฏิบัติการจับกุม

ชุดสืบสวน สภ.ปากเกร็ด และ ภ.จว.นนทบุรี นำโดย พ.ต.อ.ศุภชัย ศรีศักดิ์ แกะรอยเส้นเงิน จนได้หมายจับ 9 ราย และหมายค้น 3 จุดในกรุงเทพฯ บุกค้นที่หมู่บ้านกรานด์วดี ถ.พุทธมณฑลสาย 3 แขวงบางไผ่ เขตบางแค และซอยเพชรเกษม 24 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ

ภาพจับกุมผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้ต้องหาและทรัพย์สินที่ยึดได้

จับกุมได้ 6 ราย ชาวจีน 5 ราย และคนไทย 1 ราย ได้แก่ Mr. XUCHEN XU (46 ปี, สัญชาติไทย), น.ส.ธารทิพย์ สวยทอง (60 ปี), Mr. WANG QINSEN (31 ปี), Mr. ZHENQIU CHEN (39 ปี), Mr. SHIXIONG XU (43 ปี), Ms. CHUOING ZHOU (51 ปี) จับได้ขณะถอนเงิน 7 ล้านที่ธนาคารกสิกรไทย ไอคอนสยาม

ทรัพย์สินยึด:

  • เงินสด 10,820,360 บาท
  • รถยนต์ 2 คัน
  • รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม
  • สมุดบัญชี บัตร ATM 229 รายการ

รวมมูลค่ากว่า 14 ล้านบาท ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

ดำเนินคดีฐานร่วมกันมีส่วนในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, อั้งยี่, ช่องโจร, ฉ้อโกง, จริตข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ, ฟอกเงิน

ปฏิบัติการบุกทลายรังจีนเทา แก๊งคอลเซนเตอร์ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานตำรวจ แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมออนซ์นี้จะไม่รอดพ้นกฎหมาย เพื่อป้องกันตัวเอง ขอให้ประชาชนระวังการให้ OTP หรือข้อมูลส่วนตัว หากสงสัยโทรตรวจสอบกับหน่วยงานจริง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยผู้อื่น

ที่มา – บุกทลายรังจีนเทา “แก๊งคอลเซนเตอร์” หลอกตุ๋นเหยื่อ ยึดทรัพย์สินรวม 14 ล้านบาท

จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวอาชญากรรม เมื่อเกิดเหตุ จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บงการสำคัญที่ช่วยหลอกลวงคนไทยไปทำงานผิดกฎหมายในกัมพูชา พบว่ามีหมายจับถึง 12 หมายจับติดตัว สร้างความตกใจให้กับประชาชนที่กำลังมองหางานในต่างประเทศ

จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่คอมมานโดจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.ก.) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบังคับการตระเวนโต้ตอบพิเศษ (บก.ทล.) และกองบังคับการปราบปรามการโจรกรรม (บก.ปพ.) ได้นำกำลังเข้าจับกุมตัวนายวรวุฒิ มิตรเจริญ อายุ 32 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้วหลายฉบับ รวม 12 หมาย โดยจับได้ที่บริเวณตรงข้ามศูนย์การค้าบนถนนพหลโยธิน ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดกฎหมาย หรือข่มขืนใจผู้อื่น พาหรือส่งคนออกนอกราชอาณาจักรให้ตกอยู่ในอำนาจผู้อื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งสแกมเมอร์หรือคอลเซ็นเตอร์ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา

บทบาทสำคัญของล่ามไทยในแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2565 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยและตำรวjkกัมพูชาร่วมกันช่วยเหลือคนไทย 24 คน จากนายจ้างชาวจีนในเมืองสีหนุ ประเทศกัมพูชา ผู้เสียหายทั้งหมดถูกส่งตัวกลับมาที่จังหวัดสระแก้ว และให้การกับ สภ.อรัญประเทศ ว่าคือจับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต มีส่วนสำคัญตั้งแต่ต้นจนจบ

นายวรวุฒิทำหน้าที่เป็นนายหน้า ใช้เฟซบุ๊กประกาศรับสมัครงานล่อใจคนไทยให้ไปทำงานในกัมพูชา เมื่อเหยื่อเดินทางไปถึง ก็ถูกยึดโทรศัพท์ตัดการติดต่อ บ่ายเบี่ยงค่าจ้าง และบังคับให้ทำงานสแกมเมอร์ โดยล่ามคนนี้ยังแปลภาษารับคำสั่งจากบอสจีนเทา สั่งการคนไทยให้ทำยอดหลอกลวงเงินวันละ 3-5 หมื่นบาท

  • ประกาศรับสมัครงานปลอมผ่านโซเชียลมีเดีย
  • ยึดโทรศัพท์และตัดขาดโลกภายนอก
  • แปลคำสั่งจากบอสจีนให้คนไทย
  • บังคับทำยอดสแกมรายวัน
  • ตั้งกฎเหล็กโหด เช่น ห้ามเข้าห้องน้ำเกิน 12 นาที ปรับนาทีละ 10 ดอลลาร์

ที่น่าตกใจคือ ระหว่างเจ้าหน้าที่บุกช่วยเหลือ นายวรวุฒิยังขัดขวางโดยหลอกเหยื่อว่าตำรวจเป็น "ตำรวจปลอม" จะนำไปขายต่อ สร้างความหวาดกลัวเพื่อไม่ให้ได้รับการช่วยเหลือ

คำรับสารภาพและขยายผล

จากการสอบสวน นายวรวุฒิรับสารภาพว่าเป็นล่ามให้กลุ่มจีนเทา ได้ค่าจ้างเดือนละ 25,000-30,000 บาท ทำหน้าที่สื่อสารและสั่งงาน แต่ยืนยันว่าไม่ได้หลอกชักชวนเอง เพียงแปลภาษาเท่านั้น ปัจจุบันนำตัวส่ง สภ.อรัญประเทศ ดำเนินคดี และขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปตที่ลากคนไทยไปเป็นเครื่องมือ โดยมีคนไทยด้วยกันเป็นเบื้องหลัง ประชาชนควรตรวจสอบงานในต่างประเทศให้ดี อย่าหลงเชื่อโฆษณาง่ายๆ ทางโซเชียล

ข้อคิดเห็น: การที่ล่ามไทยกลายเป็นเครื่องมือของบอสจีนเทา แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมข้ามชาติซับซ้อนขนาดไหน รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการปราบปรามและให้ความรู้ประชาชนมากขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ตัวถูกหลอก สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.ท้องที่หรือสายด่วน 191 เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

ที่มา – จับล่ามไทย ร่วมบอสจีนเทา หนึ่งในเบื้องหลังแก๊งสแกมเมอร์ปอยเปต พบมีหมายจับถึง 12 หมาย

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง 1 ล้านบาท คารามคำแหง

ข่าวอาชญากรรมที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้คือกรณีจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง ซึ่งตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) นำทีมบุกจับผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้ได้อย่างอยู่หมัด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การจับกุมธรรมดา แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลเครือข่ายลักลอบนำเข้าแก๊สหัวเราะหรือไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งกำลังระบาดหนักในหมู่วัยรุ่นและปาร์ตี้ต่างๆ

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูลข่าว) โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. พร้อม พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผู้กำกับการ 2 บก.ปอศ. และ พ.ต.ต.ปฏิภาณ เป็นสุข ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลกก.2 บก.ปอศ. นำกำลังบุกตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

ผู้ต้องหาคือ นายไป๋ ฉางโป (MR. BAI CHANGBO) ชาวจีนวัย 54 ปี ถูกจับในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร” ของกลางที่ยึดได้คือ แก๊สหัวเราะจำนวน 500 ถัง มูลค่าราว 1 ล้านบาท!

ขั้นตอนการจับกุมที่ตื่นเต้น

การสืบสวนครั้งนี้มาจากการขยายผลหลังจับขบวนการใหญ่เมื่อเดือนมกราคม 2567 ตำรวจนายซุ่มเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ยังลักลอบขายแก๊สหัวเราะ พบว่านายไป๋ใช้บ้านย่านรามคำแหงเป็นโกดังลับ บรรจุแก๊สใส่กล่องสินค้า แล้วใช้รถจักรยานยนต์ส่งให้ลูกค้าที่สั่งออนไลน์

เจ้าหน้าที่ขอหมายค้นจากศาลภาษีอากรกลาง บุกเข้าไปตอนที่นายไป๋กำลังจะขี่จยย. พ่วงกล่องออกจากบ้าน ตรวจกล่องพบแก๊ส 2 ถังทันที จากนั้นบุกค้นบ้านเพิ่ม พบอีก 498 ถัง รวม 500 ถัง จับกุมคาที่ทันที ก่อนถึงมือลูกค้า!

จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

แก๊สหัวเราะคืออะไร และทำไมถึงผิดกฎหมาย?

แก๊สหัวเราะ หรือไนตรัสออกไซด์ (N₂O) เป็นก๊าซที่ใช้ทางการแพทย์เป็นยาสลบ และในอุตสาหกรรมอาหารทำวิปปิ้งครีม แต่ในไทย การนำเข้าต้องผ่านศุลกากรและมีใบอนุญาต หากลักลอบนำมาเพื่อขายสูดดมในปาร์ตี้ ถือว่าผิด พ.ร.บ.ศุลกากรทันที นายไป๋ให้การสารภาพว่า รับจ้างดูแลโกดังและส่งของให้ “นายทุนต่างประเทศ” เดือนละ 30,000 บาท ตำรวจกำลังขยายผลหาเจ้านายใหญ่

อันตรายร้ายแรงจากการสูดดมแก๊สหัวเราะ

หลายคนคิดว่าสูดดมแก๊สหัวเราะจากลูกโป่งสนุกๆ เพลิดเพลินเคลิบเคลิ้ม แต่จริงๆ แล้วอันตรายถึงชีวิต พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ฝากเตือนประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่น ว่าอย่าเสี่ยง

  • ขาดออกซิเจนเฉียบพลัน: แก๊สเข้าแทนที่ออกซิเจนในปอด ทำให้มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน หายใจไม่ออก
  • สูญเสียการทรงตัว: หกล้ม บาดเจ็บ หมดสติได้ง่าย
  • เส้นประสาทเสื่อม: สูดบ่อยๆ ทำให้ชา มึนที่ปลายมือเท้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • อันตรายรุนแรง: ระบบประสาทกลางล้มเหลว อาจเสียชีวิตกะทันหัน

สถิติในไทยพบผู้เสียชีวิตจากแก๊สหัวเราะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในงานปาร์ตี้และคอนเสิร์ต การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ตำรวจไม่ยอมให้ขบวนการนี้ลุกลาม

บทเรียนและคำเตือนจากกรณีนี้

กรณีจับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง เป็นเครื่องเตือนใจว่าการลักลอบค้าของผิดกฎหมายไม่ใช่เรื่องเล็ก หากคุณพบเห็นการขายแก๊สหัวเราะออนไลน์หรือในพื้นที่ รีบแจ้งตำรวจ ปอศ. ทันที อย่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ สุขภาพและชีวิตสำคัญที่สุด มาแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันเถอะ!

ที่มา – จับจีนเทา ซุกแก๊สหัวเราะ 500 ถัง มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท คาบ้านย่านรามคำแหง

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยมานับไม่ถ้วน วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก! ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ที่ลักลอบนำเข้าจากชายแดนจันทบุรี เพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และรังสิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งใหญ่

เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานี ส.ทล.3 กก.3 ปราจีนบุรี ออกลาดตระเวนตามถนนสาย 359 (ปราจีนบุรี – สระแก้ว) พบรถยนต์ต้องสงสัยขับด้วยความเร็วสูง ท้ายรถห้อยผิดปกติ บรรทุกหนักผิดธรรมชาติ จึงติดตามและเรียกตรวจ รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5 กฎ 701 กรุงเทพมหานคร คนขับคือ นายชลธิศ มณีโท อายุ 36 ปี ชาว ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถฟอร์จูนเนอร์ต้องสงสัย

ของกลางในรถคันแรกที่ถูกตรวจค้น

จากการตรวจค้น พบผู้โดยสารชาวจีน 9 คน (ชาย 8 หญิง 1) แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ 1 ใบ บรรจุอุปกรณ์ไอทีเพียบ ไม่มีหนังสือเดินทางถูกต้อง

  • โทรศัพท์มือถือ 244 เครื่อง (เปิดเครื่องทั้งหมด)
  • โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง
  • เมาส์ 1 อัน
  • ซิมการ์ด 32 อัน
  • อุปกรณ์เน็ตและของใช้ส่วนตัวจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีทันที

รถคันที่สองถูกสกัดตามคำให้การ

จากปากคำนายชลธิศ สารภาพรับจ้างพาคนจีนจากชายแดน อ.เขาสอยดาว จ.จันทบุรี มาส่งตลาดรังสิต ค่าจ้างเที่ยวละ 10,000 บาท และมีรถคันอื่นร่วมขบวน เจ้าหน้าที่จึงออกตรวจเพิ่ม พบรถมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีดำ ทะเบียน 4 ขญ 3603 กรุงเทพมหานคร ลักษณะคล้ายกัน คนขับ นายณัฐพงษ์ คำพิลึก อายุ 35 ปี พบชาวจีน 4 คน ในรถมีกระเป๋าเป้บรรจุโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวเพียบ

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถมิตซูบิชิต้องสงสัย

นายณัฐพงษ์สารภาพ รับจ้างหัวละ 3,000 บาท จากอ.สอยดาว ผ่านช่องทางธรรมชาติ ทำมาแล้ว 3 ครั้ง รวมของกลางโทรศัพท์เกือบ 300 เครื่อง!

เบื้องหลังขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์

พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ เคหะทุ่ม รองผกก.3 บก.ทล. เผยว่า ชาวจีนเหล่านี้น่าจะเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์จากกัมพูชา ที่ถูกจีนกดดัน ส่งข้ามแดนมาทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย โดยใช้เส้นทางถนนสาย 359 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยง ปัจจุบันปัญหาสแกมเมอร์จีนเท่าในไทยรุนแรงมาก สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี แก๊งเหล่านี้มักติดต่อเหยื่อผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรัก หรือฟิชชิ่งข้อมูล

เหตุการณ์ ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวนชายแดนและทางหลวง ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการนี้มีนายทุนใหญ่หนุนหลัง กำลังขยายผลหาตัวผู้บงการเพิ่มเติม โดยประสาน ตม. และตำรวจกัมพูชา

ปัญหาจีนเทาและสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีการจับกุมหลายครั้ง เช่น ที่ตราด สระแก้ว และชลบุรี ชาวจีนเหล่านี้มักไม่มีวีซ่า ทำงานผิดกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการหลอกลวง ประชาชนควรระวังเบอร์แปลก โปรโมชั่นเกินจริง และอย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก

การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงตัดขบวนการขนคน แต่ยังยึดอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการโกงได้อีกมาก แสดงให้เห็นว่างานตำรวจทางหลวงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยชายแดน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แนะนำให้แจ้งความและรวบรวมหลักฐานทันที เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ขยายผล

สุดท้าย ขอชื่นชมทีมตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีที่ทำงานหนักปราบปรามอาชญากรรม หากสนใจติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันสแกม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ เข้ากรุงเทพฯ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

ตำรวจบุกช่วยหนุ่มวัย 18 ปี อ้างถูกแก๊งจีนเทาและหญิงไทยหลอกให้เปิด บัญชีม้า เหยื่อไหวตัวทันแจ้งอายัดบัญชี กลับถูกลากขึ้นคอนโดขู่ฆ่ายกครัว! เรื่องราวนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีอะไรที่เราต้องระวังบ้าง ไปติดตามกันครับ

ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด

เมื่อเวลา 22.40 น. ของวันที่ 3 มกราคม 2569 พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก. พ.ต.ท.อรุษ สภานนท์ รอง ผกก.สส. พร้อมด้วยชุดสืบสวน และสายตรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้เข้าช่วยเหลือนายอนุชิต อายุ 18 ปี ที่บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ริมถนนสายสามพัทยา ม.9 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งว่านายอนุชิต ถูกกลุ่มชาวจีนทำร้ายร่างกายและกักขังหน่วงเหนี่ยว แต่ผู้เสียหายฉวยโอกาสวิ่งหนีออกมาขอความช่วยเหลือจากพนักงานของคอนโด

เบื้องต้นตำรวจสามารถช่วยเหลือนายอนุชิตได้อย่างปลอดภัย พร้อมให้การว่า ตนเองอยากมีรายได้เสริม จึงไปพบประกาศผ่านโซเชียลรับสมัครงานเปิดบัญชีวอลเล็ต เพื่อใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยให้ค่าจ้างบัญชีละ 1,500 บาท ด้วยความสนใจจึงติดต่อเจ้าของงานเพื่อขอสมัครทำงานดังกล่าว และทางเจ้าของก็รับเข้าทำงานโดยทันที ซึ่งในตอนนั้นตนเองไม่มีรถเดินทางไปทำงาน ทางเจ้าของก็เสนอตัวมารับถึงบ้าน

ต่อมาพบว่าชายชาวจีนและผู้หญิงไทยก็ขับรถมารับก่อนจะพามาที่คอนโดดังกล่าว จากนั้นก็ให้ตนเองเปิดบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ซึ่งหลังจากมีการเปิดบัญชีทางกลุ่มชาวจีนและหญิงไทยได้ขอยึดบัตรประชาชนและโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน จึงทำให้ตนเองเริ่มรู้สึกเอะใจ แต่ตอนนั้นเกรงว่าจะเกิดอันตรายจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก่อนที่กลุ่มชาวจีนจะเริ่มไว้ใจแล้วปล่อยตนเองกลับบ้าน จนกระทั่งเริ่มเห็นความผิดปกติ เพราะมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 400,000 บาท ยิ่งทำให้รู้สึกกลัว เหมือนว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อเกี่ยวกับเรื่องบัญชีม้าให้กับแก๊งจีนเทา จึงตัดสินใจแจ้งธนาคารขออายัดเงินทั้งหมด

ภายหลังอายัดเงิน ปรากฏว่าคนจีนและผู้หญิงไทยก็บุกมาที่บ้าน แล้วเข้ามารื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้าน ก่อนที่จะบังคับตนเองขึ้นรถจักรยานยนต์ พาไปคอนโดที่เกิดเหตุ โดยขู่ว่าจะฆ่ายกครัว หากไม่ถอนเงินในธนาคารมาคืน พอถูกคุมตัวมาถึงคอนโด ตอนนั้นเริ่มใจคอไม่ดี เพราะชายชาวจีนได้ล็อกคอพยายามลากขึ้นไปบนคอนโด ชั้น 12 ตนเองจึงตัดสินใจฮึดสู้แล้ววิ่งหนีออกมา ขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่คอนโด ก่อนจะรีบแจ้งตำรวจมาทำการช่วยเหลือดังกล่าว

ขณะเดียวกันในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือนายอนุชิต ปรากฏว่าหญิงไทยซึ่งผู้เสียหายชี้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ ได้ลงมาจากลิฟต์ คล้ายกับว่าลงมาตามผู้เสียหาย ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจสอบ ทราบชื่อคือนางสาวดา อายุ 26 ปี ก่อนจะให้พาไปตรวจสอบห้องพักชั้น 13 จนสามารถควบคุมชายชาวจีนได้ 1 คน คือ นายหลี่ อายุ 27 ปี ชาวจีน พร้อมยึดยาเค พร้อมอุปกรณ์การเสพ, คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และสมุดบัญชีอีกหลายเล่ม ตำรวจจึงยึดไว้ทำการตรวจสอบ

นอกจากนี้ยังควบคุมชายชาวจีนต้องสงสัยเพิ่มอีก 1 คน ตำรวจได้เชิญตัวทั้งหมดไปทำการสอบสวน และอยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผล โดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล หากมีความคืบหน้าผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

อุทาหรณ์จากกรณี หนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า

  • ระวังการรับจ้างเปิดบัญชี: อย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ค่าตอบแทนสูงเพื่อแลกกับการเปิดบัญชีให้ผู้อื่น เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ: ก่อนตกลงทำงานใดๆ ควรตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลนั้นๆ อย่างละเอียด
  • อย่ามอบข้อมูลส่วนตัว: ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น สำเนาบัตรประชาชน ข้อมูลบัญชีธนาคาร แก่บุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • แจ้งความทันที: หากสงสัยว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อ ควรแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

เรื่องราวของนายอนุชิตเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เตือนให้เราทุกคนต้องระมัดระวังตัว อย่าหลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพที่มาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการรับจ้างเปิดบัญชีม้า ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและอันตรายถึงชีวิตได้ หากพบเจอสถานการณ์ที่น่าสงสัย ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางออนไลน์

ที่มา – ตร.ช่วยหนุ่ม 18 ถูกหลอกเปิดบัญชีม้า เอะใจแจ้งอายัด กลับโดนทำร้าย-ขู่ฆ่ายกครัว

Scroll to top