จีน

จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง จีนออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการสู้รบโดยทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่

จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 หรือ 4 มี.ค. 2026 นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยของจีน ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) โดยระบุถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันและสินค้าอื่นๆ อิหร่านควบคุมพื้นที่บางส่วน ทำให้เป็นเส้นทางการค้าที่ขาดไม่ได้สำหรับโลก การรักษาความมั่นคงในภูมิภาคนี้จึงเป็นประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ

“จีนขอเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ยุติปฏิบัติการทางทหารในทันที หลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และป้องกันความวุ่นวายที่อาจสร้างความเสียหายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก” นายหลินกล่าว

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือธรรมดา แต่เป็นหลอดเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน ประมาณครึ่งหนึ่งของน้ำมันดิบที่จีนนำเข้า และ 29% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบนี้ นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันมากกว่า 20% ของโลกที่เคลื่อนย้ายผ่านจุดนี้ทุกวัน

ตั้งแต่เกิดสงครามกับอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ทำให้การเดินเรือลดลงอย่างมาก กาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่าการส่งออก LNG หยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

  • น้ำมันดิบจีนนำเข้า 50% ผ่านฮอร์มุซ
  • LNG จีน 29% ผ่านจุดนี้
  • น้ำมันโลก 20% ได้รับผลกระทบ
  • กาตาร์หยุดส่งออก LNG ชั่วคราว

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทันที ราคาพลังงานแพงขึ้นจะกระทบอุตสาหกรรมทุกภาคส่วน ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการขนส่ง ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งและการเติบโตทาง GDP ชะลอตัวทั่วโลก จีนในฐานะมหาอำนาจเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน จึงเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

บทบาทของจีนในการไกล่เกลี่ย

จีนไม่ได้แค่ออกมาเรียกร้องเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทผู้นำในการรักษาสันติภาพ จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจผูกพันกับทั้งสามฝ่าย สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าหลัก อิสราเอลเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ส่วนอิหร่านเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญ การที่จีนเรียกร้องให้หยุดสู้กันจึงเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและโลก

นอกจากนี้ จีนยังเคยมีบทบาทไกล่เกลี่ยในตะวันออกกลางมาแล้ว เช่น การเจรจาระหว่างซาอุฯ-อิหร่าน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทาง外交ที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจเท่านั้น

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงตึงเครียด สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงดำเนินปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการขู่ว่าจะปิดช่องแคบ หากไม่มีการหยุดยิง ผลกระทบจะลุกลามไปยังเอเชียและยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของผู้เขียน การเรียกร้องของจีนครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงความรับผิดชอบของมหาอำนาจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพโลก อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – จีนเรียกร้อง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน หยุดสู้กัน หวั่นเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ เป็นหัวข้อข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดกำลังลุกลาม รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนอิหร่านให้ปกป้องสิทธิของตนเอง ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์การกระทำของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างรุนแรง

จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

ตามรายงานจากสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งรัฐ (CCTV) ของจีน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้สนทนาทางโทรศัพท์กับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน โดยจีนยืนยันการสนับสนุนอิหร่านในการป้องกันตนเองจาการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ท่ามกลางสงครามที่กำลังแพร่กระจายในตะวันออกกลาง

นายหวัง อี้ เน้นย้ำถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างจีนกับอิหร่าน โดยจีนสนับสนุนอิหร่านในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง บูรณภาพดินแดน และศักดิ์ศรีแห่งชาติ รวมถึงสิทธิและผลประโยชน์ที่ชอบธรรมของอิหร่าน นอกจากนี้ จีนยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลหยุดปฏิบัติการทางทหารทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งและป้องกันไม่ให้ลุกลามไปทั่วภูมิภาค

จีนวิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ

ในบทสนทนากับนายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน นายหวัง อี้ กล่าวหาว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลกำลังละเมิดวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ โดยจงใจยั่วยุให้เกิดสงครามกับอิหร่าน จีนพร้อมแสดงบทบาทสร้างสรรค์ผ่านเวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อยึดถือความยุติธรรม ส่งเสริมสันติภาพ และหยุดยั้งสงคราม

นอกจากนี้ นายหวังยังสนทนากับนายฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเตือนถึงความเสี่ยงที่โลกจะถอยหลังเข้าสู่ยุค “กฎแห่งป่า” ซึ่งผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่รอด นายหวังย้ำว่าประเทศมหาอำนาจไม่สามารถโจมตีประเทศอื่นตามอำเภอใจโดยอาศัยความเหนือทางทหารได้ และประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านต้องแก้ไขด้วยวิธีทางการเมืองและการทูต

บริบทสถานการณ์ตะวันออกกลางและบทบาทของจีน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส รวมถึงการแทรกแซงของสหรัฐฯ จีนในฐานะมหาอำนาจที่กำลังขึ้น กำลังแสดงบทบาทผู้นำในการเรียกร้องสันติภาพ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเคยไกล่เกลี่ยข้อตกลงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่านได้สำเร็จ การประกาศสนับสนุนอิหร่านครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของจีนที่เน้นการไม่แทรกแซง แต่ปกป้องหลักการอธิปไตยของชาติ

  • จีนสนับสนุนอิหร่านปกป้องตนเองจากโจมตี
  • วิจารณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลยั่วยุสงคราม
  • เรียกร้องหยุดยิงและแก้ปัญหาด้วยการทูต
  • พร้อมมีบทบาทในสหประชาชาติ

การเคลื่อนไหวของจีนอาจส่งผลต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาค โดยเฉพาะด้านพลังงานและเส้นทางการค้า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่จากอิหร่าน จึงมีผลประโยชน์โดยตรงในการรักษาความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประกาศของจีนช่วยลดความเสี่ยงของสงครามใหญ่ แต่ก็อาจทำให้เกิดการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างจีน-รัสเซีย กับสหรัฐฯ-อิสราเอลมากขึ้น ผู้ติดตามสถานการณ์ควรจับตาการประชุมสหประชาชาติครั้งต่อไป

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของจีนในครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – จีนประกาศ หนุนอิหร่านปกป้องอธิปไตย จวกสหรัฐฯ-อิสราเอลจงใจยั่วยุ

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว ประชากรจีนที่มีอายุเกิน 60 ปี พุ่งสูงถึง 23% ของประชากรทั้งหมด และคาดการณ์ว่าจะทะลุ 30% หรือราว 400 ล้านคนในปี 2035 สถานการณ์นี้สร้างความท้าทายใหญ่หลวงให้กับระบบสาธารณสุขของจีน

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

จากรายงานของเจ้าหน้าที่สถิติแห่งชาติ จีนกำลังเผชิญกับวิกฤตสังคมสูงวัยที่รุนแรง อัตราการเกิดลดลงอย่างน่าตกใจ ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ทำให้ความต้องการบริการสุขภาพ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและบรรเทาอาการเจ็บปวด พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเรื่องราวของนางเจี่ยยี่ ซู ชาวปักกิ่งวัยทำงาน เธอต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลพ่อวัย 67 ปีที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดหายาก "การดูแลผู้ป่วยไม่ใช่แค่เวลาและความเอาใจใส่ แต่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจอาการเจ็บปวดและช่วยบรรเทาได้จริง" เธอกล่าว ขณะค้นหาศูนย์บริการ เธอพบว่าที่ปักกิ่งมีศูนย์สุขภาพมืออาชีพสำหรับผู้สูงอายุน้อยมาก การเข้าถึงบริการยังจำกัด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท

ปัญหาการดูแลผู้สูงวัยในจีนปัจจุบัน

ปัจจุบัน จีนมีผู้สูงวัยกว่า 280 ล้านคน แต่ระบบสาธารณสุขยังไม่พร้อมรับมือ โดยเฉพาะการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care) ที่ต้องการบุคลากรเฉพาะทาง ภาคเอกชนและรัฐบาลยังขาดการลงทุนในด้านนี้ ทำให้ครอบครัวต้องแบกรับภาระหนัก สถานการณ์ยิ่งรุนแรงเมื่อรวมกับอัตราการเกิดต่ำสุดในประวัติศาสตร์

  • ประชากรอายุ 60+ ปี: 23% (ปัจจุบัน) → 30% (2035)
  • ความต้องการศูนย์ดูแลผู้สูงวัย: เพิ่มขึ้นหลายเท่า
  • ขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขเฉพาะทาง

นโยบายรัฐบาลจีนรับมือสังคมสูงวัย

รัฐบาลจีนตื่นตัวเต็มที่ โดยออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุข เช่น เปิดรับนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจสุขภาพ จัดสรรที่ดินสำหรับสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงวัยเฉพาะทาง และฝึกอบรมบุคลากรให้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปติดตามสุขภาพและหุ่นยนต์ช่วยเหลือ เพื่อลดภาระบุคคล

ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน การลงทุนในบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันวิกฤตได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสุขภาพ "จีนกำลังกลายเป็นตลาด银发经济 (silver economy) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก" นักวิเคราะห์กล่าว

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารสังคมสูงวัยและนโยบายสาธารณสุขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อเตรียมตัวรับมือกับอนาคตที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – ผู้สูงวัยพุ่งต่อเนื่อง รัฐจีนเร่งพัฒนาระบบสาธารณสุข

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภา

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและการทหารของจีน สะท้อนถึงการปราบปรามคอร์รัปชันที่เข้มข้นของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติของจีนได้สั่งถอดถอนรายชื่อนายทหารระดับสูงจากกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) จำนวน 5 นาย ออกจากการเป็นสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติสูงสุดของจีน การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียวก่อนที่การประชุมสองสภา (Two Sessions) จะเริ่มต้นในวันที่ 4 มีนาคม 2568

นายทหารทั้ง 5 รายที่ถูกถอดถอน ได้แก่:

  • พลเอก หลี่ เฉียวหมิง (Li Qiaoming) ผู้บัญชาการกองทัพบก
  • พลเอก เสิ่น จินหลง (Shen Jinlong) อดีตผู้บัญชาการกองทัพเรือ
  • พลเรือเอก ฉิง เซิงเซียง (Qing Shengxiang) กรรมาธิการการเมืองของกองทัพเรือ
  • พลอากาศเอก อวี๋ จงฝู (Yu Zhongfu) กรรมาธิการการเมืองของกองทัพอากาศ
  • พลเอก หลี่ เว่ย (Li Wei) กรรมาธิการการเมืองของกองกำลังสนับสนุนข้อมูลข่าวสาร

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ามีนายทหารระดับพลโท 1 นาย และพลตรี 3 นาย รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับมณฑล เช่น นาย ซุน เส้าเฉิง (Sun Shaocheng) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ที่ถูกปลดในครั้งนี้ด้วย

สาเหตุเบื้องหลังการถอดถอนนายทหารระดับสูง

การถอดถอนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญปราบปรามคอร์รัปชันในกองทัพที่กำลังเข้มข้นขึ้น ล่าสุดมีการสอบสวนนายพล จาง โย่วเซี่ย (Zhang Youxia) รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในข้อหา “ละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง” ซึ่งเป็นวลีที่จีนใช้แทนการทุจริต นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนยังประกาศสอบสวนพลเอก หลิว เจิ้นหลี่ (Liu Zhenli) เสนาธิการกรมเสนาธิการร่วม ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post (SCMP) รายงานเพิ่มเติมว่าการเคลื่อนไหวนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความสะอาดกองทัพก่อนการประชุมสองสภา ซึ่งเป็นเวทีสำคัญสำหรับการประกาศนโยบายหลักในด้านการทหาร เศรษฐกิจ การค้า และการทูตของจีน

การประชุมสองสภาประกอบด้วยสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) และคณะกรรมการ协商ประชุมทางการเมืองแห่งชาติของพรรคประชาชนจีน (CPPCC) ถือเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ทั่วโลกจับตา เพราะจะมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจ GDP เป้าหมาย และแผนปฏิบัติการสำคัญ

ผลกระทบต่อการเมืองและกองทัพจีน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการควบคุมกองทัพ ซึ่งเป็นเสาหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การปราบปรามคอร์รัปชันครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายด้านความมั่นคง เช่น ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้และไต้หวัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่อาจเป็นสัญญาณว่าจีนกำลังปรับโครงสร้างกองทัพให้โปร่งใสยิ่งขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายการเป็นมหาอำนาจทหารชั้นนำภายในปี 2049

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ ข่าวต่างประเทศ ไทยรัฐ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้? มันจะส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของจีนอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – จีนถอด 5 พลเอก ออกจากสภานิติบัญญัติ ก่อนเริ่มประชุม 2 สภาสัปดาห์หน้า

รัฐบาลปลื้มต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวและคนรักการเดินทางทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะ รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 เลยล่ะ จากวันที่ 1 มกราคม ถึง 22 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทั้งหมด 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 293,119 ล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งมาก!

รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าภาพรวมนี้ทำให้รัฐบาลยิ้มแก้มปริ เพราะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวหลังโควิด-19 ได้ดีเยี่ยม เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาลขนาดนี้ ช่วยพยุง GDP ไทยได้ไม่น้อยเลยนะ

นักท่องเที่ยวต่างชาติต้นปี 69 มากที่สุด 5 อันดับแรก

มาดูกันว่าประเทศไหนมาไทยเยอะสุดบ้าง ในช่วงนี้ นักท่องเที่ยวจีน คว้าอันดับ 1 ด้วยยอด 969,505 คน ตามด้วย มาเลเซีย 573,323 คน, รัสเซีย 457,250 คน, อินเดีย 376,738 คน และ เกาหลีใต้ 283,623 คน นี่คือ top 5 ที่เด็ดสุดๆ เลย!

  • จีน: 969,505 คน
  • มาเลเซีย: 573,323 คน
  • รัสเซีย: 457,250 คน
  • อินเดีย: 376,738 คน
  • เกาหลีใต้: 283,623 คน

เห็นมั้ยครับว่า จีนยังคงเป็นตลาดใหญ่สุด แม้จะมีหยุดยาวในประเทศ แต่คนจีนยังเลือกไทยเป็นจุดหมายหลัก ส่วนมาเลเซียและรัสเซียมาแรงจากช่วงปิดเทอมและวันหยุด

ภาพรวมสัปดาห์ล่าสุด (16-22 ก.พ. 69)

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 879,587 คน ลดลงนิดหน่อย 0.34% จากสัปดาห์ก่อน แต่เฉลี่ยวันละ 125,655 คน ยังถือว่าดีมาก! มาเลเซียพุ่งขึ้น 33.02% แตะ 1.1 แสนคนใน 8 สัปดาห์ รัสเซียขึ้น 7.57% แต่จีน เกาหลี อินเดียลดลงเล็กน้อยเพราะหยุดยาวจีนจบพอดี สัปดาห์นั้น top 5 คือ จีน 199,078 คน, มาเลเซีย 111,581 คน, รัสเซีย 60,442 คน, อินเดีย 42,893 คน, เกาหลีใต้ 34,318 คน

ส่วนสัปดาห์นี้ (23 ก.พ. – 1 มี.ค. 69) คาดว่าทรงตัว โดยมีปัจจัยหนุนเพียบ เช่น มาตรการกระตุ้นตลาดจีน, ชาวจีนหันมาไทยแทนญี่ปุ่น, Trusted Thailand ที่ย้ำความปลอดภัย, Ease of traveling อย่างยกเว้น TM.6, และสายการบินเพิ่มไฟล์ทเพียบ! รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน เพราะนโยบายเหล่านี้เวิร์คจริงๆ

ในมุมมองของผมนะ สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกชัดเจนสำหรับปี 2569 เศรษฐกิจท่องเที่ยวจะยิ่งบูม ถ้าภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันต่อ เช่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และรักษาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนเที่ยวไทย ลองเช็คโปรไฟลท์ถูกๆ กันดูสิ รับรองคุ้ม!

คุณคิดยังไงกับยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้? มีแผนไปไหนในไทยบ้าง แชร์ประสบการณ์หรือไอเดียในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยล่ะ!

ที่มา – รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574 ข่าวนี้กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่สถานการณ์ตึงเครียดไม่หยุดหย่อน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นเพิ่งประกาศแผนชัดเจนว่าจะวางระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศบนเกาะโยนะกุนิ ซึ่งอยู่ใกล้ไต้หวันมาก เพียง 110 กิโลเมตรเท่านั้น การเคลื่อนไหวนี้นับเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของญี่ปุ่นท่ามกลางแรงกดดันจากจีน

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือปีนี้เอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายชินจิโร โคอิซุมิ ได้แถลงข่าวที่กรุงโตเกียว โดยระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นวางแผนติดตั้งระบบขีปนาวุธดังกล่าวบนเกาะโยนะกุนิให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2574 ซึ่งตรงกับสิ้นปีงบประมาณ 2573 นี่เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นกำหนดกรอบเวลาชัดเจนขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ในปี 2565 กระทรวงกลาโหมเคยประกาศแผนคล้ายกัน แต่ยังไม่ระบุเดดไลน์ ทำให้ครั้งนี้ดูจริงจังและเร่งด่วนยิ่งขึ้น

เกาะโยนะกุนิเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโอกินาวะ อยู่ห่างจากไต้หวันทางทิศตะวันออกเพียง 110 กิโลเมตร แต่ห่างจากโตเกียวถึง 1,900 กิโลเมตร ทำให้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการเฝ้าระวังทางอากาศและทะเล ปัจจุบันเกาะนี้มีฐานทัพญี่ปุ่นประจำการอยู่แล้ว การเพิ่มระบบขีปนาวุธจะช่วยเสริมขีดความสามารถป้องกันภัยทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและจีน

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมายาวนานหลายเดือน วันเดียวกันนั้น จีนประกาศบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออกสินค้ากว่า 30 รายการไปยังบริษัทญี่ปุ่นหลายสิบแห่ง โดยอ้างว่าบริษัทเหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางทหารของญี่ปุ่น เช่น ชิ้นส่วนสำหรับขีปนาวุธและเรือดำน้ำ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงสงครามการค้าที่แฝงด้วยมิติทางทหาร

ญี่ปุ่นมองว่าจีนกำลังขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้และรอบไต้หวันอย่างก้าวกระโดด ทำให้ต้องปรับยุทธศาสตร์ป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะหลังจากที่จีนเพิ่มงบประมาณทหารอย่างต่อเนื่อง และมีท่าทีคุกคามไต้หวันบ่อยครั้ง

ประโยชน์และผลกระทบที่คาดหวัง

  • เสริมการป้องกันทางอากาศ: ระบบขีปนาวุธจะช่วยตรวจจับและสกัดกั้นเครื่องบินรบหรือขีปนาวุธจากศัตรูได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร
  • จุดยุทธศาสตร์ใกล้ไต้หวัน: ช่วยญี่ปุ่นมีบทบาทมากขึ้นในการรักษาความมั่นคงภูมิภาค ร่วมกับพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา
  • ตอบโต้แรงกดดันจากจีน: แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นไม่ยอมให้มีการรุกล้ำเขตอิทธิพล
  • พัฒนาเทคโนโลยีท้องถิ่น: ญี่ปุ่นกำลังเร่งผลิตขีปนาวุธเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ

นอกจากนี้ การติดตั้งระบบนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ที่ญี่ปุ่นกำลังผลักดัน โดยเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็นประวัติการณ์กว่า 8 ล้านล้านเยนในปีงบ 2570 เพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยสร้างสมดุลอำนาจในทะเลจีนตะวันออกได้บ้าง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนความตึงเครียดให้รุนแรงขึ้นหากจีนตอบโต้ด้วยการซ้อมรบหรือเพิ่มกำลังทหารใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม สำหรับญี่ปุ่น มันคือการลงทุนที่จำเป็นเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ

คุณคิดอย่างไรกับแผน ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574 นี้? มันจะช่วยรักษาสันติภาพหรือยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนระอุ? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน แล้วครับ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่มีข้อมูลการเจรจา 6 ราย เผยว่าการเจรจาระหว่างอิหร่านกับจีนกำลังเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้ยังไม่มีวันส่งมอบอย่างเป็นทางการ แต่ดีลนี้ใกล้สำเร็จแล้ว

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

ขีปนาวุธรุ่น CM-302 ที่อิหร่านกำลังเจรจาซื้อจากจีน มีพิสัยยิงไกลถึง 290 กิโลเมตร ออกแบบให้บินต่ำและเร็วเหนือเสียง เพื่อหลบเลี่ยงระบบป้องกันของเรือรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากติดตั้งใช้งานจริง จะยกระดับขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน โดยเฉพาะในการโจมตีกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและภูมิภาคใกล้เคียง

ประวัติการเจรจาและปัจจัยเร่งด่วน

การเจรจาเริ่มต้นเมื่อ 2 ปีก่อน แต่เร่งตัวขึ้นหลังสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว นายมาสซูด โอราอี รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหมอิหร่าน เดินทางเยือนปักกิ่งแบบลับๆ เพื่อผลักดันดีลนี้ แม้ยังไม่มีรายละเอียดจำนวนขีปนาวุธ มูลค่า หรือการยืนยันจากจีน แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่ามีข้อตกลงความมั่นคงกับพันธมิตร และถึงเวลาที่เหมาะสมในการนำมาใช้

สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อสหรัฐฯ รวบรวมกำลังทางทะเลขนาดใหญ่ใกล้อิหร่าน เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln และกองเรือโจมตี USS Gerald R. Ford ที่กำลังมุ่งหน้ามา พร้อมกำลังพลกว่า 5,000 นาย และเครื่องบินรบ 150 ลำ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลาอิหร่าน 10 วันในการเจรจาโครงการนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจโดนโจมตีทางทหาร

ความสัมพันธ์จีน-อิหร่านและการซ้อมรบร่วม

ดีลนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทหารที่แน่นแฟ้นระหว่างจีน อิหร่าน และรัสเซีย ซึ่งซ้อมรบทางทะเลร่วมกันทุกปี เมื่อเดือนกันยายน ประธานาธิบดีอิหร่านเยือนปักกิ่ง จีนยืนยันสนับสนุนอธิปไตยอิหร่าน ขณะที่จีน-รัสเซียคัดค้านมาตรการคว่ำบาตร UN แม้สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรหน่วยงานจีนที่ขายสารเคมีให้อิหร่าน แต่จีนยืนยันควบคุมการส่งออกอย่างเคร่งครัด

ขีปนาวุธ CM-302 ผลิตโดย China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) สามารถติดตั้งบนเรือ เครื่องบิน หรือแท่นยิงภาคพื้นดิน โจมตีทั้งเรือรบและเป้าหมายบก นอกจากนี้ อิหร่านยังเจรจาซื้อ MANPADS ระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธต่อต้านดาวเทียมจากจีน

  • พิสัยยิง: 290 กม.
  • ความเร็ว: เหนือเสียง (Supersonic)
  • การใช้งาน: หลบระบบป้องกันเรือรบ
  • ผู้ผลิต: CASIC จีน

ดีล อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน นี้จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง หากสำเร็จ อิหร่านจะมีอาวุธที่ท้าทายกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน大国ระหว่างจีน-สหรัฐฯ

ในมุมมองของผม การซื้อขายอาวุธแบบนี้ยิ่งทำให้ภูมิภาคตึงเครียด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลังเสริมแกร่งตัวเองท่ามกลางแรงกดดัน หากคุณสนใจข่าวการทหารและภูมิรัฐศาสตร์ ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับดีลนี้!

ที่มา – อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ อย่างมหาศาลและรวดเร็ว สร้างความกังวลให้กับสถานการณ์ความมั่นคงโลก โดยวอชิงตันเรียกร้องให้ปักกิ่งเข้าร่วมสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับใหม่ ร่วมกับสหรัฐฯ และรัสเซีย เพื่อป้องกันการแข่งขันทางอาวุธที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์กล่าวหาจีนว่ากำลังขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างรวดเร็วและลับๆ โดยไม่มีความโปร่งใส สหรัฐฯ ย้ำว่าจีนกำลังทดสอบนิวเคลียร์แบบลับ และเรียกร้องให้จีนมาร่วมเจรจาสนธิสัญญาควบคุมอาวุธสามฝ่าย เพื่อทดแทนสนธิสัญญา New START ที่เพิ่งสิ้นสุดลง

สนธิสัญญา New START ซึ่งเป็นข้อตกลงสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หมดอายุไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สร้างโอกาสให้เกิดข้อตกลงใหม่ที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยรวมจีนเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม จีนปฏิเสธการเจรจาแบบสามฝ่ายมาโดยตลอด โดยอ้างว่ายังไม่พร้อม

รายละเอียดการกล่าวหาจากสหรัฐฯ

คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยาย กล่าวต่อที่ประชุมลดอาวุธที่กรุงเจนีวาว่า New START มีข้อบกพร่องร้ายแรง โดยเฉพาะไม่ครอบคลุมการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของจีนที่รวดเร็วและลับ “จีนขยายคลังแสงนิวเคลียร์อย่างมหาศาล โดยปราศจากข้อจำกัดและขาดความโปร่งใส ไม่ระบุเจตนาหรือจุดสิ้นสุด” ยอว์กล่าว

สหรัฐฯ คาดว่าจีนอาจบรรลุ “Parity” หรือความเท่าเทียมอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ-รัสเซีย ภายใน 4-5 ปี ขณะที่ข้อมูลจาก ICAN เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพระบุ สหรัฐฯ และรัสเซียมีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 5,000 ลูกต่อประเทศ ยอว์ยังอ้างว่าจีนจะมีวัสดุฟิสไซล์พอสำหรับหัวรบกว่า 1,000 ลูกภายในปี 2573

ผลกระทบต่อความมั่นคงโลก

การขยายคลังแสงนิวเคลียร์ของจีนไม่เพียงสร้างความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอาวุธในเอเชียแปซิฟิก ประเทศอย่างอินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นอาจตอบโต้ด้วยการเสริมสร้างกำลังทหาร สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ “New Cold War” ที่ซับซ้อนกว่าเดิม

จีนโต้แย้งว่าการพัฒนานิวเคลียร์เป็นการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามจากสหรัฐฯ และยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเจรจาจะยากลำบาก เพราะจีนต้องการให้สหรัฐฯ ลดอาวุธก่อน

  • สหรัฐฯ และรัสเซีย: มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 5,000 ลูก
  • จีน: คาดเพิ่มเป็น 1,000 ลูกใน 10 ปี
  • ผลกระทบ: เพิ่มความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังกังวลเรื่องการทดสอบนิวเคลียร์ลับของจีน ซึ่งอาจละเมิดอนุสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์ ทำให้ความไว้วางใจระหว่างประเทศลดลง

ทางออกและมุมมองอนาคต

เพื่อลดความเสี่ยง ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้เริ่มเจรจาแบบทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนก่อน แล้วค่อยขยายไปสามฝ่าย การสร้างความโปร่งใส เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลคลังแสง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ในขณะที่ประชาคมโลก รวมถึง UN ควรมีบทบาทมากขึ้นในการไกล่เกลี่ย

สถานการณ์นี้เตือนใจเราว่าความมั่นคงโลกยังเปราะบาง การแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์อาจนำภัยพิบัติมาสู่มนุษยชาติ คุณคิดอย่างไรกับ สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – สหรัฐฯ กล่าวหาจีน ขยายคลังแสงนิวเคลียร์ จี้ทำสัญญาควบคุมอาวุธ

“ฮุน มาเนต” ฟ้องฟอกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบ

ฮุน มาเนต ฟ้องฟอกซ์นิวส์ กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยและชาวกัมพูชาติดตามอย่างใกล้ชิด หลังนายกรัฐมนตรีกัมพูชาให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อดังของสหรัฐฯ อ้างว่าทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อนชายแดน ส่งผลให้ชาวกัมพูชากว่า 80,000 คนพลัดถิ่นกลับบ้านไม่ได้ สถานการณ์ตึงเครียดนี้เกิดขึ้นแม้ปีก่อนจะมีข้อตกลงหยุดยิงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นตัวกลาง

ฮุน มาเนต ฟ้องฟอกซ์นิวส์ กล่าวหาทหารไทยรุกคืบอย่างไร

ในบทสัมภาษณ์กับ Fox News Digital นายกฯ ฮุน มาเนต ระบุชัดว่ากองทัพไทยได้รุกเข้าไปในดินแดนที่กัมพูชาครอบครองมานาน โดยเกินกว่าพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยอ้างสิทธิ์ มีการติดตั้งลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ปิดกั้นหมู่บ้าน ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ เขาย้ำว่ากัมพูชาต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ไม่ใช่สงคราม

ฮุน มาเนต ฟ้องฟอกซ์นิวส์ เผยผลกระทบต่อชาวบ้าน

ผลกระทบจากการรุกคืบครั้งนี้รุนแรง ชาวกัมพูชากว่า 8 หมื่นคนต้องพลัดถิ่น สูญเสียที่อยู่อาศัยและปศุสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการปะทะตามแนวชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งกัมพูชาตำหนิไทยว่าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แม้ไทยจะปฏิเสธว่าเป็นเพียงการรักษาความมั่นคง

ประวัติศาสตร์ชายแดนไทย-กัมพูชาเต็มไปด้วยข้อพิพาท โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกเคยตัดสินให้กัมพูชาในปี 2505 แต่ปัญหายังคุกรุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์ช่วยเจรจาในประชุมอาเซียนปีก่อน ดูเหมือนจะสั่นคลอนแล้ว

  • ทหารไทยติดลวดหนามและตู้คอนเทนเนอร์ ปิดทางเข้าหมู่บ้านกัมพูชา
  • ชาวบ้าน 80,000 คนพลัดถิ่น ไม่สามารถกลับบ้าน
  • การปะทะใกล้ปราสาทพระวิหาร สร้างความเสียหาย
  • ฮุน มาเนต เตรียมหารือคณะกรรมการสันติภาพของทรัมป์ที่วอชิงตัน

นอกจากประเด็นชายแดน ฮุน มาเนต ฟ้องฟอกซ์นิวส์ ยังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ และจีน โดยยืนยันว่าไม่เลือกข้าง ฐานทัพเรือเรียมไม่ใช่ของจีนแต่เพียงผู้เดียว ล่าสุดเรือรบสหรัฐฯ USS Cincinnati จอดใกล้เรือจีนแค่ 150 เมตร เพื่อแสดงความโปร่งใส

กัมพูชายังรื้อฟื้นการฝึกรบร่วม “อังกอร์เซนติเนล” กับสหรัฐฯ หลังหยุดไปตั้งแต่ปี 2017 และร่วมมือกับ FBI ถล่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ล่าสุดจับกุมออกญารายใหญ่และปิดโรงงานหลอกลวง pig butchering

ผลกระทบและแนวทางแก้ไขหลังฮุน มาเนต ฟ้องฟอกซ์นิวส์

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบชาวบ้าน แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์อาเซียนและเศรษฐกิจชายแดน การค้าขายและการท่องเที่ยวอาจชะงัก หากไม่แก้ไขด่วน ฝ่ายไทยยังเงียบ ไม่ตอบโต้ข้อกล่าวหาในตอนนี้

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนต้องอาศัยการเจรจาผ่านกลไกอาเซียนและศาลโลกให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการปะทะใหญ่ 两国ควรยึดหลักสันติภาพ เหมือนที่ฮุน มาเนต ย้ำไว้

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสำคัญ!

ที่มา – “ฮุน มาเนต” ฟ้องฟอกซ์นิวส์ ทหารไทยรุกคืบยึดพื้นที่ทับซ้อน ทำชาวเขมรพลัดถิ่นกว่า 8 หมื่น

Scroll to top