ฉนวนกาซา

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ สร้างความกังวลให้กับนานาชาติเป็นอย่างมากว่าความพยายามในการยุติความขัดแย้งอาจล้มเหลวไม่เป็นท่า

อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งในฉนวนกาซาและทางตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์การโจมตีบ้านเรือนประชาชน การกระทำที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความจริงใจของคู่ขัดแย้งในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งทำขึ้น

ผลกระทบต่อสื่อมวลชนและพลเรือน

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคือการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งกลุ่มฮามาสมองว่าเป็นการมุ่งเป้าปิดปากความจริง อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอิสราเอลให้เหตุผลว่ากลุ่มผู้เสียชีวิตมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังติดอาวุธ ความพยายามที่จะอธิบายเหตุผลนี้ยังคงสร้างความขัดแย้งเชิงวาทกรรม และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีสหประชาชาติ

  • ยอดผู้เสียชีวิตรวมในกาซาทะลุ 73,000 รายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
  • พลเรือนกว่า 70% ในกาซายังคงเผชิญวิกฤตที่อยู่อาศัยและสุขาภิบาล
  • การโจมตีในเลบานอนสร้างความเสียหายต่ออาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน
  • ข้อตกลงในการปลดอาวุธและบริหารจัดการพื้นที่ยังไร้ความคืบหน้า

ในขณะที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าเป็นการตอบโต้เชิงรับจากการยิงขีปนาวุธของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่ทางฝั่งเลบานอนกลับมองว่านี่คือการละเมิดอำนาจอธิปไตยและข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นระบบ ทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคนี้มีความเปราะบางยิ่งขึ้น

บทสรุปของเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า กรอบเวลาของการหยุดยิงอาจเป็นเพียงระยะพักรบชั่วคราว หากไม่มีการเจรจาที่ครอบคลุมถึงรากเหง้าของปัญหาและเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ การสูญเสียจะยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ประชาคมโลกจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการกดดันและเป็นตัวกลางที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้ความสูญเสียพุ่งสูงขึ้นไปมากกว่านี้

ที่มา – อิสราเอลเดินหน้าถล่มกาซา-เลบานอน ดับกว่า 20 ราย แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่า เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่า เขาได้ตัดสินใจสั่งการให้กองทัพอิสราเอลเร่งดำเนินการเข้าควบคุมพื้นที่ให้ได้ถึง 70% ของฉนวนกาซา โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและการจัดการกลุ่มฮามาสแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เพราะการเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา นั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้วให้สั่นคลอนยิ่งขึ้น ซึ่งกลุ่มฮามาสเองก็ออกมาประณามการกระทำนี้ว่าเป็นละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง

รายละเอียดการขยายอิทธิพลทางทหารในพื้นที่

จากการให้สัมภาษณ์ เนทันยาฮูระบุว่า ปัจจุบันกองทัพอิสราเอลได้กระชับพื้นที่จากการก้าวข้ามจาก 50% มาสู่ 60% และกำลังมุ่งเป้าไปที่ 70% ตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • เป้าหมายระยะสั้นคือการควบคุมพื้นที่ 70% เพื่อบีบกลุ่มฮามาสให้สิ้นฤทธิ์
  • กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) มีความเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในพื้นที่ชายฝั่ง
  • การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคน ต้องกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่เหลืออยู่อย่างจำกัด

อย่างไรก็ตาม การที่ เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา ได้สร้างความกังวลใจให้กับนานาชาติ โดยเฉพาะในประเด็นด้านมนุษยธรรมที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางซากปรักหักพังและการถูกจำกัดพื้นที่อย่างหนักหน่วง ขณะที่ทางกลุ่มฮามาสมองว่านี่คือความพยายามของอิสราเอลที่จะใช้กำลังบังคับเพื่อสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่ และทำลายโอกาสในการประนีประนอมใดๆ ที่เคยตกลงกันไว้

สถานการณ์ในขณะนี้เปรียบเสมือนระเบิดเวลา เพราะทั้งสองฝ่ายต่างยึดถือคนละมุมมองในเรื่องของสัญญาหยุดยิง การที่อิสราเอลขยับเส้นแบ่งเขตที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” เข้าไปเรื่อยๆ จนถึงเป้าหมาย 70% จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทหาร แต่เป็นเรื่องของการแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ต้องการครองความได้เปรียบเหนือน่านฟ้าและแผ่นดินในระดับที่ยากจะหวนคืนสถานะปกติได้ในระยะสั้น

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์โลก เราอาจต้องตั้งคำถามว่า หากการเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงักเช่นนี้ ความขัดแย้งอาจลุกลามจนนำไปสู่การแบ่งแยกฉนวนกาซาอย่างถาวร ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าความสูญเสียได้เลย โปรดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปว่าจะมีมาตรการใดออกมาเพื่อระงับความรุนแรงก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – เนทันยาฮูเผย สั่งให้กองทัพเข้ายึดพื้นที่ 70% ของฉนวนกาซา

อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทางอิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว ในระหว่างการโจมตีทางอากาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเป้าหมายครั้งนี้คือนายโมฮัมเหม็ด โอเดห์ ซึ่งกองทัพอิสราเอลระบุว่าเป็นผู้รับตำแหน่งต่อจากหัวหน้าคนเดิมที่ถูกกำจัดไปก่อนหน้านี้ไม่นาน

สถานการณ์ล่าสุด: อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

การดำเนินการครั้งสำคัญนี้ถูกเปิดเผยโดยนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ซึ่งยืนยันว่าผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มฮามาสได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว โดยทางหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างกองทัพอิสราเอลและชินเบต (Shin Bet) ยืนยันว่านายโอเดห์คือบุคคลที่เข้ามารับหน้าที่ในกองพลกัสซาม (Qassam Brigades) ต่อจากเอซเซดีน อัล-ฮัดดัด

รายละเอียดการปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวของอิสราเอล

แม้อิสราเอลจะยืนยันเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน แต่ทางฝั่งฮามาสยังไม่ได้มีการประกาศหรือยืนยันแต่งตั้งนายโอเดห์อย่างเป็นทางการมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเขาเคยทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกลุ่มมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกระบุว่าการโจมตีครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของอิสราเอลในการตัดวงจรผู้นำกลุ่มติดอาวุธแบบถอนรากถอนโคน โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้:

  • เป้าหมายของอิสราเอลคือการยุติการปกครองของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาให้เสร็จสิ้น
  • รัฐบาลอิสราเอลยังคงพูดถึงแผนการย้ายถิ่นฐานโดยสมัครใจของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ ซึ่งเคยได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ
  • หน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอลยังคงเดินหน้าไล่ล่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ นายอิสราเอล คัตซ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่าทุกคนที่มีส่วนร่วมจะต้องได้รับผลของการกระทำ ซึ่งสะท้อนถึงท่าทีที่แข็งกร้าวของรัฐบาลอิสราเอลที่ยังคงไม่ลดละความพยายาม แม้จะอยู่ในช่วงที่มีข้อตกลงหยุดยิงก็ตาม เหตุการณ์ข่าวที่ว่า อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าความขัดแย้งในพื้นที่จะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์โลก เราต้องจับตาดูต่อไปว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายและการปฏิบัติการของอิสราเอลในการจัดการกับกลุ่มฮามาสครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างไรในระยะยาว เพราะความสูญเสียไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการเมืองมวลชนและการหาทางออกด้วยสันติวิธีในฉนวนกาซาอีกด้วย

ที่มา – อิสราเอลเผย สังหารหัวหน้าฝ่ายติดอาวุธคนใหม่ของกลุ่มฮามาสแล้ว

ปาเลสไตน์เลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรก 20 ปี

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ทุกคนจับตามอง ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดและการยึดครองของอิสราเอลมานานหลายสิบปี การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความหวังในประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามในการรวมชาติปาเลสไตน์ที่แตกแยกมานาน

ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

นับล้านคนจากฝั่งเวสต์แบงก์และเมืองเดอีร์ อัล-บาลาห์ ในฉนวนกาซา ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นครั้งสำคัญนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2006 ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ข้อของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่นำไปสู่การหยุดยิงตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้เกิดโอกาสทางประชาธิปไตยในช่วงเวลาที่ท้าทายแบบนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มฮามาสถูกห้ามส่งผู้สมัครในนามกลุ่ม ตามกฎหมายใหม่ที่กำหนดให้ยอมรับองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) เป็นตัวแทนเดียว ซึ่งฮามาสและกลุ่มอื่นๆ ไม่ยอมรับ จึงประกาศคว่ำบาตร ส่งผลให้กลุ่มฟาตาห์ของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ครองเวทีหลัก แต่ในเดอีร์ อัล-บาลาห์ มีผู้สมัครอิสระที่ใกล้ชิดฮามาสด้วยนะครับ

ทำไมเดอีร์ อัล-บาลาห์ถึงเป็นพื้นที่เลือกตั้งเดียวในกาซา?

เมืองนี้ได้รับความเสียหายน้อยที่สุดจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส เจ้าหน้าที่ฮามาสยังช่วยดูแลความปลอดภัยรอบคูหาเลือกตั้ง แม้คะแนนนิยมฮามาสในกาซาจะลดลงจากผลกระทบสงคราม แต่ในเวสต์แบงก์กลับพุ่งสูง เพราะประชาชนผิดหวังกับองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจและการยึดครองไม่ได้

เสียงสะท้อนจากชาวปาเลสไตน์

โมฮัมเหม็ด อัล-ฮาไซนา จากเดอีร์ อัล-บาลาห์ บอกว่า “นี่คือสัญญาณของความต้องการมีชีวิตต่อไป เราอยากให้โลกช่วยเยียวยาจากหายนะสงคราม ถึงเวลาฟื้นฟูกาซาแล้ว” ส่วนมาห์มุด บาเดอร์ นักธุรกิจจากทูลคาเรม ในเวสต์แบงก์ มองว่า “ไม่มีหวังหรอก อิสราเอลยังปกครองอยู่ การเลือกตั้งแค่อวดสื่อต่างชาติ ตราบใดที่ไม่มีเอกราชจริง”

คณะกรรมการเลือกตั้งกลางแจ้งว่ามีผู้มีสิทธิ์กว่า 1 ล้านคนทั่วดินแดนปาเลสไตน์ การเลือกตั้งครั้งนี้อาจดูเป็นช่องทางประชาธิปไตย แต่การที่ฟาตาห์แทบไร้คู่แข่งในหลายพื้นที่ ย้ำถึงรอยร้าวระหว่างฟาตาห์-ฮามาสที่ยังไม่รวมกันได้ ผลอย่างเป็นทางการคาดออกค่ำวันเสาร์หรืออาทิตย์

ประวัติศาสตร์และความสำคัญของการเลือกตั้ง

ทำไมต้องรอ 20 ปี? หลังเลือกตั้งปี 2006 ฮามาสชนะในกาซา นำไปสู่การแตกแยก ปี 2007 ฟาตาห์ควบคุมเวสต์แบงก์ ฮามาสยึดกาซา ทำให้ไม่มีเลือกตั้งใหญ่ตั้งแต่นั้น การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จึงเป็นก้าวแรกสู่การรวมชาติ ภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติและประชาชนที่เบื่อหน่ายกับความขัดแย้ง

  • ข้อดี: สร้างตัวแทนท้องถิ่น แก้ปัญหาชุมชน เช่น สุขภาพ การศึกษา
  • ความท้าทาย: การแทรกแซงจากอิสราเอล และการคว่ำบาตรจากฮามาส
  • โอกาส: ถ้าฟาตาห์ชนะ อาจนำไปสู่เลือกตั้งใหญ่และสันติภาพ
  • ความเสี่ยง: เพิ่มรอยร้าว ถ้าผลไม่โปร่งใส

นอกจากนี้ ชาวปาเลสไตน์ยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจหนักจากบล็อกเกต การว่างงานสูง และความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ลดลง การเลือกตั้งนี้อาจช่วยกระตุ้นการพัฒนาท้องถิ่นได้บ้าง

ในมุมมองของผม ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี เป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความมืดมิด แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ประชาชนยังไม่ยอมแพ้ต่ออนาคตที่ดีกว่า สุดท้ายแล้ว สันติภาพต้องมาจากการรวมใจของปาเลสไตน์เอง

คุณคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งครั้งนี้? มันจะนำพาการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารเพิ่มเติม!

ที่มา – ชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์และกาซาออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่น ครั้งแรกในรอบ 20 ปี

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา สหรัฐฯ ผลักดัน

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐอเมริกาผลักดันอย่างหนัก โดยชี้ว่ามันเอนเอียงเข้าข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน ล่าสุดกลุ่มฮามาสยืนยันว่าจะไม่เข้าร่วมการเจรจาเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลจะทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน สถานการณ์ในกาซายังคงตึงเครียด สร้างความกังวลให้กับนานาชาติที่ติดตามการเจรจาสันติภาพอย่างใกล้ชิด

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน

ตามรายงานของ BBC เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 กลุ่มฮามาสได้แจ้งปฏิเสธแผนปลดอาวุธในกาซาที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนพิเศษด้านกาซาของคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐอเมริกา แผนดังกล่าวกำหนดให้ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่นๆ ต้องปลดอาวุธทั้งหมด เพื่อแลกกับการเริ่มฟื้นฟูพื้นที่กาซาหลังสงครามทันที อย่างไรก็ตาม ฮามาสมองว่าแผนนี้ไม่เป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ให้อิสราเอลมากเกินไป

แหล่งข่าวจากฮามาสระบุว่า พวกเขาจะไม่ยอมรับการปลดอาวุธแบบ односторонний หรือฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงใหญ่ที่ครอบคลุมสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดอนาคตของตนเอง นอกจากนี้ ฮามาสยังย้ำจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่เจรจาเฟส 2 จนกว่าจะมีเงื่อนไขครบถ้วนจากเฟส 1

เงื่อนไขสำคัญก่อนฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา และเจรจาเฟส 2

ก่อนเข้าสู่การเจรจาระยะที่ 2 ฮามาสเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการละเมิดข้อตกลงทั้งหมด หยุดโจมตี และแก้ปัญหาความอดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้

  • ถอนกองทัพอิสราเอลออกจากกาซาทั้งหมด
  • เปิดจุดผ่านแดนราฟาห์เต็มรูปแบบ
  • อนุญาตให้ความช่วยเหลือมนุษธรรมและสินค้าจำเป็นเข้าสู่กาซาโดยไม่มีข้อจำกัด
  • เริ่มฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำสะอาด
  • ปฏิบัติตามข้อตกลงเฟส 1 อย่างครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกันและนักโทษ

ด้านอิสราเอลยืนกรานว่าจะไม่เจรจาเฟสต่อไป หากฮามาสไม่ยอมปลดอาวุธ ส่งผลให้การพูดคุยหยุดชะงัก สถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเฟส 1 ของแผนสันติภาพที่อ้างอิงจากแนวคิดทรัมป์ ซึ่งประสบความสำเร็จบางส่วน โดยยุติการสู้รบชั่วคราว ปล่อยประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และถอนกำลังบางส่วน

บริบทความขัดแย้งกาซา-อิสราเอล

ความขัดแย้งรอบล่าสุดปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2566 เมื่อฮามาสโจมตีอิสราเอล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ราย และจับตัวประกัน 251 คน จากนั้นกองทัพอิสราเอลตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทนีที่รุนแรง คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ในกาซากว่า 72,330 ราย ตามข้อมูลหน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่น ปัจจุบันกาซาตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ขาดแคลนอาหาร น้ำ และยารักษาโรค

การเจรจาเฟส 2 มีเป้าหมายยุติสงครามถาวร ถอนทหารทั้งหมด และปลดอาวุธฮามาส แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ไกล่เกลี่ยจากตะวันออกกลางและสหรัฐฯ พยายามหาทางออก แต่ฮามาสมองว่าสหรัฐฯ ขาดความเป็นกลาง เนื่องจากเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของอิสราเอล

นอกจากนี้ แผนปลดอาวุธยังถูกวิจารณ์จากนักวิเคราะห์ว่า อาจทำให้ปาเลสไตน์อ่อนแอโดยไม่ได้รับการรับประกันความมั่นคงจากอิสราเอล ในอดีต การเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางมักล้มเหลวเพราะขาดข้อตกลงที่ยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าต้องมีบทบาทจากนานาชาติที่เป็นกลางมากขึ้น เช่น สหประชาชาติหรือสหภาพอาหรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ผลกระทบหากฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา

หากการเจรจายืดเยื้อ ชาวกาซาจะได้รับผลกระทบหนักสุด วิกฤตมนุษธรรมอาจเลวร้ายลง ส่งผลให้เกิดกระแสอพยพครั้งใหญ่และความไม่มั่นคงในภูมิภาค การตัดสินใจของฮามาสครั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันอิสราเอลให้ยอมรับเงื่อนไข แต่ก็เสี่ยงทำให้เสียโอกาสฟื้นฟู

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษ การปลดอาวุธต้องมาพร้อมการรับประกันความปลอดภัยและรัฐปาเลสไตน์ที่แท้จริง มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของฮามาส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นล่าสุดในฉนวนกาซา ทำให้โลกต้องหันมองถึงความเสี่ยงอันตรายของนักข่าวที่รายงานข่าวจากพื้นที่สงคราม นายโมฮัมเหม็ด วิชาห์ ผู้สื่อข่าวจากอัลจาซีรา มูบาเชอร์ เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าเมื่อวันที่ 8 เมษายน หลังจากโดรนของกองทัพอิสราเอลโจมตีรถยนต์ที่เขานั่งอยู่บริเวณเชค อัจลิน ทางตะวันตกของกาซา

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา: รายละเอียดเหตุการณ์

สำนักข่าวอัลจาซีราและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขปาเลสไตน์ยืนยันข่าวร้ายนี้ทันที ภาพเหตุการณ์ที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นซากรถที่ถูกทำลายยับเยิน ควันลอยคละคลุ้ง ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากรีบเข้ามาช่วยเหลือและขนส่งร่างของนายวิชาห์ไปยังโรงพยาบาลอัล-ชิฟา ท่ามกลางความโศกเศร้าของเพื่อนร่วมงานและประชาชนที่มาร่วมไว้อาลัย

เครือข่ายอัลจาซีราออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรง โดยระบุว่า "นี่คืออาชญากรรมที่น่ารังเกียจ การสังหารผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการมุ่งเป้าเพื่อข่มขู่สื่อมวลชนไม่ให้รายงานความจริง" อัลจาซีราประกาศว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายเต็มที่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนักข่าวที่เสียชีวิต

การตอบโต้จากกองทัพอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม โฆษกกองทัพอิสราเอลโต้แย้งว่านายวิชาห์เป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส โดยอ้างข้อมูลว่าเขาเคยเป็นผู้บัญชาการระดับสูงในหน่วยขีปนาวุธต่อต้านรถถัง อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยังไม่ให้คำชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีครั้งนี้ เมื่อถูกสอบถามโดยเอเอฟพี

เหตุการณ์ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ ตั้งแต่ตุลาคม 2023 แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงกล่าวหากันเรื่องการละเมิด และอิสราเอลยังคงโจมตีเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับฮามาส

สถิติที่น่าตกใจ: นักข่าวในกาซาตายมากที่สุดในประวัติศาสตร์

องค์กรนักข่าวข้ามพรมแดน (RSF) และคณะกรรมการคุ้มครองสื่อมวลชน (CPJ) รายงานว่านับตั้งแต่สงครามปะทุในเดือนตุลาคม 2023 มีนักข่าวและบุคลากรสื่อในกาซาถูกสังหารกว่า 220 ราย โดยอย่างน้อย 70 รายเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ นี่คือตัวเลขสูงสุดในประวัติศาสตร์การรายงานข่าวสงคราม

  • อัลจาซีราเสียผู้สื่อข่าวไปหลายรายในช่วงนี้
  • กาซากลายเป็นจุดอันตรายที่สุดสำหรับนักข่าว
  • การโจมตีสื่อถูกมองว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพในการรายงาน
  • องค์กรระหว่างประเทศเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระ

ความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงกระทบต่อครอบครัวของนายวิชาห์เท่านั้น แต่ยังเป็นการตีตราถึงเสรีภาพสื่อในพื้นที่ขัดแย้ง ผู้สื่อข่าวเหล่านี้คือดวงตาของโลกที่ช่วยให้เราทราบความจริงจากกาซา

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องนักข่าวระหว่างประเทศ โลกต้องรวมตัวกันกดดันให้มีการสอบสวนที่โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้สื่อข่าวอัลจาซีราถูกโดรนอิสราเอลสังหารในกาซา

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่ปกครองฉนวนกาซา ออกแถลงการณ์ขอร้องพันธมิตรหลักอย่างอิหร่านให้ยับยั้งชั่งใจ ไม่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับอีกต่อไป ท่ามกลางสงครามที่รุนแรงระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล

ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ: พื้นหลังเหตุการณ์

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 กลุ่มฮามาสซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างหนักจากรัฐบาลเตหะราน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง พวกเขาขอให้ “พี่น้องในอิหร่าน” หลีกเลี่ยงการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษา “สายสัมพันธ์แห่งพี่น้อง” ระหว่างชาติในภูมิภาค แม้ฮามาสจะยังคงยืนยันสิทธิ์ในการป้องกันตัวของอิหร่านจากสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่ก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันสันติภาพทันที

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น อิหร่านถูกกล่าวหาว่าดำเนินปฏิบัติการตอบโต้โดยโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอ่าวอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย และบาห์เรน แม้อิหร่านจะยืนยันว่ามุ่งเป้าเฉพาะฐานทัพอเมริกา แต่การโจมตีเหล่านี้กลับส่งผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน สร้างความสูญเสียอย่างน้อย 18 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและแรงงานต่างชาติ

ผลกระทบจากการโจมตี: รายชื่อผู้เสียชีวิตในชาติอ่าวอาหรับ

  • UAE: 6 ศพ
  • คูเวต: 6 ศพ
  • โอมาน: 2 ศพ
  • ซาอุดีอาระเบีย: 2 ศพ
  • บาห์เรน: 2 ศพ

นอกจากนี้ กาตาร์และตุรกีซึ่งเป็นผู้สนับสนุนฮามาสทางด้านการเงินและการเมือง ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านเช่นกัน สถานการณ์นี้ทำให้ฮามาสซึ่งพึ่งพาอิหร่านในเรื่องเงินทุน อาวุธ และการเมือง ต้องออกมาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยอย่างไม่คาดคิด

ความสัมพันธ์ระหว่างฮามาสและอิหร่านนั้นแน่นแฟ้นมานาน อิหร่านเป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก โดยส่งอาวุธล้ำสมัยและเงินทุนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อต่อสู้กับอิสราเอล อย่างไรก็ตาม ชาติอ่าวอาหรับหลายแห่ง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและ UAE มีจุดยืนต่อต้านอิหร่านอย่างชัดเจน ทำให้การโจมตีของเตหะรานยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้ง

การที่ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาสมดุลอำนาจ ฮามาสต้องการหลีกเลี่ยงการถูกโดดเดี่ยว หากชาติอ่าวอย่างกาตาร์ซึ่งให้เงินทุนมหาศาล ถอนการสนับสนุน นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณว่าฮามาสเริ่มมองเห็นความเสี่ยงจากสงครามที่ลุกลาม ซึ่งอาจกระทบต่อการต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์โดยรวม

ในมุมกว้าง สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มีรากเหง้าจากความขัดแย้งระหว่างชียะห์-ซุนนี สหรัฐฯ-อิสราเอล กับแกนนำต่อต้านอย่างอิหร่าน ฮิซบุลเลาะห์ และฮามาส การเรียกร้องของฮามาสจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาใหม่ หากอิหร่านรับฟัง

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากอิหร่านไม่หยุดยั้ง อาจนำไปสู่การแตกหักกับฮามาส ซึ่งจะเป็นจุดอ่อนสำคัญของเตหะราน นอกจากนี้ ชาติอ่าวอาหรับกำลังเสริมสร้างพันธมิตรกับอิสราเอลผ่านข้อตกลง Abraham Accords ทำให้สมดุลกำลังเปลี่ยนไป

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวต่างประเทศ สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของภูมิภาคน้ำมัน ซึ่งกระทบราคาน้ำมันโลกและเศรษฐกิจไทยโดยตรง เราเห็นได้จากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

สุดท้ายนี้ การที่ฮามาสออกมาเรียกร้องดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะเป็นกลุ่มติดอาวุธ แต่ก็มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ คุณคิดว่าอิหร่านจะฟังไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

ที่มา – ฮามาสมาแปลก เรียกร้องอิหร่าน หยุดโจมตีชาติอ่าวอาหรับ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม: https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มาเพิ่มเติม: BBC

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองโลกเลยนะครับ เมื่อรัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตออกจากอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามที่กำลังรุนแรงทั้งในฉนวนกาซาและกับอิหร่าน

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสเปนเลยครับ สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำกรุงเทลอาวีฟ จะลดระดับการทำงานลงเหลือแค่ภายใต้การดูแลของอุปทูตเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับอิสราเอลย่ำแย่ลงมากๆ

ทำไมสเปนถึงทำแบบนี้? เพราะสเปนเป็นหนึ่งในประเทศสหภาพยุโรปที่วิจารณ์อิสราเอลอย่างหนักหน่วงต่อการทำสงครามในกาซา และล่าสุดคือสงครามใหม่กับอิหร่านที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สเปนมองว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ถูกต้อง

คำสั่งถอนทูตอย่างเป็นทางการ

ในราชกิจจานุเบกษาระบุชัดเจนว่า “ตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหภาพยุโรปและความร่วมมือ และหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 มี.ค. 2569 ข้าพเจ้าจึงสั่งยุติตำแหน่งของ น.ส.อานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ ในฐานะเอกอัครราชทูตสเปนประจำอิสราเอล” เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาก

นายเปโดร ซานเชซ นายกฯ สเปน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนเด่นในยุโรป ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ประณามการโจมตีอิหร่านโดยบอกว่า “หาเหตุผลไม่ได้” และย้ำว่า “รัฐบาลสเปนไม่เอาสงคราม” นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของนโยบายต่างประเทศที่เน้นสันติภาพ

ประวัติศาสตร์การต่อต้านอิสราเอลของสเปน

ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่สเปนออกมาแรงแบบนี้ เดือนตุลาคมปีก่อน รัฐสภาสเปนผ่านกฎหมายห้ามส่งออกอาวุธไปอิสราเอลถาวร รวมถึงเทคโนโลยีทหารและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตอบโต้ที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา สเปนเป็นผู้นำในกลุ่มยุโรปที่กล้าพูดกล้าแสดงออก

  • วิจารณ์สงครามกาซาอย่างต่อเนื่อง
  • ห้ามขายอาวุธให้อิสราเอล
  • ถอนเอกอัครราชทูตเพื่อประท้วง
  • สนับสนุนสันติภาพในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจ สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในยุโรป ที่ประเทศอื่นๆ อาจตามรอย โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นใจปาเลสไตน์มากขึ้น สงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม ผลกระทบจะเป็นยังไงต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคง?

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวของสเปนนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศเล็กๆ ก็มีน้ำหนักได้ ถ้าจุดยืนชัดเจน มันอาจกระตุ้นให้ EU ทบทวนนโยบายต่ออิสราเอลใหม่ สงครามไม่เคยแก้ปัญหาได้จริงๆ นะครับ สันติภาพต่างหากที่เป็นคำตอบ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

ทรัมป์เปิดฉากประชุม คกก.สันติภาพ มอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลกเลยนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่รอช้า รีบเปิดการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งแรกที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 เพื่อคุยเรื่องฉนวนกาซาและความมั่นคงทั่วโลก โดยประกาศเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 7 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 5 พันล้าน! มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

การประชุมครั้งนี้ ทรัมป์ต้อนรับผู้นำโลกหลายสิบคนที่กลายมาเป็น “เพื่อนแสนวิเศษ” ของเขา บอกว่าคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยทำมา ประกาศชื่อ 9 ประเทศที่สัญญาจะบริจาคเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ประเทศเหล่านั้นได้แก่ คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต ทรัมป์บอกว่า “ทุกดอลลาร์คือการลงทุนเพื่อเสถียรภาพและความหวัง” สุดยอดเลยครับ!

นอกจากนี้ยังระดมทุนอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้คณะกรรมการ แต่ยังไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ทรัมป์ย้ำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีกว่า ยังพูดถึงสหประชาชาติ (UN) ว่าควรมีบทบาทมากกว่านี้ สหรัฐฯ จะร่วมมือใกล้ชิด และคณะกรรมการนี้จะคอย “เฝ้าดู” UN ให้ทำงานดีขึ้นด้วย

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา: รายละเอียดผู้เข้าร่วม

มีผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 20 คนมาร่วม เช่น วิกตอร์ ออร์บาน นายกฯ ฮังการีที่กำลังเจ้าเลือกตั้งยากๆ, ฮาเวียร์ มิเล ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา, และเชห์บาซ ชารีฟ นายกฯ ปากีสถานที่อยากสานสัมพันธ์กับทรัมป์เพื่อปัญหากับอินเดีย แต่พันธมิตรเก่าของสหรัฐฯ อย่างยุโรปไม่ได้มา ญี่ปุ่นยังลังเล ส่งแค่ผู้แทนเรื่องกาซา

ทรัมป์ยังพูดถึงความขัดแย้งที่เขาแก้ได้แล้ว และชี้ว่าอิหร่านคือจุดวิกฤตใหญ่ การเจรจากับอิหร่านกำลัง “น่าสนใจ” แต่ต้องทำข้อตกลงให้ได้ มิฉะนั้นจะเลวร้าย! ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงสไตล์เดิม ชอบสร้างพันธมิตรใหม่ๆ และผลักดันนโยบายใหญ่ๆ แบบรวดเร็ว

มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ การช่วยกาซา 7 พันล้านนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ มันจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน สร้างความสงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทรัมป์กำลังสร้าง “คณะกรรมการสันติภาพ” ให้เป็นคู่แข่ง UN ชัดๆ เพื่อให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลมากขึ้น

  • เงินช่วยเหลือเพิ่มเป็น 7 พันล้านดอลลาร์
  • 9 ประเทศมุสลิมและเอเชียกลางร่วมบริจาค
  • ทรัมป์วิจารณ์ UN แต่สัญญาร่วมมือ
  • เน้นปัญหาอิหร่านเป็นหลัก

ในมุมมองผม การประชุมนี้เป็นกลยุทธ์เจ๋งของทรัมป์ที่รวมพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามา หลีกเลี่ยงยุโรปที่อาจขัดแย้ง และโฟกัสตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งน้ำมัน ถ้าสำเร็จ กาซาอาจสงบลงจริงๆ แต่ต้องดูว่าประเทศเหล่านี้จะโอนเงินจริงไหม คุณคิดยังไงกับทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา ลองคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ! ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

Scroll to top