ชลบุรี

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

อุบัติเหตุรถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น ทำให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังทำให้ไฟดับเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านจำนวนมาก

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

เมื่อเวลา 09.00 น. พ.ต.ท.จอมพจน์ คงศิลป์ สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บ่อวิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุรถชนเสาไฟฟ้าแรงสูงล้มจำนวนหลายต้น จึงรีบนำกำลังพลและหน่วยกู้ภัยเพี้ยวเยี่ยงไท้ศรีราชา รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

ที่เกิดเหตุบนถนนสุขาภิบาล 8 หมู่ 3 ต.บ่อวิน อ.ศรีราชา พบรถยนต์ที่เสียหายรวม 3 คัน โดยรถกระบะมาสด้าสีดำ หมายเลขทะเบียนระยอง เป็นต้นเหตุหลักที่พุ่งชนเสาไฟฟ้าแรงสูงจนล้มลงทั้งหมด 12 ต้น ผู้ขับขี่คือ นายสิทธิพงษ์ อายุ 42 ปี โชคดีที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แค่ปวดขาทั้งสองข้าง หน่วยกู้ภัยได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลพญาไทบ่อวินทันที

รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังพบรถกระบะมิตซูบิชิ ไทรทัน ทะเบียนชลบุรี จอดค้างกลางถนน โดยมีเสาไฟฟ้าพาดทับ ทำให้ผู้โดยสาร 4 รายติดอยู่ในรถเพราะกระแสไฟฟ้ายังไหลอยู่ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาบึงรีบตัดไฟและช่วยเหลือให้ปลอดภัยทั้งหมด ส่วนรถบัสคันหนึ่งก็โดนสายไฟพาดเช่นกัน แต่โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ

ผลกระทบจากการรถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม

เจ้าหน้าที่ต้องตัดกระแสไฟฟ้าทันทีและปิดการจราจรเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ เคลื่อนย้ายยานพาหนะ และป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ชาวบ้านในพื้นที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวชั่วคราว

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาบึงแจ้งว่า เหตุเกิดในซอยเชื่อมไมตรี ทำให้ไฟดับกว้างขวาง ระบบไฟฟ้าที่เสียหายรุนแรง เสาไฟ 115 kV ล้ม 6 ต้น และเสา 22 kV ล้ม 6 ต้น ทีมงานกำลังเร่งซ่อมแซม คาดว่าจ่ายไฟได้ปกติภายใน 19.00 น. ของวันเดียวกัน

เสาไฟฟ้าล้มจากอุบัติเหตุ

เหตุการณ์รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น ครั้งนี้ สร้างบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่ โดยเฉพาะในถนนสายหลักใกล้โรงงานอุตสาหกรรมที่จราจรหนาแน่น สาเหตุเบื้องต้นอาจมาจากการเสียหลัก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อหาความจริง ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในฐานะที่เราอยู่ใกล้ชิดกับอุบัติเหตุบนท้องถนนแบบนี้ บทเรียนที่ได้คือควรตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทางเสมอ และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ซ้ำ

หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวสารอุบัติเหตุเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ต่อไป

การกู้ภัยหลังอุบัติเหตุ

สุดท้ายนี้ การขับขี่ปลอดภัยคือกุญแจสำคัญในการลดอุบัติเหตุ ลองเช็ครถของคุณวันนี้ แล้วช่วยกันสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ทีมซ่อมแซมไฟฟ้า

ที่มา – รถกระบะเสียหลัก พุ่งชนเสาไฟฟ้าล้ม 12 ต้น คนขับบาดเจ็บเล็กน้อย

ยายวัย 79 โอนเงินให้แก๊งคอลฯ 4 ล้าน ตำรวจช่วยทัน!


เรื่องราวเตือนภัย! คุณยายวัย 79 ปี หลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สูญเงินไปแล้วกว่า 4 ล้านบาท และเกือบต้องเสียเงินเพิ่มอีก 3 ล้านบาท โชคดีที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ยายวัย 79 โอนเงินให้แก๊งคอลฯ 4 ล้าน เตรียมโอนเพิ่ม 3 ล้าน โชคดี ตร.ห้ามทัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ สภ.บ้านบึง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเจรจากับคุณยายท่านหนึ่งที่กำลังจะถอนเงินจำนวนมากจากธนาคาร เพื่อโอนเข้าบัญชีม้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพเหล่านี้หลอกลวงคุณยายจนเกือบสูญเสียเงินทั้งหมดที่มี

พ.ต.ท.เอกชัย ภาควัตร รอง ผกก.สภ.บ้านบึง เปิดเผยว่า ผู้เสียหายถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทรศัพท์มาแจ้งว่าคุณยายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย บัญชีธนาคารพัวพันกับการฟอกเงิน และมีหมายจับ หากไม่อยากถูกดำเนินคดี ต้องโอนเงินมาให้ตรวจสอบ

มิจฉาชีพใช้อุบายหลอกล่อให้คุณยายพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ กลัวว่าจะได้รับโทษ จึงยอมทำตามที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์บอก โดยก่อนหน้านี้ คุณยายได้โอนเงินไปแล้วถึง 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4 ล้านบาท! และในวันที่ 24 กันยายน เตรียมที่จะมาเบิกเงินอีก 3 ล้านบาทเพื่อโอนให้มิจฉาชีพ แต่โชคดีที่ญาติของคุณยายทราบเรื่อง และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งทางธนาคารได้ประสานตำรวจให้เข้ามาตรวจสอบ

ตำรวจเตือนภัย กลโกงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ร.ต.ต.วิทยา คำโสภา รอง สว.สืบสวน เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากผู้จัดการธนาคารว่ามีหญิงสูงอายุมาเบิกเงินจำนวน 3 ล้านบาท โดยมาคนเดียว และมีท่าทีน่าสงสัย เกรงว่าจะถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก จึงรีบเดินทางมาตรวจสอบ

จากข้อมูลของหลานผู้เสียหาย พบว่าคุณยายใช้โทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ไม่ยอมวางสาย และไม่เชื่อคำเตือนของใคร ต้องการจะเบิกเงินและโอนไปยังบัญชีที่ปลายสายบอกเพียงอย่างเดียว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบในระบบ ไม่พบว่าคุณยายมีคดีติดตัวหรือมีหมายจับแต่อย่างใด ทำให้คุณยายเริ่มตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และตัดสินใจยกเลิกการเบิกเงินเพื่อโอนไปยังบัญชีม้า

กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มักจะใช้ความกลัวและความไม่รู้ของผู้สูงอายุเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ดังนั้น การให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

วิธีป้องกันตัวเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ หากมีคนโทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ
  • ตรวจสอบข้อมูลให้แน่ใจ ก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวหรือโอนเงินให้ใคร
  • ปรึกษาคนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีข้อสงสัย
  • จำไว้ว่า หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องระมัดระวังและเพิ่มความตระหนักรู้ถึงภัยจากมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ที่มา – ยายวัย 79 โอนเงินให้แก๊งคอลฯ 4 ล้าน เตรียมโอนเพิ่ม 3 ล้าน โชคดี ตร.ห้ามทัน

สวนนงนุชพัทยา เร่งช่วย “น้องข้าวต้ม”

สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วยชีวิต “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง! เรื่องราวสุดประทับใจที่แสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความใส่ใจในเพื่อนร่วมโลก

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 สวนนงนุชพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับคำสั่งด่วนจาก นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ให้ทีมงานรีดน้ำนมจากแม่ช้างภายในปางช้างอย่างเร่งด่วน เพื่อนำไปช่วยเหลือ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากแม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากพบว่าน้องข้าวต้มอยู่ในสภาพอ่อนแอที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยาพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยถือเป็นโชคดีที่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 01.26 น. ได้มีสมาชิกใหม่เป็นลูกช้างเกิดใหม่ ทำให้สามารถรีดน้ำนมจากแม่ช้างได้ทันที เพื่อนำไปช่วยชีวิตน้องข้าวต้มได้อย่างทันท่วงที

สถานการณ์ของน้องข้าวต้มเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ทำให้การได้รับ “น้ำนมทองคำเหลว” หรือ Colostrum ในช่วง 72 ชั่วโมงแรกหลังคลอด มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะในน้ำนมช่วงนี้อุดมไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกันจำนวนมาก ซึ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ล้ำค่าที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับลูกช้าง

หากพลาดโอกาสทองในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการรอดชีวิตของน้องข้าวต้มอาจลดลงอย่างน่ากังวล การได้รับน้ำนมจากแม่ช้างของสวนนงนุชพัทยาจึงเป็นการต่อชีวิตให้กับน้องข้าวต้มอย่างแท้จริง

น้องข้าวต้ม ลูกช้างป่าพลัดหลง

สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วย “น้องข้าวต้ม”

น้ำนมเหลืองคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

น้ำนมเหลือง หรือ Colostrum คือน้ำนมที่ผลิตออกมาในช่วงแรกหลังการคลอดลูก ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม น้ำนมชนิดนี้มีความพิเศษกว่าน้ำนมปกติ เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารและแอนติบอดีที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อยในช่วงเริ่มต้นของชีวิต

ประโยชน์ของน้ำนมเหลืองสำหรับลูกช้าง:

  • สร้างภูมิคุ้มกัน: แอนติบอดีในน้ำนมเหลืองจะช่วยปกป้องลูกช้างจากเชื้อโรคต่างๆ ในช่วงที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่
  • เสริมสร้างการเจริญเติบโต: น้ำนมเหลืองมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของลูกช้าง
  • ช่วยในการขับถ่าย: น้ำนมเหลืองมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ลูกช้างขับถ่ายขี้เทาได้ง่ายขึ้น

ความสำคัญของ “น้ำนมทองคำเหลว” ต่อน้องข้าวต้ม

สำหรับ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง การได้รับ “น้ำนมทองคำเหลว” จากสวนนงนุชพัทยาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและทำให้ร่างกายของน้องข้าวต้มแข็งแรงขึ้น สวนนงนุชพัทยาได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและจิตใจที่เมตตาต่อสัตว์ร่วมโลก

เรื่องราวของน้องข้าวต้มและน้ำใจของสวนนงนุชพัทยาเป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนหันมาใส่ใจและช่วยเหลือสัตว์ที่ด้อยโอกาส การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเราสามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้

มาร่วมเป็นกำลังใจให้น้องข้าวต้มแข็งแรงและกลับคืนสู่ป่าอย่างปลอดภัยกันนะคะ!

ที่มา – สวนนงนุชพัทยา เร่งส่ง “น้ำนมทองคำเหลว” ช่วย “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง

คุมตัว “ไฮโซลูกนัท” สอบเพิ่ม ลุ้นประกันตัว

“ไฮโซลูกนัท” เข้ามอบตัว สภ.บางละมุง คดีทำร้ายคนขับรถ อ้างไม่เห็นหมายเรียก ยันไม่มีเจตนาหลบหนี ทนายเตรียมเงินสด 5 หมื่นบาทประกันตัวในชั้นสอบสวน

ตามที่ น.ส.อภินรา ศรีกาญจนา หรือปรางค์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท U Drink I Drive ได้ทำคลิปเล่าเหตุการณ์ของ นายฉลองชัย อายุ 43 ปี พนักงานประจำ U Drink I Drive ถูก นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อายุ 33 ปี หรือ “ไฮโซลูกนัท” นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง และทายาทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย หลังว่าจ้างให้ นายฉลองชัย ขับรถจากกรุงเทพฯ ไปส่งสนามยิงปืน ในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พอมาถึงหน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิท ขาเข้าเมืองพัทยา ไฮโซลูกนัทเกิดไม่พอใจคนขับรถ ได้ลงมือทำร้าย นายฉลองชัย จนได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 เวลา 15.00 น. ในทางคดี พนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ได้มีการออกหมายเรียก ไฮโซลูกนัท ครบ 3 ครั้ง และเจ้าตัวไม่มาตามนัด โดยตำรวจเตรียมออกหมายจับตามที่มีข่าวเสนอไปแล้วนั้น

มีความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 พนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ได้ขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับ นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ไฮโซลูกนัท” ฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายต่อกายและจิตใจ เลขที่ จ.165 / 2568 ซึ่งก่อนหน้านี้หลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี มีการออกหมายเรียกถึง 3 ครั้ง แต่เจ้าตัวไม่มาตามนัด จนเป็นที่มาของการออกหมายจับดังกล่าว

ต่อมา เมื่อเวลา 00.30 น. ของวันที่ 24 กันยายน 2568 พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.กก.ดส.บช.น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.ดส.บช.น. ได้ควบคุม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย อายุ 33 ปี หรือ “ไฮโซลูกนัท” มาส่งร้อยเวรสอบสวน สภ.บางละมุง โดยมีทนายความส่วนตัวเดินทางมาด้วย ในเบื้องต้น ไฮโซลูกนัท หลังจากทราบว่าตัวเองถูกออกหมายจับในคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่น จึงตัดสินใจเข้ามอบตัวกับตำรวจ กก.ดส.บช.น. เมื่อช่วงเย็น ระหว่างที่คุมตัวมายัง สภ.บางละมุง นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ไฮโซลูกนัท” ไม่ได้มีท่าทีหรือสีหน้ากังวล หลังมีการส่งตัวผู้ต้องหาและลงบันทึกประจำวัน ตำรวจจึงคุมตัวไฮโซลูกนัท เข้าห้องควบคุมขังทันที

ขณะที่ทนายความส่วนตัวของไฮโซลูกนัท ให้ข้อมูลเพียงว่า ยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับทางคดี ส่วนคดีนี้ ในเบื้องต้นมีการเจรจาและเยียวยาผู้เสียหายไปบางส่วนแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวเลข นอกจากนี้ ไฮโซลูกนัทไม่ได้เห็นหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง เนื่องจากในระหว่างที่มีการออกหมายเรียก เป็นช่วงเดียวกับที่ถูกตำรวจค้นบ้านพักย่านกรุงเทพฯ โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาจะหลบหนี พอรู้ว่าตัวเองถูกออกหมายจับก็เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจทันที

สำหรับคดีทำร้ายร่างกายของนายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย “ไฮโซลูกนัท” ในพื้นที่ สภ.บางละมุง เกิดขึ้นก่อนจะมาตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม หลังตำรวจ กก.ดส.บช.น. บุกค้นบ้านพักในหมู่บ้านย่านสวนหลวง กรุงเทพฯ เนื่องจากมีหญิงผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกทำร้ายร่างกายและบังคับเสพยา โดยจากการตรวจค้นในครั้งนั้น ตำรวจพบปืนกว่า 20 กระบอก กระสุนมากกว่า 1,000 นัด และยาเสพติด (โคเคนและไอซ์) พร้อมอุปกรณ์เสพ ต่อมาศาลได้ให้ประกันตัวชั่วคราว จนล่าสุด ไฮโซลูกนัทตกเป็นผู้ต้องหา หลังถูกศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น นอกจากนี้ ไฮโซลูกนัทมีการเยียวยาและดูแลฝ่ายคู่กรณีไปแล้วเป็นเงิน 65,000 บาท โดยมีการลงบันทึกประจำวันไว้ในเบื้องต้นแล้ว ก่อนจะถูกออกหมายจับ

สำหรับบริษัท ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ เป็นบริษัทให้บริการคนขับรถให้แก่กลุ่มลูกค้าที่ไม่สะดวกขับรถเอง และต้องการคนขับรถส่วนตัว โดยไฮโซลูกนัทได้เป็นลูกค้ามาว่าจ้างบริษัทขับรถส่วนตัวไปส่งยิงปืน ที่สนามยิงปืนในพื้นที่อำเภอสัตหีบ ระหว่างทางเกิดไม่พอใจคนขับรถ สาเหตุมาจากการบังคับให้ขับรถฝ่าไฟแดง ก่อนจะลงมือทำร้าย จนคนขับรถต้องตัดสินใจจอดรถทิ้งแล้ววิ่งหนีเข้าไปขอความช่วยเหลือในโรงแรม จากนั้นไฮโซลูกนัทก็ขับรถหลบหนีไป โดยนำกระเป๋าของผู้เสียหายไปด้วย แถมยังข่มขู่คนขับรถว่าจะตามไปขู่ลูกเมียที่บ้านด้วย จากนั้นไฮโซลูกนัทก็ทิ้งคนขับรถไว้ที่บริเวณหน้าโรงแรมดังกล่าว ก่อนจะมีการแจ้งความดำเนินคดีในที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ “ไฮโซลูกนัท” ออกมาจากห้องขัง สภ.บางละมุง เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ขณะที่ทีมทนายความเตรียมหลักทรัพย์เงินสด 5 หมื่นบาท เพื่อประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน

คุมตัว “ไฮโซลูกนัท” สอบปากคำเพิ่ม ลุ้นประกันในชั้นสอบสวน หลังนอนห้องขัง 1 คืน

“ไฮโซลูกนัท” ลุ้นประกันตัว หลังถูกคุมตัวสอบเพิ่ม

สถานการณ์ของ “ไฮโซลูกนัท” ยังคงเป็นที่จับตาของสังคม หลังจากถูกคุมตัวสอบปากคำเพิ่มเติมในวันนี้ คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์ และทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือมีฐานะทางสังคมอย่างไร

ที่มา – คุมตัว “ไฮโซลูกนัท” สอบปากคำเพิ่ม ลุ้นประกันในชั้นสอบสวน หลังนอนห้องขัง 1 คืน

พบรถต้องสงสัย เอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ

ความคืบหน้าคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำที่ชลบุรี ตำรวจพบรถต้องสงสัยที่อาจเชื่อมโยงกับคดี โดยคาดว่าคนร้ายเป็นชาวจีนที่มาเช่ารถคันดังกล่าว

พบรถต้องสงสัย ส่อเอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ คาดคนร้ายเป็นชาวจีน

จากกรณีพบศพหญิงสาวนิรนามถูกฆ่ายัดกระเป๋าเดินทางถ่วงน้ำในอ่างเก็บน้ำ ม.11 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ล่าสุดตำรวจได้พบรถต้องสงสัยที่คาดว่าใช้ในการก่อเหตุแล้ว

รถคันดังกล่าวเป็นรถเช่ายี่ห้อโตโยต้า เวลอส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน จพ 9891 ชลบุรี โดยตำรวจได้ทำการตรวจสอบรถอย่างละเอียดเพื่อเก็บหลักฐานและลายนิ้วมือแฝง

หลักฐานสำคัญ: รถเช่าต้องสงสัยในคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสเกิร์ตรอบคันรถมีร่องรอยความเสียหายคล้ายถูกขูด และยังพบคราบดินติดอยู่ นอกจากนี้ ตำรวจยังได้เก็บดีเอ็นเอจากเจ้าของเต็นท์รถเช่าและพนักงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นๆ ในคดี

เจ้าของรถเช่าให้การว่า มีลูกค้าเก่าซึ่งเป็นชาวจีนติดต่อขอเช่ารถคันดังกล่าว โดยทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. – 10 ก.ย. แต่ผู้เช่านำรถมาคืนก่อนกำหนดในวันที่ 30 ส.ค. โดยอ้างว่าต้องรีบเดินทางกลับประเทศจีน

พนักงานเต็นท์รถให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันนำรถมาคืน รถถูกทำความสะอาดมาอย่างดี แต่เมื่อตรวจสอบสภาพรถ พบว่าสเกิร์ตด้านหน้ามีรอยแตกร้าว ซึ่งผู้เช่ายอมจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหาย

แนวทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยมีหลักฐานสำคัญคือเอกสารการเช่ารถและภาพถ่าย ซึ่งจากการพิสูจน์ทราบคาดว่าคนร้ายในคดีนี้เป็นกลุ่มชาวจีน

ขณะนี้ ตำรวจกำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด และยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้งเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจในการฆาตกรรมครั้งนี้

คดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำครั้งนี้ ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก และตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อคลี่คลายคดีให้ได้โดยเร็ว

การพบรถต้องสงสัยถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในคดีนี้ และหวังว่าตำรวจจะสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ในที่สุด

การที่ผู้ต้องสงสัยเป็นชาวต่างชาติ ยิ่งทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยก็มีความสามารถและประสบการณ์ที่จะจัดการกับคดีที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ได้

การจับกุมผู้กระทำผิดได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นการยืนยันว่ากฎหมายไทยสามารถบังคับใช้กับทุกคนได้อย่างเสมอภาค

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ความจริง และเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิต

การที่ตำรวจ พบรถต้องสงสัย ส่อเอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ คาดคนร้ายเป็นชาวจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการคลี่คลายคดีนี้

โดยหลักฐานที่พบในรถ พบรถต้องสงสัย ส่อเอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ คาดคนร้ายเป็นชาวจีน จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการสืบสวน

หวังว่าการทำงานอย่างหนักของตำรวจ จะทำให้ พบรถต้องสงสัย ส่อเอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ คาดคนร้ายเป็นชาวจีน นำไปสู่การจับกุมคนร้าย

ที่มา – พบรถต้องสงสัย ส่อเอี่ยวคดีฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ คาดคนร้ายเป็นชาวจีน

เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำชลบุรี

จากกรณีการพบศพหญิงนิรนามถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำในอ่างเก็บน้ำที่จังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ล่าสุด ตำรวจเร่งดำเนินการเร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรีอย่างเข้มข้น เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว

เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี

พ.ต.อ.ชาตรี สุขศิริ รอง ผบก.ภ.จ.ชลบุรี เป็นประธานในการประชุมทีมสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยมีเจ้าหน้าที่จาก สภ.ห้วยใหญ่, ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ชลบุรี, สืบสวน ภ.2, สืบสวนตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน 2 ชลบุรี เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าศพหญิงนิรนามมีร่องรอยเขียวช้ำบริเวณลำคอ กลางหน้าอก และดั้งจมูก ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่าผู้ตายถูกทำร้ายร่างกายก่อนเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังพบรอยลายนิ้วมือแฝงบนแผ่นดัมเบลที่ใช้ถ่วงกระเป๋า ซึ่งตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานได้เก็บรวบรวมไว้เพื่อนำไปตรวจสอบและเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลต่อไป

ร่างของผู้เสียชีวิตถูกส่งไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และตรวจหาอัตลักษณ์บุคคลเพื่อระบุตัวตนของผู้ตาย

ความคืบหน้าในการสืบสวน เร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี

ทีมสืบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณอ่างเก็บน้ำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ พบว่าสามารถเข้าออกได้หลายเส้นทาง ทำให้ยากต่อการตรวจสอบร่องรอยของคนร้าย อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้ทำการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพลทหารที่เฝ้าพื้นที่อ่างเก็บน้ำ เพื่อรวบรวมข้อมูลและเบาะแสเพิ่มเติม

พลทหารภัคธร อายุ 22 ปี ให้การว่า ก่อนหน้าวันพบศพประมาณ 5 วัน เขาเห็นแสงไฟคล้ายไฟฉายบริเวณอ่างเก็บน้ำ และเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ ได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนผิดปกติ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เขาสงสัยว่าอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่

ถึงแม้ว่าการสืบสวนจะมีความคืบหน้าไปบ้าง แต่คดียังคงมีความท้าทาย เนื่องจากยังไม่ทราบตัวตนของผู้ตาย และร่องรอยในที่เกิดเหตุบางส่วนถูกทำลายไปจากฝนที่ตกลงมาก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังคงมุ่งมั่นในการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งไขคดีหญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้

คดีฆาตกรรมหญิงนิรนามยัดกระเป๋าถ่วงน้ำที่ชลบุรี ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญและความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การเร่งคลี่คลายคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้สังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรวบรวมหลักฐานและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด และหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับผู้เสียชีวิตและครอบครัวในที่สุด

ที่มา – เร่งไขคดี หญิงถูกฆ่ายัดกระเป๋าถ่วงน้ำ จ.ชลบุรี พบรอยช้ำบริเวณลำคอ กลางหน้าอก

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ”

เตรียมพบกับงานสุดพิเศษที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว! ชวนทุกคนมาร่วมฉลองวันเกิดแซยิด 60 ปีให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสขวัญใจมหาชน ในวันที่ 6-8 กันยายน 2568 นี้

สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี

นายณรงวิทย์ ชดช้อย ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ได้ประกาศข่าวดีว่า ทางสวนสัตว์เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นเกียรติให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน งานนี้จะจัดขึ้น ณ ส่วนจัดแสดงฮิปโปโปเตมัส ภายในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 8 กันยายน 2568

ภายในงาน ท่านจะได้พบกับกิจกรรมมากมายที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น

  • นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของ “แม่มะลิ”
  • บูทจัดแสดงโครงการ Hippo Village
  • เกมสนุกๆ พร้อมของรางวัลที่ระลึกสุดพิเศษ
  • การ์ดอวยพรวันเกิดให้ “แม่มะลิ”

และที่พลาดไม่ได้คือ ในวันที่ 8 กันยายน จะมีพิธีมอบเค้กผลไม้สุดอลังการให้กับ “แม่มะลิ” พร้อมทั้งร่วมกันร้องเพลง “Happy Birthday” อวยพรให้เธอมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ไปพร้อมๆ กับแฟนคลับและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานอย่างอบอุ่น

นายณรงวิทย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานฉลองวันเกิดให้ “แม่มะลิ” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีจุดประสงค์ที่สำคัญคือการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่า และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของสวนสัตว์อีกด้วย

สำหรับใครที่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฉลองวันเกิดให้กับ “แม่มะลิ” ฮิปโปโปเตมัสสุดน่ารัก อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียวในวันที่ 6-8 กันยายน 2568 นี้นะคะ รับรองว่าคุณจะได้รับทั้งความสนุก ความรู้ และความประทับใจกลับบ้านไปอย่างแน่นอน

ทำไม “แม่มะลิ” ถึงเป็นขวัญใจมหาชน?

“แม่มะลิ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฮิปโปโปเตมัสธรรมดา แต่เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ป่า ด้วยความน่ารัก ขี้เล่น และเป็นมิตร ทำให้เธอครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน การได้เห็น “แม่มะลิ” มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา

การจัดงาน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ร่วมเฉลิมฉลองให้กับชีวิตของเธอ และร่วมกันสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้คงอยู่สืบไป

นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ ภายในงานยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างรายได้ให้กับชุมชน และสนับสนุนการดำเนินงานของสวนสัตว์ในการดูแลสัตว์ป่าต่างๆ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

อย่าพลาดโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับ “แม่มะลิ” และสัตว์ป่าอื่นๆ ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว มาร่วมสร้างความทรงจำดีๆ และเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สัตว์ป่าไปด้วยกันนะคะ

งานนี้เป็นมากกว่างานวันเกิด เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม

หวังว่าทุกท่านจะมาร่วมงาน สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตานะคะ แล้วพบกันค่ะ!

ที่มา – สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จัดงานแซยิด “แม่มะลิ” ฮิปโปฯ ขวัญใจมหาชนอายุครบ 60 ปี

สิบล้อเบรกไม่อยู่! ชนด่านเก็บเงินมอเตอร์เวย์ ดับ 1 เจ็บ 3

อุบัติเหตุสลด! สิบล้อเบรกไม่อยู่ พุ่งชนด่านเก็บเงินมอเตอร์เวย์ ดอนหัวฬ่อ ชลบุรี รถตกล่องระบายน้ำ พนักงานวิ่งหนีตายอลหม่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 3 ราย คนขับอ้างเบรกขัดข้อง ตำรวจเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง

สิบล้อเบรกไม่อยู่ พุ่งชนด่านเก็บเงินมอเตอร์เวย์ ดับ 1 เจ็บ 3 ราย

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 14.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงมอเตอร์เวย์ ได้รับแจ้งเหตุร้าย สิบล้อเบรกไม่อยู่ พุ่งชนด่านเก็บเงิน บริเวณด่านดอนหัวฬ่อ ถนนมอเตอร์เวย์ ต.ดอนหัวฬ่อ อ.เมือง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยไตรคุณธรรม และแพทย์เวรจากโรงพยาบาลชลบุรี

ในที่เกิดเหตุพบรถบรรทุกเหล็กแผ่น 10 ล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียนนครปฐม สภาพพังยับเยิน ตกลงไปในร่องระบายน้ำข้างทาง จากการตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต คือ นางสาวมาลัย ศิลป์สอน อายุ 66 ปี พนักงานเก็บเงินของด่านฯ ซึ่งถูกรถบรรทุกทับร่าง เจ้าหน้าที่กู้ภัยพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ นอกจากนี้ ยังพบผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาแล้ว

คนขับสิบล้ออ้าง สิบล้อเบรกไม่อยู่

จากการสอบถาม นายมนตรี ทิพย์กรแก้ว อายุ 34 ปี เจ้าหน้าที่ด่านฯ ที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า รถบรรทุกคันดังกล่าววิ่งมาจากทางพัทยา มุ่งหน้าจะเข้าด่านเก็บเงิน แต่รถกลับพุ่งตรงมายังบริเวณที่คนนั่งอยู่ ซึ่งมีทั้งหมด 4 คน รวมทั้งตนเองด้วย เมื่อเห็นรถพุ่งมา ตนและเพื่อนร่วมงานอีกคนจึงรีบวิ่งหลบ แต่ผู้เสียชีวิตและพนักงานใหม่หลบไม่ทัน ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ด้าน นายอายุ ขลุ่ยจิ้ม อายุ 45 ปี คนขับรถบรรทุก ให้การว่า ตนขับรถมาจากระยองเพื่อไปยังอมตะนคร ขณะกำลังจะเข้าด่านเก็บเงิน รถเกิด สิบล้อเบรกไม่อยู่ ทำให้ควบคุมรถไม่ได้และเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการตรวจสอบสภาพรถบรรทุกอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้ ว่าเกิดจากความประมาทของคนขับ หรือเกิดจากความบกพร่องของตัวรถ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อุบัติเหตุครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ผู้ขับขี่รถบรรทุกต้องหมั่นตรวจสอบสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ที่มา – ​สิบล้อเบรกไม่อยู่ พุ่งชนด่านเก็บเงินมอเตอร์เวย์ ดับ 1 เจ็บ 3 ราย

ล่าคนร้ายฉกทอง 100 บาท! วัดดังชลบุรี

ตำรวจพนัสนิคมเร่งล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท พร้อมเงินสดนับล้านบาทจากกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม จังหวัดชลบุรี ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปเป็นของที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเพื่อใช้ในการเททองหล่อพระองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 คนร้ายได้บุกเข้าไปลักทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทองคำน้ำหนักรวมกว่า 100 บาท และเงินสดจำนวนมากภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม หมู่ 3 ตำบลนามะตูม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในช่วงที่มีงานพิธีเททอง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พันตำรวจเอกธรรมรัฐ อัครไชยพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม ได้เปิดเผยว่า หลวงพ่อขวัญชัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดนามะตูม ได้แจ้งความว่ามีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในกุฏิ ทรัพย์สินที่หายไปประกอบด้วยทองคำน้ำหนักประมาณ 100 บาท และเงินสดอีกกว่าล้านบาท จำนวนทรัพย์สินที่สูญหายยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากเป็นเงินและทองที่ญาติโยมร่วมกันบริจาคเพื่อใช้ในการเททองหล่อพระสมเด็จองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งวัดนามะตูมได้จัดพิธีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 โดยมีพระพรหมวชิราทร เจ้าคณะภาค 13 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ขณะนี้ ตำรวจชุดป้องกันปราบปรามและชุดสืบสวน สภ.พนัสนิคม กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาเบาะแสล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท ที่ก่อเหตุลักทรัพย์ภายในกุฏิ โดยจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัดในช่วงวันและเวลาที่วัดได้แจ้งความไว้ และจะทำการสอบสวนพระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบถามรองเจ้าอาวาสวัดนามะตูมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านได้เปิดเผยว่า หลวงพ่อขวัญชัย เจ้าอาวาส ไม่อยู่ในวัด และขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการติดตามจับกุมคนร้าย

เด็กวัดและคนดูแลความสะอาดวัดได้ให้ข้อมูลว่า ตำรวจได้ทำการสอบสวนในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ในวันเกิดเหตุซึ่งเป็นวันที่มีพิธีเททอง ทุกคนภายในวัด ทั้งพระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด เด็กวัด และคนงาน ต่างเข้าร่วมในพิธีทั้งหมด ผู้ที่น่าสงสัยว่าเป็นคนร้ายคือผู้หญิง สวมเสื้อสีขาว กางเกงยีนส์ ผมสั้น สะพายกระเป๋าเป้ เดินอยู่บริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ส่วนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปนั้น ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่ทราบว่ามีทองคำนับ 100 บาท และเงินสดจำนวนกว่า 800,000 บาท

ล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท จากวัดดัง

ตำรวจเร่งล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท วัดนามะตูม

คดีล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท จากวัดดังในชลบุรีนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญทางศาสนา และความจำเป็นในการตรวจสอบบุคคลที่เข้าออกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท-เงินสดนับล้านจากกุฏิเจ้าอาวาสวัดดัง ชลบุรี

Scroll to top