ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

ทส. จับมือ กทม.-ส.อ.ท. ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” รถเก่าตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 55 รายการ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” นำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

นายสุชาติ กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามารับบริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังสโลแกนที่ว่า “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้” พร้อมทั้งจะผลักดัน โครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5” นี้ อย่างเป็นรูปธรรม สามารถจับต้องได้ ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ร่วมกันผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้นคือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ ระดับนโยบาย กลางน้ำ คือกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงปลายน้ำ ได้แก่ ภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือ รวมถึงภาคเกษตรกรรม และท้องถิ่น ที่จะต้องเดินหน้าประสานความร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น“

โครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ อาทิ กระทรวงพลังงาน กรมการขนส่งทางบก กองบังคับการตำรวจจราจร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบายฝุ่น PM 2.5 จากการขนส่ง ด้วยการเชิญชวนประชาชนให้นำรถยนต์ขนาดเล็กเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง จะสามารถลดการเกิดมลพิษและฝุ่นควันในไอเสียรถยนต์ได้อย่างมาก เพราะจากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองจะสามารถลดควันดำได้มากกว่า 50% จึงส่งผลต่อเนื่องให้ฝุ่นในบรรยากาศลดลงได้เช่นกัน และในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและค่ายรถยนต์ให้กา+รสนับสนุนจัดโปรโมชั่นต่อที่ 1 ให้ส่วนลดราคาค่าใช้จ่ายในการตรวจสภาพเครื่องยนต์ฟรีกว่า 55 รายการ และให้ส่วนลดราคาค่าน้ำมันเครื่อง ค่าอะไหล่และค่าแรงสูงสุดถึง 50% สำหรับรถยนต์ที่เข้ารับบริการกับศูนย์บริการรถยนต์ 9 แบรนด์ คือ อีซูซุ มิตซูบิชิ นิสสัน โตโยต้า ฮอนด้า มาสด้า ฮีโน่ ฟอร์ด และซูซูกิ ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศจำนวน 1,745 ศูนย์บริการ หรือศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องของผู้ค้าน้ำมัน 5 แห่ง คือ ปตท. บางจาก เชลล์ พีที และโมบิล และศูนย์บริการบีควิก ที่เข้าร่วมโครงการ Green List Plus “โปรสู้ฝุ่น ลด PM 2.5” และลงทะเบียนบัญชีสีเขียวหรือ Green List Plus กับกรุงเทพมหานครจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่อที่ 2 จากเครือข่ายเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี แอ็กส์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท แอดวานส์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในการให้สิทธิการจอดรถยนต์ฟรีเพิ่มเติมในห้าง เซ็นทรัล เดอะมอลล์ และโลตัส ได้รับบัตรกำนัลค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS และส่วนลดราคาสำหรับการซื้อ พรบ.รถยนต์หรือประกันภัยรถยนต์ผ่าน AIS

การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่กำหนดจะช่วยลดการเกิดฝุ่นละอองได้ จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามารับการบริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ดังสโลแกนที่ว่า “ตรวจสภาพรถกันสักนิด ลดมลพิษฝุ่นได้”

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

โครงการ “Green List Plus” เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากรถยนต์เก่า โดยประชาชนสามารถนำรถไปตรวจสภาพฟรี 55 รายการ และรับส่วนลดค่าน้ำมันเครื่องและอะไหล่

โครงการนี้ช่วยอะไร?

  • ลดฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ
  • ช่วยให้รถยนต์ปล่อยควันดำน้อยลง
  • ส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง

เช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 ทำไมถึงสำคัญ

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่ปล่อยออกมาจากรถยนต์ของเรา เพราะรถยนต์ที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจะมีประสิทธิภาพในการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ทำให้ลดการปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเรา

นอกจากนี้ การเข้าร่วมโครงการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของเราอีกด้วย เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประจำวันของเรา

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านนำรถยนต์ของท่านไปตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกันลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 และสร้างอากาศที่สะอาดให้กับทุกคน

หากท่านกำลังมองหาวิธีการช่วยลดฝุ่น PM 2.5 ในอากาศ การเข้าร่วมโครงการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะท่านไม่เพียงแต่จะได้รับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี แต่ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของตัวท่านเองและคนรอบข้างอีกด้วย

อย่ารอช้า! รีบนำรถยนต์ของท่านไปตรวจเช็คสภาพและบำรุงรักษา เพื่อช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5 และสร้างอากาศที่สะอาดให้กับทุกคน

โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ มาช่วยกันทำให้เมืองของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยการ ทส. จับมือ กทม. ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5 กันเถอะ!

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ที่มา – ทส. จับมือ กทม.-เอกชน เปิดโครงการ “Green List Plus” ชวนเช็กรถลดฝุ่น PM 2.5

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568

การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

เร่งแก้ปัญหา ถนนสามเสนทรุด เทปูนปิดรั่ว ก่อนฝนซ้ำ!

เจ้าหน้าที่เร่งปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด เทปูนซีเมนต์ปิดรอยรั่วในอุโมงค์ หวังให้ทันก่อนฝนตกลงมาซ้ำเติมสถานการณ์ หลังจากเจอปัญหาใหญ่ เครนไม่สามารถยกชิ้นส่วนปูนที่มีปัญหาขึ้นมาได้

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังการปรับแผนของ รฟม. ในการเร่งคืนพื้นที่บริเวณถนนทรุดตัวลึก 20 เมตร หน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) โดยระบุว่า แผนเดิมที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการโดยใช้รถเครนและสลิงผูกกับปูนนั้น ไม่สามารถทำได้เนื่องจากชิ้นส่วนปูนติดขัดกับส่วนอื่น ๆ ในหลุมและดิน ทำให้ต้องมีการปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดด้วยการเทปูนลงไป เพื่อเร่งคืนพื้นผิวจราจรและลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งบริษัท ช.การช่าง เป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้

ปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด

สำหรับการเทปูนลงไปนั้น มีจุดประสงค์เพื่อปิดปากหลุมที่เป็นรูรั่ว โดยจะเทเป็นแท่นปูนขึ้นไปก่อนประมาณ 3 เมตร เมื่อปูนเซ็ตตัวแล้ว จะนำทรายมาถมและอัดให้แน่น จากนั้นจะทำพื้นให้เต็ม ซึ่งจะช่วยรับน้ำหนักของฝั่ง สน.สามเสน และช่วยคืนพื้นผิวจราจรให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม

อย่างไรก็ตาม การเทปูนลงไปอาจทำให้ปูนไหลเข้าไปในอุโมงค์เนื่องจากไม่มีสิ่งใดรองปิดช่องอุโมงค์ไว้ กว่าปูนจะเซ็ตตัว ทาง ช.การช่าง จะต้องดำเนินการนำปูนและดินที่ค้างอยู่ในอุโมงค์ออกมา เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด เพราะมีความกังวลว่าหากฝนตกลงมา สถานการณ์อาจเลวร้ายลงได้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มงานให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันนี้

ทีมวิศวกรได้ระบุว่า อุปสรรคในการดำเนินงานไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องน้ำหนักของชิ้นส่วนที่ติดค้างอยู่ภายในหลุมเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของฝนที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในอีก 2 วันข้างหน้าจะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก หากยังไม่สามารถนำชิ้นส่วนทั้งหมดขึ้นมาได้ จะยิ่งทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาจส่งผลกระทบให้เกิดดินสไลด์เพิ่มเติมและทำให้ตัวอาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสนทรุดตัวเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น การเร่งปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าล่าสุดในการปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด

ในเวลา 14.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจุดเกิดเหตุว่า รถผสมปูนซีเมนต์ คันละ 5 คิว ได้เดินทางมาถึงแล้ว 4 คัน โดยมีรายงานว่าจะมีการใช้รถผสมปูนซีเมนต์ทั้งหมดประมาณ 100 คัน และปูนซีเมนต์ประมาณ 500 คิว ในการดำเนินการครั้งนี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจทีมงานในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ถนนสามเสนทรุดยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด หวังว่าการเทปูนปิดรอยรั่วครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก่อนที่ฝนจะตกลงมาซ้ำเติมสถานการณ์

ที่มา – ปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด เร่งเทปูนปิดรอยรั่ว ให้ทันก่อนฝนตกซ้ำ

“อนุทิน” สั่งเร่งสอบ ถนนทรุดตัวเร็วที่สุด รฟม.รับผิดชอบ

“นายกฯ อนุทิน” สั่งหาสาเหตุดินทรุดตัวให้เร็วที่สุด ให้ รฟม. สำรวจความเสียหายเตรียมเยียวยา และสำรวจแนวรถไฟฟ้าทั้งหมด “ชัชชาติ” ชี้ รัศมี 100 เมตร บริเวณ สน.สามเสน ยังอันตราย ขณะที่ รฟม. น้อมรับความเสียหาย รพ.วชิระ ยัน ผู้ป่วยในยังให้บริการตามปกติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2568 ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ถึงกรณีการ“อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุด สามเสน หน้าบริเวณโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงใต้ ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่เป็นการเสียหายจากทรัพย์สิน คาดว่าการทรุดตัวจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนบริเวณตรงกลางถนนที่เป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินจะเป็นโครงสร้างคอนกรีตที่รับการสไลด์ได้อยู่แล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงตอนนี้ก็คืออาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ที่เสาเข็ม ทรุดลงไปประมาณ 2-3 ต้น ซึ่งขณะนี้ได้อพยพผู้คนออกจากอาคารเหล่านี้หมดแล้ว ในเรื่องของความปลอดภัยของชีวิตได้ควบคุมไว้หมดแล้ว จากนี้ไปในเรื่องของด้านเทคนิคจะมอบหมายให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีความรู้ด้านวิศวกรชี้แจงเรื่องรายละเอียดต่อไป

ส่วนโรงพยาบาลวชิรพยาบาลอยู่ในสังกัด กทม. โดยจะขอให้ปิดโรงพยาบาล 1-2 วันนี้ก่อนและประสานโรงพยาบาลในเครือข่ายเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลในกรุงเทพฯซึ่งมั่นใจว่าสามารถรองรับและให้บริการผู้ป่วยได้โดยที่ไม่มีอุปสรรคใดๆ

เมื่อถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องมีเจ้าภาพในการดูแลทั้งหมดหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเรื่องทรัพย์สิน ทางหน่วยงานหลักคือ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก็จะต้องเป็นคนที่รวบรวมความเสียหายต่างๆ และไล่ทอดไปว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เบื้องต้นต้องไปดูว่าเกิดจากอะไร เกิดจากการก่อสร้างการออกแบบหรือจากธรรมชาติ โดยจะต้องมีทีมงานต่างๆ เข้ามา คงต้องกลับไปใช้ในรูปแบบเหมือนตอนที่ตึกสตง. ถล่ม ที่จะต้องมีการระดมกำลังกัน ซึ่งจะต้องมีการเคลียร์พื้นที่ให้กลับมาสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด และจะต้องเยียวยาผู้เสียหาย ที่เป็นเรื่องของรถยนต์ที่ตกลงไป รวมถึงเรื่องของการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากอะไร ที่ตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องของการผิดพลาดแน่นอน เรื่องนี้เป็นเรื่องของวิศวกรรมศาสตร์ล้วนๆ ที่จะต้องหาสาเหตุให้ได้

เมื่อถามว่ากรณีดินไหลเข้ารถไฟฟ้าเรื่องของการผิดพลาดทางวิศวกรรมใช่หรือไม่ นายอนุทินระบุว่าตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสันนิษฐานซึ่งต้องไปขยายผลว่ามันเริ่มมาจากอะไร ที่เมื่อช่วงเช้าจุดเริ่มคือคนเห็นว่ามีน้ำเอ่อขึ้นมาบนพื้นถนนซึ่งเป็นความผิดปกติ แล้วจากนั้นก็มีการยุบตัวและทรุดตัว จึงต้องไล่ขยายผลไปเรื่อยๆว่าเกิดจากอะไร การถมดินของอุโมงค์ทั้ง 2 ชั้นแน่นหรือไม่ และเรื่องปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาไหลมาได้อย่างไร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางรฟม.จะต้องเร่งสำรวจแนวเส้นรถใต้ดินทั้งหมด ทั้งที่ก่อสร้างเสร็จไปแล้วและกำลังก่อสร้างอยู่ และต้องเร่งดำเนินการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด โดย 1-2 วันนี้จะต้องสามารถหาสาเหตุให้ได้ ส่วนเรื่องซ่อมแซมก็จะต้องให้เร็วที่สุดเพราะบริเวณนี้จะต้องใช้งานต่อไป

“ตอนนี้ถ้าถามทางด้านเทคนิคยังไม่มีใครฟันธงได้จึงต้องขอลงไปในรายละเอียด โดยทางกรมโยธาธิการและผังเมืองจะต้องเป็นเจ้าภาพในการรวบรวมนักวิชาการผู้มีความรู้ทางด้านเทคนิคต่างๆรวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีเทคโนโลยีเจาะอุโมงค์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการ“อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุดก่อน”

ด้านนายชัชชาติ กล่าวว่าเมื่อช่วงเช้าได้มีการสั่งการให้ปิดน้ำเนื่องจากท่อประปาแตกทำให้ดินสไลด์ตัวมากขึ้นรวมถึงให้การไฟฟ้านครหลวงมาตัดไฟ ไม่เช่นนั้นเสาไฟอาจจะไปดึงที่อื่นล้ม ขณะที่ทางรฟม.ต้องเร่งอุดอุโมงค์เพื่อให้หยุดการสไลด์และสามารถถมดินเพื่อให้เร่งกลับมาใช้งานได้ ส่วนกรมโยธาธิการและผังเมืองและกรุงเทพมหานครต้องประเมินอาคารโดยรอบซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการประเมินอยู่ ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลไม่ได้มีความกังวลเพราะมีกำแพงกั้นอยู่ จึงหยุดให้การบริการผู้ป่วยนอกก่อนเพื่อหยุดการเดินทางของประชาชนมาในพื้นที่ ส่วนผู้ป่วยในยังอยู่ได้ ส่วนฝ่ายตรงข้ามที่เป็นสถานีตำรวจยังเป็นจุดอันตรายต้องมีการควบคุมเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้ามาในรัศมีประมาณ 100 เมตรจากจุดเกิดเหตุ แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อคือเรื่องฝน หากมีฝนเข้ามาอาจจะทำให้ดินมีการสไลด์มากขึ้นโดยให้ทางสำนักระบายน้ำเตรียมเครื่องมือรองรับเรียบร้อยแล้ว ที่คาดว่าน่าจะมีฝนตกเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28- 29 กันยายน นี้

ขณะที่ นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม.กล่าวว่า ที่เกิดเหตุเป็นการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วงใต้ บริเวณสถานีโรงพยาบาลวชิรพยาบาลซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินที่มุ่งหน้าไปทางอาคารรัฐสภาซึ่งเป็นอุโมงค์ซ้อนกัน 2 ชั้น โดยอุโมงค์ชั้นบนลึกประมาณ 15 เมตร และชั้นล่างอยู่ประมาณ 20 เมตรเศษ โดยสาเหตุที่เกิดขณะนี้ รฟม. และภาควิชาการ อยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่จากข้อเท็จจริง คือ มีการเคลื่อนตัว ซึ่งคาดว่าเกิดจากน้ำใต้ดินและดินที่มีการเคลื่อนตัวในอุโมงค์ชั้นล่าง ทำให้รอยต่อระหว่างตัวอุโมงค์และผนังสถานีมีการเคลื่อนตัว ส่งผลให้ดินมีทรุดตัวลงไป และดินบางส่วนพร้อมกับน้ำที่บริเวณท่อประปาหลักหักด้วย ทำให้น้ำและดินไหลเข้าไปบริเวณสถานีบางส่วน โดยขณะนี้ทาง รฟม. กำลังเร่งหยุดการเคลื่อนตัวของดินทั้งหมด และจะรีบคืนสภาพโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้น รฟม. รับผิดชอบทั้งหมด

ด้านผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.วชิระ หยุดให้บริการเฉพาะในส่วนผู้ป่วยนอก 2 วัน คือ วันที่ 24-25 ก.ย. 68 แต่ในส่วนของผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยใน ยังคงให้บริการตามปกติ ส่วนในเรื่องการตัดไฟฟ้าของ กฟน. ไม่มีผลกระทบ เพราะโรงพยาบาลมีระบบไฟฟ้าสำรองเพียงพอ สำหรับในส่วนของเรื่องน้ำก็ได้รับการสนับสนุนรถน้ำจากการประปานครหลวง

“อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุด

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ “อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุด

สรุปได้ว่าเหตุการณ์“อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุดนั้น ทาง รฟม. ได้น้อมรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น และกำลังเร่งหาสาเหตุของการทรุดตัวอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต การตรวจสอบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

เราควรติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของเหตุการณ์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “อนุทิน” สั่งเร่งสอบถนนทรุดตัวเร็วที่สุด – รฟม. ขอน้อมรับความเสียหายทั้งหมด

ชัชชาติ เผยสาเหตุถนนทรุดตัว สน.สามเสน สั่ง 7 ข้อ!

จากเหตุการณ์ถนนทรุดตัว สน.สามเสน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์และเปิดเผยถึงสาเหตุของถนนทรุดตัว สน.สามเสน พร้อมทั้งสั่งการมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ชัชชาติ เผยสาเหตุถนนทรุดตัว สน.สามเสน

นายชัชชาติกล่าวว่า สาเหตุหลักของถนนทรุดตัว สน.สามเสน มาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ซึ่งบริเวณสถานีวชิรพยาบาลมีอุโมงค์เชื่อมต่อกับสถานี โดยจุดที่เกิดเหตุเป็นบริเวณที่อุโมงค์เชื่อมต่อกับสถานีพอดี ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ เมื่ออุโมงค์เกิดความเสียหายและมีรอยแตก ดินจึงไหลเข้าไปในอุโมงค์ ส่งผลให้ดินบริเวณโดยรอบสไลด์และยุบตัวลง นอกจากนี้ ยังมีท่อประปาขนาดใหญ่ที่แตก ทำให้น้ำไหลเข้าไปในสถานีเพิ่มความรุนแรงของปัญหา

“สถานีตำรวจอยู่ในจุดที่ไม่มีกำแพงกันดิน เมื่อดินไหลไปก็จะเห็นเสาเข็มชัดเจน” นายชัชชาติกล่าว

ถนนทรุดตัว สน.สามเสน

มาตรการเร่งด่วน 7 ข้อที่สั่งการ

เพื่อแก้ไขสถานการณ์และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น นายชัชชาติได้สั่งการ 7 ข้อดังนี้:

  • หยุดจ่ายน้ำในบริเวณนี้ก่อน และนำน้ำจากจุดอื่นมาจ่ายน้ำให้คนในพื้นที่
  • ให้การไฟฟ้าดูเรื่องการตัดสายไฟ เพื่อไม่ให้ดึงล้มต่อไป
  • ผู้รับเหมา และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ต้องดูเรื่องการไหลของดินต่อ
  • ดูสถานการณ์โดยรอบ ความปลอดภัย และทาง กทม. เป็นผู้รับผิดชอบประเมินสถานการณ์
  • สั่งให้มอนิเตอร์ติดตั้งกล้อง CCTV รอบพื้นที่ และติดตั้งตัวเคลื่อนการเคลื่อนที่ของดิน เพื่อให้รู้ว่าอะไรอันตราย
  • ประเมินอาคารโดยรอบอาคารใหญ่ เพื่อให้ความมั่นใจว่าจะเปิดให้บริการได้อย่างไร
  • เรื่องการจราจร ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้งวอร์รูมเพื่อประเมินสถานการณ์และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด โดยมีผู้อำนวยการเขตและรองปลัด กทม. เป็นผู้อำนวยการเหตุการณ์

นายชัชชาติ เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการอุดปิดรูที่ทำให้ดินไหลลงไปในอุโมงค์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้รับเหมาและ รฟม. ในการหาทางแก้ไข นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังเรื่องฝนตกที่อาจชะล้างดินเพิ่มเติม และหาวิธีป้องกันไม่ให้ดินไหลลงไปในช่อง

รัศมีความลึกที่ต้องเฝ้าระวังคือประมาณ 100 เมตร เนื่องจากหลุมลึกถึง 50 เมตร อาคารโดยรอบที่ไม่มีกำแพงกันดินยังถือว่าเป็นจุดอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณสถานีตำรวจที่เห็นเสาเข็มอย่างชัดเจน

ในส่วนของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล แม้จะมีกำแพงกันดินที่แข็งแรง แต่เพื่อความปลอดภัยจึงได้สั่งปิดให้บริการผู้ป่วยนอกเป็นการชั่วคราว โดยผู้ป่วยนอกสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลอื่นแทนได้ ส่วนผู้ป่วยในยังคงให้บริการตามปกติ

ถนนทรุดตัว สน.สามเสน

เหตุการณ์ถนนทรุดตัว สน.สามเสน ครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปพิจารณาในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต การวางแผนและการป้องกันความเสี่ยงอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก

ที่มา – ชัชชาติ เผยสาเหตุถนนทรุดตัว สน.สามเสน มองเห็นเสาเข็ม สั่งการ 7 ข้อ-ตั้งวอร์รูม

“ชัชชาติ” ไม่คิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. ลงอีกสมัย?

“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะไม่ลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อนที่จะหมดวาระอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าการลาออกก่อนเวลาจะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งถึงสองครั้ง นอกจากนี้ เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมวิสามัญ สมัยแรก (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2568 โดยกล่าวถึงการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่สองและวาระที่สาม ซึ่งจะมีการพิจารณาอย่างเข้มข้นเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่รอบคอบและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สำหรับงบประมาณที่ขอไปนั้น ส่วนใหญ่ได้รับการอนุมัติตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยจะเน้นการจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่เขตให้มากขึ้น เช่น การก่อสร้างและปรับปรุงถนน รวมถึงการก่อสร้างฝายถนน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเส้นเลือดฝอย นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาเส้นเลือดใหญ่ เช่น การก่อสร้างโรงพยาบาลแห่งใหม่ และการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวบนอาคารสูงของโรงพยาบาลแห่งใหม่ ซึ่งได้รับการอนุมัติงบประมาณตามที่เสนอไป

ในส่วนของสถานการณ์น้ำท่วมนั้น นายชัชชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมาจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งมีปริมาณใกล้เคียงกับปี 2554 อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำและรองรับสถานการณ์หากมีพายุเข้ามาเพิ่มเติม คาดว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ดีกว่าปี 2554

สำหรับมาตรการของกรุงเทพมหานคร ได้มีการตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแก้ไขปัญหาฟันหลอ 10 จุด โดยการวางแนวกระสอบทรายเพื่อป้องกันน้ำล้นเข้าสู่ชุมชนริมแม่น้ำ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เช่น คลองรังสิตและคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำที่ไหลมาจากทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ โดยได้มีการหารือกับจังหวัดข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง เช่น สมุทรปราการและนนทบุรี เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำ

“ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม.

เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวเรื่องการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ ยืนยันว่าเขาไม่เคยมีความคิดที่จะลาออก เนื่องจากหากลาออกก่อนหมดวาระ จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้ง และจะไม่สอดคล้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) นอกจากนี้ การลาออกจะทำให้การทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ ส.ก. ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากต้องจัดการเลือกตั้งถึงสองครั้ง

ยังไม่ตัดสินใจลงสมัคร “ชัชชาติ” อีกสมัย

ผู้สื่อข่าวได้ถามเพิ่มเติมว่า นายชัชชาติได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า “ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. และตอนนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ เนื่องจากยังมีเวลาในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ อีกพอสมควร ขณะนี้เขายังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และการประกาศหรือไม่ประกาศว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเขา

เขากล่าวเสริมว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้น การตัดสินใจเรื่องการลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

โดยสรุปแล้ว นายชัชชาติยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ และยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัยหรือไม่ เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งหน้าจะยังอีกนาน แต่การที่นายชัชชาติยังไม่ตัดสินใจว่าจะลงสมัครอีกครั้งหรือไม่ ก็ทำให้เกิดความสนใจและความคาดหวังจากประชาชนหลายฝ่าย หากเขาตัดสินใจลงสมัครอีกครั้ง ก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น แต่หากเขาตัดสินใจที่จะไม่ลงสมัคร ก็เชื่อว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมเข้ามาสานต่องานของเขาต่อไป

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่เคยคิดลาออกผู้ว่าฯ กทม. ยังไม่ตัดสินใจลงอีกสมัยหรือไม่

GULF-AIS ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ

GULF-AIS ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง ผสานพลังงานสะอาด พื้นที่สีเขียว และการเชื่อมต่อดิจิทัล

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS นำโดย นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS จัดกิจกรรม “GULF x AIS Playspace Run” เพื่อส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ พื้นที่พักผ่อนและทำกิจกรรม ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบพื้นที่

GULF และ AIS เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจของคนเมือง จึงได้ร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ในสวนเบญจกิติให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่ผสมผสานเทคโนโลยีและความยั่งยืนเข้าด้วยกัน โดยมุ่งหวังให้การส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิตินี้ เป็นของขวัญให้กับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน

พื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ส่งเสริมการออกกำลังกายและการทำกิจกรรมกลางแจ้ง นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการจัดการพื้นที่ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้กับพนักงานจากทั้ง GULF และ AIS รวมไปถึงลูกค้า พาร์ทเนอร์ และบุคคลที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ได้มาวิ่งออกกำลังกายร่วมกัน ในระยะทาง 3 กิโลเมตร 

โดยมีคู่รักนักวิ่งชื่อดัง ภณ-ณวัสน์ และ คุกกี้-ญดา สุวรรณปัฏนะ พร้อมด้วย กาย-รัชชานนท์ และ น้องเอเดน จากครอบครัว Guy Haru Family เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย.

GULF-AIS ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ

กิจกรรมส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ

กิจกรรม “GULF x AIS Playspace Run” ไม่ได้เป็นเพียงการวิ่งออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองการส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมในวงกว้าง

การร่วมมือกันของ GULF และ AIS ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนเมือง โดยการนำเอาความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กรมาผสานกัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคม

เราหวังว่า แลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิตินี้ จะเป็นพื้นที่ที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่พบปะของผู้คนจากหลากหลายที่มา ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน

ที่มา – GULF-AIS จัดกิจกรรม “GULF x AIS Playspace Run” ส่งมอบแลนด์มาร์กใหม่สวนเบญจกิติ

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวีรับประกาศนียบัตร

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ปี 2025 โดยไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตรอันทรงเกียรติ! ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้มอบรางวัล “BMA MASS Award 2025” ให้แก่สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสื่อสารนโยบายของกรุงเทพมหานครให้เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสื่อที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “BMA MASS Award 2025” งานนี้จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องสื่อมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวสารของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ในปีนี้ มีผลงานข่าวจากสื่อมวลชนหลากหลายแขนงส่งเข้าร่วมประกวดมากถึง 231 ผลงาน แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของสื่อในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกอย่างเข้มข้น จนได้ผู้ได้รับรางวัลรวม 20 รางวัล แบ่งออกเป็น 6 ประเภท 2 สาขา ครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ

นายชัชชาติได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในการพัฒนาเมืองว่า “งานนี้เป็นงานที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้นเพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารของกรุงเทพมหานครสู่พี่น้องประชาชน เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการที่ประชาชนมาร่วมมือร่วมใจกัน เพราะเมืองคือคน ปัจจุบันการสื่อสารกับประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีสื่อหลากหลายรูปแบบ หากกรุงเทพมหานครทำเพียงฝ่ายเดียว คงไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง การมีสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย จะทำให้ข่าวสารเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น และเมื่อประชาชนร่วมเดินไปกับเรา การพัฒนาเมืองก็จะเต็มไปด้วยศักยภาพ”

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้วทั้งสิ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อเหล่านี้จะช่วยกันสื่อสาร ช่วยกันรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หากกรุงเทพมหานครมีเรื่องใดที่ยังขาดตกบกพร่อง ก็พร้อมที่จะรับข้อมูลมาพิจารณาและดำเนินการแก้ไข

ไทยรัฐทีวี รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025”

สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสุดยอดสำนักข่าวที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยรัฐทีวีในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน การที่ไทยรัฐทีวีได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีสื่อที่น่าเชื่อถือและนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่ารางวัลที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ จะเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกแขนง มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย

ที่มา – “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวี ได้รับประกาศนียบัตร

Scroll to top