ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากกรณีที่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับเหตุเสียงระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และผู้ที่ติดตามข่าวสารเป็นวงกว้าง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงสถานการณ์ว่า กำลังพลได้รับทราบถึงเสียงระเบิดจำนวน 3 ครั้งในช่วงเช้ามืด แต่มิใช่การกระทำของฝ่ายไทย โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • จากการวิเคราะห์ทิศทางเสียง พบว่าแหล่งกำเนิดเสียงมาจากพื้นที่ฝั่งกัมพูชา
  • ไม่พบหลักฐานการเคลื่อนไหวหรือการใช้อาวุธใดๆ จากกำลังพลไทยในพิกัดดังกล่าว
  • พื้นที่มีลักษณะเป็นแนวชายแดนที่เคยมีรายงานเสียงระเบิดเป็นระยะ ซึ่งอาจเกิดจากกิจกรรมในฝั่งเพื่อนบ้าน หรือระเบิดตกค้าง

ความพยายามในการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยการคาดเดาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศได้ ดังนั้น ทางกองทัพจึงเน้นย้ำเรื่องการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจบานปลาย กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ เพื่อให้ทุกคนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจและเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากให้ทุกท่านติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น เพื่อความถูกต้องและปลอดภัยในการรับรู้ข่าวสารครับ ทางกองทัพได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขครับ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 แจงเหตุเสียงระเบิดชายแดนศรีสะเกษ ไม่พบหลักฐานกำลังพลไทยใช้อาวุธ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เพิ่งเกิดขึ้น ล่าสุด กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับประเด็นการละเมิดอธิปไตย วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่ายๆ กันครับ

กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ประท้วงประเทศไทย โดยกล่าวอ้างเรื่องการปักธงชาติไทยในดินแดนกัมพูชา รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้คลังสินค้าและการสร้างรั้วในพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทตาควาย ซึ่งทาง กองทัพบก โต้หนังสือประท้วง กัมพูชา ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลง โดยชี้แจงผ่านทางโฆษกกองทัพบกว่า ทุกการปฏิบัติงานล้วนเป็นไปตามภารกิจภายในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น

ชี้แจงประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวหา

  • เรื่องการปักธงชาติ: กองทัพไทยยืนยันว่าจุดที่ปักธงเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำพื้นที่กัมพูชาแต่อย่างใด
  • เรื่องเหตุไฟไหม้: ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีการวางเพลิงและไม่มีความเสียหายร้ายแรง
  • เรื่องรั้วคอนกรีต: กระแสข่าวการสร้างรั้วไม่เป็นความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการวางแท่งแบริเออร์เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับกำลังพลตามแนวชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การใช้กลไกทวิภาคีในการพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงและบันทึกความเข้าใจมากมายที่ใช้ร่วมกันมาโดยตลอด ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทั้งสองฝั่ง

เราในฐานะเสพสื่อควรติดตามข่าวสารด้วยความใจเย็นและใช้วิจารณญาณ การออกมาตอบโต้ของกองทัพในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใสและยืนหยัดในจุดยืนที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือข้อพิพาทจนบานปลายไปมากกว่านี้ครับ คุณมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “กองทัพบก” โต้หนังสือประท้วง “กัมพูชา” ยืนยันยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีข่าวที่น่าสนใจและเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน เมื่อ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทคนา และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งจัดมอบแม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ให้กับกำลังพลทุกนายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติไทย

ความเป็นมาของการจัดสร้าง แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

การจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของกองทัพภาคที่ 2 ที่ตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้ร่วมมือกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรังสรรค์วัตถุมงคลอันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจ

ความขลังและความเมตตาของ แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

ความพิเศษของเหรียญรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่อยู่ที่ความตั้งใจในการทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำรับโบราณ โดยมีเรื่องราวที่น่าสนใจดังนี้:

  • ได้รับความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากกว่า 108 รูปทั่วประเทศ มาร่วมลงอักขระเลขยันต์
  • หลวงปู่ศิลา สิริจันโท และพระอาจารย์ต้อม ปภัสสโร ได้เมตตาลงอักขระยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า และยันต์ทิพมนต์ที่มีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดและอุปถัมภ์
  • ชื่อรุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ซึ่งได้รับการเมตตาตั้งชื่อโดยหลวงปู่ศิลา สื่อถึงความเก่งกาจ ชัยชนะ และโชคลาภที่ไร้ขีดจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีการทำพิธีพลีมวลสารอย่างศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสวนธรรมปีติ จ.กาฬสินธุ์ และวัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้เหรียญทุกองค์เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมงคลสำหรับผู้ที่ได้รับไปบูชา

ผมเชื่อว่าการที่แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะกรรมการจัดสร้างได้มอบเหรียญรุ่นนี้ให้กับทหาร ไม่ใช่แค่การแจกวัตถุมงคลทั่วไป แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและเป็นขวัญกำลังใจที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า เพื่อให้ทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งและปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

วันนี้ขอพาทุกท่านไปติดตามประเด็นร้อนที่หลายคนสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ “ปราสาทคนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทางโฆษกกองทัพบกและแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว โดยยืนยันชัดเจนว่าบันไดไม้ดังกล่าวถูกทำลายไปแล้วบางส่วน และพื้นที่ทั้งหมดขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 คณะเจ้าหน้าที่ได้พาไปดูจุดต่างๆ ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พบคือหลักฐานการรุกล้ำอธิปไตย ทั้งเสบียงอาหารกระป๋องมากมายใต้หน้าผา และโครงสร้างโรงครัวที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้ายึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญนี้

รายละเอียดการพิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่ได้เปรียบ ซึ่งกองทัพไทยได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ โดยปัจจุบันมีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว นั้น ทางกองทัพได้ดำเนินการทำลายบันไดไม้ในช่วงการสู้รบไปแล้วกว่า 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงหลักของฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ คณะได้ร่วมไว้อาลัยแก่ ร.ต.เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในสมรภูมินี้ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในภารกิจเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากท่ามกลางการตอบโต้ด้วยอาวุธหนัก

  • กองทัพติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • พื้นที่ปราสาทคนาอยู่ในการควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26
  • กรมศิลปากรเข้าสำรวจและเตรียมบูรณะโบราณวัตถุที่พบ

ความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการเฝ้าตรวจและปกป้องอธิปไตยไม่ได้จบลงเพียงแค่การยึดพื้นที่คืน แต่ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีก 3 ด้าน ได้แก่ การเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงที่มั่นให้ปลอดภัย และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนไทยมั่นใจได้ว่าชายแดนของเราจะมีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถจากเหล่าทหารกล้าอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เป็นห่วงสถานการณ์ชายแดน ก็สบายใจได้เลยครับว่าสถานการณ์ในตอนนี้เราคุมอยู่หมัดครับ

ที่มา – พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น “ปราสาทคนา” ทบ.ยืนยันถูกทำลายแล้ว ไทยยึดครองทั้งหมดตลอดแนว

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ กลับบ้านปลอดภัย

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ นายโยชน์ สายน้อย วัย 58 ปี ชาวไทยจากสุรินทร์ กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัยแล้ว หลังจากพลัดหลงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานทหารทั้งสองประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ ณ จุดผ่านแดนช่องสะงำ

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ในฐานะประธานกองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย ให้กับพลตรี กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานกองเลขาฯ RBC ฝั่งไทย

ก่อนหน้านี้ ลุงโยชน์เดินทางเข้าไปหาของป่าบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2569 และหายตัวไป ครอบครัวและเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ร่วมค้นหาอย่างสุดความสามารถ จนสงสัยว่าพลัดหลงข้ามแดน

กระบวนการช่วยเหลือลุงโยชน์ด้วยกลไก RBC

กองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ หลังจากประสานงานผ่านกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่กับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา พบว่านายโยชน์ถูกดำเนินคดีฐานข้ามแดนผิดกฎหมายที่ศาลชั้นต้นจังหวัดอุดรมีชัย กองทัพภาคที่ 2 ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือ จนได้รับอนุมัติส่งตัวกลับในวันดังกล่าว

การดำเนินการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือชายแดนที่ช่วยลดความตึงเครียด สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงทั้งไทยและกัมพูชา สอดคล้องกับถ้อยแถลงการประชุม GBC ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 ธันวาคม 2568

สภาพร่างกายและการดูแลหลังกลับ

จากการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ลุงโยชน์มีร่างกายปกติ กองทัพภาคที่ 2 จะนำส่งกลับครอบครัวที่ตำบลกันตรวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ พร้อมประสานงานดูแลสวัสดิภาพ สุขภาพ และให้กำลังใจครอบครัว

  • การค้นหาและประสานงานอย่างรวดเร็ว
  • ใช้กลไก RBC อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผลสำเร็จจากการร่วมมือข้ามชาติ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยโพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า “รับตัว นายโยชน์ สายน้อย ประชาชนคนไทย กลับประเทศไทยแล้ว”

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความร่วมมือชายแดนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างสันติ ช่วยป้องกันเหตุการณ์คล้ายกันในอนาคต หากคุณมีประสบการณ์หรือข่าวสารเกี่ยวกับชายแดน สามารถแชร์ได้ในคอมเมนต์

นอกจากนี้ การมีกลไกอย่าง RBC ช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการพลัดหลงหรือข้ามแดนโดยไม่ตั้งใจ ในพื้นที่ชายแดนตะวันออกเฉียงเหนืออย่างศรีสะเกษ สุรินทร์ มีประชาชนจำนวนมากที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ การตระหนักรู้และความร่วมมือจึงสำคัญยิ่ง

กองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นดูแลประชาชนตามแนวชายแดนต่อไป หากพบผู้พลัดหลงหรือมีปัญหา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือที่รวดเร็วแบบนี้

ติดตามข่าวสารกองทัพภาคที่ 2 รับตัว ลุงโยชน์ และเหตุการณ์ชายแดนอื่นๆ ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีกระแสข่าวร้อนแรงเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิง M79 จากฝั่งกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่ง “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง เบื้องต้น สร้างความกังวลให้กับประชาชนและกำลังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวจาก กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงกรณีที่มีรายงานว่าทหารกัมพูชายิง M79 จำนวน 2 นัด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยยอมรับว่าได้ยินเสียงดังจริง แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการยิง M79 เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่กองทัพมีมาตรการเข้มงวดในการป้องกันฐาน ไม่ให้กำลังพลออกลาดตระเวนด้านนอกเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบจากทุกฐานปฏิบัติการ และยืนยันว่ากำลังพลทุกนายปลอดภัยดี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรืออันตรายใดๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่อาจบานปลาย

รายละเอียดเหตุการณ์และมาตรการรับมือ

M79 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จรวดจิ๋ว” เป็นอาวุธที่ใช้กระสุนขนาด 40 มม. มีพิษภัยสูงและเคยถูกใช้ในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้วหลายครั้ง พื้นที่ห้วยตามาเรียเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดน ซึ่งมักมีเหตุการณ์ยิงปะทะหรือทดสอบอาวุธเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

  • กองทัพภาคที่ 2 ได้ยินเสียงดัง 2 ครั้ง ในช่วงกลางคืน
  • ยังไม่ยืนยันแหล่งที่มา แต่สงสัยจากฝั่งกัมพูชา
  • สั่งห้ามกำลังพลออกนอกฐานทันที
  • ทุกนายปลอดภัย 100%
  • เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงนี้ยังคงตึงเครียด โดยเฉพาะหลังจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนและปราสาทพระวิหารที่ยืดเยื้อมาเนิ่นนาน กองทัพไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

จากข้อมูลเบื้องต้น แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังของกองทัพภาคที่ 2 ที่ไม่รีบสรุปเหตุการณ์ โดยรอการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์เช่นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าชายแดนไทยยังคงเปราะบาง จำเป็นต้องมีกลไก外交และทหารที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เล็กๆ บานปลาย ผู้สื่อข่าวในพื้นที่รายงานว่าประชาชนท้องถิ่นเริ่มตื่นตัวมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อลดความตึงเครียด

นอกจากเหตุการณ์นี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงดำเนินภารกิจปกติ เช่น การลาดตระเวน การฝึกซ้อม และการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบสุข

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารชายแดน แนะนำให้ติดตามอัปเดตล่าสุดจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงข่าวลือที่อาจสร้างความตื่นตระหนก สถานการณ์ “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการวิกฤตที่รอบคอบ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์ชายแดนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อรับข่าวสารสำคัญอื่นๆ!

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยังไม่ยืนยัน “กัมพูชา” ยิง M79 แต่ยอมรับได้ยินเสียงดัง

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เจ้าหน้าที่ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา ระหว่างลาดตระเวนเข้มงวดตามแนวชายแดน จังหวัดสระแก้ว สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานความมั่นคงทันที โดรนลำนี้ถูกไฟไหม้เสียหายหนัก ตกริมถนนศรีเพ็ญ ใกล้ฐาน ชค.ตชด.12 ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเก็บกู้ซากเพื่อตรวจสอบที่มาและวัตถุประสงค์ หวั่นเป็นเครื่องมือของกลุ่มผิดกฎหมาย

ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ชุดเคลื่อนที่เร็วของร้อยฉก.ตชด.3 นำโดย ด.ต.เอกชัย พรจันทร์ รอง ผบ.มว.ตชด.1253 ออกลาดตระเวนเดินเท้าตั้งแต่จุดตรวจตระเวนที่ 16 ไปยังจุดที่ 17 ในพื้นที่บ้านตาพระยา หมู่ 1 ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว พื้นที่ชายแดนที่เชื่อมต่อกับกัมพูชาโดยตรง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงสูงต่อการกระทำผิดกฎหมาย

ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ตรวจพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายโดรนตกอยู่ด้านหลังฐาน ชค.ตชด.12 ใกล้ถนนศรีเพ็ญ สภาพโดรนไหม้เกรียม ชิ้นส่วนหลอมละลาย ไม่สามารถบินได้ และไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของในบริเวณนั้น ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา จึงกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องสืบสวนทันที

รายละเอียดการตรวจพบโดรนปริศนา

โดรนลำนี้ไม่ใช่ของเล่นธรรมดา แต่เป็นอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่อาจถูกใช้ในภารกิจลับ เจ้าหน้าที่พบว่ามันถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง อาจเกิดจากระบบขัดข้อง การถูกยิง หรืออุบัติเหตุอื่นๆ การตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบหมายเลขทะเบียนหรือข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน แต่ซากทั้งหมดถูกส่งไปยังกองบังคับการร้อยฉก.ตชด.3 เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ GPS และข้อมูลบันทึก

ภัยคุกคามชายแดนที่ต้องเฝ้าระวัง

พื้นที่ชายแดนบ้านตาพระยาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากมีช่องทางธรรมชาติและเส้นทางลับเชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน การลาดตระเวนของตชด.มุ่งป้องกันปัญหาต่างๆ ดังนี้

  • การลักลอบเข้า-ออกเมืองโดยผิดกฎหมาย
  • ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ใช้โดรนสำรวจเส้นทาง
  • การลำเลียงยาเสพติดและอาวุธสงคราม
  • สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าหนีภาษี
  • การส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผิดกฎหมาย

ในยุคที่โดรนราคาถูกและใช้งานง่าย กลุ่มอาชญากรสามารถนำมาใช้สอดแนม ลักลอบขนของ หรือแม้แต่โจมตีได้ ทำให้ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเทคโนโลยี

บทบาทสำคัญของตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12

ตชด.12 รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสระแก้วและ周边 ซึ่งเป็นแนวชายแดนยาวหลายสิบกิโลเมตร การลาดตระเวนเข้มข้นแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการรักษาความมั่นคง พวกเขาต้องเผชิญทั้งภูมิประเทศยากลำบาก สภาพอากาศแปรปรวน และภัยจากกลุ่มอาชญากร transboundary เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ที่ปกป้องชายแดนไทยอย่างไม่ลดละ

นอกจากนี้ จังหวัดสระแก้วยังมีปัญหายาเสพติดไหลทะลักจากชายแดน การใช้โดรนอาจช่วยเหลือขบวนการค้ายาในการสำรวจจุดลักลอบ ขณะที่สแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชาก็พยายามขยายฐาน การพบโดรนจึงอาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายเหล่านี้

ผลกระทบและมาตรการต่อไป

หลังเก็บกู้ เจ้าหน้าที่จะตรวจ DNA ดิจิทัลจากหน่วยความจำ หากพบข้อมูลการบินจากชายแดนกัมพูชา อาจนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานทหารและตำรวจกัมพูชา เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่ควรแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

เหตุการณ์ ตชด.12 พบโดรนปริศนา ชายแดนบ้านตาพระยา สะท้อนให้เห็นว่าความมั่นคงชายแดนต้องอาศัยเทคโนโลยีและกำลังพลร่วมกัน ในมุมมองผู้เขียน การลงทุนในโดรนตรวจการณ์ของไทยเองจะช่วยพลิกเกมได้ หากคุณสนใจข่าวความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกัน!

ที่มา – ตชด.12 ลาดตระเวนเข้มชายแดนบ้านตาพระยา พบ “โดรนปริศนา” ถูกไฟไหม้ ตกริมถนน

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดไม่จบสิ้น ล่าสุดเกิดเหตุทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”ในช่วงพลบค่ำ ทำให้กองทัพไทยต้องตอบโต้ด้วยการยิงเตือน 2 นัด และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงบริบทและความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ

ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.40 น. วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 กองทัพภาคที่ 2 ได้รับแจ้งจากกองกำลังสุรนารี ว่าทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนยิงกระสุนรวม 11 นัด ตลอดแนวพื้นที่โอร์เสม็ด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นที่เนิน 278 ทิศตะวันออกของช่องจอม จากนั้นไล่ยิงตามแนวลงมาถึงตลาดฝั่งตะวันออกของถนนเข้าโอร์เสม็ด แต่ละจุดยิง 1-2 นัด สภาพอากาศช่วงนั้นมืดครึ้มและมีฝนตั้งเค้า ก่อนที่ฝนจะตกหนักหลังเกิดเหตุ และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา

หน่วยความมั่นคงไทยประเมินว่า การยิงครั้งนี้มีลักษณะเป็น “ยิงเช็กแนวรบ” เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม แต่กองทัพไทยไม่ประมาท ได้ตรึงกำลังหน่วยสุรนารีไว้เต็มอัตรา

ไทยยิงเตือน 2 นัด หลังพบชาวต่างชาติประชิดลวดหนาม

ก่อนเกิดเหตุยิงใหญ่ในช่วงเย็น เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ของวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ไทยตรวจพบชาวต่างชาติ ลักษณะชาวตะวันตกไม่ทราบสัญชาติ เดินเข้าใกล้แนวลวดหนามบริเวณถนนทางเข้าโอร์เสม็ด ฝ่ายไทยจึงยิงเตือน 2 นัดทันที ตามระเบียบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรุกล้ำและหลีกเลี่ยงเหตุเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่

พื้นหลังความขัดแย้งชายแดนโอร์เสม็ด

โอร์เสม็ด หรือที่รู้จักในชื่อ O’Smach เป็นพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น มีประวัติการปะทะหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธมและช่องจอม พื้นที่นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์ของไทยกับเมืองอุดรมีชัยของกัมพูชา ในอดีตเคยเกิดการยิงกันและเสียชีวิตของทหารทั้งสองฝ่าย

  • จุดเนิน 278: จุดเริ่มยิงและเป็นเนินสูงมองเห็นแนวรบได้ชัด
  • ตลาดฝั่งตะวันออก: พื้นที่ค้าขายที่พลุกพล่านแต่ถูกปิดกั้นด้วยลวดหนาม
  • ถนนเข้าโอร์เสม็ด: เส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจร

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นหลังจากคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ปัญหายังค้างคาในพื้นที่รอบๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา

มาตรการของกองทัพไทยในการรับมือ

กองทัพภาคที่ 2 สั่งเพิ่มการลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้เทคโนโลยีเช่นกล้องวงจรปิดและโดรนตรวจจับความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังประสานงานกับทางการท้องถิ่นเพื่อแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

  • ตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง
  • ยิงเตือนตามมาตรฐาน ไม่ยิงก่อน
  • รายงานสถานการณ์เรียลไทม์ไปยังส่วนกลาง

การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นมืออาชีพของทหารไทยช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

ผลกระทบและข้อควรระวัง

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านชายแดนที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น การค้าข้ามแดนชะงักงัน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจหลีกเลี่ยงพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นของการเจรจาทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาถาวร

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนโอร์เสม็ดยังคงควบคุมได้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่ใหญ่กว่า แนะนำให้ประชาชนติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และสนับสนุนกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตย

CTA: คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวชายแดนล่าสุด!

ที่มา – ทหารกัมพูชายิง 11 นัดตลอดแนว “โอร์เสม็ด” ไทยยิงเตือน 2 นัด ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

ครม. อนุมัติงบ 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพลชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณกลางจำนวน 452 ล้านบาท เพื่อ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อบุคลากรทางทหารที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมครม. ว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ถูกอนุมัติให้กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก และกองทัพเรือ รวมวงเงิน 452,350,000 บาท ตามข้อเสนอของกระทรวงกลาโหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเยียวยากำลังพล 91 นายที่ได้รับผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

รายละเอียดกำลังพลที่ได้รับการเยียวยา

กำลังพลทั้ง 91 นาย มาจากหน่วยงานหลัก 3 หน่วย ได้แก่

  • กองบัญชาการกองทัพไทย
  • กองทัพบก
  • กองทัพเรือ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมานาน เนื่องจากข้อพิพาทด้านเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียง แม้ไทยและกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น แต่การปฏิบัติหน้าที่ของทหารยังคงมีความเสี่ยงสูง ทั้งจากสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ ฝนตกหนัก หรือแม้กระทั่งการเผชิญหน้ากับฝั่งตรงข้าม

งบประมาณจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการรักษาพยาบาล สนับสนุนการฟื้นฟูสุขภาพจิต การชดเชยความสูญเสีย และการปรับปรุงสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนวณจากความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและผลกระทบที่เกิดขึ้น คาดว่าจะช่วยให้กำลังพลเหล่านี้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำคัญของการเยียวยาจากครม.

การที่ ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นตัวอย่างของการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อความต้องการของฝ่ายความมั่นคง ทหารไทยทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างกล้าหาญ แต่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่ต้องการการดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน งบประมาณนี้ไม่เพียงช่วยเหลือบุคคล แต่ยังเสริมขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลทั้งกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ในอดีต มีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันหลายครั้ง เช่น การปะทะที่ปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2551-2554 ซึ่งทำให้มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รัฐบาลในขณะนั้นก็ได้จัดสรรงบเยียวยาเช่นกัน การอนุมัติครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อนโยบายที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรทหาร นอกจากนี้ ยังช่วยลดความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยแสดงให้กัมพูชาเห็นถึงความรับผิดชอบของไทยต่อกำลังพลของตน

กระทรวงกลาโหมยืนยันว่างบนี้จะถูกใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับผลกระทบ นอกจากการเยียวยาแล้ว ยังมีการวางแผนป้องกันเหตุซ้ำรอย เช่น การฝึกอบรมเพิ่มเติม การปรับปรุงยุทโธปกรณ์ และการเจรจากับกัมพูชาในระดับทวิภาคี

สำหรับประชาชนชาวไทย การตัดสินใจของครม. ครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงชายแดน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในกำลังพลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นก้าวแรกในการเยียวยา แต่เรายังต้องติดตามการใช้จ่ายและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ไปถึงผู้ที่สมควรได้รับ ในมุมมองของผู้เขียน การดำเนินการครั้งนี้ไม่เพียงช่วยทหาร แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกให้เป็นชาติที่ใส่ใจบุคลากร

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? เชื่อว่าพอหรือไม่ หรือควรมีเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นทราบข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – ครม. อนุมัติงบกลาง 452 ล้านบาท เยียวยากำลังพล 91 นาย จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top