ชายแดนไทยกัมพูชาล่าสุด

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” ถึงบ้านเกิด พี่ชายสานฝัน

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” ทหารกล้าพลีชีพใกล้ปราสาทคนา กลับถึงจังหวัดบ้านเกิดแล้ว บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ด้านพี่ชายรับปากจะสานต่อความฝันของน้อง ที่อยากเป็นทหารอาชีพ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีการเสียชีวิตของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย อายุ 20 ปี สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งพลีชีพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ใกล้พื้นที่ปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังถูกสะเก็ดระเบิดจากการยิงสนับสนุน BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ก่อนถูกนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก แต่ทนบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พลทหารเทิดศักดิ์

ล่าสุด เวลา 15.00 น. ที่วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้องและชาวบ้านจำนวนมากทยอยเดินทางมารอรับร่างของพลทหารเทิดศักดิ์ เพื่อประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพตามราชประเพณี มีเจ้าหน้าที่ MCATT ทีมเยียวยาจิตใจ มารอให้การช่วยเหลือ เยียวยาจิตใจญาติทหาร เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่และเครื่องประกอบพิธีไว้เป็นที่เรียบร้อย ทหารจาก มทบ.25 เข้าร่วมพิธี

ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้พบกับ พลทหารณรงค์ ศรีลาชัย อายุ 23 ปี สังกัด ม.4 พัน.11 รอ. จังหวัดสระบุรี ทหารม้ารักษาพระองค์ ซึ่งเป็นพี่ชายของพลทหารเทิดศักดิ์ เผยกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะเทือนใจว่า ตนได้รับข่าวร้ายจากรุ่นน้องที่รู้จัก และเมื่อทราบว่าคือน้องชายตนเองก็รู้สึกเสียใจอย่างที่สุด

พลทหารณรงค์

พลทหารณรงค์ เล่าว่า ตนและน้องชายเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน และมีน้องอีกหนึ่งคนต่างบิดา แม้จะไม่ได้พบหน้ากันนาน แต่ตนกับโรจน์ติดต่อกันเสมอผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนเกิดเหตุไม่นาน น้องชายได้ลงสตอรี่เป็นภาพขณะนอนในคูเลตปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ตนเป็นห่วงจึงทักไปถาม แต่โรจน์ไม่ได้ตอบกลับและไม่ปรากฏว่าออนไลน์อีกเลย จนกระทั่งได้รับข่าวการเสียชีวิต

“ทหารคืออาชีพที่ตนรัก และเป็นความฝันของน้องชายเช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากสานฝันของน้องให้สำเร็จ” พลทหารณรงค์ กล่าว

ต่อมาในเวลา 16.30 น. ศพของ พลทหารเทิดศักดิ์ ก็เดินทางมาถึงวัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ทหารตั้งแถวเป่าแตรรับ เพื่อสดุดีทหารกล้า สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยมี นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานประกอบพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พร้อมวางพวงมาลาหลวง พระราชทานพวงมาลาหลวง และตะกร้าพระราชทาน มอบแก่ครอบครัวของพลทหารผู้เสียชีวิต ท่ามกลางข้าราชการ เหล่าทหาร และประชาชนที่ร่วมแสดงความอาลัยอย่างสงบสำรวม

พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ

ทั้งนี้จะมีสวดอภิธรรมศพในเวลา 18.00 น. ของวันนี้ จนถึงวันที่ 12 ธ.ค. 68 โดยจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 13 ธ.ค. 68 ที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การที่นำศพของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย มาประกอบพิธีที่ วัดกลาง ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากที่บ้านของ พลทหารเทิดศักดิ์ เป็นพื้นที่สีแดง และระหว่างที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวที่บ้านของ พลทหารเทิดศักดิ์ ก็ยังได้ยินเสียงปืนดังมาจากด้านชายแดนไทย–กัมพูชา อยู่เป็นระยะ จึงได้นำร่างมาจัดพิธีที่วัดแห่งนี้แทน

ชายแดนไทย-กัมพูชา

ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” กลับถึงบ้านเกิด พี่ชายรับปาก จะสานต่อความฝันน้อง

ความเสียสละของพลทหารเทิดศักดิ์

การจากไปของพลทหารเทิดศักดิ์ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวและกองทัพไทย ความกล้าหาญและความเสียสละของเขา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพลทหารเทิดศักดิ์

ผมมองว่าเรื่องราวของพลทหารเทิดศักดิ์เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติอย่างไม่ย่อท้อ ขอสดุดีวีรชนผู้กล้า

ที่มา – ร่าง “พลทหารเทิดศักดิ์” กลับถึงบ้านเกิด พี่ชายรับปาก จะสานต่อความฝันน้อง

ปศุสัตว์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์


กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมปศุสัตว์เร่งส่งหญ้าแห้ง อาหารสัตว์ เวชภัณฑ์และทีมสัตวแพทย์ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย–กัมพูชา ต่อเนื่อง ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการด่วนให้กรมปศุสัตว์เร่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา หลังเกิดสถานการณ์สู้รบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เกษตรกร ตลอดจนปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และดูแลสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด และสระแก้ว จำนวน 20 อำเภอ 196 ตำบล 1,704 หมู่บ้าน จากการสำรวจเบื้องต้น ณ.วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พบว่าประชากรสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 5,599,993 ตัว ประกอบด้วย โค 432,585 ตัว กระบือ 90,672 ตัว สุกร 122,716 ตัว แพะและแกะ 23,959 ตัว สัตว์ปีกกว่า 4.7 ล้านตัว รวมถึงสุนัข 148,647 ตัว และแมวอีก 65,139 ตัว โดยขณะนี้ได้รับรายงานสัตว์ตายหรือสูญหายแล้ว 432 ตัว ในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสัตว์ปีก โค และกระบือ

การส่งความช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน กรมปศุสัตว์ได้แจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์ไปแล้ว 11,000 กิโลกรัม อาหารสุนัข–แมว 8,000 กิโลกรัม อาหารโค 1,000 กิโลกรัม สนับสนุนกรงสุนัข-แมว ชุดส่งเสริมสุขภาพสัตว์ (แร่ธาตุ ยาปฏิชีวนะ วิตามิน) อพยพสัตว์ออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้ว 30 ตัว และจัดทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าดูแลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนหญ้าฟ่อนแห้งจากกรมการสัตว์ทหารบก และมีแผนจัดส่งเสบียงอาหารสัตว์เพิ่มเติมอีก 111,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยกรมปศุสัตว์ได้ประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯทุกวันเพื่อติดตามสถานการณ์และให้การสนับสนุนได้อย่างรวดเร็วในระยะเผชิญเหตุรวมถึงในระยะหลังเหตุการณ์สงบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

กรมปศุสัตว์เร่งช่วยเหลือเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์อย่างมาก กรมปศุสัตว์จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของเกษตรกร กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจัดส่งอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์ และทีมสัตวแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ รวมถึงให้คำแนะนำในการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างถูกต้อง

หากเกษตรกรท่านใดได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ/จังหวัด หรือติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือโทรด่วนตามเบอร์โทรศัพท์ที่ระบุไว้ กรมปศุสัตว์พร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เพื่อให้เกษตรกรและสัตว์เลี้ยงปลอดภัย

  • อุบลราชธานี: 064-295-5989
  • ศรีสะเกษ: 045-612-928
  • สุรินทร์: 044-511-488
  • บุรีรัมย์: 044-611-988
  • สระแก้ว: 037-258-039
  • จันทบุรี: 039-312-601
  • ตราด: 081-831-6590

กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นภารกิจสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของกรมปศุสัตว์ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ที่มา – กรมปศุสัตว์ เร่งส่งหญ้า-อาหารสัตว์ ทีมสัตวแพทย์ ช่วยเกษตรกรชายแดนไทย-กัมพูชา

ด่วน! ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

สถานการณ์ล่าสุด! มีประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. มีผลบังคับใช้แล้ว! กองกำลังบูรพาได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกและมาตรการเคอร์ฟิวในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พลตรีเบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ได้ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพาที่ 166/2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด โดยอ้างอิงอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457

สาระสำคัญของประกาศฉบับนี้คือ การห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด

มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ลดความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ และปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว

ประกาศดังกล่าวระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 อย่างเคร่งครัด ซึ่งครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล และการตรวจค้นที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบหรือกระทบต่อความมั่นคง

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ดังนั้น ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน 4 อำเภอที่กล่าวมาข้างต้น ควรปฏิบัติตามประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเคอร์ฟิว

  • การเดินทาง: การเดินทางในช่วงเวลาเคอร์ฟิวเป็นสิ่งต้องห้าม ยกเว้นได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
  • ธุรกิจ: ธุรกิจบางประเภทอาจได้รับผลกระทบเนื่องจากต้องปิดทำการก่อนเวลา 19.00 น.
  • ชีวิตประจำวัน: ประชาชนอาจต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวันเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการเคอร์ฟิว

คำแนะนำสำหรับประชาชน

  • ติดตามข่าวสาร: ติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
  • เตรียมพร้อม: เตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
  • ให้ความร่วมมือ: ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการ

สถานการณ์ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว นี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ประชาชนในพื้นที่ต้องรับทราบและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การทำความเข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นของมาตรการ รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้ทุกคนสามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

การประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ถึงแม้ว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันภัยคุกคามและรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ด่วน ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอ จ.สระแก้ว ห้ามออกนอกเคหสถาน 19.00-05.00 น.

ผบ.ตร. สั่งทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผบ.ตร. สั่งยกระดับการป้องกันในพื้นที่ส่วนหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินมาตรการตาม “แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” โดยเน้นการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ผบ.ตร. สั่งตำรวจทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดน โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อปฏิบัติตามข้อสั่งการของ ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัด

ผบ.ตร. สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เป็นหน่วยหลักในการรับผิดชอบภารกิจกองกำลังป้องกันชายแดน สนับสนุนการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหน้า รักษาความปลอดภัยชายแดนเคียงข้างกองทัพ รวมถึงการอพยพครู-นักเรียนในโรงเรียน ตชด.

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 2 และ 3 ซึ่งมีพื้นที่ติดกับชายแดนไทย – กัมพูชา เตรียมพร้อมกำลังสนับสนุนการปฏิบัติ และกำชับให้ทุกหน่วยยกระดับการปฏิบัติการตามแผนพิทักษ์ส่วนหลัง โดยจัดชุดปฏิบัติการตำรวจออกตรวจตรา เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลทรัพย์สินและบ้านเรือนของประชาชนในช่วงที่มีการอพยพ

ตำรวจในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในจังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจิตอาสา ช่วยเหลือประชาชนในการอพยพไปยังศูนย์พักพิงต่างๆ กว่า 110,000 ราย โดยระดมกำลังตำรวจกว่า 4,200 นาย เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในศูนย์พักพิง

พล.ต.อ.สำราญฯ เน้นย้ำให้ตำรวจติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านการข่าว ประสานการปฏิบัติกับทุกภาคส่วน และเป็นหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติเมื่อได้รับการร้องขอ พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่องดูแลระวังภัย และป้องกันเหตุไม่สงบ รวมถึงตรวจตราบุคคลต้องสงสัยที่อาจสร้างความวุ่นวายในพื้นที่

ตำรวจทางหลวงเพิ่มความเข้มงวด ป้องกันภัยแทรกซ้อน

ในส่วนของตำรวจทางหลวง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. ได้มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.อ.วิษณุ คำโนนม่วง ผกก.6 บก.ทล. บูรณาการกำลังตำรวจทางหลวงในพื้นที่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เพื่อสนับสนุนการอพยพประชาชนและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในช่วงวันที่ 7–9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ตำรวจทางหลวงได้ตั้งจุดตรวจบนถนนสายยุทธศาสตร์ เพื่อ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ว่าที่ พ.ต.อ.วิษณุ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการตรวจค้นรถต้องสงสัยที่อาจลักลอบขนอาวุธ เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด หรืออากาศยานไร้คนขับ (โดรน) โดยเฉพาะบนเส้นทางมุ่งสู่พื้นที่สำคัญ เช่น ค่ายทหาร สนามบิน โรงพยาบาล และศูนย์อพยพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุคุกคามต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการ ป้องกันภัยแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้น

หากประชาชนมีเบาะแส แจ้งเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทางสายด่วน 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งตำรวจทางหลวงตั้งจุดตรวจ ป้องกันภัยแทรกซ้อนตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่อาจเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของชาติ ทำให้มีความจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลามบานปลาย ข่าวล่าสุดแจ้งว่ามีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพอย่างเร่งด่วน

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพ ไทยทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ทาง กปช.จต. ได้รายงานว่า พบการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนาม ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย เพื่อเป็นการป้องกันและตัดเส้นทางการส่งกำลังบำรุง ทาง กปช.จต. จึงมีความจำเป็นต้องตัดสินใจทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ” ที่ตั้งอยู่ใน อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา

การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นจึงได้มีการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทำไมต้องทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ?

การทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อตัดเส้นทางการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ และสกัดกั้นการเสริมกำลังของฝ่ายตรงข้าม การดำเนินการนี้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการสัญจรและชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่บ้าง แต่ความปลอดภัยของประเทศชาติย่อมต้องมาก่อน

สถานการณ์ชายแดนมีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรที่จะรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

สำหรับประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการแจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพในครั้งนี้ ขอให้ท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและครอบครัว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีในเร็ววัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์:

  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)
  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ: บริเวณใกล้เคียงสะพานจัยจุมเนี้ยะ อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา
  • ระยะเวลาในการอพยพ: ภายใน 3 ชั่วโมง
  • รัศมีการอพยพ: เกิน 1.5 กิโลเมตรจากสะพาน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของทุกฝ่ายมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง หวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ รับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และไม่ตื่นตระหนก เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ด่วน แจ้งเตือนประชาชนกัมพูชา อพยพภายใน 3 ชม. ไทยต้องทำลายสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ”

ด่วน! กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

สถานการณ์ชายแดนระอุ! เมื่อเวลา 08.40 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” ส่งผลให้ต้องเร่งอพยพผู้ป่วยและแพทย์เข้าบังเกอร์อย่างเร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยจากสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

จากรายงานข่าวล่าสุดที่ได้รับมา เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.40 น. เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีรายงานว่า กระสุน BM-21 ได้ตกบริเวณใกล้เคียง โรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยที่อยู่ในโรงพยาบาล

เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ผู้บริหารโรงพยาบาลจึงได้ตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและทีมแพทย์ทั้งหมดไปยังบังเกอร์หลบภัยที่เตรียมไว้เป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่

กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกประกาศแจ้งสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยระบุว่า “ด่วน! เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 เวลา 08.40 น. “กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก” และพื้นที่โดยรอบ จำนวน 6 นัด ปัจจุบัน ศปก.ทก.2 ได้เคลื่อนย้ายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยหนักเข้าพื้นที่หลบภัยเรียบร้อย และได้ให้กองพันเสนารักษ์ที่ 6 เข้าปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนโรงพยาบาลพนมดงรักษ์ต่อไป กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง”

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลอย่างมาก เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นสถานที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง การโจมตีหรือการยิงเข้าใกล้โรงพยาบาลเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล

ผลกระทบและมาตรการรับมือหลัง กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก

ถึงเเม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในทันที เเต่เหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจเเละความหวาดกลัวให้กับผู้ป่วย ญาติ เเละบุคลากรทางการเเพทย์เป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพนมดงรักได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด

  • การประเมินความเสียหายของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์เพิ่มเติม
  • การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนและพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ รพ.พนมดงรัก ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่า สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความเปราะบาง และอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นได้อีก ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหาทางออกอย่างสันติ เพื่อให้ประชาชนทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งทางออกที่ยั่งยืน มีแต่จะสร้างความสูญเสียและความเจ็บปวดให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ด่วน กัมพูชายิง BM-21 ถล่มใกล้ “รพ.พนมดงรัก” เร่งอพยพผู้ป่วย-แพทย์เข้าบังเกอร์

สดุดี! พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย พลีชีพปราสาทคนา

สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา ถูกสะเก็ดระเบิด BM-21 ถล่ม โลกออนไลน์ร่วมอาลัยความหาญกล้า

วันที่ 10 ธ.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์พร้อมใจร่วมไว้อาลัย และสดุดีทหารกล้าคนที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” สังกัด ร.23 พัน.3 กองพันสุรินทร์ พลีชีพเพื่อชาติ ในสมรภูมิปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา

โดยมีรายงานว่า จากเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไทยสูญเสียกำลังพลทหารกล้ารายที่ 5 คือ “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” อายุ 20 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน.3) ค่ายวีรวัฒน์โยธิน อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวอีสานจากบ้านภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สละชีวิตปกป้องแผ่นดินไทยในสมรภูมิปราสาทคนาอย่างห้าวหาญ เสียชีวิตหลังถูกสะเก็ดระเบิดจาก BM-21 ของกัมพูชา ขณะกำลังรักษาตัวที่ รพ.พนมดงรัก.

สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา

เหตุการณ์การเสียสละของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ในสมรภูมิปราสาทคนา สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ การจากไปของเขาไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียบุคคลากรที่สำคัญของกองทัพ แต่ยังเป็นการสูญเสียลูกชาย หลานชาย และเพื่อนของใครหลายๆ คน เรื่องราวของพลทหารเทิดศักดิ์เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของทหารไทยที่ปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินของเรา

การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทหารต้องเผชิญกับอันตรายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับกองกำลังต่างชาติ การเหยียบกับระเบิด หรือการถูกโจมตีด้วยอาวุธหนัก แม้จะมีความเสี่ยงมากมาย แต่ทหารไทยก็ยังคงยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ เพื่อรักษาความสงบและความมั่นคงของประเทศชาติ

ร่วมสดุดีวีรกรรม พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย

การสดุดีวีรกรรมของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความอาลัย แต่ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติของผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติ เราสามารถร่วมกันสดุดีวีรกรรมของท่านได้หลายวิธี เช่น การแชร์เรื่องราวของท่านบนโซเชียลมีเดีย การร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือครอบครัวของท่าน หรือการเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงท่าน

นอกจากนี้ เรายังสามารถแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจแก่ทหารที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนได้ โดยการส่งจดหมายหรือของขวัญให้กำลังใจ หรือการร่วมบริจาคสิ่งของจำเป็นให้แก่หน่วยทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การกระทำเหล่านี้จะช่วยให้ทหารรู้สึกว่าพวกเขายังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ

การสูญเสีย พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักถึงคุณค่าของความสงบสุขและความเป็นเอกราชของชาติ เราควรที่จะร่วมกันรักษาความสงบและความมั่นคงของประเทศชาติให้คงอยู่สืบไป เพื่อให้สมกับความเสียสละของทหารกล้าทุกท่านที่ได้พลีชีพเพื่อชาติ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย และทหารกล้าทุกท่านที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุคติ

พวกเราคนไทยจะไม่ลืมความเสียสละของท่าน

ที่มา – สดุดีทหารกล้ารายที่ 5 “พลทหารเทิดศักดิ์ ศรีลาชัย” พลีชีพกลางสมรภูมิปราสาทคนา

สรุป! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 9 ธ.ค. 68

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสรุปความคืบหน้าภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ย้ำทุกหน่วยงานจะปฏิบัติการเต็มความสามารถ เพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยไทย จนกว่าภัยคุกคามพื้นที่ชายแดนจะยุติลง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชารายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในภาพรวม เพื่อให้ประชาชนเเละสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เเละเป็นปัจจุบัน ดังนี้:

กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ อาทิ BBC, CNN, Reuters, Al Jazeera และ CNA เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด และแก้ไขความเข้าใจผิดจากข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ส่งหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา ส่งหนังสือชี้แจงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน หนังสือแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลและสื่อในประเทศเจ้าบ้านอย่างเชิงรุก เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ และความถูกต้องของข้อเท็จจริง

กองทัพบก ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมภายหลังจากการแถลงในช่วงเช้า ดังนี้

  1. พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทยตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้งด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
  2. พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา )
    1. เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นวันที่ 2 และตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในพื้นที่ จำนวน 2 ทุ่น (สภาพพร้อมใช้งาน) พบระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG-2 จำนวน 3 นัด และ ค.60 จำนวน 1 นัด และชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ซึ่งดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว
    2. หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดนซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล คลังอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทยในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 

ปัจจุบันในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วยจรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง

  1. ผลกระทบต่อประชาชน เริ่มพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา คือ พบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโศกชามป้อมตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา โดยยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  2. กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กฎการใช้กำลังและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม

กองทัพเรือ ยังคงดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบริเวณชายแดนฝั่งทะเล เพื่อหยุดยั้งการคุกคามต่อฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการป้องกันอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพอากาศ ยึดมั่นหลักการปฏิบัติการว่าด้วยการลดความเสียหายต่อพลเรือน การดำเนินการร่วมกับกำลังภาคพื้น การดำเนินการทางทหารเพื่อทำลายเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด (Minimal Collateral Damage) อีกทั้งยังยึดมั่นพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือนโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการมุ่งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่ เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ จุดคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค และขอความร่วมมือประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้ง 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศไทยยึดการปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล (International Humanitarian Law) การยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการโจมตีก่อนเมื่อมีภัยคุกคามชัดเจน (Preemptive Strike) ได้แก่ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังในการกำจัดเป้าหมายเท่านั้น รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกเหล่าทัพให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน การอพยพ การช่วยเหลือ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ที่เกิดขึ้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68: สิ่งที่เราควรรู้

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเเละเเม่นยำเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจเเละปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงมีความไม่เเน่นอนอยู่ การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเเละการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้กำลังใจเเละสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายเเดนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยเเละผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ชายแดน การสู้รบขยายวงกว้าง รุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง “ฝ่ายกัมพูชา” เสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 17.00 ของวันนี้ ทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราอย่างหนัก การสู้รบขยายวงกว้างและมีความรุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ประมาณ 125 ครั้ง กระสุนลูกจรวด 5,000 นัด โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV จำนวน 33 พื้นที่ ใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วน

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อยู่ตลอดแนวการวางกำลัง จากผลการปะทะกันอย่างหนักตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายเราได้สูญเสียนักรบกล้าสละชีพเพื่อพิทักษ์ชาติไปจำนวน 4 นาย บาดเจ็บรวม 68 นาย ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 61 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถประเมินได้

รายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2

จากข้อมูลที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทหารกัมพูชาได้ทำการโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยมีการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนมากถึง 125 ครั้ง และกระสุนลูกจรวดอีกกว่า 5,000 นัด นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV โจมตีฐานและที่มั่นของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วนแล้วก็ตาม การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น:

  • ฝ่ายไทย: เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 68 นาย
  • ฝ่ายกัมพูชา: เสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง การอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

Scroll to top