ชายแดนไทยกัมพูชา

เคลียร์ชายเเดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด


เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน: ปฏิบัติการเก็บกู้ระเบิดครั้งใหญ่

กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดดักรถถังที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ภารกิจเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิด

จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต ทำให้มีการวางทุ่นระเบิดไว้ในหลายพื้นที่ เพื่อป้องกันการรุกล้ำ อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ทุ่นระเบิดเหล่านี้กลับกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

การค้นพบทุ่นระเบิดดักรถถัง

เจ้าหน้าที่ข่าวกรองและหน่วยงานในพื้นที่ ตรวจพบว่าบริเวณบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการฝังทุ่นระเบิดดักรถถัง (Anti-Tank Mine) ชนิด Type 59 ซึ่งเป็นวัตถุระเบิดที่มีอานุภาพทำลายสูง และอาจเป็นอันตรายต่อประชาชน การเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 (ช.พัน.2) จัดกำลังร่วมกับ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 (นปท.1) เข้าดำเนินการสำรวจ และเตรียมเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้ขั้นตอนตามมาตรฐานสากลของการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Mine Action) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

นอกจากการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานแล้ว กองทัพภาคที่ 1 ยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการลักลอบเข้า-ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ล่าสุด สามารถจับกุมคนไทย 55 คน ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากกัมพูชา โดยอ้างว่าถูกกลุ่มสแกมเมอร์นำมาปล่อยทิ้ง

นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 1 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการประสานงานกับส่วนราชการในการทำเอกสารการครอบครองที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมวางแผนเข้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัย

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน กองทัพภาคที่ 1 ได้รับการสนับสนุนจาก “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ในการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยมีการเพิ่มจำนวนบังเกอร์จาก 10 แห่ง เป็น 72 แห่ง และหลุมหลบภัยสำหรับประชาชน ขนาดความจุ 40 คน จาก 2 แห่ง เป็น 6 แห่ง

ปฏิบัติการเคลียร์ชายแดนบ้านหนองจานและการสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจสำคัญของกองทัพภาคที่ 1 ในการดูแลปกป้องประชาชนและผืนแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ที่มา – เคลียร์ชายแดนบ้านหนองจาน เก็บกู้ระเบิดดักรถถัง อานุภาพทำลายล้างสูง

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพไทย น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ “กรมพระศรีสวางควัฒนฯ” พระราชทานกองทุนหทัยทิพย์ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.อ.จงเจต วัชรานันท์ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในนามของกองทัพไทย นำคณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา

โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดกราบบังคมทูลสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาโปรดจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” อันเป็นศูนย์รวมแห่งพลังความสามัคคี ความรัก และความหวงแหนแผ่นดินของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ถือเป็นขวัญกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่กำลังพลกองทัพไทยในการธำรงรักษาและปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

ในโอกาสนี้ กองทัพไทยได้กราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าโครงการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย–กัมพูชา โดยกรมแผนที่ทหาร
  2. การกำหนดจุดและแนวทางการก่อสร้างรั้วชายแดน โดยกรมกิจการชายแดนทหาร
  3. แบบการก่อสร้างรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

รูปแบบรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล ได้รับการออกแบบให้มีความมั่นคง แข็งแรง และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง ผลิตสำเร็จรูปจากภายในประเทศ เพื่อความรวดเร็วและคงทนถาวร

รั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า จะน้อมนำพระดำรัสและพระราชปณิธานแห่ง “กองทุนหทัยทิพย์” ไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงชายแดนของราชอาณาจักรไทย “ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ได้เปิดแบบแผนการดำเนินการโครงการสร้างรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป ครึ่งตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ติดลวดหนามหีบเพลง ที่จะสร้างกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมถนนตรวจการณ์ โดยติดตั้ง

  • ลวดหนามหีบเพลง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 210 บาท
  • รั้วตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ระยะห่าง 2 เซนติเมตร พร้อมอุปกรณ์ ป้องกันปีนป่าย ราคาเมตรละ 3,100 บาท
  • ทับหลังสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×15 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 420 บาท
  • แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ขนาด 3.00 X 0.25 เมตร หนา 7.5 ซม. (5แผ่น) ราคาเมตรละ 1,020 บาท
  • คานคอดินสำเร็จรูป ขนาด 65×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 620 บาท
  • ตอม่อขนาด 1.00 x 1.00 เมตร ราคาชุดละ 550 บาท
  • เสาสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 1,260 บาท
  • ค่าปรับพื้นที่ถากถาง ขุดดิน ทำตอม่อ และ คานคอดิน ราคาเมตรละ 180 บาท

รวมค่าก่อสร้างรั้ว ราคาเมตรละ 7,360 บาท ราคาต่อกิโลเมตรละ 7,360,000 บาท

ถนนตรวจการณ์ชายแดน

พร้อมทั้งสร้างถนนตรวจการณ์ ที่มีผิวจราจรเป็นลูกรังกว้าง 5 เมตร เป็นพื้นลูกรังบดอัดแน่น 3 ชั้น ราคา 1,300,000 บาทต่อกิโลเมตร เมื่อรวมค่าก่อสร้างทั้งหมด กิโลเมตรละ 8,660,000 บาท

กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

รายละเอียดโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

โครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยมีการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศและใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน การมีถนนตรวจการณ์ควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้การดูแลรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และยังเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เชื่อว่าการดำเนินการโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว และจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ที่มา – กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

อัปเดตบ้านใหม่พลทหารโก้ สร้างใกล้เสร็จแล้ว!

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านหลังใหม่ของ พลทหารโก้ ผู้กล้าที่เสียสละจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด! กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสร้างบ้านให้ พลทหารโก้ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้บ้านใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความที่สร้างความประทับใจว่า “บ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จแล้ว ตอบแทนกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์” โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้จัดกำลังพลชุดช่าง ร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

การก่อสร้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมืออันดีระหว่างทหาร ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วน ที่ต่างร่วมกันเป็นพลังจิตอาสา ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านให้เสร็จทัน เพื่อให้พลทหารและครอบครัวได้เข้าพักอาศัยและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต่อไป ซึ่งเป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านใหม่พลทหารโก้

จากภาพที่เผยแพร่ออกมา เราจะเห็นได้ว่าตัวบ้านนั้นเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์แล้ว โครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย หลังคามุงเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายในและภายนอก คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะพร้อมให้ พลทหารโก้ และครอบครัวได้เข้าอยู่

เรื่องราวของ พลทหารโก้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก การสร้างบ้านหลังใหม่นี้จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารและครอบครัว ให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำเนินชีวิตต่อไป

การอัปเดตบ้านใหม่ของ พลทหารโก้ ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

หวังว่า พลทหารโก้ และครอบครัว จะมีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรักและความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันครับ

ที่มา – อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้าให้กำลังใจทหาร

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้า ให้กำลังใจทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ช่องอานม้า พร้อมย้ำให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 พล.ท.วีรยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี (ฉก.1 กกล.สุรนารี) บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การเดินทางครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อตรวจความพร้อมของหน่วย พบปะพูดคุย และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในแนวหน้า เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความเสียสละของกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง ความตอนหนึ่งของการกล่าวให้กำลังใจคือ “ทหารทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เสียสละ และยึดมั่นในเกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็นทหารอาชีพ ขอให้เชื่อมั่นในภารกิจที่รับผิดชอบว่าทุกสิ่งที่ทำเพื่อความสงบสุขของประเทศ และพี่น้องประชาชน”

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้า ให้กำลังใจทหาร

นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับกำลังพล ไม่ว่าจะเป็นนายทหาร นายสิบ หรือพลทหาร ที่ฐานปฏิบัติการช่องอานม้า ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาในทุกระดับชั้น

แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำกำลังพล

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ ยังได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกนายรักษาความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท และยึดมั่นในวินัยทหารอย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ก็ได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพล โดยได้กล่าวว่า กำลังพลทุกนายคือกำลังสำคัญของกองทัพ ขอให้ภูมิใจในภารกิจที่ได้ทำเพื่อชาติ เพราะตราบใดที่พวกเรายังคงยืนหยัดทำหน้าที่ ก็จะไม่มีใครสามารถรุกล้ำอธิปไตยของชาติไทยได้

ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีการยกเลิกการประชุม RBC ที่เดิมทีมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 15-17 ตุลาคมนี้ พลโทวีระยุทธตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ช่วงนี้ขอปิดวาจา จะขอทำมากกว่าพูด” โดยสาเหตุที่กองทัพภาคที่ 2 ไม่สามารถเข้าร่วมประชุม RBC กับกัมพูชานั้น ทางเพจของกองทัพภาคที่ 2 ได้ชี้แจงรายละเอียดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าประชาชนสามารถมั่นใจในกองทัพได้เต็มที่ กองทัพพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ 100%

การลงพื้นที่ของ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้า ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความมุ่งมั่นของกองทัพในการดูแลความปลอดภัยตามแนวชายแดน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้า ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มที่ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 เลือกที่จะ “ทำมากกว่าพูด” เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากองทัพกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องอานม้า ให้กำลังใจทหาร ปิดวาจา ขอทำมากกว่าพูด

ทหารพรานจับกระบะขน **แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา**

สระแก้วระทึก! ทหารพรานไล่ล่าสกัดจับรถกระบะลอบขน แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา จำนวน 10 ราย ก่อนเสียหลักตกข้างทาง ผู้ต้องหารับสารภาพกลับบ้านเกิดไม่มีงานทำ ขาดรายได้ จึงตัดสินใจลักลอบมาหางานทำในฝั่งไทย

เมื่อเวลา 04.15 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดย ฉก.อรัญประเทศ และ ชค.ทพ.12 (ร้อย.ทพ.1206) ได้ทำการสกัดจับขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว บริเวณเส้นทางระหว่างบ้านสลองคอง – บ้านกุดหิน ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ชุดลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ร้อย.ทพ.1206 และ ฉก.อรัญประเทศ ได้รับแจ้งข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ที่ลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย จึงได้วางกำลังและตรวจพบรถยนต์กระบะต้องสงสัย ยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีขาว ทะเบียน กท 6903 สระแก้ว วิ่งมาบนเส้นทางดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณให้หยุดเพื่อขอตรวจสอบ แต่รถคันดังกล่าวกลับเร่งเครื่องหลบหนี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด

ระหว่างการหลบหนี รถกระบะได้เสียหลักตกข้างทาง บริเวณบ้านสลองคอง ม.3 ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบกลุ่มบุคคลที่นั่งอยู่ภายในรถได้พากันวิ่งหลบหนีออกจากรถทันที เจ้าหน้าที่จึงได้ติดตามและควบคุมตัวผู้ที่วิ่งหลบหนีมาได้ทั้งหมด รวม 10 คน

จากการตรวจสอบพบว่าเป็นชาวกัมพูชา ประกอบด้วยชาย 6 คน หญิง 3 คน และผู้ติดตามเยาวชนหญิง 1 คน ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังสามารถควบคุมตัวผู้ขับขี่รถกระบะซึ่งเป็นชาวไทยได้อีก 1 คน

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยยอมรับว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชา ให้มารับกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวกัมพูชาที่บริเวณชายแดน เพื่อนำไปส่งยังพื้นที่ตอนในของประเทศไทย ส่วนแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คนให้การว่า เดิมเคยทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาเนื่องจากมาตรการคุมเข้มการเข้าออกชายแดน แต่เนื่องจากกลับไปแล้วไม่มีงานทำและขาดรายได้ จึงตัดสินใจติดต่อผู้นำพาชาวกัมพูชาให้พาเดินเท้าลัดเลาะตามช่องทางธรรมชาติข้ามมายังฝั่งไทย ก่อนที่จะมีผู้นำพาชาวไทยมารับช่วงต่อ จนกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด

ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้นำพาชาวไทย พร้อมทั้งแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ไปทำการสอบสวนเพิ่มเติมที่ กองบังคับการ ร้อย.ทพ.1206 และจะดำเนินการส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการแก้ไข

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานต่างด้าวที่ยังคงมีอยู่ถึงแม้จะมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประเทศเพื่อนบ้าน ในการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังต่อผู้กระทำผิด ทั้งผู้นำพาและผู้ที่ให้การสนับสนุน ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ

การแก้ไขปัญหาแรงงานเถื่อนชาวกัมพูชาอย่างยั่งยืนต้องมองในภาพรวมของเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทหารพรานสกัดจับกระบะขน 10 แรงงานเถื่อนชาวกัมพูชา ลักลอบเข้าไทย หางานทำ

เก็บกู้ทุ่นระเบิดหนองหญ้าแก้ว: พบแล้ว 7 ทุ่น!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่ามีการใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่นแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 18.00 น. พบว่ามีการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอชายแดน และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง รองรับผู้ประสบภัยได้ประมาณ 4,200 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบพื้นที่และจุดตรวจบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

ในส่วนของปฏิบัติการจิตวิทยา ฝ่ายไทยได้ฉายสารคดี “แคมป์ 511” บริเวณชายแดน เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาในอดีต

ฝั่งกัมพูชามีการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่บ้านโจกเจยและบ้านเปรยจัน โดยใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย พร้อมทั้งเพิ่มกำลังพลเฝ้าระวังแนวชายแดน และสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้อุปกรณ์และกำลังพลสนับสนุน เช่น รถถากถางหุ้มเกราะ D5, เครื่องจักร GCS-200 และเครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด BearCat

ล่าสุดได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

สรุปผลการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. 68 ถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวม 7 ทุ่น (PMN 6 ทุ่น และ MN79 1 ทุ่น) ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดเก่าทั้งหมด

นอกจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังได้มีการเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้รถถากถาง จำนวน 1,393 ตร.ม. และรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 1 หลัง เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย

พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การทำงานอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนกลับมาปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ไทยแจง! เปิดหนังให้กำลังพล ไม่ได้ยั่วยุ

จากกรณีที่มีข้อร้องเรียนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังจากฝั่งไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ไทยได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่มาของการเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ากิจกรรมดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล ไม่ได้มีเจตนาที่จะยั่วยุหรือสร้างความรำคาญแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากที่มีกลุ่มชาวกัมพูชาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังรบกวนในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายความเข้าใจผิด

ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกล่าวว่า การเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจเป็นกิจกรรมภายในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังบูรพา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความตึงเครียดและความเหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ เนื้อหาที่นำมาเปิดเผยแพร่ มีความหลากหลาย ทั้งภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ สารคดีให้ความรู้ และบทเพลงปลุกใจที่มุ่งเน้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีการสอดแทรกข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข้อพิพาทแนวชายแดน รวมถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศไทยเคยให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในด้านต่างๆ

วัตถุประสงค์หลัก: สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

แหล่งข่าวจากกองกำลังบูรพายืนยันว่า การเปิดภาพยนตร์และสื่อต่างๆ ดำเนินการบนผืนแผ่นดินไทย 100% และจัดขึ้นในพื้นที่ควบคุมของหน่วยทหาร ซึ่งห่างจากแนวชายแดนในระยะที่ไม่เป็นการละเมิดเขตแดน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล

การเปิดสื่อในลักษณะนี้ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเครียดจากสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบาง เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติและแผ่นดิน

นอกจากนี้ การที่ทหารได้ดูภาพยนตร์หรือสารคดีที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ก็เป็นการช่วยปลูกฝังความรักชาติ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มากยิ่งขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ตรวจตราพื้นที่ และใช้โดรนบินสำรวจตลอดแนว เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือการปลุกระดมจากฝั่งตรงข้าม

แม้ว่าการเปิดภาพยนตร์และเพลงปลุกใจอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่ม แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ การสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบาก เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย

กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 37 คน ขณะลักลอบเข้าประเทศไทยบริเวณชายแดนโคกสูง โดยใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจพื้นที่แนวชายแดน

กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 เวลา 04.00 น. กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 (ฉก.12) ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 (ฉก.ตชด.4) ได้ลาดตระเวนตรวจสอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้โดรนตรวจจับความร้อนบินสำรวจแนวชายแดน บริเวณหลักเขตแดนที่ 47-48 บ้านอ่างศิลา ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนมากกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในเขตประเทศไทย จึงเข้าตรวจสอบและจับกุมทั้งหมด

จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา จำนวน 37 คน (ชาย 22 คน และหญิง 15 คน) ทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตเข้าประเทศ (พาสปอร์ตหรือวีซ่า)

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานให้การว่าเดินทางมาจากจังหวัดบันเตียเมียนเจยและเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยมีนายหน้าชาวกัมพูชาเป็นผู้จัดหาและนำมาส่งใกล้ชายแดน เพื่อรอจังหวะลักลอบเข้าไทย โดยมีจุดหมายปลายทางเพื่อทำงานรับจ้างทั่วไปและในโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสมุทรปราการ โดยจ่ายค่านายหน้าคนละประมาณ 3,000–5,000 บาท

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งหมดไปยังที่ทำการหน่วยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 เพื่อทำบันทึกจับกุม และส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสระแก้วดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคัดกรองโรคและเตรียมผลักดันกลับประเทศ

ทางการเน้นย้ำว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงมีการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยในพื้นที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีตรวจจับ เช่น โดรนตรวจความร้อน กล้องวงจรปิด และหน่วยเฝ้าตรวจเคลื่อนที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมแรงงานกัมพูชาที่ลักลอบเข้าไทย

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงและความผิดทางกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและป้องกันชายแดน

การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายไม่เพียงแต่เป็นความผิดทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน การค้ามนุษย์ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ ดังนั้น การป้องกันและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ภาครัฐและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการบังคับใช้กฎหมาย

สถานการณ์ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย แนวชายแดนโคกสูงนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความสงบสุขและความปลอดภัยของประเทศ

การ กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย ควรเป็นอุทาหรณ์ให้ตระหนักถึงผลเสียของการลักลอบเข้าเมือง และหันมาทำงานอย่างถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาประเทศ

ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทย จึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

ที่มา – กกล.บูรพา จับแรงงานกัมพูชา 37 คน ลักลอบเข้าไทยแนวชายแดนโคกสูง

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

Scroll to top