ชายแดนไทยกัมพูชา

แพทย์ทหารดูแล! กำลังพลแนวหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดูแลขวัญและกำลังใจของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

จากรายงานของโฆษกรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวชายแดนและเสริมความแข็งแกร่งด้วยรั้วลวดหนาม เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลและกองทัพให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วง การส่งแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอาใจใส่ที่รัฐบาลมีต่อทหารกล้าเหล่านี้

M-MCATT คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?

M-MCATT หรือ Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team คือทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤตของกองทัพบก ทีมนี้ประกอบด้วยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถประเมินและให้การรักษาผู้ที่มีภาวะเครียดหรือวิตกกังวลอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่

การมี M-MCATT และการส่งทีมแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความกดดันต่างๆ มากมาย ทั้งจากภัยคุกคามจากภายนอก และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว การได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสมจะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือกับความเครียดและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากทีม M-MCATT แล้ว โรงพยาบาลทหารในพื้นที่ยังได้ส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายของกำลังพลตามฐานปฏิบัติการต่างๆ อีกด้วย การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจอย่างครบวงจรนี้จะช่วยให้ทหารมีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกำลังพลแนวหน้าแสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรบุคคล การลงทุนในการดูแลสุขภาพของทหารคือการลงทุนในความมั่นคงของชาติ เพราะทหารที่มีสุขภาพดีทั้งกายและใจย่อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • การตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำ
  • การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  • การจัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด
  • การให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ

รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจที่ดีในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การแพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามทั้งหมด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพราะพวกเขากำลังปกป้องความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – แพทย์ทหารลงพื้นที่ดูแลจิตใจกำลังพลแนวหน้า ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ยังปกติ

กองทัพไทยย้ำ! ทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 67 กัมพูชายังมี

กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก โดยยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่ทั้งหมด และพื้นที่ดังกล่าวเคยได้รับการกวาดล้างไปแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาแถลงถึงกรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่กำลังพลไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดน ผลการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ของใหม่ สภาพสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และมีการอำพรางอย่างมิดชิด ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหาย

ที่สำคัญคือ ทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง แต่เป็นทุ่นใหม่ที่มีตัวอักษรคมชัด สปริง เข็มแทงชนวน และชิ้นส่วนภายในอยู่ในสภาพใหม่สมบูรณ์ ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลที่เผยแพร่ออกมา

พื้นที่กวาดล้างแล้ว 100%

พล.ต.วิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ช่องบกและช่องอานม้าซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุนั้น TMAC ได้ทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดไปแล้ว 100% และมีการรายงานต่อที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาทุกปี โดยไม่เคยพบทุ่น PMN-2 ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่เคยมีทุ่นชนิดนี้อยู่ในครอบครอง และได้ทำลายทุ่นระเบิดคงคลังทั้งหมดตั้งแต่ปี 2546 โดยไม่มี PMN-2 อยู่ในบัญชีแม้แต่ลูกเดียว

ในทางตรงกันข้าม เอกสารรายงานต่ออนุสัญญาออตตาวา ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024 ระบุชัดเจนว่า กัมพูชายังคงครอบครองทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และชนิดอื่นๆ รวมกว่า 3,700 ลูก โดยอ้างว่าเก็บไว้เพื่อการฝึกตามมาตรา 3 ของอนุสัญญาฯ แต่การลักลอบนำทุ่น PMN-2 มาวางในเขตอธิปไตยของไทย ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างร้ายแรง และเอาผิดได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ดังนั้น กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก จึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญและมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต้องตกเป็นเหยื่อของทุ่นระเบิด

กองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอยืนยันว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ ยืนยันชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บ เป็นทุ่นระเบิดใหม่ชนิด PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาลักลอบนำมาวางในพื้นที่ชายแดนไทย ไม่ใช่ทุ่นเก่าตามที่มีการกล่าวอ้าง เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาและเป็นการกระทบต่ออธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ ปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก ทำให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพไทยย้ำทุ่นระเบิด PMN-2 ของใหม่ แฉปี 2024 กัมพูชาครอบครองกว่า 3,700 ลูก

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดนหลังสู้รบ

“กองทัพบก” ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

วันที่ 17 ส.ค. 2568 ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกองทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

กองทัพบก ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

2. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกเหนือจากการดูแลจาก “กองทัพบก” โดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

3. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด การดูแลจาก “กองทัพบก” ในครั้งนี้แสดงให้ถึงความห่วงใยกำลังพลอย่างแท้จริง

ที่มา – “กองทัพบก” ส่งทีมแพทย์ M-MCATT ดูแลกำลังพลชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

จากกรณีที่นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเชิญ “ไมเคิล อัลฟาโร” มาประเทศไทยฟรี เพื่อให้เห็นความจริงอีกด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ภายหลังได้เบรกเรื่องดังกล่าว ล่าสุด ประชาชนชาวบุรีรัมย์ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะมองว่าไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาไทย ฉะไร้ประโยชน์

นางสำเรียน โยงรัมย์ แม่ค้าขายลูกชิ้นในตัวเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า เธอไม่ต้องการให้ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะไม่แน่ใจว่าเขาจะเข้าข้างประเทศไทยหรือไม่ และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศให้ทันต่อสถานการณ์

นายณรงค์เดช ปุลา ชาวอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า การเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ เพราะขนาดลงพื้นที่ในกัมพูชายังให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ หากรัฐบาลต้องการเชิญสื่อต่างประเทศ ควรเชิญสำนักข่าวที่น่าเชื่อถืออย่าง CNN จะเป็นประโยชน์มากกว่า

ชาวบ้านหวั่น! กลัวอดใจไม่ไหว หาก “ไมเคิล” มาไทย

นายณรงค์เดชยังแสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของไมเคิล หากเดินทางมายัง 7 จังหวัดตามคำเชิญของรัฐบาล เพราะกลัวว่าชาวบ้านจะอดใจไม่ไหว เนื่องจากก่อนหน้านี้ไมเคิลได้ไลฟ์สดให้ร้ายประเทศไทย อาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายได้

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนชาวบุรีรัมย์ต่อการกระทำของไมเคิล อัลฟาโร ที่เคยให้ข้อมูลที่เป็นลบเกี่ยวกับประเทศไทย การเชิญบุคคลดังกล่าวมายังประเทศไทยจึงถูกมองว่าไม่เป็นประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

ความเห็นของประชาชนชาวบุรีรัมย์ยังแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทยและสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ไมเคิล อัลฟาโร” ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการเชิญบุคคลต่างชาติเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะบุคคลที่มีความคิดเห็นหรือประวัติที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน

นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข้อมูลสู่สาธารณชน ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม

การแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยของชาวบุรีรัมย์ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรให้ความใส่ใจ

การตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความรู้สึกของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในสังคม

ในท้ายที่สุด การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่มา – ชาวบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยเชิญ “ไมเคิล” มาประเทศไทย ฉะไร้ประโยชน์ กลัวจะอดใจไม่ไหว

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากลำบากหลังถูกผลักดันกลับประเทศ แต่กลับเผชิญกับปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจว่าไม่มีงานทำและไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตลอบข้ามแดนกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อหาเลี้ยงชีพ

แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา ร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1202 ได้ทำการจับกุมแรงงานชาวกัมพูชาวัย 19 ปี ขณะลักลอบข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทย บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้บ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

จากการสอบสวนผ่านล่าม ทราบว่าแรงงานรายนี้เคยทำงานเป็นลูกจ้างขายปลาในตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เขาถูกกดดันให้เดินทางกลับประเทศตามนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่ต้องการให้แรงงานคืนสู่ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่หลังกลับไปยังบ้านเกิดกลับไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

ชีวิตที่ไร้งานและไร้การช่วยเหลือ

“อยู่ฝั่งกัมพูชาไม่มีงานทำ รัฐบาลไม่ได้ช่วยอะไรเลย” คือคำพูดที่แรงงานกัมพูชาเปิดใจด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ชีวิตหลังกลับไปบ้านเกิดเต็มไปด้วยความยากลำบาก เขาไม่มีงานทำ ขาดรายได้ และไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลกัมพูชา ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเสี่ยงชีวิตลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อหาเลี้ยงชีพและครอบครัว

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการขาดแคลนงานและการสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจเสี่ยงอันตรายเพื่อแสวงหาโอกาสในต่างแดน

การลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูง แต่สำหรับแรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ มันอาจเป็นหนทางเดียวที่พวกเขามองเห็นว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอดได้ การที่รัฐบาลกัมพูชาไม่สามารถจัดหางานและให้ความช่วยเหลือที่เพียงพอแก่ประชาชนของตนเองได้ ทำให้เกิดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานและการแสวงหาโอกาสในต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องราวนี้เป็นการเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาปากท้องและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังและต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่ประชาชนของตนเองอย่างจริงจัง เพื่อให้พวกเขาสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศของตนเอง

ปัญหาแรงงานกัมพูชาเปิดใจถึงความยากจนและการถูกทอดทิ้ง สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความจำเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

ที่มา – แรงงานกัมพูชาเปิดใจ ถูกผลักดันกลับประเทศแต่ไร้งาน-รัฐบาลไม่ช่วย ต้องลอบเข้าไทยอีกครั้ง

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ทัวร์ทุ่งระเบิด

จากกรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ได้ทำการไลฟ์สดจากชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยมีการกล่าวหาประเทศไทยในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้และเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี เพื่อพิสูจน์ความจริงอีกด้าน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองได้รับการยืนยันจากสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ว่านายไมเคิล ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และยังไม่ทราบสังกัดที่แน่ชัด นอกจากนี้ยังพบว่าการรายงานข่าวของนายไมเคิลในชายแดนกัมพูชานั้น ได้รับการสนับสนุนจากนายซอนโซเพียบ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดทริป

“วันนี้ ผมขอเชิญ“ไมเคิล” มาไทยฟรี ผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง และค่าอาหาร” นายจิรายุ กล่าว

ทัวร์สุดพิเศษ: จากทุ่งกับระเบิด สู่เซเว่นชายแดน

นายจิรายุยังกล่าวอีกว่า จะเป็นไกด์ทัวร์พานายไมเคิลไปเยี่ยมชมชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 7 จังหวัด โดยจะเริ่มต้นที่การเยี่ยมทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด จากนั้นจะพานายไมเคิลไปที่ “ทุ่งกับระเบิด” เพื่อให้นายไมเคิลได้ไลฟ์สดและเห็นกับตาว่าสถานการณ์ที่ฝั่งไทยเป็นอย่างไร

“ผมจะพานายไมเคิลไปที่บริเวณจุดที่มีการวางกับระเบิดเป็นจำนวนมาก เพื่อให้นายไมเคิล ได้ไลฟ์สด ๆ กลางทุ่งกับระเบิด จะได้เห็นกับตาว่าสิ่งที่เห็นฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทย มันคือหนังคนละม้วน” นายจิรายุ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพานายไมเคิลไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกกองทัพเขมรถล่มด้วยจรวดหลายลำกล้อง รวมถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊มน้ำมัน ปตท. และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง

  • เยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากกับระเบิด
  • ชม“ทุ่งกับระเบิด” ณ ชายแดน
  • เยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกโจมตี
  • สำรวจพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

“ขอให้นายไมเคิลรีบตอบรับ จะได้จองตั๋ว จอง รร. พร้อมจัดแพ็คเกจทัวร์ชายแดน ให้ได้มาไลฟ์สดฝั่งไทยบ้างจะได้รู้แจ้งเห็นจริงกับการกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาต่อเป้าหมายพลเรือน คนไทย” นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติม

และยังเรียกร้องให้นายไมเคิลช่วยบอกให้กัมพูชารับข้อตกลง 2 ข้อ คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการเก็บกู้กับระเบิดที่กัมพูชาฝังไว้ ตามข้อเสนอของไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

การเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรอบด้าน และเป็นการตอบโต้การให้ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา ดูความจริงอีกด้าน

ทร. เผยผลประชุมชายแดนไทย-กัมพูชา กู้ทุ่นระเบิดยังไร้ผล

ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

กองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด โดยประเด็นสำคัญอย่างการขอความร่วมมือในการกู้ทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างตามแนวชายแดน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชา

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ แถลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ว่า พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมด้วย พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ได้จัดการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักสันติวิธี ผลจากการประชุมได้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยวิสามัญ

รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกรอบการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามหลักสากล ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมล่าสุดยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา กองทัพเรือยังคงหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามตามแนวชายแดน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในการประชุมครั้งต่อไป

ทำไมการกู้ทุ่นระเบิดถึงสำคัญ?

การกู้ทุ่นระเบิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและความพิการได้ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น

ความท้าทายในการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม RBC แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและกลวิธีที่ซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจให้กับผู้คนจำนวนมาก การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและสแกมเมอร์ต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและกัมพูชา
  • เทคโนโลยีและงบประมาณ: การกู้ทุ่นระเบิดต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางและงบประมาณที่เพียงพอ
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การปราบปรามสแกมเมอร์ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุดจะยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญอย่างการกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่กองทัพเรือยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอเหล่านี้อาจสะท้อนถึงความท้าทายในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากกัมพูชา โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูล และประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.อ.ริชฌา กล่าวว่า สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความถูก-ผิด ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ICRC มีบทบาทสำคัญในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร?

ICRC มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลางและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา การที่ ทบ. และ กต. ให้ความร่วมมือกับ ICRC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการของ ICRC ที่เน้นความเป็นกลางและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจและให้ความร่วมมือ การที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการทำงานของ ICRC ในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

การที่ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนตามแนวชายแดน การที่ ICRC เข้ามาช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินการของ ICRC ยังเป็นการยืนยันถึงหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ควรได้รับการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การสนับสนุนการทำงานของ ICRC และการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

การที่ ทบ. และ กต. ร่วมกันนำคณะ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง

ที่มา – ทบ.-กต. นำคณะ ICRC ลงพื้นที่ชายแดน สำรวจผลกระทบโดนโจมตีจากกัมพูชา

Scroll to top