ชายแดนไทยกัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาลอบวางระเบิด พร้อมปกป้องกำลังพล

“แม่ทัพภาคที่ 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิด ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง หวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องคุ้มครองกำลังพล ปรับแผนการลาดตระเวน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เผยว่า เหตุการณ์ที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 เหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาซ้าย 1 นาย คือ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

ซึ่งเหตุเกิดในจุดแนววางรั้วลวดหนามทางด้านทิศตะวันตก ถ้าหันหน้าเข้าเขมรจะอยู่ฝั่งขวาของตัวปราสาท และห่างจากตัวปราสาทประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกว่าช่องจุ๊บตาโมก สันนิษฐานว่าเขมรลักลอบมาวางกับระเบิดช่วงที่ถอนกำลังทหารออกไป ซึ่งวันนี้ทหารไปตรวจสอบแนววางลวดหนาม ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทยเป็นเส้นทางที่ใช้ลาดตระเวนประจำอยู่ในฝั่งไทยอยู่แล้ว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการยั่วยุ ผิดเงื่อนไขการหยุดยิง เพราะการวางทุ่นระเบิด ถือเป็นการยิงเหมือนกัน เราจะมีมาตรการตอบโต้ และรายงานให้รัฐบาลรับทราบตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้จะนำไปสู่ขั้นตอนการประท้วงในระดับสากล พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ขอข้อมูลเร่งด่วนเพื่อทำการประท้วงฝ่ายเขมรต่อไป แม้จะมีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งต่อไป ไทยจะนำเรื่องทุ่นระเบิดนี้ไปหารือ แต่เชื่อว่ากัมพูชาคงไม่ยอมรับเหมือนที่เขาพูดใน GBC เมื่อเขาปฏิบัติเรื่องนี้เขาก็ไม่พูดถึง

เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาไม่ยอมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและทหารไทยเหยียบระเบิดแบบนี้ต่อไป พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ถ้าเหตุการณ์สงบ เราก็ต้องให้ศูนย์เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เข้ามาดำเนินการเก็บกู้ แต่ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง

ถามอีกว่า การที่เราได้เจรจาหยุดยิงไปแล้วมีผลอะไรหรือไม่ แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหน้างาน การเจรจาก็เจรจาไป เรามีสิทธิ์ปกป้อง และคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน ซึ่งทางเราจะมีการปรับแผนในการลาดตระเวน เพื่อให้กำลังพลจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับทุ่นระเบิดที่ทางเขมรได้วางไว้ ทางเราเพิ่มการใช้กล้องวงจรปิด และใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทำการเคลียร์เส้นทางลาดตระเวนแทนการใช้บุคคลในการควบคุมแต่ละพื้นที่ เป็นการป้องกันกำลังพล นอกจากนี้จะได้เพิ่มการเฝ้าตรวจในระยะไกลขึ้นมาอีกสเต็ป.

แม่ทัพภาค 2 ชี้ กัมพูชาแอบลอบวางทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารพรานเหยียบกับระเบิด ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของกำลังพล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แม่ทัพภาค 2 ยัน! พร้อมปกป้องกำลังพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้สิทธิในการปกป้องและคุ้มครองกำลังพลอย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับแผนการลาดตระเวนใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกับระเบิด

มาตรการป้องกันและตอบโต้

  • ปรับแผนการลาดตระเวน: หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง และเพิ่มการลาดตระเวนด้วยเครื่องจักร
  • เพิ่มการเฝ้าตรวจระยะไกล: ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับความเคลื่อนไหว
  • รายงานรัฐบาล: แจ้งสถานการณ์ให้รัฐบาลทราบเพื่อดำเนินการทางการทูต
  • ตอบโต้ด้วยกำลัง: หากสถานการณ์ไม่สงบ จะใช้กำลังตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย

ผลกระทบและความกังวล

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และเจรจากับกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ในขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกำลังพลและอธิปไตยของชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทางกองทัพและรัฐบาลไทย จะต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ถึงเเม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกองทัพและภาครัฐที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิดหวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องกำลังพล

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจฝึกพร้อมรบรักษาอธิปไตย

“พ.อ.ชัยณรงค์” ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกของกำลังพล กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรักษาอธิปไตย เพจกองทัพบก ชี้ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ กองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ภาพการฝึกของกำลังพลทหารไทย พร้อมข้อความว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ก่อนระบุต่อไปถึงนโยบายผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยหมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ซึ่งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ให้การต้อนรับ พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.12 รอ.) ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานการตรวจสภาพความพร้อมรบของ มว.ตส.ที่ 1, มว.ตส.ที่ 2 และ มว.ตส.ที่ 3 (ห้วงการฝึก 12-18 สิงหาคม 2568) ในการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วย หมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ณ บริเวณพื้นที่ฝึก อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

การฝึกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของกำลังพลให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอย่างเข้มข้นจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของทหารให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจความพร้อม ทั้งเป็นบุคคล และเป็นหน่วย รวมถึงยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ ตลอดจนการปฏิบัติทางยุทธวิธี ก่อนออกทำการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความพร้อมในการรักษาอธิปไตยต่อไป การตรวจความพร้อมนี้ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่ทักษะการใช้อาวุธ การเคลื่อนที่ การติดต่อสื่อสาร ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

การฝึกของกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยของชาติ การฝึกที่มีคุณภาพจะช่วยให้กำลังพลมีความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ และสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

ความสำคัญของการฝึกเพื่อรักษาอธิปไตย

การฝึกทหารให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง การฝึกไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหารอีกด้วย

  • พัฒนาทักษะการใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์
  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ
  • ฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้กำลังพลมีความเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายแดน การช่วยเหลือประชาชน หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

นอกจากนี้ การฝึกยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

การที่ ผบ.ร.12 รอ. ลงพื้นที่ตรวจการฝึกด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บังคับบัญชาในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงทุนในการฝึกทหารอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฝึกทหารจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แต่เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต

ดังนั้น การเตรียมพร้อมกำลังพลให้พร้อมรบอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

ภูมิใจในตัวลูก: แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ เข้มแข็งเพื่อชาติ

เปิดใจคุณแม่ของ “จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างหาที่สุดมิได้ คุณแม่กล่าวว่าจะอยู่ให้ได้ แม้จะคิดถึงลูกชายมากเพียงใดก็ตาม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจที่ชาวไทยทุกคนสัมผัสได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ภายในงานดังกล่าว มีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติแก่แม่ของทหารผู้กล้าทั้ง 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รวมถึงยังมีแม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยเช่นกัน แต่ละท่านคือตัวอย่างของความรักและความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

นางประคอง มาลา แม่ของ ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เผยว่า “ลูกชายของแม่เป็นทหารแนวหน้าอยู่ที่เขาพระวิหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย โดยแม่ได้รับแจ้งว่าลูกชายถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่กล่องเสียงและศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นแม่ตกใจเข่าทรุด ใจหายกลัวจะเสียลูกชายไป”

แม่ยอมรับว่า ในช่วงที่ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ แม่เป็นห่วงลูกชายมาก แต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ไปรับใช้ชาติ อย่างในวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ถึงแม้ลูกชายจะได้รับบาดเจ็บนอนรักษาตัวอยู่ แต่แม่ก็ยังได้เห็นหน้าลูก แต่ถ้าหากลูกชายเป็นอะไรไปหรือจากแม่ไป แม่คงทำใจไม่ได้ เพราะลูกชายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ ถ้าไม่มีลูกแม่คงอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้แม่ได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกชายปลอดภัย และขอให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนปลอดภัย สำหรับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติที่ได้รับในวันนี้นั้น แม่รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขณะที่ นางหนูกัน สีจุ้ยจ้าย แม่ของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกองพันราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เดินทางมารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งแม่บอกว่า “ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องเขาตะโก โดยช่วง 5 ทุ่มของวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงเวลาหยุดยิง แม่ได้รับสายจากลูกชายคนโต บอกว่าน้องชายไม่อยู่แล้วนะ แม่ก็ร้องไห้เสียใจ ทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชายคนเล็ก เพราะในวันนั้นตัวแม่เองก็กำลังภาวนาขอให้ทุกอย่างสิ้นสุดโดยเร็ว ลูกชายจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่แล้วก็ไม่ทัน ในช่วงแรกแม่ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะจากไปกระทันหันแบบนี้

กระทั่งได้กำลังใจจากครอบครัว และคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจให้แม่ จึงพอได้คลายความโศกเศร้าเสียใจไปได้บ้าง วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งแม่ไม่มีลูกชายอยู่แล้ว แต่แม่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ วันนี้แม่เดินทางมารับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยความปราบปลื้มใจ และอยากบอกกับดวงวิญญาณลูกชายว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่จะพยายามเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ แม่ยังบอกอีกว่า “แม่จะอยู่ให้ได้ ถึงแม้จะคิดถึงลูกชายมากก็ตาม แม่คิดว่าลูกชายมีบุญที่ได้ทำหน้าที่นี้ ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ”.

ภูมิใจในตัวลูก: ความรู้สึกของแม่ผู้เสียสละ

เรื่องราวของแม่ๆ ทหารกล้า สะท้อนถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่หาใดเปรียบมิได้ พวกเธอเลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เจ็บปวดที่สุด

อะไรทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูก?

ความภูมิใจของแม่ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จทางโลก แต่อยู่ที่การที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ภูมิใจในตัวลูกคือความรู้สึกที่อธิบายถึงความรักและความเคารพที่แม่มีต่อลูกชายอย่างแท้จริง การเสียสละเพื่อชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และแม่ทุกคนที่ลูกชายได้ทำหน้าที่นี้สมควรได้รับความยกย่องอย่างสูงสุด

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นสิ่งที่ยากจะทำใจ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและความภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกชายได้ทำ ช่วยให้พวกเธอเข้มแข็งและก้าวต่อไปได้ เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความเสียสละและความรักชาติ

ความเข้มแข็งและความรักชาติของแม่ๆ ทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำตลอดไป

ที่มา – ภูมิใจในตัวลูก “แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยจะอยู่ให้ได้ แม้คิดถึงลูกชายมากก็ตาม

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

ทักษิณ บริจาค 2.6 ล้าน สร้างบ้านผู้ประสบภัย

ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน ขณะที่กรมราชทัณฑ์ส่งผู้ต้องขังไปช่วยซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินจำนวน 2,600,000 บาท (สองล้านหกแสนบาท) ให้กับรัฐบาลเพื่อจัดสร้างบ้านน็อกดาวน์สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจะนำไปใช้เป็นที่พักชั่วคราวระหว่างรอการก่อสร้างบ้านใหม่ให้แล้วเสร็จ โครงการทักษิณ สร้างบ้าน นับเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญต่อผู้ประสบภัย

การบริจาคในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งมอบบ้านน็อกดาวน์สำเร็จรูป 11 หลังแรก ให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดยล็อตแรกมีผู้ประสบภัย 4 ครอบครัวได้รับมอบบ้านไปแล้ว ทำให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่ปลอดภัยและมั่นคง

นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ยังได้ระดมผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี เข้าไปช่วยซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

ทักษิณ ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

เหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินทำให้พวกเขากลายเป็นผู้พลัดถิ่นและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การสร้างบ้านน็อกดาวน์จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้พวกเขามีที่พักอาศัยชั่วคราวที่มั่นคงและปลอดภัย

ความสำคัญของบ้านน็อกดาวน์ต่อผู้ประสบภัย

บ้านน็อกดาวน์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประสบภัยเนื่องจาก:

  • เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวที่รวดเร็วและง่ายต่อการก่อสร้าง
  • มีความแข็งแรงและทนทาน สามารถป้องกันสภาพอากาศเลวร้ายได้
  • มีความปลอดภัยและเป็นส่วนตัว ช่วยให้ผู้ประสบภัยรู้สึกอุ่นใจและมีกำลังใจ
  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ทำให้สะดวกต่อการปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยในอนาคต

การที่นายทักษิณ ชินวัตร และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก เราหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เราสามารถร่วมกันช่วยเหลือได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแรงกายแรงใจ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ที่มา – “ทักษิณ” ร่วมสมทบ 2.6 ล้านบาท สร้างบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยชายแดน

ทอ. โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” อวดแสนยานุภาพ!

กองทัพอากาศไทยแชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ และความสามารถในการทำลายเป้าหมายทางทหารอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รักสงบ F-16 จบให้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 กองทัพอากาศไทย (Royal Thai Air Force) ได้โพสต์ภาพเครื่องบิน F-16 พร้อมข้อความ “รักสงบ F-16 จบให้!” ผ่านทางเฟซบุ๊ก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกองทัพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ โดยข้อความดังกล่าวเป็นการแชร์มาจาก Defense Info TH ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเครื่องบิน F-16 ในการปกป้องน่านฟ้าไทย

F-16: กำลังหลักของกองทัพอากาศไทย

แม้ว่าเครื่องบินรบ F-16 A/B หรือ บข.19 จะประจำการในกองทัพอากาศไทยมานานกว่า 37 ปี แต่ก็ยังคงเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติภารกิจคุ้มครองน่านฟ้า โดยประจำการอยู่ในฝูงบินรบหลัก คือฝูงบิน 103 และฝูงบิน 403 เครื่องบินเหล่านี้ได้ปฏิบัติภารกิจการป้องปราม สกัดกั้น และภารกิจพิเศษต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ในอดีตที่ผ่านมา ความขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นเวทีให้เครื่องบิน F-16 A/B ได้แสดงแสนยานุภาพอย่างเต็มที่ ทั้งในการครองอากาศและการโจมตีสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน การปฏิบัติการในครั้งนั้นสร้างจุดเปลี่ยนทางการรบด้วยการทำลายเป้าหมายทางทหารได้อย่างหนักหน่วงและแม่นยำ ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของฝ่ายตรงข้ามอย่างมีนัยสำคัญ

กองทัพอากาศไทยได้ให้ความสำคัญกับการจัดหาระบบอาวุธที่ทันสมัย และทำการปรับปรุงตามระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมกับการฝึกฝนให้กำลังพลและนักบินมีความพร้อมในการปฏิบัติงานการรบทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กองทัพอากาศสามารถมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเสียงของ F-16 เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนไทยในฐานะเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะและความสำเร็จที่โดดเด่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่ากองทัพอากาศไทยมีความสามารถในการรบได้อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมเผชิญหน้ากับภัยคุกคามต่างๆ ด้วยความเท่าทันในเทคโนโลยีการรบทางอากาศยุคใหม่ ในฐานะ The Unbeatable Air Force การที่กองทัพอากาศไทยยังคงใช้งาน F-16 แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าและความสามารถในการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ

กองทัพอากาศไทยยืนยันว่าการปฏิบัติการต่างๆ เป็นไปตามหลักสากล โดยยึดถือการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน คำนึงถึงมนุษยธรรม และเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ในการป้องกันตนเอง การเน้นย้ำถึงหลักการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของกองทัพ

เครื่องบิน F-16 ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องน่านฟ้าไทยและพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่กองทัพอากาศไทยก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

การที่กองทัพอากาศนำเสนอเรื่องราวของ F-16 ในรูปแบบนี้ ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของกองทัพ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเพื่อปกป้องประเทศชาติได้อย่างดีเยี่ยม โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” จึงเป็นการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและสร้างความภาคภูมิใจในกองทัพอากาศไทย

ที่มา – ทอ. แชร์โพสต์ “รักสงบ F-16 จบให้” แสดงแสนยานุภาพ ทำลายเป้าหมายทางทหารแม่นยำ

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

ชายแดนไทย-กัมพูชา ไร้ปะทะ ประชาชนกลับแล้ว

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา ล่าสุดเป็นอย่างไร? หลายคนคงกังวลใจเกี่ยวกับข่าวความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา วันนี้เรามีอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดมาฝากกัน เพื่อคลายความกังวลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 จนถึงเช้าวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้น

กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยยึดมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงของการประชุม GBC ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัด และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นสำคัญ นี่เป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพในพื้นที่

ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

ข่าวดีอีกเรื่องคือ ประชาชนที่เคยอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพทั้ง 4 จังหวัด ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัยหรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการ

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน เพื่อรักษาความสงบและอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งดูแลและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาเดินหน้าต่อไปได้

แต่ก็มีข่าวร้ายล่าสุดคือ กองทัพบกได้รับรายงานว่า หน่วยทหารพรานร้อย ทพ.2610 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขา 1 นาย ซึ่งขณะนี้ได้ลำเลียงส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

สถานการณ์โดยรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ ถือว่าอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แม้จะยังมีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยงานต่างๆ ก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน และฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติ

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากพบสิ่งผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่สงบลงนี้ เป็นผลมาจากการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเรื่อยๆ และนำมาซึ่งความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ดังนั้นการตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบันและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ 2 ฝ่ายวางกำลังตามแนวที่มั่น ประชาชนกลับภูมิลำเนาแล้ว

จตุพร เร่งฟื้นการค้าชายแดน เน้นตลาดเดิม หาตลาดใหม่

รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

“จตุพร” รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ เล็งคุยทูต สปป.ลาว ขอผ่านทางส่งสินค้าจากอุบลราชธานีไปกัมพูชา หวังลดค่าใช้จ่าย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ที่ท้องสนามหลวงถึงการฟื้นฟูการค้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หากมีการประเมินเรื่องการเปิดด่าน ว่า รอข้อมูล แต่ศูนย์ที่เราตั้งก็มีการปรึกษาเรื่องการค้าชายแดน วันนี้สินค้า Modern Trade ของเราที่กัมพูชาก็พอมี ซึ่งผู้ประกอบการก็มีการปรับตัวเรื่องการขนส่งไปใช้ทางเรือและทาง สปป.ลาว และเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ได้เจอทูต สปป.ลาว และคิดว่าจะไปหารืออีกครั้งว่าจะขอผ่านจาก จ.อุบลราชธานีไป สปป.ลาว และไปยังกัมพูชา จะมีค่าผ่านทางอย่างไร จะหารือเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวทางการฟื้นการค้าชายแดนที่สำคัญ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การฟื้นการค้าชายแดนถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและลาว กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ

การหารือกับทูต สปป.ลาว เพื่อขอใช้เส้นทางผ่านแดนจากอุบลราชธานีไปยังกัมพูชา ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น นอกจากนี้ การรักษาตลาดเดิมและการเร่งหาตลาดใหม่ ยังเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นการค้าชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อถึงแนวโน้มการฟื้นฟูตลาดยากหรือไม่ นายจตุพร ตอบว่า วันนี้เน้นรักษาตลาดเดิมให้ได้ไว้ก่อน ขณะเดียวกันก็เร่งหาตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการ

ดังนั้น การฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่ จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อคว้าโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ

ที่มา – รมว.พาณิชย์ ชี้ ฟื้นการค้าชายแดน เน้นรักษาตลาดเดิม-เร่งหาตลาดใหม่

Scroll to top