ชายแดนไทยกัมพูชา

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก ประชาชนทหารแห่ใช้สิทธิ

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก ทั่วหลายจังหวัดในประเทศไทย! ประชาชนตื่นตัวสุดๆ มารอคิวตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะที่ทหารบกและทหารเรือตบเท้าเข้าคูหาลงคะแนนกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เฝ้าชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ยอมพลาดสิทธิสำคัญครั้งนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเรียบร้อย มาดูกันว่าที่ไหนบ้างที่ฮอตฮิต

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก ที่สุรินทร์ ทหารกว่า 2,000 นายร่วมวง

เริ่มจากจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หอประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด ประชาชนทั้งในเขตและนอกเขตแห่กันมารอตั้งแต่ก่อนเปิดหีบเวลา 08.00 น. บรรยากาศคึกคักมาก มีข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และชาวบ้านทั่วไป ผู้ลงทะเบียนนอกเขตกว่า 86,344 คน จาก 8 อำเภอ ทหารจากหลายหน่วยกว่า 2,000 นายก็ทยอยมาใช้สิทธิ

ร.ต.อ.นิยม เพ็ชรโกมล ผู้อำนวยการสำนักงาน กกต. จังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า เช้านี้มีคนมารอกว่า 500 คน การตรวจบัตรประชาชน รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ลงคะแนน และหย่อนหีบ ใช้เวลาแค่ 5-10 นาทีต่อคน ทุกอย่างเรียบร้อย ประชาชนตื่นตัวสูง คาดว่าจะเกิน 90% ที่มาใช้สิทธิล่วงหน้าเพื่อไม่ต้องไปวันจริง นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามขายสุราตั้งแต่ 18.00 น. วันศุกร์ 31 ม.ค. ถึง 18.00 น. วันเสาร์ 1 ก.พ. เพื่อความโปร่งใส

บรรยากาศเลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักที่สุรินทร์

นราธิวาสคึกคัก ทหาร-ตำรวจไม่พลาด

ที่นราธิวาส เขตเลือกตั้งที่ 1 โรงเรียนนราธิวาส ก็คึกคักไม่แพ้กัน ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทยอยมาใช้สิทธิต่อเนื่อง ผู้ลงทะเบียนนอกเขต 7,043 คน ในเขต 330 คน นายนันทพล ภาชื่น ผอ.กกต.จังหวัด ระบุว่าทุก 5 เขตเรียบร้อยดี เน้นตรวจบัตรให้ถูกต้องเพื่อคะแนนถึงภูมิลำเนา โดยเฉพาะข้าราชการ ทหาร ตำรวจที่ต้องทำงานวันจริง

ประชาชนรอนานที่โรงเรียนนราธิวาส

ทหารนาวิกโยธินตราด ตบเท้าเพราะเฝ้าชายแดน

หอประชุม อบจ.ตราด มี 8 หน่วยเลือกตั้ง นอกเขต 3,333 คน ในเขต 65 คน นาวิกโยธินและกำลังพลกองทัพเรือที่มาปฏิบัติการตราดปราบปรามปรปักษ์ เดินทางมาร่วมเพียบ เพราะติดภารกิจไม่กลับภูมิลำเนาได้ ตัวแทนนายทหารบอก สถานะชายแดนปกติแต่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง สลับกันมาโหวต นายเกรียไกร ปัญญาพงศธร นายอำเภอเมืองตราด ยืนยันเรียบร้อย ไม่พบซื้อเสียงชัดเจน

นาวิกโยธินตราดใช้สิทธิล่วงหน้า

อุบลราชธานี ทหารชายแดนกว่า 3,000 คน

ปิดท้ายที่อุบลราชธานี หอประชุมอ.เดชอุดม เขต 11 ทหารจากน้ำยืน นาจะหลวย บุณฑริก ที่เฝ้าชายแดนไทย-กัมพูชา นอกเขต 3,092 คน ในเขต 18 คน จัดรถรับส่ง นายปัญญาปกร วิรักขะโม ผอ.กกต.เขต 11 บอกส่วนใหญ่ทหารจากกาญจน์ บุรีรัมย์ กทม. ทหารคนหนึ่งเล่าว่าเลือกจากบุคคลที่เข้าถึงได้ ชายแดนดูแลดี

ทหารชายแดนอุบลฯ เข้าคูหา

เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก แสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยตื่นตัวกับการเมืองมากขนาดไหน โดยเฉพาะกลุ่มปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่ละเลยสิทธิ สะท้อนความรับผิดชอบต่อประเทศ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของคุณและออกมาโหวตวันจริง 8 ก.พ. 2569 เพื่ออนาคตที่ bright กว่านี้!

  • เคล็ดลับ: มาถึงก่อน 16.00 น. เพื่อไม่พลาด
  • ตรวจบัตรให้ดี หย่อนให้ถูก
  • หลีกเลี่ยงสุราในวันเลือกตั้ง

ที่มา – เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก ประชาชนตื่นตัวใช้สิทธิ ทหารบก-ทหารเรือ ตบเท้าเข้าคูหา

ทร.จับแรงงานกัมพูชา 67 ราย หนีความอดอยากเข้าไทย

กองทัพเรือจับกุมแรงงานกัมพูชา 67 รายที่หนีความอดอยากและปัญหาการว่างงาน โดยเสี่ยงชีวิตลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า

ทร.จับแรงงานกัมพูชา 67 ราย หนีความอดอยาก-ไร้งาน เสี่ยงชีวิตเข้าไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ดำเนินการลาดตระเวนชายแดนอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ร่วมกับตำรวจและตรวจคนเข้าเมือง ได้ทำการจับแรงงานกัมพูชา 67 ราย ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาย 35 ราย หญิง 25 ราย และเด็ก 7 ราย ทั้งหมดกำลังลักลอบเดินเท้าเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย การจับกุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการรักษาความมั่นคงของชาติและป้องกันการไหลบ่าของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกควบคุมตัว ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเบื้องต้นแก่สตรีและเด็ก เช่น น้ำ อาหาร และการปฐมพยาบาล ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและผลักดันกลับประเทศต่อไป

ทำไมถึงมีเหตุการณ์ ทร.จับแรงงานกัมพูชา 67 ราย หนีความอดอยาก-ไร้งาน?

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานชาวกัมพูชาเหล่านี้ให้การว่า พวกเขาประสบปัญหาความยากจนอย่างรุนแรง ขาดแคลนงานและรายได้ ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ พวกเขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตลักลอบเข้าประเทศไทยเพื่อหางานทำ เพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการภายในประเทศกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายถือเป็นความผิดทางอาญา และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของสังคม และอาจนำไปสู่การถูกแสวงหาผลประโยชน์โดยขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ กองทัพเรือจึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมด้วยความมีมนุษยธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชน

กองทัพเรือยืนยันว่าจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันประเทศตามแนวชายแดนอย่างเข้มแข็ง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและป้องกันภัยคุกคามต่างๆ พร้อมทั้งแสดงความเข้าใจต่อความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ และสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับที่เหมาะสม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน นอกจากเรื่อง ทร.จับแรงงานกัมพูชา 67 ราย แล้ว เราควรให้ความสนใจกับสาเหตุของปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ที่มา – ทร.จับแรงงานกัมพูชา 67 ราย หนีความอดอยาก-ไร้งาน เสี่ยงชีวิตเข้าไทย

นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน



นายกฯ หารือปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด นายกฯ อนุทินได้เปิดเผยถึงการหารือกับทูตพิเศษจีนเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความต้องการที่จะเห็นสันติภาพชายแดนและความชัดเจนในจุดยืนของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้การต้อนรับ นายเติ้ง ซีจวิน (H.E. Mr. Deng Xijun) เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศจีน และนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีประเด็นหลักคือความต้องการที่จะสร้าง สันติภาพชายแดน ให้เกิดขึ้น

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือว่า การพบปะครั้งนี้เป็นการพูดคุยถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยทูตพิเศษจีนได้เดินทางไปพบกับฝ่ายกัมพูชาก่อนที่จะมาพบกับประเทศไทย จีนแสดงบทบาทเป็นกลางและไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ทางจีนเพียงเเต่ต้องการให้เกิด สันติภาพชายแดน

เมื่อถูกถามว่าจีนได้เสนอข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า จีนไม่ได้เรียกร้องข้อตกลงใดๆ เป็นพิเศษ เพียงแต่เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่ประเทศมาเลเซีย โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะเข้าร่วมประชุมและกลับมาให้รายงานผลการประชุมต่อไป

กำลังใจจากประชาชนคือสิ่งสำคัญ

นายอนุทินยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่ไม่สงบในขณะนี้ โดยขอให้ประชาชนส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

“กองทัพไทยทำการปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างสุดความสามารถทุ่มเทเสียสละเป้าหมายที่กองทัพไทยได้คาดการณ์ไว้วางแผนวางปฏิบัติการไว้เรามีต้นทุนที่เสียไป แต่เป้าหมายยังดำรงอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทเสียสละไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ให้กำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทหารและเจ้าหน้าที่ในการปกป้องแผ่นดิน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการพักพิงในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้เพื่อความปลอดภัย ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวล

สำหรับสถานการณ์ สันติภาพชายแดน ที่ยังไม่แน่นอนนี้ ทางรัฐบาลและกองทัพกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และกองทัพ เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ การมีมิตรประเทศที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างจีน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือเเละเข้าใจซึ่งกันเเละกันเพื่อสร้าง สันติภาพชายแดน ที่ยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ หารือทูตพิเศษจีน ปมชายแดนไทย-กัมพูชา อยากเห็นสันติภาพชายแดน ย้ำไทยมีจุดยืนชัดเจน

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

“อนุทิน” บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงคราม เอาอธิปไตย-ชีวิตทหารแลกคะแนนเสียง ภท. ยึดสำนวนช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม บอกแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย ตอบรับคนเดียวคือตนเอง

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเปิดตัว แคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย หลังพรรคเพื่อไทยชิงเปิดตัวไปแล้ววันนี้ว่า ยังมีเวลาอยู่ ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบรับ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังคุยกันอยู่ แต่ตอนนี้มีตอบรับเพียงคนเดียวคือ ตนเอง

ส่วนที่วันนี้พรรคเพื่อไทย เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบทั้ง 3 คน ก็แสดงความยินดีกับทั้ง 3 คนด้วย ซึ่งตนรู้จักทั้งหมด อย่าง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ก็รู้จัก เคยหารือปรึกษาสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก จะถือว่าพรรคภูมิใจไทยจะช้าไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็ยึดถือคติ ซึ่งผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงามใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า อืม เขาตอบแทนเเล้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคอื่นคนไหนน่ากลัวหรือไม่สำหรับพรรคภูมิใจไทย นายกรัฐมนตรี ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ถามแล้วตอบยาก กลัวทุกคนล่ะครับ” เมื่อถามต่อว่า กลัวเด็กรุ่นใหม่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “กลัวหมดละครับ” นายอนุทิน กล่าว

ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่า ภูมิใจไทยคาดหวัง 200 ที่นั่ง สส. นายอนุทิน ย้อนถามว่า ใครรายงาน ไม่ใช่ตน พร้อมยืนยันว่า เราทำดีที่สุดเท่าไหร่ก็เท่านั้น ประชาชนเป็นคนตัดสิน เราก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ถามมา 6 ปีคำตอบก็เหมือนเดิม

เมื่อถามว่า อยากได้สส.บัญชีรายชื่อเท่าใด นายอนุทิน กล่าวว่า อยากได้ 500 แต่ถ้าทำได้เท่าไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อยู่ที่ประชาชน ความอยากก็อยากได้เยอะ แต่ความเป็นจริงเราต้องทำการบ้านของเราให้ดี เลือกคนให้ดีทำนโยบายให้ดี สร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชน และประชาชนเป็นคนตัดสินใจผมก็สไตล์แบบนี้

เมื่อถามว่ามั่นใจ ใช่หรือไม่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วการเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า องค์ประกอบต่างๆ ไปในแนวโน้มที่พรรคจะใหญ่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตามอยู่ที่ประชาชนจะเลือกหรือไม่

ส่วนจุดขายของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น คือการทำงานตอบสนองคุณภาพชีวิต ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น เน้นในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การเปิดกว้าง ให้มีที่ยืนในนานาชาติ ให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นที่มาท่องเที่ยว มาลงทุน สร้างรายได้ ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสหลายด้าน

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรี ได้วางกลไกหลายอย่าง ถ้าได้กลับมาจะได้ทำต่อให้ดีขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ทำในสิ่งที่ พูดแล้วทำ ก็ยังไม่มีตรงไหนที่คั่งค้าง ส่วนจะเป็นพูดแล้วทำพลัสหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะพลัสหรือไม่พลัสก็แล้วแต่

ส่วนความคาดหวัง สส.กทม. นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นพรรคการเมือง เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเราส่งให้ครบทุกเขต ถ้าแพ้คนก็ยังหวังว่าจะได้พรรค ส่วนถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทยได้ที่ 2 จะชิงจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดยาว ยังไม่ได้สมัคร สส. เลย

เมื่อถามว่าหลายคนวิเคราะห์ ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคอันดับ 1 จะบอกได้หรือไม่ว่าทำไมประชาชนต้องเลือก นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่มีที่ประชาชนต้องเลือก แต่ถ้ามั่นใจว่าทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่ตนดีใจภูมิใจอยู่เงียบๆ ว่า การเข้ามาทำงานของตนทุกคน รู้วันมาและวันไปอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายข้าราชการประจำกองทัพ ฝ่ายภาคเอกชน องค์กรอิสระ ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากใคร การขับเคลื่อนประเทศแม้จะมีระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน แต่ก็สามารถขับเคลื่อนประเทศ ไปได้มากพอสมควร ทั้งระยะยาวการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการปกป้องอธิปไตยของประเทศเราทำด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเป็นอย่างดี

ส่วนเสียงวิจารณ์ภูมิใจไทยชิงจังหวะสงคราม เกาะกระแสชาตินิยม สร้างคะแนนเสียงให้ตัวเอง นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า “ขออย่ามองโลกในแง่ร้าย ตนยังใจไม่ถึงพอที่จะเอาอธิปไตยของบ้านเมืองหรือเอาชีวิตของทหารของประชาชน มาแลกเพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงหรือได้ประโยชน์ คิดแบบนี้ไม่ถูก” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปพบกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พูดคุยเรื่องเลือกตั้ง ได้คิดเผื่อกรณีหาก สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชายังไม่จบ หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่าง ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการตัดสินใจเป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่าหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลครั้งหน้าปัญหาชายแดนจะจบอย่างสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็พยายามทำให้มันจบ โดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาบอกว่าหาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะไม่เกิดปัญหา ชายแดนเช่นนี้ นายกรัฐมนตรีหัวเราะ ก่อนจะบอกว่า ลองไปเปิดคอมเม้นดู

ส่วนความกังวลที่ขณะนี้ใกล้จะมีการเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ตนกังวลเรื่องสถานการณ์ชายแดน และกังวลว่าจะทำอย่างไรให้หาดใหญ่ฟื้นฟู ตอนนี้คนกลับบ้านได้แล้ว แต่ภาคธุรกิจยังต้องฟื้นฟู ซึ่งเมื่อสักครู่ได้เร่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในเรื่องของซอฟต์โลน เพื่อให้ประชาชนไปฟื้นฟู อย่างน้อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย หลังคาเรือนละ 100,000 บาท เป็นค่าซ่อมแซมบ้านเรือน และทรัพย์สินที่เสียหาย ต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้ เพราะแค่ 9,000 บาท จากการเยียวยานั้นไม่เพียงพอ

ส่วนกรณีค่าเงินบาทแข็งตัวสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปีครึ่ง ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้บอก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้หารือกับแบงก์ชาติ

เมื่อถามว่าการประชุมครม. วันนี้ เป็นการประชุมนัดแรกหลังการยุบสภา ได้กำชับอะไรในที่ประชุมบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กำชับให้ขยันทำงาน เรื่องหาเสียงก็ทำไป แต่ต้องไม่ใช้เวลาราชการ สภาพความเป็นรัฐมนตรีก็ยังมีอยู่ จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ดังนั้น ยังอยู่กันอีกหลายสัปดาห์ ในการบริหารราชการแผ่นดินต้องไม่ชะงัก และจะต้องทำอย่างเต็มที่ ไม่ใช่คิดถึงแต่เรื่องหาเสียง เพราะนั่นเป็นเรื่องของตัวเอง แต่ต้องคิดถึงบ้านเมืองและภาพรวมเป็นหลัก

อนุทินเผย ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท. คนเดียว

อนุทินตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย คนเดียวจริงหรือ

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภูมิใจไทย เพียงคนเดียวที่ตอบรับในขณะนี้ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง การประกาศนี้จะส่งผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” เผยแคนดิเดตนายกฯ ภม.ตอบรับคนเดียวคือตนเอง บอกใจไม่ถึงพอ ชิงจังหวะสงครามแลกคะแนนเสียง

“ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ประสบภัยชายแดนสระแก้ว

ตั๊น จิตภัสร์” ประธาน ทปษ.รมว.ทส. ลงพื้นที่สระแก้ว เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบสถานการณ์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา และมอบกำลังใจเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปธ.ทปษ.รมว.ทส.) และคณะ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ภารกิจตรวจราชการจังหวัดสระแก้ว

โดยนางสาวจิตภัสร์ เปิดเผยว่า ตนและคณะได้เดินทางลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อร่วมพบปะรับฟังการบรรยายถึงสถานการณ์และผลกระทบในพื้นที่จากเหตุการณ์ปะทะของสถานการณ์จังหวัดชายแดน จากนั้นได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนภายในพื้นที่อุทยานฯ พร้อมทั้งมอบน้ำดื่มและอาหารแห้งให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยติดเตียง และมอบถุงยังชีพเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ “ตั๊น จิตภัสร์” แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและใส่ใจในคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังได้ชมการสาธิตการทำโป่งดินให้สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติสำคัญ โดยการตรวจราชการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง ทส. ในการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ควบคู่กับการดูแลพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด การสร้างโป่งดินถือเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในระบบนิเวศ และความพยายามที่จะรักษาสมดุลของธรรมชาติในพื้นที่อุทยานฯ อีกด้วย

“ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบชายแดนสระแก้ว

ภารกิจเยี่ยมผู้ประสบภัยชายแดนของ “ตั๊น จิตภัสร์”

การลงพื้นที่ของนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบความช่วยเหลือ แต่ยังเป็นการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและการมอบถุงยังชีพ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยที่มอบให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่ต้องการความใส่ใจและการดูแลอย่างต่อเนื่อง การที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้แก่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว

การสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการปฏิบัติงาน การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บริหาร จะช่วยให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

โดยรวมแล้ว ภารกิจของ “ตั๊น จิตภัสร์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา การเยี่ยมเยียนและการมอบความช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเอื้ออาทรและความห่วงใยที่มีต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนมีความเจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

หวังว่าการลงพื้นที่และให้ความช่วยเหลือของ “ตั๊น จิตภัสร์” จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนสระแก้วต่อไป

ที่มา – “ตั๊น จิตภัสร์” เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบชายแดนสระแก้ว มอบกำลังใจเจ้าหน้าที่อุทยานฯ

ส.ป.ก. ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ

จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน เลขาธิการ ส.ป.ก. เร่งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยเน้น 3 มาตรการด่วน คือ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ รวมถึงการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหาย

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (เลขาธิการ ส.ป.ก.) เป็นประธานในการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ ส.ป.ก. และปฏิรูปที่ดินจังหวัดจากศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ จันทบุรี ตราด และสระแก้ว เข้าร่วมประชุมผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก. จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ อย่างเต็มที่ รวมถึงครอบครัวของทหารที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ โดยให้ ส.ป.ก. จังหวัดตรวจสอบข้อมูลและรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ จะต้องรอจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัยก่อน

ส.ป.ก. ชู 3 มาตรการด่วน ช่วยเหลือ–ฟื้นฟู ดูแลผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ

มาตรการและแผนการให้ความช่วยเหลือที่ ส.ป.ก. กำหนดไว้ประกอบด้วย:

  1. มาตรการเร่งด่วน: สำนักบริหารกลาง (สบก.) จะดำเนินการช่วยเหลือด้านสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดย ส.ป.ก. จังหวัดจะต้องสำรวจและแจ้งข้อมูลไปยัง สบก. และสำนักบริหารกองทุน (สบท.) จะออกมาตรการลดหรืองดหนี้สินของเกษตรกร
  2. มาตรการช่วยเหลือข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และจ้างเหมาบริการ: กองการเจ้าหน้าที่ (กกจ.) จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยให้แจ้งความประสงค์ไปยัง กกจ.
  3. มาตรการฟื้นฟูเกษตรกร: สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (สพท.) จะให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับความเสียหาย โดยจะรวบรวมข้อมูลและความต้องการของเกษตรกรเพื่อจัดทำโครงการเสนอขออนุมัติจากคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.)

สถานการณ์ปัจจุบันของ ส.ป.ก. จังหวัดต่างๆ และผลกระทบต่อเกษตรกร:

  • ส.ป.ก.ศรีสะเกษ: พื้นที่เสี่ยงหลักคือ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์อพยพไว้รองรับ
  • ส.ป.ก.สุรินทร์: พื้นที่ได้รับผลกระทบคือ อำเภอกาบเชิง อำเภอพนมดงรัก อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด โครงการต่างๆ ของ ส.ป.ก. ได้รับผลกระทบ จังหวัดได้จัดเตรียมศูนย์อพยพไว้รองรับ
  • ส.ป.ก.บุรีรัมย์: ชะลอโครงการต่างๆ ไว้ก่อน จนกว่าสถานการณ์จะยุติ
  • ส.ป.ก.จันทบุรี: ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ส.ป.ก.ตราด: เตรียมพร้อมศูนย์พักพิงและยานพาหนะสำหรับอพยพ
  • ส.ป.ก.สระแก้ว: มีเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวนมาก กำลังขยายศูนย์พักพิงเพิ่มเติม
  • ส.ป.ก.อุบลราชธานี: เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับผลกระทบใน 4 อำเภอ

ส.ป.ก. มุ่งมั่นที่จะให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยประสานงานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

มาตรการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ

จากรายงานสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า ส.ป.ก. ได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรเเละผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบอย่างจริงจัง โดยการออกมาตรการเร่งด่วนต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนในเบื้องต้น เเละพร้อมที่จะฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – ส.ป.ก. ชู 3 มาตรการด่วน ช่วยเหลือ–ฟื้นฟู ดูแลผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ครัวเรือนทหารหาญ

ห้าม! เรือประมงไทย ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมประมงออกประกาศเตือน ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงทุกคน สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “Fisheries Next” เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำเพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญดังนี้:

  1. ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา
  2. ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล
  3. ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง ขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุกลำ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และขอความร่วมมือให้ติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้อย่างปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามและตรวจสอบพิกัดตำแหน่งเรือของตนได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าระวัง และติดตามเรือประมงในทะเล หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ID : @114velss และ Facebook Page : กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง รวมทั้งช่องทางการประชาสัมพันธ์ข่าวของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) อีกทางด้วย อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมถึงต้อง ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงเอง สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงและก่อให้เกิดอันตรายได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้แอปพลิเคชัน Fisheries Next เป็นเครื่องมือช่วยในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการเดินเรือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังฯ ทราบเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

กรมประมงมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างเต็มที่ การปฏิบัติตามมาตรการที่กรมประมงกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกท่านสามารถทำการประมงได้อย่างปลอดภัย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมประมงได้ตลอดเวลา พวกเราพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลทุกท่าน

พี่น้องชาวประมงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญนี้และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกท่านในการเผชิญกับทุกสถานการณ์

ที่มา – ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

กัมพูชาอ้างไทยละเมิดดินแดนและสิทธิฯ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาได้ยื่นหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน โดยอ้างว่าไทยละเมิดดินแดนและสิทธิเสรีภาพของประชาชนกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 สำนักข่าวในกัมพูชารายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee: CHRC) ได้จัดทำและยื่นคำร้องฉุกเฉินไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในกรุงเทพฯ สถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติในอาเซียน และตัวแทนมาเลเซียในฐานะประธานหมุนเวียนอาเซียน

สาระสำคัญของคำร้องดังกล่าวระบุถึงการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนกัมพูชาผู้บริสุทธิ์ โดยกล่าวว่าเกี่ยวข้องกับ “การกระทำของฝ่ายทหารไทย” ตามที่ CHRC กล่าวอ้าง ทำให้สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

ถึงแม้รายงานจะยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณใดของแนวชายแดน และฝ่ายไทยยังไม่มีการออกแถลงชี้แจงในทันที แต่ทาง CHRC ได้ยืนยันว่าได้ส่งคำร้องไปยังหลากหลายหน่วยงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและอาเซียน เพื่อขอให้เข้ามาติดตามและดำเนินการตามกลไกระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าประชาชนกัมพูชาต้องได้รับการคุ้มครองจากการละเมิดทุกรูปแบบ

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร้องเรียนไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

ประเด็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชายกขึ้นมานี้มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การกล่าวอ้างเรื่องการละเมิดดินแดนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องร้ายแรงที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดและเป็นกลาง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับกรณีไทยถูกกล่าวหาละเมิดดินแดน

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวอ้าง แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ จะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางออกร่วมกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกันในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติใดก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการเจรจาเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชายื่นเรื่องต่อสหประชาชาติและอาเซียน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ และหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการรายงานข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบาง การรักษาความเข้าใจอันดีและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

ความสำคัญของการตรวจสอบข้อเท็จจริง: การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการตัดสินว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่

บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ: องค์กรระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา

การเจรจาและการทูต: การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเล็กน้อยลุกลามบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร้องเรียนว่าไทยละเมิดดินแดนและสิทธิฯ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นธรรมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – คณะกรรมการสิทธิฯ กัมพูชา ร่อนหนังสือถึงสหประชาชาติและอาเซียน อ้างถูกไทยละเมิดดินแดน–สิทธิเสรีภาพ

Scroll to top