ชาวลาว

ออกหมายจับ 3 ชาวลาว โยงคดีแอร์ มีนา ขนเฮโรอีนเข้าไทย

ออกหมายจับ 3 ชาวลาว โยงคดีแอร์ มีนา ขนเฮโรอีนเข้าไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับความคืบหน้ากรณีออกหมายจับ 3 ชาวลาว โยงคดีแอร์ “มีนา” ขนเฮโรอีนส่งเข้าไทย หาคนหิ้วไปประเทศที่ 3 โดยทาง ป.ป.ส. ได้ผนึกกำลังร่วมกับดีเอสไอเพื่อขยายผลเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ล่าสุดมีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 4 ราย เพื่อตัดวงจรการค้ายาเสพติดให้สิ้นซาก

เบื้องหลังเครือข่ายขนยาข้ามโขงสู่กรุงเทพฯ

กระบวนการลักลอบขนเฮโรอีนกลุ่มนี้มีพฤติการณ์ที่แยบยล โดยอาศัยพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงในจังหวัดเลยเป็นจุดนัดพบสำคัญ ซึ่งชายชาวลาวทั้ง 3 รายจะทำหน้าที่นำพัสดุซุกซ่อนยาเสพติดข้ามฝั่งมาส่งให้กับเครือข่ายคนไทย จากนั้นจะมีการจัดส่งพัสดุเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังประเทศที่สาม เช่น ออสเตรเลีย และไต้หวัน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้เน้นย้ำว่า การดำเนินงานครั้งนี้ไม่ใช่การฟอกขาวให้กับแอร์โฮสเตสสาว แต่เป็นการพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อคลี่คลายความจริงว่าใครคือตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีการประสานความร่วมมือกับทาง สปป.ลาว อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าในการดำเนินคดีและแนวทางการขยายผล

  • การสืบสวนเชิงลึก: เจ้าหน้าที่พบข้อมูลว่าเครือข่ายนี้มีตัวละครที่เกี่ยวข้องมากกว่า 4 รายที่ถูกออกหมายจับในเบื้องต้น
  • หลักฐานสำคัญ: การให้การซักทอดของกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้า รวมถึงพยานหลักฐานจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพัสดุ
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: ทางการไทยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับตำรวจออสเตรเลียอยู่ตลอดเวลา เพื่อติดตามผู้รับปลายทางอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ การออกหมายจับ 3 ชาวลาว โยงคดีแอร์ “มีนา” ขนเฮโรอีนส่งเข้าไทย หาคนหิ้วไปประเทศที่ 3 ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์และยาเสพติดข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งทางภาครัฐยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบทุกความเชื่อมโยง โดยไม่ว่าผู้ที่รับหิ้วสินค้าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม การมีส่วนร่วมในการขนยาเสพติดถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยในการระมัดระวังการรับฝากของหรือหิ้วของไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยได้แล้ว 1 ราย คือนายแคล้ว ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผลไปสู่ตัวการใหญ่ที่เหลือ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าคดีนี้จะนำไปสู่การจับกุมขบวนการระดับบงการได้มากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อมั่นได้ว่าหน่วยงานรัฐกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อกวาดล้างยาเสพติดให้หมดไปจากประเทศไทย

ที่มา – ออกหมายจับ 3 ชาวลาว โยงคดีแอร์ “มีนา” ขนเฮโรอีนส่งเข้าไทย หาคนหิ้วไปประเทศที่ 3

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

“ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “สมคิด” มอบเงินสด 100,000 บาท ให้ลูกชายชาวลาวที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านเสียหายอีก 2 ชุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและการช่วยเหลือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล เชื้อคง พร้อมคณะ เป็นตัวแทนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบเงินสด 100,000 บาท ให้กับ นายอ่อนศรี โจรสา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางฮุ่ง โจรสา ชาวลาว ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยานางฮุ่งจำนวน 100,000 บาท กับทายาทของนางฮุ่ง ที่บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน นายสมคิดบอกอีกว่า นายทักษิณมีความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกเรื่องที่จะทำวันนี้คือ การไปมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายชุดที่ 2 โดยไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท

รายละเอียดการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

  • ผู้รับมอบ: นายอ่อนศรี โจรสา (ลูกชายของนางฮุ่ง โจรสา ผู้เสียชีวิต)
  • จำนวนเงิน: 100,000 บาท
  • สถานที่: บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน
  • ผู้มอบ: นายสมคิด เชื้อคง (ตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร)
  • พยาน: ปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้าน

การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว การมอบบ้านน็อกดาวน์เพิ่มเติมยังเป็นการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

การช่วยเหลือของนายทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมอบเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบบ้านน็อกดาวน์ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชน และความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ” มอบเงิน 1 แสนบาท เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว ที่ จ.อุบลราชธานี

Scroll to top