ช่องทางธรรมชาติ

ตำรวจทางหลวงอยุธยา รวบโชเฟอร์รถตู้ รับจ๊อบขนแรงงานต่างด้าว

ตำรวจทางหลวงอยุธยา รวบโชเฟอร์รถตู้ รับจ๊อบขนแรงงานต่างด้าว

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนภาพสังคมในปัจจุบัน เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงอยุธยาได้เข้าจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นถึงความพยายามของตำรวจในการคุมเข้มพื้นที่ภาคกลาง เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานที่ผิดกฎหมายครับ

เบื้องหลังการจับกุม ตำรวจทางหลวงอยุธยา รวบโชเฟอร์รถตู้ รับจ๊อบขนแรงงานต่างด้าว

พ.ต.ท.ศุภกร ตังคะประเสริฐ สารวัตรใหญ่ สถานีตำรวจทางหลวง 1 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเส้นทางสำคัญ หลังจากสืบทราบว่าจะมีการลักลอบขนแรงงานผ่านพื้นที่ จนกระทั่งพบรถยนต์อเนกประสงค์ต้องสงสัยติดฟิล์มทึบขับผ่านช่วงถนนพหลโยธินขาออก อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้เรียกตรวจและพบความผิดปกติเกิดขึ้น

จากการตรวจสอบภายในรถพบว่ามีแรงงานชาวเมียนมา 4 ราย ไม่มีเอกสารการเข้าเมืองใดๆ โดยมีนายนภนต์ อายุ 35 ปี เป็นคนขับ ซึ่งนายนภนต์ได้ให้การสารภาพว่า ตนเองเคยเป็นโชเฟอร์รถตู้มาก่อน แต่ด้วยรายได้ที่ทำอยู่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย จึงตัดสินใจหันมารับจ้างขนแรงงานเหล่านี้แทน โดยได้ค่าตอบแทนหัวละ 500 บาท ซึ่งทำมาแล้วหลายครั้งจนกระทั่งมาถูกจับได้ในที่สุดครับ

รายละเอียดของแรงงานต่างด้าวที่ถูกจับกุม:

  • เป็นชาวเมียนมา 4 คน (ชาย 2 หญิง 2)
  • ทั้งหมดไม่มีหนังสือเดินทางหรือใบอนุญาตให้อยู่ในไทย
  • ลักลอบเข้าประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติใน อ.แม่สอด
  • เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้ามาสูงถึงคนละ 15,000 บาท

นอกจากนี้ ในส่วนของนายนภนต์ คนขับรถรายนี้ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหา “ช่วยเหลือหรือซ่อนเร้นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ส่วนกลุ่มแรงงานต่างด้าวก็จะถูกส่งตัวดำเนินคดีในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.วังน้อย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปครับ

มุมมองต่อเหตุการณ์ ตำรวจทางหลวงอยุธยา รวบโชเฟอร์รถตู้ รับจ๊อบขนแรงงานต่างด้าว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาปากท้องมักเป็นช่องว่างที่ทำให้คนบางกลุ่มตัดสินใจกระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าผลที่ตามมานั้นร้ายแรงเพียงใด สำหรับใครที่ประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง การหลีกเลี่ยงงานที่ผิดกฎหมายถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ เพราะนอกจากจะเสียประวัติและติดคุกแล้ว ยังส่งผลเสียต่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวมด้วย

หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้กับหลายๆ คน และเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งครับ หากท่านพบเห็นเหตุการณ์หรือเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบเรียบร้อยครับ

ที่มา – ตำรวจทางหลวงอยุธยา รวบโชเฟอร์รถตู้ รับจ๊อบขนแรงงานต่างด้าว อ้างรายได้ไม่พอใช้

ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต

ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวสารอย่างยิ่ง เมื่อเกิดเหตุสลดกรณี ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต บริเวณคลองพรหมโหด อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จุดนี้ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มักจะมีแรงงานพยายามลักลอบข้ามแดนโดยไม่ผ่านช่องทางธรรมชาติที่ถูกกฎหมาย

รายงานจากเจ้าหน้าที่ทหารพรานระบุว่า ได้รับการประสานจากกลุ่มช่วยเหลือคนไทยในกัมพูชาว่ามีแรงงานหญิงสูญหายไปขณะเดินทางข้ามแดน เมื่อทราบข่าวจึงได้เร่งระดมกำลังเข้าค้นหาอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะบริเวณคลองที่มีกระแสน้ำเชี่ยวและระดับน้ำลึก จนกระทั่งพบร่างผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อภายหลังคือ นางสาวฟาซียะห์ อายุ 28 ปี จากจังหวัดปัตตานี

อันตรายจากการลักลอบข้ามแดน

เหตุการณ์ ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ราคาแพง การเลือกเดินเท้าผ่านช่องทางธรรมชาติในพื้นที่แนวชายแดนนั้นไม่ได้มีความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้:

  • ภูมิประเทศที่เป็นอันตราย: คลองและป่าทึบอาจมีหลุมลึกหรือกระแสน้ำที่คาดไม่ถึง
  • สภาพอากาศ: การเดินทางในช่วงที่ระดับน้ำสูงจากฝนตกทำให้การข้ามคลองมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
  • ความไม่ชำนาญพื้นที่: แรงงานส่วนใหญ่มักหลงทางหรือเผชิญเหตุในที่เปลี่ยวโดยไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือ

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนไทยจำนวนมากยังคงต้องเสี่ยงชีวิตด้วยวิธีนี้เพื่อกลับบ้าน ทั้งที่การเดินทางผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายนั้นปลอดภัยและได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นระบบมากกว่า การสูญเสียในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นความเศร้าโศกของครอบครัวชาวปัตตานี แต่ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงภัยเงียบจากการลักลอบเข้าเมืองที่ทุกคนควรตระหนักให้มาก เพื่อไม่ให้เกิดคำว่า ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต ซ้ำรอยเดิมอีก

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และอยากฝากความเห็นว่า การเข้าเมืองหรือออกจากประเทศควรทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องเสมอ เพื่อปกป้องชีวิตและสวัสดิภาพของตัวท่านเอง เพราะไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยและการได้กลับไปหาคนที่บ้านอย่างสวัสดิภาพครับ

ที่มา – ไม่ถึงฝั่ง สาวปัตตานีจมน้ำเสียชีวิต ระหว่างหลบหนีออกจากปอยเปต

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชา วันนี้เรามาพูดถึงเรื่อง คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต กันแบบเป็นกันเองหน่อยนะครับ สถานการณ์ล่าสุดที่จังหวัดสระแก้วกำลังร้อนระอุ เพราะทางการกัมพูชาเริ่มบูรณาการกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์จีนเทาอย่างหนักในพื้นที่ปอยเปต ส่งผลให้พวกอันตรายเหล่านี้อาจพยายามหลบหนีมาทางฝั่งไทย โดยเฉพาะจุดเสี่ยงอย่างคลองพรมโหดที่เคยเป็นช่องทางลับมาแล้วหลายครั้ง

คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2567 (แก้ปีให้ถูกต้องจากเนื้อหา) ทหารพรานที่ 1203 จากหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 12 ได้เพิ่มกำลังลาดตระเวนแบบเข้มข้น โดยเฉพาะบริเวณบ้านโคกสะแบง จังหวัดสระแก้ว คลองพรมโหดที่นี่เป็นลำคลองธรรมชาติที่กั้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มีบ้านเรือนประชาชนตั้งเรียงรายหนาแน่น ทำให้เป็นจุดอ่อนที่คนร้ายอาจใช้ลอบข้ามได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะว่ายน้ำ ข้ามเรือ หรือช่วงกลางคืนฝนตกพรำๆ

จากข้อมูลในอดีต พื้นที่นี้เคยถูกใช้ลักลอบเข้าเมืองทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแก๊งสแกมที่กำลังถูกกวาดในปอยเปต ปอยเปตเป็นเมืองชายแดนที่เต็มไปด้วยคาสิโนและกิจกรรมสีเทา แก๊งจีนเทาเหล่านี้มักหลอกลวงคนไทยผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรักออนไลน์ สร้างความเสียหายมหาศาลให้ประชาชน การที่กัมพูชาเริ่มเคลียร์พื้นที่จึงทำให้พวกมันต้องหาทางหนี และ คลองพรมโหด กลายเป็นเป้าหมายหลัก

มาตรการคุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ทหารพรานไม่ได้นิ่งนอนใจครับ พวกเขาเดินเท้าลาดตระเวนต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน บูรณาการกับหน่วยความมั่นคงอื่นๆ ในพื้นที่ เพิ่มความถี่การตรวจสอบ นอกจากนี้ยังลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน สร้างเครือข่ายตาข่ายประชาชน ขอให้ช่วยเป็นหูเป็นตา ถ้าพบคนแปลกหน้าพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น กลุ่มคนจีนเดินตัวปลิวตอนดึก หรือมีเรือลอยมาจากฝั่งกัมพูชา รีบแจ้งทหารพรานทันที

  • ลาดตระเวนเดินเท้าตามแนวคลองทุกวัน
  • เฝ้าระวังจุดเสี่ยงที่มีบ้านเรือนหนาแน่น
  • ขอความร่วมมือจากชาวบ้านบ้านโคกสะแบง
  • บูรณาการกับตำรวจตระเวนชายแดนและหน่วยอื่นๆ
  • ติดตามสถานการณ์จากฝั่งกัมพูชาแบบเรียลไทม์

ทำไมคลองพรมโหดถึงเสี่ยงขนาดนี้? เพราะน้ำตื้นในบางช่วง ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีก็ข้ามได้ แถมชุมชนแออัดทำให้ซ่อนตัวง่าย แต่ด้วยมาตรการ คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต ครั้งนี้ คาดว่าพวกมันจะข้ามมาได้ยากขึ้นมาก

นอกจากนี้ แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่หลอกเงิน แต่บางกลุ่มมีโครงข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือค้ามนุษย์ด้วย การป้องกันชายแดนจึงสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของไทย เราเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กันในปีก่อนๆ ที่สระแก้วต้องรับมือชาวต่างด้าวลักลอบเข้าเพราะปัญหาฝั่งเพื่อนบ้าน

ทหารพรานลาดตระเวนคลองพรมโหด จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน

ในมุมมองผม การกระทำของทหารพรานครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการป้องกันเชิงรุก ไม่รอให้ปัญหามาถึงค่อยแก้ ช่วยลดความเสี่ยงให้ชาวสระแก้วและคนไทยทั้งประเทศ ถ้าทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา กัมพูชาก็ช่วยกันกวาดล้าง ชายแดนเราจะปลอดภัยยิ่งขึ้น

คุณคิดยังไงกับสถานการณ์นี้? ถ้ามีเบาะแสหรือเห็นอะไรน่าสงสัยในพื้นที่ชายแดน อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่นะครับ ติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ด้วยการระวังตัวจากสแกมเสมอ!

ที่มา – คุมเข้ม “คลองพรมโหด” จุดเสี่ยงลอบข้ามแดน หลังกัมพูชา กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์จีนเทาในปอยเปต

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทย จ่ายค่าหัวหลักหมื่น

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง สร้างความฮือฮาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการปฏิบัติการปราบปรามการลักลอบเข้าประเทศอย่างเข้มข้น กลุ่มแรงงานชาวเมียนมาจำนวน 42 คนถูกจับกุมได้ทั้งหมด ขณะพยายามลอบผ่านช่องทางธรรมชาติเพื่อหวังไปหางานทำในจังหวัดชั้นในของไทย

จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

วันที่ 9 มีนาคม 2569 หรือ พ.ศ. 2569 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ได้สั่งการให้เพิ่มมาตราการเฝ้าระวังบริเวณชายแดน โดยเฉพาะจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นช่องทางธรรมชาติที่มักถูกใช้ลักลอบเข้าประเทศ

รายละเอียดการจับกุมคดีแรก

เวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมน้ำเกิ๊กได้แบ่งกำลังลาดตระเวน พบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนในชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง ท้องที่หมู่ 8 ตำบลหนองลู เจ้าหน้าที่แสดงตัวเข้าจับกุมได้ทันที 24 คน แบ่งเป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารรับรองใดๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

การจับกุมคดีที่สองติดต่อกัน

เพียง 2 ชั่วโมงต่อมา เวลา 23.30 น. ของคืนเดียวกัน ขณะลาดตระเวนบริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก เจ้าหน้าที่พบกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหลบซ่อนจำนวนมาก สามารถจับกุมได้อีก 18 คน ชาย 10 คน หญิง 8 คน เช่นเดียวกันไม่มีเอกสารประจำตัวหรืออนุญาตพำนักในไทย และสื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ต้องใช้ล่ามแปลในการสอบปากคำที่สถานีตำรวจสังขละบุรี

  • หน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติการ:
  • ตำรวจสถานีสังขละบุรี
  • ชุดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี
  • กรมทหารชายแดนที่ 134
  • ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี
  • กองกำลังสุรสีห์ ฉก.ลาดหญ้า

ผู้ต้องหาทั้ง 42 คนให้การสารภาพตรงกันว่า ลอบหนีเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติเพื่อไปทำงานในพื้นที่จังหวัดกลางของไทย โดยจ่ายค่าหัวให้นายหน้าไม่เท่ากัน บางราย 15,000-20,000 บาท บางรายสูงถึง 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางและความยากลำบากของเส้นทาง พวกเขาหลบรอในป่าเพื่อให้ผู้มารับไปส่งต่อ แต่โชคร้ายถูกเจ้าหน้าที่จับได้ก่อน

หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติ immigration

ปัญหาแรงงานเถื่อนและผลกระทบ

การลักลอบเข้าประเทศเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเนื่องจากความต้องการแรงงานราคาถูกในภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และบริการของไทย แต่สร้างปัญหามากมาย เช่น การแพร่ระบาดโรค การค้ามนุษย์ และการแข่งขันกับแรงงานไทย ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน นอกจากนี้แรงงานเหล่านี้ยังเสี่ยงถูกนายหน้าหลอกลวง ถูกทารุณ หรือสูญเสียชีวิตระหว่างทาง

รัฐบาลไทยมีนโยบายเข้มงวดในการปราบปราม พร้อมส่งเสริมการจ้างงานถูกกฎหมายผ่าน MOU กับเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

เหตุการณ์จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทางนี้เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงชายแดน

ในมุมมองของผู้เขียน การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งการปราบปรามและการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นเบาะแสการลักลอบ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – จับ 42 แรงงานเถื่อน ลอบเข้าไทยหางานทำ จ่ายค่าหัวหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับระยะทาง

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

Scroll to top