ซิมบ็อกซ์

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อแก๊งสแกมเมอร์!

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าคนมีข้อมูลเปิดชื่อนักการเมือง-ตำรวจ เอี่ยวสแกมเมอร์ ชี้หากตรวจสอบว่ามีความผิด ไม่มีละเว้น ล่าสุดส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยแนวทางการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านว่า หลังจากได้ประชุมร่วมกับตำรวจจากนานาชาติเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เบื้องต้นได้มีมติจัดคณะทำงานร่วมกัน โดยจะมีการส่งรายชื่อของแต่ละประเทศเพื่อเข้าร่วมเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่มีสแกมเมอร์อยู่ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว

โดยไทยได้ส่งพิกัดที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 2 จุด ไปให้ตำรวจกัมพูชาแล้ว ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ด้านตำรวจไทยจะเน้นการตัดวงจรกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อาศัยประเทศไทยในการหลอกลวง เช่น การกวาดล้างบัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่ใช้เครื่อง Simbox ก่อเหตุ

เบื้องต้นเชื่อว่า หากสามารถกวาดล้างเครื่อง Simbox ได้ ก็จะช่วยให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สามารถโทรศัพท์มาหลอกลวงประชาชนได้ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสแกนหาบัญชีม้าและระงับอายัดเงินของผู้เสียหายให้ทันเวลา

ส่วนที่มีข้อมูลว่า อาจจะมีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.จิรภพ เผยว่า ส่วนตัวอยากขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเข้ามาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ และหากตำรวจตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง ก็จะดำเนินการจับกุม ซึ่งการตรวจสอบ สามารถดำเนินการได้ผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ที่อาจจะเชื่อมกัน ยืนยันจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น

นอกจากนี้ ทางตำรวจยังได้เร่งประสานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อทำการสกัดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อนักการเมืองและตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความฮือฮาในวงการตำรวจและสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาหรือไม่ และการดำเนินการของตำรวจจะเป็นไปในทิศทางใด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ย้ำชัด! ไม่ละเว้นคนผิด

พล.ต.ท.จิรภพ ย้ำว่า หากมีการตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ พล.ต.ท.จิรภพ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ที่ให้การสนับสนุนว่า ตำรวจไทยเอาจริงกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่กระทำความผิดลอยนวลไปได้

การที่ พล.ต.ท.จิรภพ กล้าออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เบื่อหน่ายกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่ตำรวจไทยส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้ตำรวจกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์ ควรแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองหรือตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะข้อมูลของคุณอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ที่มา – “พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์ ส่งพิกัดให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

รัฐบาลลุย! สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

รัฐบาลประกาศสงครามกับเหล่ามิจฉาชีพ! เตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย เข้มงวดการใช้ ‘ซิมบ็อกซ์’ และ ‘Liveness Detection’ พร้อมเตรียมออกกฎหมายควบคุมการนำเข้า และผลักดันการใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ เพื่อตัดวงจรการหลอกลวงออนไลน์ หลังตำรวจไซเบอร์ยอมรับตัวเลขการแจ้งความยังคงสูงต่อเนื่อง

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 7/2568 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือถึงมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังระบาดอย่างหนัก

สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ: มาตรการใหม่ล่าสุด

ประเด็นสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การจัดการปัญหา เครื่องซิมบ็อกซ์ (Simbox) ที่ถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย โดยกระทรวงดีอีได้ประสานงานกับกรมศุลกากรเพื่อรวบรวมข้อมูลการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบเครื่องสมบูรณ์และแบบแยกส่วนประกอบ เพื่อส่งต่อให้ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบการใช้งาน

นอกจากนี้ กระทรวงดีอีเตรียมออกประกาศกฎกระทรวงฯ ควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ซิมบ็อกซ์ ทั้งแบบสมบูรณ์และแยกชิ้นส่วน โดยกำหนดให้การนำเข้าหรือจัดจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางมิชอบ

ที่สำคัญคือ การหารือร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) สถาบันการเงิน และ กสทช. เพื่อทบทวนมาตรการยืนยันตัวตนในการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ โดยจะยกระดับจากระบบ Liveness Detection ที่ใช้ตรวจสอบว่าผู้ลงทะเบียนเป็นบุคคลจริงหรือไม่ ไปสู่การใช้เทคโนโลยี สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถป้องกันการสวมรอยและอุดรอยรั่วของระบบลงทะเบียนซิมแบบเดิมที่ทำให้บุคคลหนึ่งสามารถมีซิมจำนวนมากได้

ทำไมต้องสแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ?

การใช้ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัย เพราะม่านตาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน และยากต่อการปลอมแปลง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการสวมรอย และการนำซิมไปใช้ในกิจกรรมที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับตู้ขายโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศกว่า 60,000 แห่ง ให้ระงับการลงทะเบียนซิมหน้าตู้ และให้ลูกค้านำซิมไปลงทะเบียนที่ศูนย์บริการของแต่ละค่ายแทน โดยตู้ขายยังสามารถขายซิมได้ตามปกติ แต่ต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ตำรวจทราบเพื่อสะดวกต่อการติดตาม

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า แม้ว่าตำรวจได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการจับกุมและกวาดล้างคดีสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการแจ้งความออนไลน์ยังคงสูงอยู่ โดยเฉลี่ยมีการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ประมาณ 600 เคสต่อวัน และมีการหลอกลวงผ่าน SMS และโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 100 เคส

  • มาตรการเพิ่มเติม:
  • ตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าเครื่องซิมบ็อกซ์อย่างเข้มงวด
  • บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายซิมอย่างเคร่งครัด
  • รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงออนไลน์

การผลักดันมาตรการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง และหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าการ สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ อาจสร้างความยุ่งยากในการลงทะเบียนซิมอยู่บ้าง แต่หากมองถึงประโยชน์ในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในการป้องกันการถูกหลอกลวงและลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ลุยปราบสแกมเมอร์ “ไชยชนก” สั่งคุมเข้ม “ซิมบ็อกซ์” ใช้สแกนม่านตา ยืนยันตัวตนซิมมือถือ

ทลายรัง! สแกมเมอร์สระแก้ว ยึดซิมบ็อกซ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจสระแก้วบุกทลายรังสแกมเมอร์ เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางเมืองสระแก้ว ยึด “ซิมบ็อกซ์” เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ ใช้หลอกเหยื่อทั่วประเทศ ซุกอยู่ในห้องเช่า

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายใต้การอำนวยการและสั่งการของ พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พล.ต.ต.เกียรติศักดิ์ สระทองออย ผบก.สส.ภ.2 , พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.จตุรภัทร สิงหัษฐิต รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.ดำรง เอี่ยมไพโรจน์ ผกก.สส.ภ.จว.สระแก้ว , พ.ต.อ.สุวัฒน์ บริรักษ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าว บก.สส.ภ.2 , พ.ต.อ.ฐานานนท์ อธิพันสีห์ ผกก.สส.3 บก.สส.ภ.2 , พ.ต.อ.สราวุธ เอี่ยมสำอางค์ ผกก.สภ.เมืองสระแก้ว สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.สระแก้ว, เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.3 บก.สส.ภ.2, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระแก้ว, เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย.คทบ.ฉก.อรัญประเทศ

ทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์สระแก้ว

โดยเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้นำหมายค้นศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ 149/2568 ลงวันที่ 25 ต.ค. 2568 เข้าค้นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ถ.เทศบาล 7 ต.สระแก้ว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว ซึ่งผลการตรวจค้น พบ น.ส.นภาภรณ์ วิจฝัน ชาว อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว แสดงตนเป็นเจ้าบ้าน (ผู้ดูแลบ้าน) และเป็นผู้นำตรวจค้น พร้อมตรวจยึดของกลาง

ประกอบด้วย

  • เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด (Sim box) จำนวน 1 เครื่อง (ซึ่งสามารถใส่ซิมการ์ดได้ 128 ช่อง/เครื่อง)
  • โมเด็มต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 1 เครื่อง
  • กล้องวงจรปิด จำนวน 1 ตัว
  • เครื่องสำรองไฟ จำนวน 2 ตัว
  • กล่องใส่โมเด็ม จำนวน 1 กล่อง และอื่นๆ อีกหลายรายการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึด จัดทำบันทึก และนำตัวผู้เกี่ยวข้อง ส่ง พงส.สภ.เมืองสระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ซิมบ็อกซ์

ทั้งนี้ ก่อนที่จะทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.สระแก้ว ได้รับข้อมูลจากศูนย์วอร์รูมฯ เกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงประชาชน ว่าได้เปิดเบอร์โทรศัพท์และมีการใช้งานในพื้นที่ อ.เมือง จ.สระแก้ว ต่อมา บก.สส.ภ.2 ได้ประสานข้อมูลและลงพื้นที่สืบสวน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภ.จว.สระแก้ว ผลการสืบสวนพบว่า บริเวณพิกัดบ้านหลังดังกล่าว ซึ่งเป็นห้องเช่า น่าเชื่อว่าจะเป็นจุดติดตั้งซิมบ็อกซ์ (เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์) 

อุปกรณ์

จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นสถานที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสแกมเมอร์อย่างจริงจัง และให้มีผลการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

บุกทลายรัง “สแกมเมอร์” กลางเมืองสระแก้ว ยึดซิมบ็อกซ์ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซุกในห้องเช่า

ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การใช้ ซิมบ็อกซ์ ในการกระทำผิดเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะทำให้ยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด

ความสำคัญของ “ซิมบ็อกซ์” ในการสืบสวน

การตรวจยึด ซิมบ็อกซ์ ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสืบสวนขยายผล และหาความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง การทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ เป็นการลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

นอกจากนี้ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ถึงกลโกงต่างๆ ที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนสามารถระมัดระวังตัวเอง และไม่หลงเชื่อกลลวงของมิจฉาชีพ หากได้รับโทรศัพท์ที่น่าสงสัย อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

การทลายรัง สแกมเมอร์ ในครั้งนี้เป็นผลสำเร็จจากการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน และการแจ้งเบาะแสจากประชาชน การร่วมมือกันเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังต่อไป

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถ บุกทลายรัง “สแกมเมอร์” กลางเมืองสระแก้ว ยึดซิมบ็อกซ์ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซุกในห้องเช่า ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – บุกทลายรัง “สแกมเมอร์” กลางเมืองสระแก้ว ยึดซิมบ็อกซ์ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซุกในห้องเช่า

191 บุกค้น! แก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

ตำรวจ 191 นำโดย “บิ๊กหยาม ผบช.น.” บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว หลังสืบทราบว่าเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง พบอุปกรณ์เทคโนโลยีครบวงจร ทั้งซิมบ็อกซ์ คอมพิวเตอร์ และมือถือกว่า 30 เครื่อง พร้อมหลักฐานบัญชีรายรับเดือนแรกทะลุ 10 ล้านบาท คาดว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ รองผบก.สปพ. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่งานสายตรวจ 2 กก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมกับนายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม นำหมายค้นศาลอาญา ที่ /2568 ลงวันที่ 22 ต.ค. 68 เข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งใน ซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ภายหลังสืบทราบว่าเป็นที่ทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเงินชาวต่างชาติ พร้อมรายงานให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และพล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ปลูกอยู่ในพื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา รั้วรอบขอบชิด เจ้าหน้าที่เรียกคนในบ้านออกมาเปิดประตู ก่อนเข้าตรวจและจับกุมนายจาง ไห่หลง (Mr.Zhang Hailong) อายุ 38 ปี นายหลิว ชุนหยิง (Mr.Liu Shunyin) อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง (Mr.Wu Zhiqiang) อายุ 32 ปี ทั้ง 3 คนเป็นชาวจีน

พร้อมของกลาง อุปกรณ์ Phone Farm 4 เครื่อง ชุดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) 4 เครื่อง Notebooks 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง เร้าเตอร์ 5 เครื่อง Pocket WiFi 1 เครื่อง และอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆ เช่น คีย์บอร์ด ปลั๊กไฟ เป็นต้น

โดยพบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ เป็นแบบฟอร์มการพูดหลอกลวงผู้อื่น เป็นภาษาอังกฤษ จีน สเปน และมีแชทสนทนาในแอปพลิเคชันโซเชียลต่างๆ คุยกับผู้อื่น ที่ส่วนใหญ่เป็นคนต่างประเทศ (หลอกชาวจีน สเปน และอังกฤษ)

นายจาง ไห่หลง ให้การว่า เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเพียงต้องการพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น โดยระบุว่า เมื่อเข้ามาอยู่ก็พบว่าภายในบ้านมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารพร้อมใช้งานอยู่แล้ว โดยตนไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.กล่าวว่า ชุดจับกุมได้รับเบาะแสจากเพื่อนบ้าน ว่ามีกลุ่มคนชาวจีนมาเช่าที่เกิดเหตุตั้งแต่เดือน ต.ค.ปี67 เดือนละประมาณ 3 หมื่นบาท หมุนเวียนกันมาไม่ซ้ำหน้าและเก็บตัวเงียบในบ้าน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมตั้งตัวเป็น “ที่ปรึกษากฎหมาย” หลอกเหยื่อ โดยอ้างว่าจะให้คำแนะนำทางคดีแก่ชาวจีน ชาวสเปน และชาวอังกฤษที่ถูกหลอกลวงทางออนไลน์ โดยไม่คิดค่าบริการจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น แต่แท้จริงแล้วเป็นการหลอกซ้ำ เพื่อดูดข้อมูลและทรัพย์สินเพิ่มเติมจากเหยื่อ

นอกจากนี้ การตรวจค้นภายในบ้านยังพบสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นภาษาจีน ระบุรายการตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มผู้ต้องหาเริ่มเช่าบ้านหลังนี้ โดยในเดือนแรกเพียงเดือนเดียวมีรายรับสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือราว 10 ล้านบาทไทย สะท้อนถึงขนาดความเสียหายและความเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ในต่างประเทศ

จากการสอบถามเพื่อนบ้านในละแวกดังกล่าวให้ข้อมูลว่า กลุ่มผู้ต้องหาจะมีการหมุนเวียนบุคคลเข้าออกเป็นระยะ แต่มีหนึ่งคนที่อยู่ประจำคือนายจาง ไห่หลง ซึ่งทราบว่าเดินทางเข้าประเทศไทยจากลาวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ส่วนอีกสองรายเดินทางมาจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ระบุเพิ่มเติมว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกเช่าโดยหญิงชาวไทยคนหนึ่ง ในราคาเดือนละ 30,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 ก่อนที่หญิงรายนี้จะทำ “สัญญาเช่าปลอม” ขึ้นอีกฉบับ โดยใส่ชื่อชาวจีนเป็นผู้เช่าแทน เชื่อว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่และใช้เปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในประเทศ ซึ่งเจ้าของบ้านยืนยันชัดว่าไม่เคยทำสัญญาโดยตรงกับชาวจีน

ด้าน นายสุธีระ พึ่งธรรม ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้มีการประกอบและดัดแปลงระบบโทรคมนาคม โดยนำวงจรโทรศัพท์มือถือมาประกอบเข้ากับอุปกรณ์ ซิมบ็อกซ์ (Sim Box) ซึ่งสามารถใช้เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ต้นทางเพื่อปกปิดตัวตนของผู้โทรได้ ถือเป็นการนำเข้าและมีไว้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ผบช.น. ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลถึงหัวหน้าเครือข่าย รวมถึงผู้ร่วมขบวนการที่อาจหลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชีที่ยึดได้ทั้งหมด เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ามีฐานปฏิบัติการหลายแห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกัน ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต 2.ร่วมกันตั้งสถานีวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตตามมาตรา 15 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2489 และ3.ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

ปฏิบัติการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทาลาดพร้าว

การบุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวง ถึงแม้ว่านายจาง ไห่หลงจะปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่หลักฐานที่พบก็ชี้ให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในขบวนการ

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัย หรือกำลังปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ ควรตรวจสอบข้อมูลของผู้เช่า และลักษณะการใช้งานอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ นอกจากนี้ ประชาชนควรเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ และตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ติดต่อมาให้ดี ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือโอนเงินให้

ที่มา – ตำรวจ 191 บุกค้นบ้านเช่าหรูย่านลาดพร้าว ฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนเทา ใจกลางกรุง

Scroll to top