ดีเบตเลือกตั้ง

“อนุทิน” ลั่น! ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ประเทศไทยดีขึ้นแน่

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หวังผลงาน 3 เดือน ได้กลับมานั่งนายกฯ อีกครั้ง ยันรัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา ไม่เอากาสิโน-สแกมเมอร์ ถ้าได้ไปต่อ 4 ปี จะได้เห็นไทยในเวอร์ชันที่ดีที่สุด

เมื่อเวลา 13.40 น. วันที่ 12 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ Thailand Vision 2035 ผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยมี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ และมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในเวทีดังกล่าวด้วย

นายอนุทิน เริ่มการแสดงวิสัยทัศน์ด้วย 3 เรื่อง คือ นโยบาย ทีมบริหาร และผู้นำ ว่า ตนทราบดีประชาชนอาจจะรู้สึกว่าเอาอีกแล้ว ตอนหาเสียง ก็สร้างภาพสวยหรู นโยบายเลิศเลอ แต่พอเริ่มทำงานจริงก็ติดแข้งติดขา คงจะอยู่ไม่ครบเทอม นโยบายพรรคการเมืองถูกมองว่าเป็นปราสาททราย ก่อขึ้นมาก่อนเลือกตั้งเท่านั้น นั่นเป็นเพราะเรามักจะมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง แต่รัฐบาลของตนแม้จะอยู่เพียง 3 เดือน ก็ทำให้ท่านสามารถเห็นได้ว่าสามารถทำหลายอย่างสำเร็จ

โดยช่วงนี้นายอนุทิน ปล่อยมุกว่าหลายคนบอกสำเร็จ 37 เราทำ 37 (เล่นคำพ้องเสียงคำว่าสำเร็จ) ไปหลายอย่าง จนเรียกเสียงฮือฮาในห้องประชุม ก่อนกล่าวต่อไปว่า สำเร็จด้วยความร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการ กองทัพ ภาคเอกชน หรือแม้แต่พรรคการเมืองด้วยกันเราก็ไม่มีศัตรู ตนไม่ได้มายืนตรงนี้เพื่อขายฝัน หรือสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยอาจจะไม่ได้มีนโยบายที่หวือหวา น่าตื่นเต้น แต่เป็นเรื่องที่เราพูดแล้วทำได้จริงเท่านั้น

“อนุทิน” ลั่น ไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หากได้ทำงานต่อ 4 ปี จะเห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

ประเทศจะมั่นคงต้องกำจัดภัย 4 ด้าน

ดังนั้น การที่ประเทศจะมั่นคงได้จะต้องกำจัดภัย 4 ด้านให้หายไปจากชีวิตคนไทย คือ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคง ภัยพิบัติ และภัยทางสังคม ซึ่งการแก้ไขปัญหาแบบพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่การถมเงินลงไปกับโครงการประชานิยม ประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่สิ่งที่เราขาดคือระบบการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพต่อเนื่องและคิดล่วงหน้า จึงไม่ควรถามว่าเราจะแจกอะไรเพิ่ม แต่โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้คนไทยยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคง นี่จึงเป็นที่มาของนโยบาย 10 พลัส เราไม่เน้นแจกปลา เราเน้นให้เบ็ดตกปลา เราจะพาคนไทยเข้าสู่น่านน้ำใหม่ในโลก

นายอนุทิน ระบุต่อไป ด้านความมั่นคง ไม่ได้เกิดจากความเข้มแข็งทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างชาญฉลาด ควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจ นั่นคือเหตุผลที่เราทำสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้มีสามขา คือ กลาโหม การต่างประเทศ และกระทรวงเศรษฐกิจ เราให้ความสำคัญกับรั้วของชาติ คือการสร้างกำแพงความมั่นคงแห่งชาติ กั้นเขตแดนในจุดที่เหมาะสมป้องกันการรุกราน การลอบนำเข้ายาเสพติด แรงงานเถื่อน สินค้าเถื่อน รวมถึงรั้วของชาติคือทหารหาญ อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยี ที่จะทำให้เราพร้อมรับมือกับภัยคุกคามตามแนวชายแดน

รวมถึงนโยบายทหารอาสาใน 100,000 อัตรา เงินเดือน 12,000 บาท มีวาระ 4 ปี ระหว่างนั้นเราจะฝึกและส่งเสริมโอกาสทางอาชีพเพื่ออนาคตที่ตอบโจทย์ทุกฝ่าย กองทัพได้กำลังพล ได้นโยบายที่ตอบโจทย์ ทุกฝ่ายวิน-วินแบบนี้คือสไตล์ของพรรคภูมิใจไทย คือการไม่หักหาญน้ำใจกัน ไม่ต้องหักด้ามพร้าด้วยเข่า ปรับวิธีการบริหาร แน่นอนว่าความมั่นคงจะมีได้โดยปราศจากสงคราม คือความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุด เราให้ความสำคัญกับการต่างประเทศ และเหตุผลที่เราเลือก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย

ภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา ไม่มีกาสิโน ไม่เอาสแกมเมอร์

ขณะที่นโยบายการต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทย จะตั้งอยู่บนคำว่าไทยต้องเป็นไท หมายถึงเป็นอิสระจากข้อจำกัด อิสระจากความกลัวว่าประเทศของเราจะไม่ใหญ่กว่า ไม่รวยพอหรือไม่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองหรือมีที่ยืนบนเวทีโลก การต่างประเทศของเราต้องอยู่บนคำว่าศักดิ์ศรีที่เกิดจากการเคารพตัวเอง เคารพกติกาสากล ศักดิ์ศรีที่เกิดจากการไม่รุกรานใครและไม่ยอมให้ใครมารุกราน ตนคิดว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเราแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนำประเทศไทยไปยืนอย่างมีศักดิ์ศรีบนโลกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงตัวเลือกของต่างชาติ แต่เป็นหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้

แต่ส่วนสำคัญที่อยากจะสื่อสารนอกจากนโยบายของพรรค คือทีมผู้บริหารมืออาชีพ เพราะว่านโยบายจะมีแค่ไหน ถ้าไปอยู่ในมือของคนที่ทำไม่เป็นก็สูญเปล่า ช่วงเวลาแค่ 3 เดือนเราได้ทำให้เห็นแล้วว่าภูมิใจไทยพร้อมทำงาน และทำงานได้เร็วขนาดไหน เรามียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนทำงานได้โดยไม่ต้องหันซ้ายหันขวามาถามกันตลอดเวลา เศรษฐกิจทำให้ไปอยู่ในเรดาร์เวทีโลกได้

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งนายอนุทิน ระบุว่า “อย่าไปพูดถึงเทา เพราะเทาก็สามารถเป็นขาวและดำได้ ต่อไปนี้เงินที่ไม่มีที่มาที่ไปหรือน่าสงสัยถือว่าเป็นเงินดำ จะต้องปราบปรามอย่างเต็มที่ เขาบอกว่าเป็นสีเทา ก็อาจจะมีช่องแทรกออกไปได้ ผมยืนยันว่ารัฐบาลภูมิใจไทยไม่มีทุนเทา แต่มีแต่ทุนดำที่ต้องถูกกำจัด ภูมิใจไทยไม่มีกาสิโน ไม่เอาสแกมเมอร์”

อนุทิน: หากได้ทำงานต่ออีก 4 ปี จะได้เห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ยังระบุอีกว่า “หนูฟังเสียงพี่น้องประชาชนตลอดเวลา ผมน่าจะมีแต้มบุญอยู่พอสมควรจึงได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านอย่างเต็มที่ เราไม่ได้แค่นี้นะครับ ท่านทราบดีอยู่แล้วว่า สส.ของเราในทุกเขตดูแลประชาชนได้ใกล้ชิดขนาดไหน หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นการนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะสร้างทีมไทยแลนด์ในเวอร์ชันดรีมทีม ผมเชื่อว่าผมได้สร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นมาแล้วในตอนที่ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่ทำงานมาตลอด 3 เดือน บอกได้เลยนี่แค่เริ่มต้น หากได้ทำงานต่ออีก 4 ปี ท่านจะได้เห็นประเทศไทยมีเวอร์ชันที่ดีที่สุด ที่เราเรียกว่าไทยแลนด์พลัส”

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน พูดถึงตนเองว่าไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน ตนอยู่ในการเมืองมานานพอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะราบรื่น เราคือทีมบริหารมืออาชีพที่มีใจรักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และพร้อมรับภารกิจในการบริหารประเทศเพื่ออนาคตของชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้ความสำคัญจะเลือกเพื่อความสนใจ หรือเลือกเพื่อความมั่นคง จะเลือกเพื่ออนาคตที่ดี หรือเลือกเพื่อที่จะเสี่ยงกับการวนกลับไปสู่วังวนเดิมของปัญหาทางการเมือง

“ผมไว้ใจในการเลือกของประชาชน ขอให้เลือกพรรคภูมิใจไทยและ สส.ทุกเขตของพรรคภูมิใจไทย แล้วท่านจะได้เห็นประเทศไทย พลัส พลัส พลัส”

ถ้าคิดว่าในช่วง 3 เดือนนี้พึงพอใจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับด้านค้าขาย พาณิชย์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถรักษาวินัยการเงินการคลัง บริหารงบประมาณ กำกับดูแลความมั่นคงทางการคลังของประเทศ นายสีหศักดิ์ ดำเนินแนวนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ทางการทูต ทำให้ประเทศไทยไม่เคยเสียเปรียบใครในการเจรจาระหว่างประเทศ พึงพอใจหรือไม่ที่ นายอนุทิน ทำให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในประเทศและความเป็นคนไทย 3 เดือนที่ผ่านมา ท่านหวงแหนแผ่นดินมากขึ้นหรือไม่ ดีใจหรือไม่ที่ประเทศไทยไม่เสียแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ขอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 ทำงานรับใช้ต่อไป แต่ถ้าไม่พึงพอใจ มีตัวเลือกอื่น ไม่ใช่เฉพาะ 2 ท่านนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสตนทำหน้าที่ 3 เดือน ครบการทดลองงานพอดี และหวังว่าจะให้ผ่านโปร

เห็นผลประโยชน์ประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด

จากนั้น นายสรยุทธ์ ได้สอบถามภายหลังแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นว่า ใช้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อสร้างคะแนนนิยม และความได้เปรียบทางการเมืองใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า หน้าที่ของความเป็นรัฐบาลและหัวหน้ารัฐบาล อธิปไตยเป็นเรื่องของเราที่ต้องรักษาสุดความสามารถ รัฐมนตรีของประเทศคู่ขนานบอกว่าอย่าเลือกอนุทิน ให้ไปเลือกคนอื่น ตนคิดว่าชัดเจนถ้าเลือกอนุทิน มีโอกาสที่เขาแพ้เราราบคาบ มีโอกาสที่เขาจะเอาเปรียบประเทศไทยไม่ได้ มีโอกาสที่เขาจะไม่สามารถมาคุกคามอธิปไตยของไทย เขาถึงไม่ต้องการให้ตนมาเป็น ฉะนั้นอย่าทำให้เขาสมใจ ยืนยันว่ายุคอนุทินตอนนี้ไม่เปิดด่านแน่นอน จนกว่ามั่นใจว่าบูรณภาพแห่งดินแดนเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่มีศัตรู ไม่มีคนอยู่นอกอธิปไตยของไทยกล้าคิดที่จะมารุกรานหรือทำให้ไทยเสียอธิปไตย

ส่วนกรณีที่ นายณัฐพงษ์ บอกว่าจะไม่ยกมือให้นายอนุทิน อีกแล้วนั้น นายอนุทิน นำมือไปแตะไหล่ นายณัฐพงษ์ ก่อนระบุว่า “ถ้าท่านเข้ามาที่ 1 ท่านไม่ต้องยกมือให้ผม แต่เข้ามาที่ 2 ยังไม่คุยถึงขนาดนั้น ผมคิดว่าเราทั้ง 3 คน อายุไม่ห่างกันเท่าไหร่ แต่ความคิด ความรักชาติ รักแผ่นดิน มองเห็นผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด เรา 3 คนมีอยู่เต็มเปี่ยม เราให้ประชาชนตัดสินใจ”

นายสรยุทธ์ ถามย้ำว่าหากเขามาเป็นที่หนึ่ง นายอนุทิน ตอบว่า หากพรรคภูมิใจไทยมีประโยชน์ นโยบายพรรคภูมิใจไทยดีก็มาว่ากัน เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยปิดกั้นอะไรอยู่แล้ว การเลือกตั้งตนต้องยึดประชาชนที่สะท้อนมาจากจำนวน สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ตนไปถูกทางแน่นอน

ปัดตอบไม่ปิดกั้นจับมือทุกพรรค

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนเดินทางกลับมีแฟนคลับมาทักทายพร้อมให้กำลังใจและสนับสนุนเบอร์ 37 ขอให้สำเร็จ ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องที่พูดบนเวทีว่าจะไม่ปิดกั้นการจับมือกับพรรคการเมืองอื่น นายอนุทิน ตอบกลับด้วยการโบกมือ และขอให้ประสบความสามเจ็ด (หมายถึงว่าให้ประสบความสำเร็จ) ซึ่ง 37 เป็นหมายเลขปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจไทย.

อนุทิน ชาญวีรกูล ย้ำชัดเจนว่าพร้อมนำพาประเทศไทยไปสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุด หากได้รับโอกาสอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดังนั้น การตัดสินใจของประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่ใช่นายกฯ ฝึกงาน หากได้ทำงานต่อ 4 ปี จะเห็นประเทศไทยเวอร์ชันที่ดีที่สุด

กล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกแตกแยก

โฆษกกล้าธรรม ซัด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกพรรคกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” เล่นการเมืองปลุกความแตกแยก ซ้ำรอยบทเรียนเรียกปฏิวัติ หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม ลั่น “ธรรมนัส” ไม่สักแต่พูด แต่ลงมือทำจริง มีผลงานการันตี

วันที่ 24 ธันวาคม เวลา 09.50 น. นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ โฆษกพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศบนเวทีดีเบตว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่มุ่งสร้างความแตกแยก มากกว่าการแสวงหาความสามัคคีเพื่อร่วมกันทำงานให้ประเทศเดินหน้า

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า ตนเชื่อว่าประชาชนยังจดจำบทเรียนทางการเมืองในอดีตได้เป็นอย่างดี ทั้งกรณีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติ การบริหารประเทศที่นำไปสู่วิกฤติความขัดแย้งและความสูญเสียกลางเมืองหลวง รวมถึงปัญหาการจัดการที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ที่ถูกตั้งคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน ตลอดจนความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินของชาติ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการขายทรัพย์สินของคนไทยให้ต่างชาติในราคาต่ำกว่ามูลค่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ครั้งหนึ่งที่เคยตระบัดสัตย์ทางการเมือง เมื่อหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายมติพรรคกลับเข้าร่วม อีกทั้งยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตซื้อเสียง และกรณีสมาชิกพรรคบางรายต้องโทษจำคุก ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด

นายอัครแสนคีรี กล่าวย้ำว่า การเมืองในยุคปัจจุบันควรมุ่งสมานฉันท์ สร้างความร่วมมือและความหวังให้กับประชาชน ไม่ใช่พฤติกรรมหรือวาทกรรมที่นำไปสู่ความแตกแยก พร้อมชี้ว่า พรรคการเมืองบางพรรค เมื่อได้เป็นรัฐบาลก็มักนำไปสู่วิกฤติและความขัดแย้ง แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐบาลกลับใช้วิธีการนอกระบบ ปลุกเร้าความแตกแยกในสังคม โดยประชาชนยังจดจำภาพบทบาทของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยลงถนนและเป่านกหวีด จนท้ายที่สุดประเทศต้องเผชิญกับการปฏิวัติ

นายอัครแสนคีรี ระบุว่า พรรคกล้าธรรม ขอยืนยันจุดยืนว่า เราพร้อมทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานและแนวทางที่แท้จริงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง เราไม่ใช่การเมืองที่สักแต่พูดสวยหรูเพื่อขายฝัน แต่เป็นการเมืองที่ลงมือทำจริงเพื่อประเทศและประชาชน

“ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็ยังเป็นเรื่องของอนาคต ซึ่งผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ไม่น่าจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการที่ออกมาระบุว่า จะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับกับพรรคนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางการเมือง”

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงออกมาตอบโต้การประกาศไม่ร่วมรัฐบาล

การออกมาตอบโต้ของพรรคกล้าธรรมต่อการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลด้วยนั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแนวทางการเมืองที่เน้นการแบ่งแยกและการสร้างความขัดแย้งในสังคม พรรคกล้าธรรมมองว่าการทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนควรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจเดียวกัน

ความเคลื่อนไหวนี้ยังเป็นการตอกย้ำจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในการทำการเมืองที่สร้างสรรค์ และเน้นการลงมือทำจริงเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชน ซึ่งแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจเน้นการพูดสวยหรูแต่ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรมเชื่อว่าการเมืองที่สร้างสรรค์และความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่พุ่งเป้าโจมตีและสร้างความแตกแยกไม่ได้ช่วยให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข แต่กลับเป็นการสร้างความขัดแย้งและทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลง

ดังนั้น พรรคกล้าธรรมจึงขอเชิญชวนให้ประชาชนพิจารณาถึงแนวทางการเมืองที่แท้จริงของแต่ละพรรค และร่วมกันเลือกพรรคการเมืองที่พร้อมจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การเมืองแบบสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องการ การโจมตีกันไปมาไม่ได้ช่วยอะไรเลย อย่าให้การเมืองแบบเก่าๆ กลับมาทำร้ายประเทศของเราอีกเลย

ที่มา – โฆษกกล้าธรรม ซัดเดือด “อภิสิทธิ์” ปลุกความแตกแยก หลังประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

การดีเบตครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ได้เปิดโอกาสให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในการดีเบตที่จัดโดยไทยรัฐทีวี แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (พรรคพลังประชารัฐ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ), นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ได้เข้าร่วมแสดงจุดยืนและนโยบายของพรรคตนเอง

คำถามสำคัญในการดีเบตคือเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแต่ละพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรอฟังเสียงประชาชน แต่จะเดินหน้าแก้บางเรื่องแน่นอน เช่น วุฒิสภา และการทำให้องค์กรอิสระมีความเป็นกลางมากขึ้น

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดมาในช่วงรัฐประหาร การแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ที่น่าสนใจคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประกาศชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใด โดยมองว่าปัญหามาจากตัวบุคคลมากกว่า

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เห็นต่าง โดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร การไม่แก้ระบบการเมืองจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ไทยสร้างไทยจะไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่จะแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน เช่น การให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระได้

จะเห็นได้ว่า แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

การแสดง จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในประเด็นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – แคนดิเดตนายกฯ เผยจุดยืนการแก้รัฐธรรมมูญ “ธีระชัย” ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแน่นอน

ยศชนัน มั่นใจ! เลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

“ยศชนัน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจเลือกพรรค “เพื่อไทย” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พร้อมยกเครื่องประเทศไทย

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

ยศชนัน มั่นใจ เลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า เลือกพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อไทยทำได้ ทุกวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปและปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาด้าน Geopolitics ปัญหาด้านเทคโนโลยี Disruption ปัญหาทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม Climate Change สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และเรามีความจำเป็นต้องสามัคคีกันเพื่อแก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำมี 4 เรื่อง เรื่องแรกการเคลื่อนย้ายปิระมิดต้องเคลื่อนจากฐาน รดน้ำต้องรดที่รากก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลดหนี้ทั้งระบบ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนชาวรากหญ้า เรื่องที่ 2 คือการดูแลประชาชนที่ทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบันเพิ่ม productivities ขึ้นมาในทุกรูปแบบด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งสำคัญคือเรื่องการเกษตร การอุตสาหกรรมและการผลิต และเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเซอร์วิส

เรื่องที่ 3 คือการสร้าง New Goal New Engine ใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยใน 3 ด้านเกษตรมูลค่าสูงเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร เรื่องเกี่ยวกับทางด้าน Cosmeceuticals เรื่องเกี่ยวกับการผลิตสำคัญเหมือนกันเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ เรื่องเกี่ยวกับบริการมูลค่าสูง และสิ่งนี้เราจะทำไม่ได้ หน้าที่รัฐบาลคือการประคองตรงนี้ไปข้างหน้าให้ได้ด้วย 2 เสาหลัก อย่างแรกคือการสร้างความเชื่อมั่น การสร้างความมั่นคงเป็นหลัก อีกเรื่องหนึ่งคือเกี่ยวกับหลักนิติธรรมที่เราต้องปรับให้เข้ากับทุกรูปแบบ อีกด้านหนึ่งคือการสร้างคนขึ้นมาให้ครบรูปแบบ ความพร้อมที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ครับ.

ทำไมต้องเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ?

พรรคเพื่อไทยชูนโยบายที่เน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดหนี้ การเพิ่มรายได้ และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย

การเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จึงเป็นการเดิมพันกับอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยหรือไม่? นี่คือคำถามที่ประชาชนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

หลายคนอาจจะมองว่าการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลานาน แต่ด้วยวิสัยทัศน์และประสบการณ์ของทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่

สุดท้ายแล้ว อนาคตของเศรษฐกิจไทยอยู่ในมือของทุกคน การตัดสินใจเลือกใครและพรรคใดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ที่มา – “ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจเลือกพรรค “เพื่อไทย” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

ธีระชัย โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจฟื้นเศรษฐกิจ

“ธีระชัย” แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต เน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างกังวล พร้อมชี้แนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อย่างชัดเจน หรือก็คือ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า พลังประชารัฐเป็นพรรคเล็ก ฉะนั้นคงไม่พูดนโยบายแบบครอบจักรวาล แต่อยากจะเน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างจะกังวล ในความเห็นผมเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันอนาคตของประเทศไทยใน 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 คือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ เรื่องที่ 2 คือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเวลานี้เรากำลังยืนอยู่ปากเหว เพราะเราใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจก็จริง แต่ไปกระตุ้นใช้ยาผิดขนานคือไปเน้นในเรื่องของการอุดหนุนการอุปโภคบริโภค

ฉะนั้น 10 ปีที่ผ่านมา เวลานี้หนี้ดับเบิ้ลเป็นสิบสองล้านล้าน แต่ความสามารถในการแข่งขันของเรายังย่ำอยู่กับที่ เรายังมีทางแก้ วิธีแก้คือเราจะต้องผลักดันในเรื่องของนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เน้นกระตุ้นในเรื่องของการลงทุน investment ทีนี้การลงทุนแทนที่เราจะไปเน้นเรื่องของเมกะโปรเจคหรือเน้นในเรื่องของโครงการน้ำประปาทานได้ 

ผมคิดว่าจะเหมาะสมกว่าถ้าผมจะขอยืมนโยบายเงินผันมาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และทำเป็นเงินผันและลงไปในชุมชนทั้งหมด ระดับหมู่บ้าน 75,000 ชุมชน 1 ล้าน 2 ล้าน 3 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่บังคับว่าจะต้องเอาไปเพื่อใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ทีนี้เราก็ยังมีโครงการที่จะดูแลผู้สูงวัย มารดาประชารัฐ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่แนวทางดังนี้ในความเห็นผม จะทำให้ประเทศไทยฟื้นในเรื่องของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน.

“ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

ในการดีเบตครั้งล่าสุด ธีระชัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและกระตุ้นการลงทุนในระดับชุมชน นี่เป็นแนวทางที่แตกต่างและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการฟื้นเศรษฐกิจ

นายธีระชัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในระดับชุมชน โดยเสนอแนวคิดการใช้เงินผันในลักษณะเดียวกับนโยบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนนำเงินไปใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างแท้จริง นี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจเพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ธีระชัยยังกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

แนวทางการฟื้นเศรษฐกิจที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน นั้นมีความแตกต่างจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่เน้นการอุดหนุนการบริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคเล็ก แต่แนวคิดของธีระชัยก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงและพัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

โดยรวมแล้ว วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการดีเบตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

Scroll to top