ถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ

“วรวัจน์” ขอรับไว้เอง ทำสภาล่ม ผิดที่เป็นห่วงคน กทม. ขอโอกาสถกปัญหาถนนทรุดหน้าวชิรพยาบาล ถามหาฝ่ายค้ำ-ฝ่ายรัฐบาลไปไหน ไม่ช่วยประชาชนแล้วใช่หรือไม่

เมื่อเวลา 20.20 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เป็นตนเองที่ทำให้ประชุมสภาฯ ล่ม โดยระบุว่า “ผมทำสภาล่มครับ ไม่ต้องหาคนที่ทำให้สภาล่มวันนี้หรอกครับ ผมเอง ผมคงผิดที่เป็นคนจังหวัดแพร่ แต่ห่วงพี่น้องในกรุงเทพมหานคร ไปเสนอขอโอกาสให้สภาได้มีโอกาสคุยถึงปัญหาเรื่องอุโมงค์ถล่ม (ถนนทรุดหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล) ที่ทำให้คนในกรุงเทพฯ ต้องหวาดวิตกว่ามันเกิดจากอะไร แล้วมันจะถล่มอีกหรือไม่ เพราะใต้ดินของกรุงเทพมหานครมีอุโมงค์ทางรถไฟฟ้าเต็มไปหมด”

นายวรวัจน์ เผยต่อไปว่า ไม่รู้ใครกลัวจะถูกบอกให้รับผิดชอบก็ไม่รู้ ก็เลยไม่กด เพื่อไม่เป็นองค์ประชุมเสียอย่างนั้น ทั้งๆ ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เช้า สภาเลยล่ม อย่าไปกล่าวหาพรรคเพื่อไทยเลย อายเขาเปล่าๆ พร้อมระบุต่อถึงร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ตกลงเป็นของพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว แม้เป็นฝ่ายค้านก็ต้องรับผิดชอบ แล้วฝ่ายค้ำกับฝ่ายรัฐบาลไปไหนไม่ทราบ ไม่ช่วยประชาชนแล้วใช่หรือไม่.

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ

จากกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเกิดเหตุการณ์สภาล่ม ส่งผลให้การพิจารณาเรื่องสำคัญต้องหยุดชะงักลง ล่าสุด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นผู้ที่ทำให้สภาล่มเอง เนื่องจากมีความห่วงใยต่อปัญหา ถนนทรุด ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

นายวรวัจน์กล่าวว่า ตนต้องการเสนอญัตติเพื่อให้สภาฯ ได้หารือถึงปัญหาถนนทรุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ใต้ดินของกรุงเทพฯ มีอุโมงค์รถไฟฟ้าจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนได้

ทำไม “วรวัจน์” ถึงรับผิดชอบเหตุสภาล่ม?

การตัดสินใจของนายวรวัจน์ที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สภาล่มในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายวรวัจน์มีต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน แม้ว่าตนเองจะเป็น สส. จากจังหวัดแพร่ แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ

นายวรวัจน์ยังได้ตั้งคำถามถึงบทบาทของ “ฝ่ายค้ำ” และ “ฝ่ายรัฐบาล” ว่าได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาถนนทรุดอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นการตั้งคำถามที่น่าสนใจและกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาใส่ใจและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

สถานการณ์“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพนี้ นำมาสู่ประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนักการเมืองต่อประชาชน และบทบาทของฝ่ายต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาของสังคม

ปัญหาสภาล่มเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรัฐสภาไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายและญัตติสำคัญต่างๆ การที่นายวรวัจน์ออกมาแสดงความรับผิดชอบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการทำงานของรัฐสภาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารและให้ความสนใจกับการทำงานของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ ทำงานอย่างเต็มที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง

“วรวัจน์” รับไว้เอง ทำสภาล่ม ปมห่วงคนกรุงเทพ เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทยและการทำงานของรัฐสภา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า ถึงแม้จะเป็น สส. ต่างจังหวัด ก็สามารถที่จะใส่ใจปัญหาของคนกรุงเทพได้ หากมองในแง่ดี การกระทำของนายวรวัจน์อาจจะช่วยกระตุ้นให้ สส. ท่านอื่นๆ หันมาใส่ใจปัญหาของประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนในพื้นที่ของตนเอง หรือคนในพื้นที่อื่นๆ ก็ตาม

ที่มา – “วรวัจน์” รับไว้เองทำสภาล่ม ผิดที่เป็นห่วงคน กทม. ปมถนนทรุด ถามฝ่ายค้ำ-รัฐบาลไปไหน

เดินเครื่อง! เทปูนปิดรอยรั่วอุโมงค์ถนนสามเสน



สถานการณ์ถนนสามเสนทรุดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ปภ. เร่งดำเนินการเดินเครื่องเทปูน 1.2 พันตัน ปิดรอยรั่วอุโมงค์ ถนนสามเสนทรุดอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน เพื่อให้สามารถคืนพื้นผิวจราจรให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการประมาณ 14 วัน พร้อมกันนี้ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดฝนตกในพื้นที่

เดินเครื่องเทปูน 1.2 พันตัน ปิดรอยรั่วอุโมงค์ ถนนสามเสนทรุด

นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเดินเครื่องเทปูน 1.2 พันตัน ปิดรอยรั่วอุโมงค์ ถนนสามเสนทรุดอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการเทปูนซีเมนต์ลงไปทับกระสอบทรายที่อยู่ด้านล่าง เพื่อทำการอุดรอยรั่วของอุโมงค์ ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ปูนซีเมนต์มากกว่า 500 คิว หรือประมาณ 1.2 พันตัน

ขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขปัญหาถนนสามเสนทรุด

หลังจากที่ปูนซีเมนต์ที่เทลงไปเริ่มเซ็ตตัวแล้ว จะกลายเป็นฐานที่แข็งแรง จากนั้นก็จะมีการนำดินและทรายเข้ามาเติมให้เต็มพื้นที่ที่ทรุดตัวลงไป และอาจจะมีการเทปูนทับในชั้นบนสุดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำเป็นผิวถนนสำหรับใช้สัญจรเป็นการชั่วคราว โดยคาดว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จะมีการปรับแผนการทำงานอยู่เป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหน้างาน

  • ขั้นตอนที่ 1: เทปูนซีเมนต์ 1.2 พันตันเพื่ออุดรอยรั่วของอุโมงค์
  • ขั้นตอนที่ 2: รอให้ปูนเซ็ตตัวและกลายเป็นฐานที่แข็งแรง
  • ขั้นตอนที่ 3: เติมดินและทรายให้เต็มพื้นที่
  • ขั้นตอนที่ 4: เทปูนทับด้านบนเพื่อทำผิวถนนชั่วคราว

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ว่า ได้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 5 ตัว โดยรอบบริเวณพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ หากมีฝนตกลงมาจริง เครื่องสูบน้ำจะทำงานทันทีเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมขัง

การแก้ไขปัญหานี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถนนสามเสนเป็นเส้นทางสัญจรหลัก หากการเดินเครื่องเทปูน 1.2 พันตัน ปิดรอยรั่วอุโมงค์ ถนนสามเสนทรุด สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางได้อย่างมาก และจะช่วยให้การจราจรในบริเวณดังกล่าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหาถนนทรุดจะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ที่มา – เดินเครื่องเทปูน 1.2 พันตัน ปิดรอยรั่วอุโมงค์ ถนนสามเสนทรุด ตั้งเครื่องสูบน้ำรอ

“พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุด

“รองนายกฯ พิพัฒน์” ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุถนนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล สั่งรฟม. และผู้รับจ้างเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดภายใน 14 วัน และดูแลประชาชนรอบพื้นที่กว่า 100 ครัวเรือน

วันที่ 25 กันยายน 2568 เมื่อเวลา 16.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดตัว บริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ และที่ปรึกษาควบคุมงาน เข้าร่วมให้ข้อมูลและรายงานความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ รฟม. และผู้รับจ้าง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านการจราจรและความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรอบ พร้อมกำชับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ ของ รฟม. ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าโครงการมีความปลอดภัย

“สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของประชาชน โดยอพยพและดูแลครัวเรือนกว่า 100 ครัวเรือนที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุให้เข้าสู่สถานที่ปลอดภัยเรียบร้อย หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หรือสามารถเร่งงานได้เร็วกว่ากำหนด ก็ต้องทำให้เร็วขึ้น แต่จะต้องตรวจสอบความปลอดภัยจนมั่นใจก่อนเปิดใช้งานถนนอีกครั้ง” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ รฟม. และผู้รับจ้างได้เร่งปิดรอยรั่วของดินและน้ำเข้าสถานีรถไฟฟ้า ป้องกันการทรุดตัวเพิ่มเติม และจะเริ่มซ่อมแซมผิวถนนทันทีที่โครงสร้างมีความมั่นคง โดยการคืนสภาพถนนและสาธารณูปโภคจะดำเนินการภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

นายพิพัฒน์ย้ำว่า กระทรวงคมนาคมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานความคืบหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างเด็ดขาดและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

“พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดกลางกรุง ภายใน 14 วัน

เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วน

ความคืบหน้าล่าสุดในการเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุด

จากเหตุการณ์ถนนทรุดดังกล่าว นายพิพัฒน์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสั่งการให้ รฟม. และผู้รับจ้างดำเนินการเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดให้แล้วเสร็จภายใน 14 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อการจราจรและชีวิตประจำวันของประชาชน

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้กำชับให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างสถานีและอุโมงค์รถไฟฟ้าอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต รวมถึงตรวจสอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องความปลอดภัย

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์

จากเหตุการณ์ถนนทรุด ทำให้ประชาชนกว่า 100 ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบ นายพิพัฒน์จึงได้สั่งการให้ดูแลและอพยพประชาชนไปยังสถานที่ปลอดภัย พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่

การแก้ไขปัญหาเร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน

เหตุการณ์ถนนทรุดครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นอีกในอนาคต การแก้ไขปัญหารวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรกนั้นสำคัญยิ่งกว่า

ที่มา – “พิพัฒน์” สั่ง เร่งคืนผิวจราจรเหตุถนนทรุดกลางกรุง ภายใน 14 วัน

รพ.วชิรพยาบาล เปิดบริการผู้ป่วยนอก 26 ก.ย. 68

โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล แจ้งข่าวดี! เตรียมเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภทตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป หลังจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล ทำให้ต้องมีการปรับปรุงและตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์

สำหรับท่านที่รอคอยการกลับมาเปิดให้บริการของโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตอนนี้สามารถเข้ารับการรักษาได้ตามนัดหมายเดิม หรือหากท่านมีความประสงค์จะเลื่อนนัดหมาย สามารถติดต่อโรงพยาบาลได้ตามช่องทางที่ระบุไว้ด้านล่างนี้

รพ.วชิรพยาบาล เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภท

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภท ซึ่งรวมถึงคลินิกปฐมภูมิเขตเมืองวชิรพยาบาล และคลินิกพิเศษวชิรพยาบาล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่และผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

จากเหตุการณ์หลุมยุบที่เกิดขึ้นบริเวณเขตดุสิต หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ทางคณะฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมถึงระบบการดูแลรักษาผู้ป่วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการให้บริการ

ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลจึงขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า โครงสร้างอาคารมีความปลอดภัยอย่างแน่นอน และโรงพยาบาลเปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภทตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้ารับบริการ

  • ขอความร่วมมือผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเร่งด่วน หรือมียาเดิมเพียงพอ ติดต่อเลื่อนนัดหมายตามหมายเลขโทรศัพท์ที่ระบุไว้ในใบนัดของท่าน เพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน
  • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการคงที่และต้องการรับยาต่อเนื่องทางไปรษณีย์ กรุณาเพิ่มเพื่อนใน Line Official Account: @v681 เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและดำเนินการตามขั้นตอนที่เจ้าหน้าที่แนะนำ

หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-244-3000 ทางโรงพยาบาลยินดีให้บริการและให้ข้อมูลที่ท่านต้องการ

การกลับมาเปิดให้บริการของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ป่วยและประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องการการดูแลรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ ทางโรงพยาบาลมีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ทุกท่าน

ทางโรงพยาบาลวชิรพยาบาลยังคงให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ขอความร่วมมือผู้เข้ารับบริการทุกท่านสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ และเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการทางการแพทย์ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและเป็นโรงพยาบาลชั้นนำที่ประชาชนไว้วางใจ

พวกเราหวังว่าการกลับมาเปิดให้บริการของโรงพยาบาลวชิรพยาบาลครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยทุกท่านได้เป็นอย่างดี หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อโรงพยาบาลได้ตลอดเวลา

อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดการเข้ารับบริการและเตรียมเอกสารที่จำเป็นให้พร้อม เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้ารับการรักษา ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – รพ.วชิรพยาบาล เปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภท เริ่ม 26 ก.ย. 68 หลังถนนทรุดตัว

เร่งแก้ปัญหา ถนนสามเสนทรุด เทปูนปิดรั่ว ก่อนฝนซ้ำ!

เจ้าหน้าที่เร่งปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด เทปูนซีเมนต์ปิดรอยรั่วในอุโมงค์ หวังให้ทันก่อนฝนตกลงมาซ้ำเติมสถานการณ์ หลังจากเจอปัญหาใหญ่ เครนไม่สามารถยกชิ้นส่วนปูนที่มีปัญหาขึ้นมาได้

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 กันยายน 2568 นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังการปรับแผนของ รฟม. ในการเร่งคืนพื้นที่บริเวณถนนทรุดตัวลึก 20 เมตร หน้าทางเข้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถนนสามเสน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) โดยระบุว่า แผนเดิมที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการโดยใช้รถเครนและสลิงผูกกับปูนนั้น ไม่สามารถทำได้เนื่องจากชิ้นส่วนปูนติดขัดกับส่วนอื่น ๆ ในหลุมและดิน ทำให้ต้องมีการปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดด้วยการเทปูนลงไป เพื่อเร่งคืนพื้นผิวจราจรและลดผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งบริษัท ช.การช่าง เป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้

ปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด

สำหรับการเทปูนลงไปนั้น มีจุดประสงค์เพื่อปิดปากหลุมที่เป็นรูรั่ว โดยจะเทเป็นแท่นปูนขึ้นไปก่อนประมาณ 3 เมตร เมื่อปูนเซ็ตตัวแล้ว จะนำทรายมาถมและอัดให้แน่น จากนั้นจะทำพื้นให้เต็ม ซึ่งจะช่วยรับน้ำหนักของฝั่ง สน.สามเสน และช่วยคืนพื้นผิวจราจรให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม

อย่างไรก็ตาม การเทปูนลงไปอาจทำให้ปูนไหลเข้าไปในอุโมงค์เนื่องจากไม่มีสิ่งใดรองปิดช่องอุโมงค์ไว้ กว่าปูนจะเซ็ตตัว ทาง ช.การช่าง จะต้องดำเนินการนำปูนและดินที่ค้างอยู่ในอุโมงค์ออกมา เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งจะต้องดำเนินการแก้ไขให้เร็วที่สุด เพราะมีความกังวลว่าหากฝนตกลงมา สถานการณ์อาจเลวร้ายลงได้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มงานให้เสร็จสิ้นได้ภายในวันนี้

ทีมวิศวกรได้ระบุว่า อุปสรรคในการดำเนินงานไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องน้ำหนักของชิ้นส่วนที่ติดค้างอยู่ภายในหลุมเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของฝนที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในอีก 2 วันข้างหน้าจะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก หากยังไม่สามารถนำชิ้นส่วนทั้งหมดขึ้นมาได้ จะยิ่งทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก และอาจส่งผลกระทบให้เกิดดินสไลด์เพิ่มเติมและทำให้ตัวอาคารของสถานีตำรวจนครบาลสามเสนทรุดตัวเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น การเร่งปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความคืบหน้าล่าสุดในการปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด

ในเวลา 14.55 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากจุดเกิดเหตุว่า รถผสมปูนซีเมนต์ คันละ 5 คิว ได้เดินทางมาถึงแล้ว 4 คัน โดยมีรายงานว่าจะมีการใช้รถผสมปูนซีเมนต์ทั้งหมดประมาณ 100 คัน และปูนซีเมนต์ประมาณ 500 คิว ในการดำเนินการครั้งนี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจทีมงานในการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ด้วย

สถานการณ์ถนนสามเสนทรุดยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุดในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด หวังว่าการเทปูนปิดรอยรั่วครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก่อนที่ฝนจะตกลงมาซ้ำเติมสถานการณ์

ที่มา – ปรับแผนแก้ถนนสามเสนทรุด เร่งเทปูนปิดรอยรั่ว ให้ทันก่อนฝนตกซ้ำ

รฟม.ขอโทษ ถนนทรุดตัว: เร่งคืนผิวจราจร

รฟม.ขอโทษถนนทรุดตัว เผยสาเหตุเบื้องต้น พร้อมเร่งคืนผิวจราจรใน 2 สัปดาห์

จากเหตุการณ์ถนนทรุดตัวบริเวณถนนสามเสน สร้างความกังวลให้กับประชาชน รฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ได้ออกมาแถลงขอโทษ พร้อมชี้แจงสาเหตุเบื้องต้น และให้คำมั่นว่าจะเร่งคืนผิวจราจรให้เร็วที่สุดภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อลดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน

วันที่ 25 กันยายน 2568 นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการ รฟม. ได้แถลง ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์หลุมยุบ เขตดุสิต โดยกล่าวถึงกรณีรฟม.ขอโทษถนนทรุดตัว บริเวณใกล้ รพ.วชิรพยาบาล และ สน.สามเสน ว่า “รฟม. ขอกราบขออภัยผู้ป่วย ผู้ใช้บริการ รพ.วชิรพยาบาล และพี่น้องประชาชนที่สัญจร รวมถึงผู้ที่อยู่บริเวณถนนสามเสนและใกล้เคียง เราจะพยายามอย่างเต็มที่ในการดูแลและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อคืนสภาพพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ปกติโดยเร็ว รวมถึงการเยียวยาและดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้น”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน เริ่มต้นเมื่อประชาชนสังเกตเห็นความผิดปกติของผิวถนนตั้งแต่เวลา 05.00 น. ต่อมาเวลา 05.30 น. เริ่มมีน้ำเอ่อขึ้นมาบนผิวถนน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามากั้นพื้นที่ และในเวลา 07.00 น. เริ่มมีการพังทลายของพื้นผิวจราจรอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลา 07.30 น. พบว่าดินและน้ำหายไปเป็นบริเวณกว้าง ลึกลงไปเกือบ 20 เมตร โดยดินได้ไหลเข้าไปในโครงสร้างสถานีรถไฟฟ้า ห้องโถงผู้โดยสาร ชานชาลา และอุโมงค์

นายกาจผจญ กล่าวเพิ่มเติมว่า รฟม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เร่งดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุของรฟม.ขอโทษถนนทรุดตัว โดยเบื้องต้นสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากสภาพดินในบริเวณนั้น ประกอบกับน้ำใต้ดิน ทำให้ดินเปลี่ยนพฤติกรรมและทรุดตัวลง ส่งผลให้ท่อประปาหลักที่อยู่ลึกลงไป 3 เมตร ชำรุด น้ำประปาและน้ำเสียไหลออกมา ทำให้ดินขาดเสถียรภาพและไหลเข้าไปในสถานี

การแก้ไขและเยียวยา

รฟม. ได้หารือกับผู้รับจ้างและผู้ออกแบบ และวางแผนการแก้ไขเป็น 2 ระยะ:

  • ระยะที่ 1: เร่งคืนพื้นที่ผิวจราจร โดยจะเริ่มจากการอุดรอยรั่วบริเวณอุโมงค์และสถานีด้วยกระสอบทรายประมาณ 50,000 ลูก จากนั้นจะถมกลับด้วยซีเมนต์ผสม และปรับพื้นผิวถนนให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อเปิดการจราจรบนถนนสามเสนให้เร็วที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์
  • ระยะที่ 2: ดำเนินการแก้ไขและซ่อมแซมอุโมงค์และสถานี เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ รวมถึงซ่อมแซมอาคารที่ได้รับผลกระทบ เช่น สถานีตำรวจ

รฟม. ยืนยันว่าจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ และขอให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบติดต่อมายังช่องทางต่างๆ ของ รฟม. และผู้รับจ้าง

ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ รฟม.ขอโทษถนนทรุดตัว ครั้งนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของ รฟม. แต่ทางหน่วยงานให้คำมั่นสัญญาว่าจะหาสาเหตุที่แท้จริง และกำหนดมาตรการป้องกันเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รฟม. จึงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ที่มา – รฟม. ขอโทษถนนทรุดตัว เผยสาเหตุเบื้องต้น พร้อมเร่งคืนผิวจราจรใน 2 สัปดาห์

ผวา! พบน้ำซึมถนนสามเสน หวั่นซ้ำรอย


สถานการณ์ล่าสุดที่ถนนสามเสนสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ พบน้ำซึมถนนสามเสน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เคยเกิดเหตุถนนทรุดตัวเมื่อไม่นานมานี้เพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านหวาดหวั่นว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ถนนบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเกิดการทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ ก่อนเกิดเหตุการณ์ มีรายงานว่าพบน้ำซึมขึ้นมาบนพื้นผิวถนน และถนนมีลักษณะผิดปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่จะเกิดการทรุดตัวลง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน เวลาประมาณ 08.30 น. มีรายงานว่าพบน้ำซึมถนนสามเสนอีกครั้ง บริเวณที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเดิมประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบนำกรวยมาวางกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

พื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ ซึ่งมีการก่อสร้างใต้ดินตลอดแนว และอยู่ห่างจากโรงพยาบาลวชิรพยาบาลเพียง 2 กิโลเมตร ชาวบ้านในพื้นที่สังเกตว่ามีน้ำประปาซึมขึ้นมาประมาณ 2-3 วันแล้ว และน้ำใต้ดินดันถนนให้นูนขึ้น ทำให้ผิวจราจรไม่เรียบ ซึ่งผิดปกติจากเดิม

เจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ถึงแม้จุดที่พบน้ำซึมถนนสามเสน จะอยู่ในแนวการก่อสร้างรถไฟใต้ดิน แต่ในเบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างหรือไม่ ต้องรอผลการตรวจสอบอย่างละเอียดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

นายพิภพ ไทยถิ่นงาม และนายวิญญู ไทยถิ่นงาม เจ้าของร้านหมูมณีที่อยู่ใกล้เคียงกับจุดที่น้ำซึม เล่าว่า พวกเขาเห็นน้ำซึมขึ้นมาบนผิวถนนประมาณ 2-3 วันก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในช่วงเช้าวันนี้ (25 กันยายน) พบว่ามีน้ำซึมออกมาจากผิวยางมะตอยมากผิดปกติเมื่อมีรถวิ่งผ่าน พวกเขาเชื่อว่าเป็นน้ำที่มาจากใต้ดิน เนื่องจากในวันนี้ไม่มีฝนตก

ด้วยความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย พวกเขาจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาตรวจสอบ และได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินเบื้องต้น เช่น เตรียมน้ำและไฟสำรองไว้ หากสถานการณ์รุนแรงกว่านั้นก็อาจจะต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

เจ้าหน้าที่จากการประปานครหลวง (กปน.) ได้ทำการตรวจสอบน้ำที่ซึมขึ้นมา โดยใช้ผงเทสคลอรีน เบื้องต้นผลการตรวจสอบไม่พบส่วนผสมของคลอรีน ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่ใช่น้ำประปา เนื่องจากท่อน้ำประปาวางอยู่ใต้แนวฟุตบาท การที่น้ำจะดันขึ้นมาได้นั้น มักจะขึ้นมาบริเวณฟุตบาทก่อน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าน้ำที่ซึมออกมา อาจมาจากบ่อพักน้ำของหน่วยงานรัฐ หรือบ่อพักน้ำอาจมีการชำรุด

พบน้ำซึมถนนสามเสน

สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ที่ทำให้พบน้ำซึมถนนสามเสน

  • การก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างใต้ดิน
  • ท่อประปาใต้ดินอาจมีการรั่วซึม
  • บ่อพักน้ำของหน่วยงานรัฐอาจชำรุด
  • น้ำใต้ดินมีปริมาณมากผิดปกติ

เหตุการณ์พบน้ำซึมถนนสามเสนในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และต้องมีการตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงซ้ำรอยเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ที่มา – พบน้ำซึมถนนสามเสน ห่างจุดถนนทรุดตัว 2 กิโลเมตร ชาวบ้านหวั่นเกิดเหตุซ้ำรอย

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต

“นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก รับเจ้าหน้าที่ต้องทำงานแข่งกับเวลา นำรถเครนขนาด 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต จำนวน 4 ชิ้น ก่อนอัดกระสอบทราย เตรียมลงพื้นที่ชายแดน ลั่นจะไม่ยอมให้เสียอธิปไตย

เมื่อเวลา 22.50 น. วันที่ 24 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ต่อมา นายอนุทิน ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปยังจุดเกิดเหตุถนนทรุด บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล

ขณะที่บรรยากาศล่าสุด ยังไม่สามารถอุดบริเวณปล่องที่ยุบลงไปบริเวณอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ เนื่องจากติดปัญหา ตรงที่มีบล็อกคอนกรีตขนาด 4-8 เมตร ซึ่งเป็นบ่อพักสายไฟของการไฟฟ้าฯ จำนวน 4 ชิ้น ชิ้นละประมาณ 30 ตัน ที่สไลด์ลงไปขวางทาง ทำให้ไม่สามารถอัดกระสอบทรายลงไปได้ และเสี่ยงต่อการที่น้ำ และดินจะไหลเข้าไปซ้ำ จึงต้องใช้เครนขนาด 200 ตัน ที่ใช้ในการกู้อาคาร สตง.ถล่ม ที่เดินทางมาจากปทุมธานี ลงไปเกี่ยวบล็อกแล้วนำขึ้นมาก่อน ซึ่งจะได้เร่งทำให้เสร็จในค่ำคืนนี้

จากนั้น เวลา 23.05 น. นายอนุทิน เดินทางมาถึงที่ รพ.วชิรพยาบาล โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ รายงานสถานการณ์ล่าสุดให้รับทราบ

นายอนุทิน เผยว่า เราต้องมาดูงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ต้องทุ่มเทเพื่อแก้ไขปัญหาให้ได้มากที่สุด พร้อมเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้ได้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด พรุ่งนี้ทาง รฟม. และผู้รับจ้างจะมีการแถลงข่าวประมาณ 11 โมง ในเรื่องเทคนิคไม่อยากพูดไปก่อน แต่อยากให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้ชี้แจงดีกว่า

เมื่อถามว่า เท่าที่ดูมีปัญหาที่หนักใจหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ปริมาณดินที่ถล่มลงไป และสิ่งที่เราจะต้องซ่อมในส่วนของอุโมงค์ที่อาจจะมีการยุบตัว รวมถึงเรื่องโครงสร้างที่เป็นส่วนประกอบ สายไฟฟ้า ความปลอดภัยของอาคารโดยรอบ ถือเป็นสิ่งเร่งด่วนที่ผู้รับผิดชอบทราบ และกำลังเร่งแก้ไข ทั้งการหยุดน้ำ และปิดกั้นรอยรั่วต่างๆ ส่วนเรื่องฝนนั้น ถ้ามีปริมาณฝนตกลงมามาก อาจทำให้เกิดดินสไลด์มากขึ้น ซึ่งเราต้องทำงานแข่งกับเวลา ช่วงนี้ต้องพยายามถม และบดอัดในส่วนที่ยังทำได้อยู่ ส่วนรายละเอียดอยากให้รอถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพรุ่งนี้

ส่วนตึกสูงโดยรอบนั้นทางโยธาธิการ จะมีการตรวจสอบอยู่แล้ว อย่างวชิรพยาบาล ที่เป็นตึกสูง มีที่จอดรถใต้ดิน จะมีกำแพงอยู่ใต้ดินอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเราจะสังเกตว่าดินที่ถล่มลงไปนั้นจะเป็นอาคารที่ไม่สูง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้เร่งอพยพคนออกไปทั้งหมดแล้ว และไม่มีการใช้งานอาคาร ทาง รฟม. ก็คงมีแผนว่าจะไปแก้ไขอาคารเหล่านั้นอย่างไร เนื่องจากมีบางอาคารที่เสาเข็มขาด เพราะเจาะเสาเข็มลงไปแค่ 21 เมตร จึงต้องมาดูว่า ในส่วนของอาคารที่เสาเข็มขาด จะเสริมกลับเข้ามาอย่างไร แต่ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

เมื่อถามถึงการยกบล็อก ขนาด 30 ตันขึ้นจากอุโมงค์ นายอนุทิน เผยว่า ก็เห็นกันอยู่แล้วว่าบล็อกที่สามารถตัดเป็นตอนๆ และทยอยยกขึ้นมาได้ และรถเครนสามารถเข้าไปใกล้จุดที่บล็อกคอนกรีตขวางอยู่ได้ เพื่อให้ถมกระสอบทรายได้เต็มที่ ซึ่งกระสอบทรายจะทำให้เกิดการแน่นหนาของดิน และลดความเสี่ยงของการถล่มของดินเพิ่มเติม

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังบอกด้วยว่า ในฐานะที่เป็นรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกท่าน ในสิ่งที่มันเกิดขึ้น เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาโทษใคร แต่ต้องเร่งคืนสภาพให้มากที่สุด ส่วนการรับผิดชอบในเรื่องความเสียหายต่างๆ หรือการรับผิดชอบสัญญาทางแพ่ง ทางอาญา ก็จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ต่อข้อถาม เห็นว่ามีประชาชนร้องเรียนก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ระบุว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ตอนเช้าที่มายังไม่ได้รับตำแหน่ง ตอนนี้รับตำแหน่งแล้ว ก็มาดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ตนและทางผู้ว่าฯ กทม. ทีมงาน ก็เป็นหน้าเดิมทั้งนั้น ก็ต่อสู้กันมาตั้งแต่แผ่นดินไหว ที่อาคาร สตง. กำลังสร้างถล่ม เหตุดินถล่มที่โคราช เมื่อ ก.ย. ปีที่แล้ว ลักษณะพื้นฐานไม่ต่างกันเท่าไร สิ่งที่เป็นปัญหาคือปริมาณดินจำนวนมากที่ไหลลงไปทับ แล้วหน้างานจะทำอย่างไร เพื่อขนย้ายดินเหล่านี้ออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่าหลังรับตำแหน่งแล้ว จะลงพื้นที่ชายแดนหรือไม่ นายกฯ อนุทิน บอกว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะมีตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง ตอนนี้ที่ชายแดน เรามีทั้งกองทัพ ทหาร ฝ่ายปกครอง อส. ทำหน้าที่อยู่ และโดยความรับผิดชอบก็ต้องไปด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ แต่จุดยืนของเราชัดเจนว่า ในการรักษาอธิปไตย ยังให้กองทัพตัดสินใจผ่าน สมช. และกระทำได้โดยผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้คือแม่ทัพภาคที่ 2 ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 2 หลังเดือนกันยายนนี้ คนใหม่ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาช่วยอีกแรง เนื่องจากเคยเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ท่าทีของไทยในเรื่องของการทูตก็ยังเหมือนเดิม จะต้องมีการขนอาวุธร้ายแรง ระเบิดต่างๆ กำลังพลต่างๆ ให้ออกไปจากพื้นที่ของไทย ไม่อย่างนั้นก็ยังคุยอะไรไม่ได้ เรายังมีจุดยืนในเรื่องการปิดด่านต่างๆ จนกว่าความเป็นภัยของกัมพูชาจะหมดไป

ต่อข้อถาม คิดอย่างไรที่กัมพูชาบอกว่า ปิดด่าน 100 ปี ก็ไม่เป็นไร นายอนุทิน บอกว่า ถ้าพูดจากใจ เดี๋ยวยิ่งกระทบความสัมพันธ์ อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย เราก็พยายามให้ดีที่สุด แต่เราจะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือเสียเปรียบใดๆ เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ยิ่งกัมพูชาขนอาวุธหนัก หรือกำลังพลเข้าพื้นที่ การเจรจาก็จะไม่เกิดขึ้น และคงจะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น 

ส่วนเรื่องเงินเยียวยานั้น ได้เร่งเต็มที่ ซึ่งหลังจากที่มีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะได้เร่งดำเนินการเรื่องเงินเยียวยาทันที

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต

จากเหตุการณ์นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด

ความท้าทายในการกู้บล็อกคอนกรีต

การกู้บล็อกคอนกรีตขนาดใหญ่ที่สไลด์ลงไปในอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงเป็นงานที่ท้าทายอย่างมาก เนื่องจากต้องใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของโครงสร้างโดยรอบ รวมถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

การแก้ไขปัญหาถนนทรุดครั้งนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด สิ่งสำคัญคือการเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน

สถานการณ์นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก กู้บล็อกคอนกรีต ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าการแก้ไขปัญหาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จลุล่วงด้วยดี เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของประชาชน

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดรอบดึก เครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต ก่อนอัดกระสอบทราย

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก เร่งกู้บล็อกคอนกรีต

“นายกฯ อนุทิน” ฟิตจัด ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก! เผยเจ้าหน้าที่ต้องแข่งกับเวลา เร่งนำรถเครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต 4 ชิ้น อัดกระสอบทราย พร้อมลุยชายแดน ย้ำไม่ยอมเสียอธิปไตย

เมื่อเวลา 22.50 น. วันที่ 24 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม ครม. นัดพิเศษ ได้เดินทางด่วนจากทำเนียบรัฐบาล ไปยังจุดเกิดเหตุถนนทรุดกลางดึก บริเวณหน้า รพ.วชิรพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุด ยังไม่สามารถอุดบริเวณที่ยุบตัวในอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงได้ เนื่องจากมีบล็อกคอนกรีตขนาด 4-8 เมตร ซึ่งเป็นบ่อพักสายไฟของการไฟฟ้าฯ จำนวน 4 ชิ้น แต่ละชิ้นหนักประมาณ 30 ตัน สไลด์ลงไปขวางทาง ทำให้ไม่สามารถอัดกระสอบทรายได้ และเสี่ยงต่อน้ำและดินที่จะไหลเข้าไปซ้ำ จึงต้องใช้เครนขนาด 200 ตัน จากเหตุการณ์ สตง.ถล่ม ที่ปทุมธานี เพื่อนำบล็อกขึ้นมาก่อน และเร่งทำให้เสร็จภายในคืนนี้

เวลา 23.05 น. นายอนุทินเดินทางถึง รพ.วชิรพยาบาล โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์

นายอนุทินกล่าวว่า ต้องมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ให้ทุ่มเทแก้ไขปัญหา และเร่งคืนพื้นผิวจราจรให้เร็วที่สุด รฟม. และผู้รับจ้างจะแถลงข่าวพรุ่งนี้ 11 โมง เรื่องเทคนิคขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง

เมื่อถามถึงปัญหาที่หนักใจ นายอนุทินกล่าวว่า ปริมาณดินที่ถล่มลงไป การซ่อมอุโมงค์ที่อาจยุบตัว โครงสร้างส่วนประกอบ สายไฟฟ้า ความปลอดภัยของอาคารโดยรอบ เป็นสิ่งเร่งด่วนที่ผู้รับผิดชอบทราบและกำลังแก้ไข ทั้งการหยุดน้ำและปิดกั้นรอยรั่ว หากฝนตกหนัก อาจเกิดดินสไลด์มากขึ้น ต้องทำงานแข่งกับเวลา ช่วงนี้ต้องถมและบดอัดในส่วนที่ทำได้ รายละเอียดให้รอถามหน่วยงาน

อาคารสูงโดยรอบจะมีการตรวจสอบ โยธาธิการจะตรวจสอบ วชิรพยาบาลมีที่จอดรถใต้ดิน มีกำแพงใต้ดินอีกชั้น ดินที่ถล่มลงไปนั้นจะเป็นอาคารที่ไม่สูง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตอนนี้เร่งอพยพคนออกไปหมดแล้ว และไม่มีการใช้งานอาคาร รฟม. คงมีแผนแก้ไขอาคารเหล่านั้น เสาเข็มบางอาคารขาด เพราะเจาะเสาเข็มลงไปแค่ 21 เมตร ต้องดูว่าจะเสริมอย่างไร ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัย

เกี่ยวกับการยกบล็อก 30 ตัน นายอนุทินกล่าวว่า บล็อกสามารถตัดเป็นตอนๆ และทยอยยกขึ้นมาได้ รถเครนสามารถเข้าไปใกล้บล็อกคอนกรีตได้ เพื่อให้ถมกระสอบทรายได้เต็มที่ ซึ่งกระสอบทรายจะทำให้ดินแน่นหนา และลดความเสี่ยงดินถล่มเพิ่มเติม

นายอนุทินกล่าวขออภัยประชาชนในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เวลาโทษใคร แต่ต้องเร่งคืนสภาพให้มากที่สุด การรับผิดชอบความเสียหายต่างๆ หรือสัญญาทางแพ่ง ทางอาญา จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

เมื่อถามว่ามีประชาชนร้องเรียนก่อนหน้านี้ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ตอนเช้าที่มายังไม่ได้รับตำแหน่ง ตอนนี้รับตำแหน่งแล้ว ก็มาดูแลอย่างใกล้ชิด ตนและผู้ว่าฯ กทม. ทีมงาน เป็นหน้าเดิมทั้งนั้น สู้กันมาตั้งแต่แผ่นดินไหว ที่อาคาร สตง. กำลังสร้างถล่ม เหตุดินถล่มที่โคราช เมื่อ ก.ย. ปีที่แล้ว ลักษณะพื้นฐานไม่ต่างกัน ปัญหาคือปริมาณดินจำนวนมากที่ไหลลงไปทับ แล้วหน้างานจะทำอย่างไร เพื่อขนย้ายดินเหล่านี้ออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่าหลังรับตำแหน่งแล้ว จะลงพื้นที่ชายแดนหรือไม่ นายกฯ อนุทินบอกว่า ต้องไปอยู่แล้ว เพราะมีตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย อีกหนึ่งตำแหน่ง ตอนนี้ที่ชายแดน เรามีทั้งกองทัพ ทหาร ฝ่ายปกครอง อส. ทำหน้าที่อยู่ และโดยความรับผิดชอบก็ต้องไปด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับทางรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ แต่จุดยืนของเราชัดเจนว่า ในการรักษาอธิปไตย ยังให้กองทัพตัดสินใจผ่าน สมช. และกระทำได้โดยผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้คือแม่ทัพภาคที่ 2 ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 2 หลังเดือนกันยายนนี้ คนใหม่ก็อยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาช่วยอีกแรง เนื่องจากเคยเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ท่าทีของไทยในเรื่องของการทูตก็ยังเหมือนเดิม จะต้องมีการขนอาวุธร้ายแรง ระเบิดต่างๆ กำลังพลต่างๆ ให้ออกไปจากพื้นที่ของไทย ไม่อย่างนั้นก็ยังคุยอะไรไม่ได้ เรายังมีจุดยืนในเรื่องการปิดด่านต่างๆ จนกว่าความเป็นภัยของกัมพูชาจะหมดไป

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่กัมพูชาบอกว่า ปิดด่าน 100 ปี ก็ไม่เป็นไร นายอนุทินบอกว่า ถ้าพูดจากใจ เดี๋ยวยิ่งกระทบความสัมพันธ์ อย่าให้เป็นแบบนั้นเลย เราก็พยายามให้ดีที่สุด แต่เราจะไม่ยอมเสียอธิปไตย หรือเสียเปรียบใดๆ เด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ยิ่งกัมพูชาขนอาวุธหนัก หรือกำลังพลเข้าพื้นที่ การเจรจาก็จะไม่เกิดขึ้น และคงจะมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น

ส่วนเรื่องเงินเยียวยานั้น ได้เร่งเต็มที่ ซึ่งหลังจากที่มีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะได้เร่งดำเนินการเรื่องเงินเยียวยาทันที

นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก

สถานการณ์ล่าสุด ถนนทรุดกลางดึก

ถนนทรุดกลางดึกครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ที่มา – นายกฯ ลงพื้นที่ถนนทรุดกลางดึก เครน 200 ตัน กู้บล็อกคอนกรีต ก่อนอัดกระสอบทราย

Scroll to top