ทหารไทยปะทะกัมพูชา

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังมีการประชุมเพื่อหามาตรการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชา ซึ่งที่ประชุมได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เปิดเผยผลการประชุม สมช. ว่า ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประสานงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชาประมาณ 3,000-4,000 คน โดยจะมีการเช่าเหมาลำเครื่องบินพาณิชย์เพื่อรับคนไทยกลับประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเตรียมเงินเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

สำหรับประเด็นสำคัญคือ มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา นั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล โดยจะมีการแจ้งเตือนเรือไทยที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบเรือไทยที่ขนส่งสินค้า และควบคุมสินค้าที่จะส่งไปยังกัมพูชา โดยยึดตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 เป็นกรอบในการดำเนินการ

ปลัดพลังงานยืนยัน รถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่ได้ส่งต่อไปกัมพูชา

ในส่วนของประเด็นรถบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่ด่านช่องเม็กเป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สสป.ลาว ปริมาณน้ำมันโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นปริมาณที่ปกติ อยู่ที่เดือนละประมาณ 100 ล้านลิตร แต่หากดูเป็นวัน การขนส่งแต่ละวันก็อาจแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันประมาณ 20 คันที่ผ่านด่านช่องเม็ก” นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เป็นช่วงหน้าร้อนที่ลาวใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี โดยน้ำมันที่นำเข้าไปส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลที่ใช้ในกิจการเหมืองต่างๆ ในลาวตอนใต้ และยืนยันว่าผู้ที่ใช้เป็นลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กับกัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าน้ำมันที่ส่งไปยังลาวไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังกัมพูชา แต่ทางกระทรวงพลังงานก็กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหากลไกที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันที่ส่งไปนั้นถูกใช้อย่างถูกต้องในประเทศลาวจริงๆ เนื่องจากประเทศลาวได้แจ้งว่ากำลังประสบปัญหาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาการันตีเรื่องนี้ นายประเสริฐตอบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาวได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงพลังงานแล้วว่า น้ำมันที่ส่งไปเป็นการพัฒนาประเทศลาว และจะมีการหารือถึงกลไกการยืนยันที่กระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย แต่ซื้อจากเวียดนาม จีน และสิงคโปร์

ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่ามีบริษัทเอกชนรายใหญ่ส่งน้ำมันไปกัมพูชานั้น ปลัดกระทรวงพลังงานยืนยันว่า “เราไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา การที่จะส่งต้องผ่านทางศุลกากร และหากส่งทางเรือก็ต้องผ่านกรมเจ้าท่า ทางผู้ขายเองก็ต้องรายงานว่าผลิตน้ำมันแล้วส่งไปไหน ซึ่งเราดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ฉะนั้นอาจต้องระวังข่าวปลอมนิดหนึ่ง”

สรุปแล้ว มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดยมีการควบคุมการขนส่งสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามที่จะช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวปลอม

ที่มา – มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา ปลัดพลังงาน ยันรถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่มีไปต่อ

ทภ.2 สรุป! รบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ไทยรุกคุมพื้นที่สำคัญ ลดศักยภาพ BM-21 ยันไทยคุมเกมรบ ขวัญกำลังพลยังดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 15 ธ.ค. ว่า กัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทย ตั้งแต่เวลา 02.13 น. – 22.00 น. โดยชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานี แนวรบช่องบก สถานการณ์ส่วนใหญ่ปกติ ตลอดทั้งวัน มีเพียงการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะในช่วงเย็นและค่ำ ซึ่งฝ่ายเราใช้การลาดตระเวนทางอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่พบการปะทะขนาดใหญ่

แนวรบช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นอีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเราเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าตีและเคลียร์ที่หมาย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาว / ปืนใหญ่ / ปืนทค. อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมที่หมายได้ตามแผน และวางกำลังเสริมความมั่นคง

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวรบพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า มีการข่าวรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ยิง RM-70 โดยเป้าหมายคือ ผามออีแดง สระตราว ตามาเรีย ภูมะเขือ

ฝ่ายเราได้ทำลายโรงจอดรถ 12 คัน ของกัมพูชา บริเวณแยกสวายจรุม ทำให้ไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังหลายครั้ง นอกจากนี้ฝ่ายเราได้ใช้ F-16 ทิ้งระเบิด ที่ทำการกองพันสนับสนุน 371 (พัน.สสน.371) และยิงทำลายที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน 795 ของฝ่ายกัมพูชา (ทก.พัน.ตชด.795) ได้รับความเสียหาย 80%

แนวรบพื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยปืนเล็กยาวประปราย

แนวรบภูมะเขือ-โดนเอาว์ ไทยสามารถทำลายเสาสัญญาณของฝ่ายทหารกัมพูชา บริเวณช่องโดนเอาว์ และยังคงมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาวประปราย ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่กัมพูชาเป็นห้วงๆ

โดยช่วงเย็นไทยได้ตรวจพบโดรนจำนวนมากบินหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการลาดตระเวนและกดดันทางอากาศ

แนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ สถานการณ์เฝ้าระวัง

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แนวรบ ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยะ ฝ่ายไทยดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ใช้การยิงข่มและการยิงทำลายเป้าหมายสำคัญของ กพช. อย่างต่อเนื่อง เข้าควบคุมที่หมายในพื้นที่ช่องระยีได้สมบูรณ์ พร้อมเสริมความมั่นคงที่ตั้ง

ไทยมีการใช้โดรนทิ้งระเบิด และยิงปืนใหญ่ทำลายที่ตั้ง ทหารกัมพูชาและจุดต้องสงสัยหลายแห่ง โดยประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายสูง

แนวรบพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสามารถทำการยึดที่หมาย และควบคุมพื้นที่ พร้อมทั้งทำการเสริมความมั่นคง ได้แล้ว

แนวรบพื้นที่ตาควาย ทหารกัมพูชามีการยิงปืนกล และ BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น

นอกจากนี้ทหารกัมพูชา ยังได้ยิง BM-21 โจมตีพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 และยิง BM-21 ใส่ฐานทหาร และทหารกัมพูชายังคงใช้โดรน FPV บินโจมตีฐานทหารและบริเวณปราสาทตาควายหลายครั้ง

ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายสำคัญ และควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมทำการเสริมความมั่นคงอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยิง BM-21 จะมีโดรน FPV บินติดตามเข้ามาหลายลำ แสดงถึงการประสานการยิงกับอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ

แนวรบช่องกร่าง ทั้งสองฝ่ายมีการยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ มีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ช่องกร่าง และพื้นที่ 255 นอกจากนี้ ทหารกัมพูชาได้ยิง BM-21 ขึ้นมาจากด้านทิศใต้ช่องกร่าง ลงพื้นที่ช่องเสม็ดและปราสาทตาเมือน ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้ารุกยึดครองปราสาทตาควาย และสถาปนาความมั่นคง (แม้จะมีการยึดครอง แต่ปราสาทตาควาย ยังคงมีการสู้รบและถูกโจมตีอย่างหนักจากกัมพูชาด้วยอาวุธหนัก BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น)

แนวรบพื้นที่ตาเมือนธม ช่วงเช้ามืดตรวจพบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ฝ่ายตรงข้ามและมีการใช้อาวุธวิถีโค้งยิงใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงโต้ตอบจน กพช. หยุดยิง

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แนวรบช่องสายตะกู ปรากฏมีการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย มีการยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นเวลา

โดยสรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีลักษณะการปะทะเป็นช่วงๆ ในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ตาควายและช่องอานม้า ฝ่ายตรงข้ามพึ่งพา จลก. BM-21, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรน FPV อย่างชัดเจน

ขณะที่ฝ่ายไทยเน้นการรุกเชิงระบบ ใช้ปืนใหญ่ และการเข้าตีภาคพื้น ใช้โดรนทิ้งระเบิด เพื่อทำลายที่ตั้งและโครงสร้างการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

ผลการปฏิบัติภาพรวมถือว่า ฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่เป้าหมายสำคัญได้หลายจุด, ลดขีดความสามารถในการสั่งการและการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังพลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สถานการณ์ช่วงค่ำหลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยจากโดรนและการยิงระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป

สรุปแนวรบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า” โดย ทภ.2

สถานการณ์ล่าสุดที่ ตาควาย-ช่องอานม้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ที่มีการปะทะอย่างต่อเนื่อง การสรุปสถานการณ์จาก ทภ.2 ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในอนาคตได้ดีขึ้น

ที่มา – ทภ.2 สรุปแนวรบไทย-กัมพูชา ปะทะหนัก “ตาควาย-ช่องอานม้า” แฉ กัมพูชาอนุมัติยิง RM-70

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” โพสต์กระทบมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “ธี โสวันทา” ถูกศาลพนมเปญฟ้องร้อง! เกิดอะไรขึ้น? มาเจาะลึกรายละเอียดคดีที่กำลังเป็นที่สนใจนี้กันค่ะ

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

“ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของกัมพูชา กำลังเผชิญกับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญได้รับคำฟ้องนางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ติดตามจำนวนมากและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่าทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ-ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่าประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ผลกระทบจากกรณีฟ้อง “ธี โสวันทา” ต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีของธี โสวันทากลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดียในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คำถามที่เกิดขึ้นคือขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ควรอยู่ที่จุดไหน และการแสดงความคิดเห็นใดบ้างที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ?

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การควบคุมข้อมูลข่าวสาร
  • บทบาทของโซเชียลมีเดีย
  • เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้โซเชียลมีเดียและการแสดงความคิดเห็นในกัมพูชาในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ธี โสวันทา” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคม

ที่มา – ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่จริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวลือที่ว่า ทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าข่าวนี้ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

ทางสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงถึงประเด็นเรื่องที่มีสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า กัมพูชาได้ทำการว่าจ้างทหารรับจ้างชาวรัสเซียให้เข้าร่วมในการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า:

“สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา”

สถานทูตรัสเซียเน้นย้ำว่า “ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิของพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ และเป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย”

ทางสถานทูตยังได้อ้างอิงถึงจุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียที่มีต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้มีการชี้แจงผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงฯ ระบุว่า:

“รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ประเด็นสำคัญ: สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างแข็งขันของสถานทูตรัสเซียในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงปกป้องชื่อเสียงของประเทศรัสเซียและพลเมืองรัสเซียที่อยู่ในประเทศไทย

ข่าวลือเรื่อง สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคค่อนข้างละเอียดอ่อน การที่สถานทูตรัสเซียออกมาแสดงความชัดเจนอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องทหารรับจ้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและผิดกฎหมายในหลายประเทศ การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทางสถานทูตรัสเซียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเจตนาของผู้ที่ปล่อยข่าวลือนี้ โดยเชื่อว่ามีเป้าหมายที่จะทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัสเซียและไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อพลเมืองรัสเซียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

โดยรวมแล้ว การออกมาสถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญและมีความจำเป็น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของพลเมืองรัสเซียอีกด้วย

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วและชัดเจนของสถานทูตรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานอื่นๆ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและทันเวลาในการจัดการกับข่าวลือและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

“รังสิมันต์ โรม” ชำแหละ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” หวั่น กัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้

เมื่อเวลา 21.59 น. วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าท่ามกลางการสู้รบ ในสงครามของฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของฝ่ายกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาติมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุนตามที่เคยเป็นข่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้อีกว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนด้านงานข่าวจากใครหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชากำลังยกระดับอย่างน่ากังวล หากงานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้” ยังไม่นับว่าพันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทย อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย และยังมีท่าทีในการกดดันประเทศไทยอย่างหนัก เป็นที่ชัดเจนว่าผลการพูดคุยกับคุณอนุทินออกมาในทิศทางที่ส่งผลลบต่อประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้”

นายรังสิมันต์ โพสต์ว่า ทั้งอาวุธของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโดรนแบบกามิกาเซ่ การสนับสนุนอาวุธจากบางชาติ รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหมายไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงย่อมรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้งานต่างประเทศทำได้เพียง “แค่นี้” การที่กัมพูชาเลือกใช้แท็กติกทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลอกสายตาสังคมโลกและสร้างความเห็นใจ เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอต่อรัฐบาลให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในสนามต่างประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจัดการไม่ดี เราอาจกำลังสร้างมิตรให้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นงานถนัดของคุณอนุทิน) การที่งานต่างประเทศได้เพียง “แค่นี้” ทำให้วันนี้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนและสามารถกดดันประเทศไทยโดยอาศัยชาติมหาอำนาจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมัน และสงครามก็มีต้นทุนสูง ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลว่า หากไม่ทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฮุน เซน จะมีท่อน้ำเลี้ยงสำหรับหล่อเลี้ยงสงครามอย่างไม่สิ้นสุด ระเบิดแต่ละลูกมีราคาสูง ยังไม่นับโดรน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน และเงินเหล่านั้นก็มาจากเงินสแกมเมอร์ที่ดูดมาจากประเทศไทย และใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ความล่าช้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ การปล่อยให้ เบน สมิธ ลอยนวล ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีหมายแดง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการช่วยเหลือเบน สมิธ คุณอนุทินพูดเองว่ารู้จัก แต่ไม่สนิท ทว่ารู้มากพอว่าคนแบบนี้ไม่ควรให้สัญชาติ ถ้ารู้ขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่รีบจัดการตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าลืมว่า เบน สมิธ คือที่ปรึกษาของฮุน เซน เขาเชี่ยวชาญการเล่นกลทางการเงิน การที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาทำงานให้ใคร และมีเครือข่ายชนชั้นนำจำนวนมากเป็นพวกพ้อง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าทุนเทากำลังยึดประเทศไทยจากใจกลางเมืองหลวง โดยที่คุณอนุทินกำลังบกพร่องต่อหน้าที่อยู่หรือไม่

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังปล่อยให้รัฐมนตรีสายเทาที่สนิทชิดเชื้อกับนายเบน สมิธ มีอำนาจใหญ่คับฟ้า คนเหล่านี้มีบทบาทไม่ต่างอะไรกับการช่วยทุนเทายึดประเทศ แล้วคุณอนุทินได้ทำอะไรบ้าง คุณธรรมนัสเคยให้ข้อมูลผ่านสื่อว่าใครบ้างที่รู้จักกับนายเบน สมิธ จนถึงตอนนี้ การสอบสวนไปถึงไหนแล้ว หากสุดท้ายรัฐบาลนี้อุ้มชูโจร และไม่จัดการกับโจร เราควรเรียกรัฐบาลนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายนี้ เราคงไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลนี้ได้อีกต่อไป ก็ได้แต่หวังว่า ปปง. ก.ล.ต. รวมไปถึงองค์กรตำรวจ จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนยังเหลือความหวังในการเอาชนะศึกครั้งนี้ด้วยเถอะครับ”

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

วิเคราะห์สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล

การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย นั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการที่ประเทศไทยกำลังเสียเปรียบในเวทีโลก และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติ

“รังสิมันต์ โรม” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอนุทินอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “โลกอยู่ข้างไทย” กลายเป็น “โลกล้อมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว เปลี่ยนจากโลกอยู่ข้างไทยเป็นโลกล้อมไทย

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เร่งไกล่เกลี่ยเหตุปะทะชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีผู้นำหลายประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับผู้นำของทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อผลักดันให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงโดยเร็ว แต่สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ในการแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงการต่างประเทศจีนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเห็นของจีน และความพยายามในการผลักดันการหยุดยิง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบว่า ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของทั้งไทยและกัมพูชา จีนติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และขอแสดงความเสียใจและความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการสูญเสียและความบาดเจ็บของประชาชน

จีนย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่อาจย้ายหนีกันได้ และมีสุภาษิตโบราณที่ว่า “อยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยความเป็นมิตรและมีเมตตา ถือเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศตนเอง” สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการหยุดยิง การยุติการสู้รบ และการคุ้มครองพลเรือน จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะคำนึงถึงการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน รวมถึงผลประโยชน์ของประชาชนของทั้งสองประเทศ

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนได้ติดต่อสื่อสารกับทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางต่างๆ ในทุกระดับ โดยดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างโอกาสและเตรียมเวทีสำหรับการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จีนสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาและปรึกษาหารือโดยตรง รวมถึงสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของมาเลเซีย และสนับสนุนการแสวงหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กรอบอาเซียนที่เป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย

จีนกำลังดำเนินการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างเต็มที่ และจะยังคงดำเนินการต่อไปในอนาคต เพื่อแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันการหยุดยิงและฟื้นฟูสันติภาพ

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา

จีนผลักดันการเจรจา ไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ท่าทีของจีนในการเข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ถือเป็นความพยายามที่น่าจับตามอง ซึ่งอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ได้ในอนาคต การที่จีนแสดงบทบาทในฐานะมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเจรจาโดยตรงระหว่างไทยและกัมพูชา ถือเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหา ซึ่งการสนับสนุนจากอาเซียน และการไกล่เกลี่ยจากจีน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยและหาทางออกร่วมกันได้ การหยุดยิงและการยุติความรุนแรงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน

สถานทูตจีนได้แสดงบทบาทที่แข็งขันในการสถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา โดยหวังว่าความพยายามนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

สถานทูตจีน เร่งไกล่เกลี่ย ไทย-กัมพูชา และแสดงเจตจำนงที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง การให้ความสำคัญกับการพูดคุยและการเจรจา ถือเป็นแนวทางที่สร้างสรรค์ และเป็นสิ่งที่นานาชาติควรสนับสนุน เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ที่มา – “สถานทูตจีน” เร่งไกล่เกลี่ย “ไทย-กัมพูชา” ผลักดันการหยุดยิง-ฟื้นฟูสันติภาพ

ตม.เข้ม! กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มาจากกัมพูชาและชาติอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจมีกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแฝงตัวเข้ามาในประเทศ

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หลังจากมีกระแสข่าวว่าอาจมีนักรบรับจ้างพยายามใช้ช่องทางดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทย

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ สตม. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

มาตรการคุมเข้ม ตม. ตรวจสอบ กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

มาตรการที่สำคัญคือการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้เดินทางอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มนักรบรับจ้างจากยุโรปตะวันออกและเอเชียตอนบน รวมถึงชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทยด้วยสิทธิฟรีวีซ่า เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงนี้ดูผิดปกติวิสัย

หากพบว่ามีบุคคลใดมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานข่าวความมั่นคงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว 185 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตม. อย่างไรก็ตาม ทาง สตม. ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการโดยไม่กระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยสุจริต

ผลกระทบและความท้าทาย

มาตรการคุมเข้มดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม. ได้พยายามจัดกำลังพลเต็มอัตราเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางให้มากที่สุด คาดว่าระยะเวลาในการรอคิวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของคนไทย

ข้อแนะนำสำหรับผู้เดินทาง

  • ตรวจสอบเอกสารการเดินทางให้พร้อม
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางให้ชัดเจน
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ
  • เผื่อเวลาในการเดินทางมากขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนส่งผลให้ ตม. ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แม้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

การดำเนินการของ ตม. เป็นไปตามสถานการณ์และความจำเป็น เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย หวั่นเป็นทหารรับจ้าง ปฏิเสธเข้าเมืองแล้ว 185 ราย

กองทัพเรือรับ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดถูกโจมตีจริง

“กองทัพเรือ” ยอมรับ “กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด” ถูกโจมตีจริง เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ตามที่ปรากฏกระแสข่าวในสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ กรณีกองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ถูกโจมตีนั้น พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ขอเรียนให้ประชาชนทราบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความจริง โดยเป็นการกระทำของฝ่ายตรงข้ามที่แทรกซึมมาในพื้นที่ จ.ตราด และพยายามก่อวินาศกรรมต่อสถานที่สำคัญทางทหารและราชการ เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวดและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวขึ้นซ้ำอีก โดยได้มีการ ประกาศใช้มาตรการห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนดในบางพื้นที่ จัดตั้งด่านตรวจและด่านความมั่นคงในจุดสำคัญ เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้งทางทหารและพื้นที่โดยรอบ

พล.ร.ต.ปารัช กล่าวว่า กองทัพเรือขอยืนยันว่า ขณะนี้สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคง และกำลังพลทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง รอบคอบ และยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด ขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ.

กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดถูกโจมตีจริง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กองทัพเรือจึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย มาตรการเหล่านี้รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน การตั้งด่านตรวจ และการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ กองทัพเรือยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคง

สถานการณ์ปัจจุบันและความคืบหน้า

ถึงแม้ว่า กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด จะถูกโจมตี แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ กองทัพเรือและหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ กำลังเร่งสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสียหายและวางแผนในการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นสิ่งผิดปกติหรือบุคคลที่น่าสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การโจมตี กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนากองทัพเรือ รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในระยะยาว จำเป็นต้องแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้คนในทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลความปลอดภัย และแจ้งเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ เพื่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพเรือ” ยอมรับ “กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด” ถูกโจมตีจริง

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

“กองทัพบก” ยืนยัน ทหารไทยยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้จากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 เป็นจำนวนมาก

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 มีรายงานว่า “กองทัพบก” ยืนยันทหารไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ยุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชา บนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นความสำเร็จในการป้องกันชายแดนและความมั่นคงของชาติ

สำหรับขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 เป็นระบบนำวิถีที่มีความสามารถทันสมัยและตอบสนองทั้งงานต่อต้านรถถังและการโจมตีเป้าหมายยุทโธปกรณ์อื่นๆ ระบบรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบทั้งความแม่นยำสูงและความยืดหยุ่นในการใช้งานระยะยิง มาตรฐาน 6-10 กิโลเมตร ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นปีนี้ และถือเป็นการค้นพบอาวุธหนักและทันสมัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแนวรบ

ทั้งนี้ ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 ผลิตโดยประเทศจีน โดยบริษัทหลัก Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ใช้ได้ทั้งโดยการบุกทางยุทธวิธีของทหารและติดตั้งบนยานพาหนะ โดยคาดว่าฐานกัมพูชายังไม่มีความชำนาญในการใช้ ประกอบกับกำลังทหารฝ่ายไทยได้เข้าโจมตีและยึดพื้นที่ได้ก่อนจึงได้ทิ้งของดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR บนเนิน 500

การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ในครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญของกองทัพบกในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ การมีระบบอาวุธที่ทันสมัยถือเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอก และการที่ทหารไทยสามารถยึดอาวุธดังกล่าวได้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองทัพในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

รายละเอียดเกี่ยวกับขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR

ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR เป็นอาวุธยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีความแม่นยำสูง และมีระยะยิงที่ไกล ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายได้จากระยะที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถติดตั้งบนยานพาหนะหรือใช้โดยทหารราบ ทำให้เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านรถถังและเป้าหมายอื่นๆ

  • ประเภท: ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM)
  • รุ่น: GAM-102LR
  • ยุค: 5
  • สัญชาติ: จีน
  • ผู้ผลิต: Poly Defence (สาย GAM/Bolas)
  • ระยะยิง: 6-10 กิโลเมตร

ในการปฏิบัติการครั้งนี้ กองทัพบกได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถในการปกป้องประเทศชาติ การยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จนั้น เป็นผลมาจากการฝึกฝนและการเตรียมความพร้อมอย่างดีของทหารไทย รวมทั้งการมีข่าวกรองที่แม่นยำ ทำให้สามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงที

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีกองทัพที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมในการเผชิญกับภัยคุกคามต่างๆ การลงทุนในเทคโนโลยีและอาวุธที่ทันสมัย รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศชาติ

การที่กองทัพบกยึดขีปนาวุธต่อต้านรถถัง GAM-102LR ได้สำเร็จในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ที่คิดจะเข้ามาคุกคามความมั่นคงของประเทศไทยว่า กองทัพไทยมีความพร้อมที่จะตอบโต้ทุกรูปแบบ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยันยึด “ขีปนาวุธ” ต่อต้านรถถังนำวิถี GAM-102LR ได้บนเนิน 500

Scroll to top