ทหารไทยปะทะกัมพูชา

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ในสถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียด โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดน

โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ซึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจันทบุรีตราด ได้โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยระบุชัดเจนว่า การปิดเรียนครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัยจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ดังกล่าวมีความตึงเครียดสูง และอาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในพื้นที่โดยรอบโรงเรียน

ประกาศระบุว่า โรงเรียนมีความห่วงใยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองและชุมชน ดังนั้น เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสดูแลความปลอดภัยสูงสุด โรงเรียนจึงอาศัยอำนาจตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปิดสถานศึกษา พ.ศ. 2549 ข้อ 9 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ประกาศหยุดเรียนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง 6 ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

สาเหตุหลักของการปิดเรียนจากความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดนที่ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิ์ สถานการณ์ลุกลามจนมีรายงานการเคลื่อนไหวของกำลังทหารเพิ่มขึ้น สร้างความไม่สงบให้กับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ตั้งอยู่ในโซนที่เสี่ยงภัยโดยตรง จึงต้องตัดสินใจปิดเรียนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงเรียนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้ปกครองเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การปิดเรียนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องนักเรียน แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนทั้งหมด

ผลกระทบต่อการศึกษาและชุมชนในพื้นที่

การปิดเรียนกรณีพิเศษของโรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม ส่งผลกระทบต่อตารางการเรียนการสอนของนักเรียนกว่า 500 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชาวบ้านในพื้นที่ชนบทใกล้ชายแดน ผู้ปกครองบางรายต้องปรับแผนการทำงานเพื่อดูแลบุตรหลานที่บ้าน ขณะที่ครูและบุคลากรก็ต้องเตรียมแผนการเรียนรู้ทางไกลหรือชดเชยบทเรียนในภายหลัง

  • ความปลอดภัยเป็น優先สูงสุด: โรงเรียนให้ความสำคัญกับชีวิตมากกว่าการเรียนรู้ชั่วคราว
  • การสื่อสารกับผู้ปกครอง: โรงเรียนจะแจ้งอัปเดตผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
  • มาตรการรองรับ: เตรียมระบบออนไลน์สำหรับการเรียนต่อเนื่องหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ในมุมกว้างขึ้น สถานการณ์ชายแดนนี้ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การค้าชายแดนและการท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก ชาวบ้านหลายครอบครัวพึ่งพาการค้าข้ามแดน จึงเกิดความลำบากในการดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน

แนวทางแก้ไขและการเตรียมพร้อมในอนาคต

เพื่อรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคมได้วางแผนพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรในการจัดการวิกฤต นอกจากนี้ ทางการไทยและกัมพูชาก็กำลังเจรจาผ่านช่องทาง外交เพื่อคลี่คลายความตึงเครียด ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเชื่อว่าสถานการณ์นี้อาจคลี่คลายภายในไม่กี่สัปดาห์ หากทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในข้อตกลงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม การปิดเรียนครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดน และความจำเป็นในการเสริมสร้างสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ในฐานะที่ติดตามข่าวการศึกษาและสถานการณ์ชายแดน สิ่งสำคัญคือเราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของเด็กๆ หากคุณเป็นผู้ปกครองหรือชุมชนใกล้เคียง อย่าลืมติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากโรงเรียนและหน่วยงานรัฐ เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง ลองแบ่งปันประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันหาทางรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ได้ดีขึ้น

ที่มา – “โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคม” ประกาศปิดเรียนกรณีพิเศษ เหตุชายแดนไทยกัมพูชาตึงเครียด

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมเป็นไปด้วยความสงบ แต่กลับมีความเงียบผิดปกติที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน กลุ่มชาวกัมพูชาที่ปกติจะรวมตัวกันจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงบางตากว่าทุกวันก่อนหน้า จากการใช้ภาพมุมสูงสำรวจ พบว่ามีชาวกัมพูชาเหลืออยู่น้อยมาก ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในฝั่งกัมพูชา

ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวกัมพูชาจะบางตา แต่ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประมาณ 10-20 นาย ปักหลักตรึงกำลังตามแนวชายแดน ทั้งในจุดสูงชันและบริเวณแนวรั้วกั้น พวกเขาดูแลการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวฝั่งไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความน่าสนใจให้กับผู้คนที่ติดตามสถานการณ์ ก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวมักคึกคักด้วยกลุ่มชาวบ้านกัมพูชาและการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

การเฝ้าระวังของกองกำลังบูรพา

ด้านกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ได้จัดกำลังพลลาดตระเวนและเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยใช้ทั้งการตรวจการณ์ภาคพื้นดินและการบินโดรนสำรวจภาพมุมสูง เพื่อประเมินความเคลื่อนไหวตลอดแนวชายแดน เจ้าหน้าที่ทหารไทยยืนยันว่า แม้บรรยากาศจะดูเงียบสงบ แต่ก็ยังคงต้องรักษาความรัดกุม เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เพื่อเพิ่มกำลังในจุดเสี่ยงต่างๆ

ทหารเฝ้าระวังชายแดน

ชาวบ้านในพื้นที่หนองจานและหนองหญ้าแก้วให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยระบุว่าบรรยากาศวันนี้แตกต่างจากปกติ "ปกติจะเห็นคนฝั่งกัมพูชารวมตัวกันเยอะมาก แต่เช้านี้แทบไม่มีเลย เห็นมีแต่ทหารเขมรยืนคุมอยู่" ชาวบ้านบางรายยังคงเดินทางมาส่งเสบียงข้าวน้ำให้ทหารไทยตามแนวชายแดน เพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงได้สั่งเพิ่มกำลังสังเกตการณ์และประสานกับฝ่ายปกครองท้องถิ่น เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในหมู่บ้านชายแดนอย่างใกล้ชิด

ความเงียบผิดปกติใน ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ อาจเป็นสัญญาณว่าฝั่งกัมพูชากำลังปรับแผนหรือเตรียมการบางอย่าง ซึ่งทางไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ในอดีต พื้นที่ชายแดนนี้เคยมีเหตุการณ์ตึงเครียดหลายครั้ง เช่น การประท้วงหรือการบุกรุก ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการป้องกันเสมอ สำหรับวันนี้ แม้จะไม่มีเหตุร้าย แต่ความสงบที่มากเกินไปกลับสร้างความกังวลให้กับทุกฝ่าย

เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เราสามารถพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อความผิดปกติครั้งนี้ เช่น การเมืองภายในกัมพูชา หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่อาจซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ เทคโนโลยีอย่างโดรนและกล้องวงจรปิดที่ใช้ในการเฝ้าระวัง ช่วยให้ไทยสามารถตรวจจับความผิดปกติได้ทันท่วงที

  • การลดลงของชาวกัมพูชา: อาจเนื่องจากคำสั่งจากทางการหรือเหตุผลอื่น
  • การตรึงกำลังทหารกัมพูชา: แสดงถึงความระมัดระวังสูง
  • มาตรการฝั่งไทย: ลาดตระเวนและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร สถานการณ์ ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา นี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ เราเชื่อว่าการประสานงานระหว่างไทยและกัมพูชาจะช่วยคลี่คลายความตึงเครียดได้ หากมีการสื่อสารที่เปิดกว้างมากขึ้น

เชิญชวนให้คุณติดตามข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแบ่งปันมุมมองของคุณในความเห็นด้านล่างนี้

ที่มา – ชายแดนหนองจาน–หนองหญ้าแก้วเงียบผิดปกติ ชาวกัมพูชาบางตา

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง? จับตาสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่าทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ซึ่งสร้างความกังวลถึงการเตรียมปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นต่อฝ่ายไทย นอกจากนี้ ยังมีรายงานเสียงปืนเล็กและระเบิดขว้างใกล้แนวชายแดนในพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง หนุนชายแดนตึงเครียด

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง การกระทำดังกล่าว รวมถึงการนำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง บริเวณตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ซึ่งห่างจากแนวปฏิบัติการฝั่งไทยเพียง 300 เมตรเท่านั้น

นอกจากนี้ ในพื้นที่ช่องกร่าง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทหารไทยได้ยินเสียงปืนและตรวจพบแสงไฟใกล้แนวลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นความพยายามของทหารกัมพูชาที่จะเข้ามาตรวจสอบแนวการวางกำลังและยั่วยุฝ่ายไทย ในเวลาต่อมา ยังมีเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้แนวรั้วลวดหนาม ซึ่งคาดว่าเป็นการใช้ระเบิดขว้างเพื่อตรวจสอบแนววางกำลัง

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และเป็นการพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยอาวุธ เพื่อนำไปสู่การอพยพประชาชนกัมพูชาและสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างภาพว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ริเริ่มความรุนแรง

ท่าทีของไทยต่อการที่กัมพูชา นำรถถังเข้าที่ตั้งยิง

แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในหลักการอดกลั้นและปฏิบัติด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย อย่างไรก็ตาม กองทัพไทยก็พร้อมที่จะปฏิบัติการเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มที่

นอกจากสถานการณ์ชายแดนแล้ว ยังมีรายงานการดำเนินงานด้านจิตอาสาในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดสุรินทร์ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดและปรับปรุงภูมิทัศน์สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดน

นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วยจิตอาสา ได้เข้าดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ทำความสะอาดตกแต่งสถานที่ พร้อมทาสี แก่โรงเรียนบ้านโคกกรม ซึ่งได้รับความเสียหายจากการปะทะระหว่างไทย – กัมพูชา ในอดีต

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางราชการ เพื่อป้องกันการรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือข่าวปลอม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การที่กัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เราหวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย และทั้งสองฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อสันติภาพ

ที่มา – ตรวจพบทหารกัมพูชานำรถถัง 1 คัน เข้าที่ตั้งยิง คาดเตรียมปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายไทย

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมชายแดนสระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อมอบขวัญกำลังใจแก่แนวหน้าผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาอธิปไตย ดูแลความสงบเรียบร้อย และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการชายแดน ณ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์/ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา และนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยพลตำรวจตรี ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พบปะและให้โอวาทแก่กำลังพลและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานจากหน่วยงานต่างๆ ที่มารวมตัวกัน ณ ลานหน้ากองบังคับการ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ประกอบด้วย หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12, กำลังประจำถิ่น (ชค.ทพ.12, ชค.ทพ.13, ชค.ตชด.12), ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12, กองอาสารักษาดินแดน (อส.), ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว (สสจ.สระแก้ว)

แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาคที่ 1 ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมทั้งขอบคุณที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการรักษาอธิปไตยของชาติ การดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติงานต่อไป

ความสำคัญของการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแนวหน้า

การที่แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบขวัญกำลังใจและสิ่งของยังช่วยเพิ่มพูนขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ ทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและดูแลประชาชนมากยิ่งขึ้น

การปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนนั้นมีความเสี่ยงและความท้าทายมากมาย เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก และอาจต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปฏิบัติภารกิจ ดังนั้น การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนควรตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายแดน และให้การสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทาง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และปกป้องประเทศชาติของเราต่อไป แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว จึงไม่ใช่แค่การไปตรวจเยี่ยม แต่เป็นการเติมกำลังใจให้ฮึกเหิมยิ่งขึ้น

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติงานชายแดน จ.สระแก้ว ให้กำลังใจแนวหน้า

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว


กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน! จับตาความเคลื่อนไหว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนถึง 3 จุด พร้อมทั้งปรับปรุงฐานที่มั่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบรถบัสต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะใช้ในการลำเลียงกำลังพลเพิ่มเติมเข้ามาในพื้นที่

กัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน: รายงานสถานการณ์ล่าสุด

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนจำนวน 3 จุด บริเวณช่องกร่าง นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบสัญญาณการบินของโดรนจำนวน 2 ครั้ง เหนือเนิน 527 และรถบัสต้องสงสัย 1 คัน ซึ่งคาดว่าเป็นการลำเลียงกำลังพลเข้ามาเสริมกำลัง

การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายกัมพูชาในการเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดในพื้นที่แนวชายแดนมากยิ่งขึ้นในอนาคต แม้ว่าปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

การตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรนและการเสริมกำลังทหารในพื้นที่ชายแดน อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้ แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิด แต่ประเด็นเรื่องพรมแดนและความมั่นคงยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเสริมสร้างความเข้าใจและการเจรจาอย่างสันติวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดย ศอ.จอส.พระราชทาน พล.ร.6 ได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งมอบสิ่งของเครื่องใช้และเงินบำรุงขวัญ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพลและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และขอให้ติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดหรือการคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง การรับฟังข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายย่อมส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การเฝ้าระวัง การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคง

ที่มา – ตรวจพบกัมพูชา ติดตั้งแอนตี้โดรน มีรถบัสต้องสงสัย คาดลำเลียงกำลังพลเติมเข้าพื้นที่

ไทยจัดกำลังพล! ติดตามสถานการณ์กัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน โดยทหารกัมพูชาใช้ปืนเล็ก ซึ่งคาดว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายเรา ขณะที่ฝ่ายไทยได้ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่าสถานการณ์โดยรวมคือ ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.22 น. โดยทหารกัมพูชาจำนวน 4 นาย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ภูผี ได้เข้ามาบริเวณแนวรั้วลวดหนามตรงข้ามฐานป่ามัน ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงได้ใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงจำนวน 3 นัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการยิงเพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆ และไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

การกระทำดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจของกองทัพกัมพูชาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ลงนามร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC)

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา โดยตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ซำแตจำนวน 1 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยยังคง ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา ประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน เนื่องจากในปัจจุบันมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่อาจนำไปสู่สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการรับข้อมูลข่าวสารที่คลาดเคลื่อน บิดเบือน หรือข่าวปลอม (Fake news) ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการของส่วนราชการ ซึ่งสามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้องและทันเวลา

สถานการณ์ล่าสุด: ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ฝ่ายกัมพูชาแสดงท่าทีที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทำให้ฝ่ายไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ การ ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและปกป้องอธิปไตยของประเทศ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และการไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การร่วมมือกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานการณ์ชายแดนยังคงเปราะบาง และต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมรับมือ และการมีสติในการรับข้อมูลข่าวสาร คือสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ไทยจัดกำลังพลติดตามความเคลื่อนไหวกัมพูชา เตรียมพร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: จริงหรือ? ยังไม่มีประกาศอพยพ!

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผู้นำหมู่บ้านชายแดนยืนยันว่ายังไม่มีการประกาศเสียงตามสายให้ผู้คนอพยพ มีเพียงการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมตามปกติ ชาวบ้านยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ข่าวลือหรือความจริง?

วันที่ 23 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณไทย-กัมพูชา ด้านปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น แต่ก็มีกระแสข่าวการประกาศให้ผู้คนอพยพออกจากพื้นที่เมื่อวานนี้

วันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังหมู่บ้านหนองคันนาและบ้านตาเมียง ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงใกล้กับปราสาทตาเมือนธม พบว่าชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนในขณะนี้ และข่าวลือเรื่องการปะทะรอบ 2 ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังจากการปะทะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ผู้นำชุมชนได้แจ้งให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ และชาวบ้านก็เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

ชาวบ้านได้เตรียมสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์ และติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าหากมีการแจ้งเตือนหรือได้ยินเสียงปืน พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขายืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการประกาศให้อพยพจากผู้นำชุมชน มีเพียงการเตรียมความพร้อมไว้เท่านั้นเพื่อความไม่ประมาท อย่างไรก็ตาม บางส่วนของชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ได้ออกจากพื้นที่ไปบ้างแล้ว โดยญาติได้พาไปอาศัยอยู่กับญาติด้วยความสมัครใจ

ชาวบ้านในบ้านตาเมียงก็เช่นกัน ผู้สื่อข่าวพบว่าพวกเขาเก็บสัมภาระที่จำเป็นไว้ในรถยนต์พร้อมตลอดเวลา พวกเขาบอกว่ายังไม่ได้อพยพ แต่สิ่งของที่เห็นเป็นการเตรียมความพร้อมเนื่องจากหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ชายแดน หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พวกเขาจะพร้อมอพยพได้ทันที พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและทางอำเภอ พวกเขาเตรียมข้าวของไว้ตั้งแต่การอพยพครั้งแรกแล้ว และไม่ได้นำลงจากรถ เพื่อให้พร้อมหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พวกเขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียดในขณะนี้

สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด: ผู้นำชุมชนว่าอย่างไร?

นายสัมพันธ์ สิงคเสลิต ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 กล่าวว่า ชาวบ้านได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ พร้อมอพยพได้ทันทีหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เขาได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน แต่ไม่มีการประกาศให้อพยพในช่วงนี้ และสถานการณ์ทั่วไปยังคงปกติ

นายสยาม แสนแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหนองคันนา หมู่ที่ 5 กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีการประกาศให้ชาวบ้านอพยพ มีเพียงการประชาสัมพันธ์เตือนให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพื่อให้ชาวบ้านตระหนัก แต่ไม่วิตก ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ยังคงไม่ปกติ มีกระแสข่าวการปะทะรอบ 2 เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านตามแนวชายแดนเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารให้จัดการสถานการณ์ให้จบโดยเร็ว

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ชายแดนสุรินทร์ตึงเครียด หลังมีกระแสข่าวปะทะรอบ 2 ยันยังไม่มีประกาศอพยพ

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ สักการะวัดดัง!

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ: อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ ท่ามกลางข้าราชการ และพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีอย่างคับคั่ง

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา พร้อมด้วย ดร.บุน รานี ภริยา และสมาชิกครอบครัว ญาติสนิท ข้าราชการ และพุทธศาสนิกชน ได้เดินทางไปร่วมพิธีสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” หรือสารทเขมร ที่วัดมณีโสวัน หรือที่รู้จักกันในชื่อวัดชมพกแก๊ก เขตจัมอำเปิล ในกรุงพนมเปญ

พิธีพชุมเบญนี้จัดขึ้นตามประเพณีสำคัญของชาวกัมพูชา เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ โดยมีการทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา และสวดมนต์ ในปีนี้มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม สะท้อนถึงความผูกพันของชาวกัมพูชากับขนบธรรมเนียมทางพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น การที่อดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน มาร่วมงานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ท่านให้กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติ

ฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญ

งานบุญพชุมเบญ หรือที่เรียกกันว่า “วันสารทเขมร” เป็นเทศกาลสำคัญที่ชาวกัมพูชาให้ความเคารพและศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

ในระหว่างเทศกาลนี้ ชาวกัมพูชาจะเดินทางไปยังวัดต่างๆ เพื่อทำบุญตักบาตร ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ ฟังพระธรรมเทศนา และร่วมกันสวดมนต์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดเตรียมอาหารและเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ เพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ โดยเชื่อกันว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะกลับมารับเอาส่วนบุญส่วนกุศลที่ลูกหลานได้ทำอุทิศให้

ความสำคัญของงานพชุมเบญ

การที่สมเด็จ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงานฮุน เซน ร่วมงานพชุมเบญในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของชาติ และยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชนชาวกัมพูชาอีกด้วย

นอกจากความสำคัญทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว งานพชุมเบญยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในสังคมกัมพูชา ผู้คนจากทุกสารทิศจะเดินทางมารวมตัวกันที่วัด เพื่อร่วมกันทำบุญและเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

เทศกาลนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณค่าทางจิตใจ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัวและชุมชนอีกด้วย นับเป็นประเพณีที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

การที่อดีตผู้นำอย่างฮุน เซน ให้ความสำคัญกับประเพณีท้องถิ่นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการรักษาวัฒนธรรมของชาติ และเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของประเพณีเหล่านี้

ที่มา – “ฮุน เซน” ควงภริยา นำครอบครัวร่วมงานสารทบรรพบุรุษ “พชุมเบญ” สักการะวัดดังกรุงพนมเปญ

บ้านหนองหญ้าแก้ว-หนองจานตึงเครียด!


บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด มวลชนกัมพูชารวมตัวเพิ่ม ถือไม้กระบอง-ท่อนไม้ ขณะที่กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้ม จัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 13.10 น. สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบว่ามวลชนกัมพูชาเข้ามาประชิดแนวลวดหนามของไทย

โดยมวลชนกัมพูชามีการรวมตัวอยู่บริเวณเพิงพักใกล้หลักเขต 46 บ้านหนองจาน ซึ่งมีรายงานระบุมาว่าวันที่ฝั่งกัมพูชาได้มีงานประเพณี “แซนโดนตา” จากนั้นจึงได้มีการเกณฑ์ชาวบ้านและเด็กจากจังหวัดใกล้เคียงเข้าพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่แนวชายแดน ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ไทย

ทางฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองประจำแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบทุกการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความขัดแย้งข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มวลชนกัมพูชามาประชิดแนวลวดหนาม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประชาชนไทยในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจานยังคงจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มกัมพูชาอย่างใกล้ชิด และคาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อหากทั้งสองฝ่ายยังไม่มีการเจรจาหรือประสานงาน

เจ้าหน้าที่ไทยยืนยันว่าจะรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง และพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ พร้อมทั้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้อยู่ในความปลอดภัยและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ต่อมา เวลา 14.30 น. แหล่งข่าวจากกัมพูชารายงานว่า พบมวลชนมารวมตัวที่หมู่บ้านเปรยจัน ตำบลโอว์เบยจัน อำเภอโอว์จรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วฝั่งไทย โดยส่วนใหญ่เป็นชายวัยแรงงานปะปนกับสตรีและเยาวชน

เวลา 15.00 น. กลุ่มมวลชนได้ทยอยเคลื่อนตัวออกมาตามถนนสายหลักในหมู่บ้านเพื่อรวมกลุ่มใกล้จุดพักชั่วคราว บางส่วนมีการเปล่งเสียงตะโกน และส่งสัญญาณรวมตัว ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกัมพูชามีการควบคุมดูแลห่าง ๆ แต่ไม่มีการสลายฝูงชน

เวลา 15.20 น. จำนวนผู้รวมตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลายคนเริ่มถือไม้กระบองและท่อนไม้ในลักษณะพร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่ไทย สร้างบรรยากาศตึงเครียดและกดดันแนวรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยม็อบมีลักษณะจัดตั้งเป็นกลุ่มย่อย ๆ แบ่งโซนตามสัญลักษณ์เสื้อผ้าและผ้าโพกหัว

ด้าน กองกำลังบูรพา ฝั่งไทย ยังคงตรึงกำลังเข้มที่แนวชายแดน มีการจัดกำลังทหารราบและชุดควบคุมฝูงชนประจำการ พร้อมทั้งใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่เต็มไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ประชาชนฝั่งไทยในหมู่บ้านหนองหญ้าแก้วและพื้นที่ใกล้เคียงยังคงจับตาเหตุการณ์ด้วยความกังวล โดยหลายครอบครัวได้เตรียมอพยพหากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย.

สถานการณ์ล่าสุดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน

จากเหตุการณ์ความตึงเครียดที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา การรวมตัวของมวลชนกัมพูชาพร้อมอาวุธ สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เจ้าหน้าที่ไทยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ การเจรจาและการประสานงานระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก การเตรียมพร้อมอพยพ และการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญในช่วงเวลาที่บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดเช่นนี้

สถานการณ์ บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติ และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – บ้านหนองหญ้าแก้ว-บ้านหนองจาน ตึงเครียด ม็อบกัมพูชารวมตัวเพิ่มถือไม้กระบอง-ท่อนไม้

Scroll to top