ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเสียงดังชัดเจนกับกระแสข่าวล่าสุดที่ญี่ปุ่นเรียกร้องให้เปิดด่านชายแดนอีกครั้ง แม้จะกระทบธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น แต่ชาวบ้านชายแดนไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชา เพราะกลัวความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่จะตามมา โดยเฉพาะการปะทะรอบที่ 3 ที่หลายคนเชื่อว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน วันนี้เราจะมาดูมุมมองจากชาวบ้านช่องจอม จังหวัดสุรินทร์กันแบบใกล้ชิด

ภาพชาวบ้านชายแดนช่องจอม

ชาวบ้านชายแดน ไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชา

หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเปิดด่านชายแดนโดยด่วน เพราะการปิดด่านส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ทำธุรกิจในพื้นที่ ชาวบ้านแถบชายแดนช่องจอม ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่เอา” พวกเขามองว่าญี่ปุ่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาภายในของไทยและกัมพูชา

นางวิไลพร สุวรรณหงส์ ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดใจกับผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ญี่ปุ่นมาเกี่ยวอะไรกับเรา เรื่องของคุณกระทบอะไร จะเกี่ยวอะไรกัน ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ดีแล้ว ไม่ต้องไปเปิด เปิดทำไม เป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา ไม่เกี่ยวกับญี่ปุ่น ชาวบ้านชายแดนก็ไม่อยากให้เปิดด่าน กัมพูชาจ้องหาเรื่องแต่เรา มันขนอาวุธมาเพียบ มันยอมที่ไหนไม่ต้องนับญาติกับพวกมันเลย กัมพูชายั่วยุทุกวัน มันอยากสร้างสงครามอีกแน่นอน”

ชาวบ้านชายแดนไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชาเพราะเหตุผลหลักอะไร?

จากที่ลงพื้นที่สอบถามพบว่าชาวบ้านมีเหตุผลชัดเจนในการคัดค้าน นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาชาวบ้านชายแดนไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชา

  • ความยั่วยุจากกัมพูชา: ชาวบ้านเล่าว่ากัมพูชามียั่วยุทุกวัน ขนอาวุธมาจำนวนมาก ทำให้ไม่มั่นใจในความสงบ
  • ประวัติศาสตร์ปะทะ: เคยเกิดการปะทะรอบ 1 และ 2 มาแล้ว โดยเฉพาะกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าปะทะรอบ 3 ใกล้เข้ามา
  • ผลกระทบต่อชีวิต: ทุกครั้งที่ปะทะ ชาวบ้านต้องอพยพ ใช้เงินเยียวยาไปหมด และต้องเตรียมเสื้อผ้าสัมภาระไว้ตลอด
  • ช่วงใกล้เลือกตั้ง: ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง ชาวบ้านยิ่งไม่ไว้ใจ

เตรียมพร้อมหากมีปะทะรอบ 3 ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากคัดค้านแล้ว ชาวบ้านยังทำใจและเตรียมพร้อมเต็มที่ นางวิไลพรบอกว่า “เชื่อว่ามีการสู้รบรอบที่ 3 แน่นอน ก็ได้เตรียมเสื้อผ้าสัมภาระไว้แล้ว ไม่เคยเอาออกจากถุงปุ๋ยเลย ส่วนเงินเยียวยาได้แล้ว เอาไปใช้จ่ายซื้อข้าวใช้หนี้ที่ยืมตอนอพยพ และเก็บไว้ใช้ตอนอพยพด้วย ยิ่งใกล้เลือกตั้งด้วยยิ่งไม่มั่นใจ ชาวบ้านทำใจเตรียมพร้อมกันทุกคน”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเคยตึงเครียดมาหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสิน แต่ปัญหายังค้างคา จุดช่องจอมเป็นย่านการค้าสำคัญ แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน บริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบอาจเข้าใจได้ แต่ชาวบ้านที่นี่คือผู้เสี่ยงภัยโดยตรง

บทเรียนจากอดีตปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ย้อนดูประวัติศาสตร์ การปะทะปี 2551 และ 2554 สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ชาวบ้านต้องอพยพนับหมื่นคน รัฐบาลต้องใช้งบเยียวยา สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านปัจจุบันไม่กล้าเสี่ยง หากเปิดด่านตอนนี้ อาจจุดชนวนความขัดแย้งใหม่ได้ง่ายๆ

ในมุมมองของผม ความมั่นคงชายแดนต้องมาก่อนผลประโยชน์เศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลไทยควรฟังเสียงชาวบ้านมากขึ้น และหาทางเจรจาทวิภาคีที่ยั่งยืน ไม่ใช่กดดันจากภายนอก ถ้าปล่อยให้ปะทะรอบ 3 เกิดขึ้น ผลกระทบจะหนักหนากว่าที่คิดแน่นอน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ชาวบ้านชายแดนไม่เห็นด้วยเปิดด่านไทย-กัมพูชา คุณเห็นด้วยไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้มุมมองจากพื้นจริง!

ที่มา – ชาวบ้านชายแดน ไม่เห็นด้วยเปิดด่าน “ไทย-กัมพูชา” เตรียมพร้อมหากมีปะทะรอบ 3

ชาวบ้าน-ทหารช่องอานม้าร่วมทำบุญวันทหารผ่านศึก

ในพื้นที่ชายแดนอันสงบแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จังหวัดอุบลราชธานี ได้เกิดเหตุการณ์น่าประทับใจขึ้น เมื่อชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” โดยทุกคนมาร่วมกันตักบาตร ถวายสังฆทาน และผ้าบังสุกุล เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ทหารกล้าที่สละชีพปกป้องแผ่นดินไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคีระหว่างประชาชนและกำลังพลที่ยืนหยัดเฝ้าชายแดน

ชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก”

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ณ วัดภูพลานปะปัง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านในพื้นที่ช่องอานม้าและทหารจากฐานปฏิบัติการกองพันทหารราบที่ 14 ได้มาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ทุกคนตั้งใจทำบุญเพื่อรำลึกถึงวีรบุรุษที่จากไป เนื่องในวันทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นวันสำคัญที่จัดขึ้นทุกวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึกและทหารกล้าที่เสียสละเพื่อชาติ

บรรยากาศตักบาตร

คำกล่าวจาก พันโทจิระพงศ์ จะรอนรัมย์

พันโทจิระพงศ์ จะรอนรัมย์ ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 14 ได้เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า “วันนี้เป็นการทำบุญในวันทหารผ่านศึก ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มาปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องอานม้า พวกเราทำบุญร่วมกับพี่น้องประชาชนเสมอ เพื่อให้กำลังพลระลึกถึงวีรบุรุษที่เสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดิน และตอกย้ำว่าพวกเราจะสานต่อภารกิจเพื่อชาติต่อไป” พันโทฯ ยังเผยว่าขวัญกำลังใจของกำลังพลทุกคนเต็มเปี่ยม 100% หลังจากกรำศึกมานาน และพร้อมดูแลพื้นที่ให้ดีที่สุด

พันโทจิระพงศ์

พันโทจิระพงศ์ ยังกล่าวถึงวีรบุรุษว่า หากพวกเขายังอยู่ จะขอบคุณจากใจจริง เพราะพวกเขารักษาประเทศชาติและช่วยเหลือเพื่อนทหาร “ด้วยความมุ่งมั่นปกป้องประชาธิปไตย พวกเราจะสานต่อให้สมกับที่พวกเขาคาดหวัง” สำหรับประชาชน ท่านฝากให้เชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องประชาชนและอธิปไตยตลอดไป

ความสำคัญของวันทหารผ่านศึก

วันทหารผ่านศึกไม่ใช่แค่วันทำบุญ แต่เป็นโอกาสรำลึกถึงการเสียสละของทหารไทยนับไม่ถ้วน จัดโดยสมาคมทหารผ่านศึกแห่งประเทศไทย เพื่อเชิดชูเกียรติผู้เกษียณและผู้กล้าที่จากไปในการปฏิบัติหน้าที่ กิจกรรมเช่นชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจและความสัมพันธ์อันดี

กิจกรรมทำบุญ

ประโยชน์ของการทำบุญร่วมกันมีดังนี้:

  • สร้างขวัญกำลังใจ ให้ทหารปัจจุบันที่เฝ้าชายแดน
  • เสริมความสัมพันธ์ ระหว่างทหารและชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • รำลึกวีรชน และปลูกฝังค่านิยมรักชาติให้เยาวชน
  • ส่งเสริมวัฒนธรรม การทำบุญอุทิศส่วนกุศลตามประเพณีไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ทหารต้องกรำศึกหนัก แต่การได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทำให้ทุกคนมีพลังต่อสู้เต็มเปี่ยม นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ นำไปปฏิบัติตาม เพื่อความมั่นคงของชาติ

จากชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก” เห็นได้ชัดถึงความสามัคคีที่แข็งแกร่ง ในยุคที่ภัยคุกคามหลากหลาย การมีประชาชนยืนเคียงข้างทหารคือกุญแจสำคัญในการปกป้องแผ่นดิน ขอชื่นชมทุกท่านที่ร่วมกิจกรรมนี้

คุณล่ะ จะร่วมรำลึกถึงวีรบุรุษไทยอย่างไร? ลองทำบุญอุทิศส่วนกุศลหรือแชร์เรื่องราวดีๆ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อเผยแพร่พลังบวกนี้ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น สนับสนุนทหารไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – ชาวบ้าน – ทหารช่องอานม้า ร่วมทำบุญให้เหล่าวีรบุรุษกล้าใน “วันทหารผ่านศึก”

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด บริเวณบ้านสามหลัง สั่งเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้ว-ติดตั้ง CCTV และร่วมร้องเพลงชาติไทยกับชาวบ้านกว่า 500 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจทหาร พร้อมรับปากไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจให้กับทหารเเละประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด เยี่ยมกำลังพล ที่บ้านท่าเส้น-ทมอดา ให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยนาวิกโยธินตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราดร่วมให้การต้อนรับ

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. เดินทางเข้าไปยังจุดบ้านสามหลัง รับฟังการบรรยายสรุป จาก น.อ.ธรรมนูญ วรรณา และได้มอบนโยบายการปฏิบัติ โดยให้ทหารตามแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้ง CCTV และอาจพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนสงบลง การดำเนินการนี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยเเละพัฒนาพื้นที่ชายเเดน

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

ต่อมาในเวลา 18.00 น. ได้ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนชาวตราด ที่เดินทางมาร่วมร้องเพลงชาติในครั้งนี้เกือบ 500 คน จากนั้นได้พบปะกับชาวบ้าน โดยรับปากกับชาวบ้านว่าไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งทางด้านชาวบ้านเองก็ต่างพากันมาให้กำลังใจทหาร ถึงแม้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตร ทุกคนก็เต็มใจที่จะเดินขึ้นไป ร่วมร้องเพลงชาติไทยและให้กำลังใจทหาร เป็นภาพที่แสดงถึงความสามัคคีเเละความรักชาติของคนในชุมชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนตราดและร่วมร้องเพลงชาติไทย

การลงพื้นที่ชายแดนตราดของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนนั้น มีความสำคัญหลายประการ:

  • เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • เป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน
  • เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ประชาชนชาวตราดยินดีที่จะเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อมาร่วมร้องเพลงชาติและให้กำลังใจทหาร แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีที่เข้มแข็งของคนในชุมชน การรวมพลังของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

การตัดสินใจตรึงกำลังทหารและเร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ชายแดน เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่ในการป้องกันประเทศ เเละเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนตราด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่ใส่ใจประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ การร่วมมือกันเช่นนี้ จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความมั่นคงของชาติ การที่ประชาชนให้กำลังใจทหารและร่วมร้องเพลงชาติ เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนตราด ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับ ปชช. ที่มาให้กำลังใจทหาร

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน ตอบแทนความเสียสละ! ข่าวดีสำหรับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัย กองทัพบกเตรียมมอบสิทธิประโยชน์มากมายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เล็งเห็นถึงความทุ่มเทเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้กรมกำลังพลทหารบกพิจารณามาตรการส่งเสริมความก้าวหน้าเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและชดเชยโอกาสในการเตรียมตัวสอบคัดเลือกเข้ารับราชการประจำปีงบประมาณ 2569

สิทธิพิเศษที่กำลังพลจะได้รับ

เพื่อเป็นการตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนักหน่วง กองทัพบกจึงได้เตรียมมอบสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ

  • คะแนนเพิ่มพิเศษ: กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติราชการสนามตามแนวชายแดน จะได้รับคะแนนเพิ่มพิเศษ 15% ในการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบก ปี 2569 โดยจะมีการบวกเพิ่มจากสิทธิเดิมที่มีอยู่
  • โควตานักเรียนนายสิบ: ทหารกองประจำการที่ปฏิบัติหน้าที่ในสนามและสมัครใจขอเลื่อนปลดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับสิทธิคะแนนเพิ่ม 15% พร้อมโควตานักเรียนนายสิบทหารบกจำนวน 156 อัตรา

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

การดูแลกำลังพลที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและอนาคตทางการงานของกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ โดยได้สำรองที่นั่งเพิ่มเติมดังนี้:

  • นักเรียนนายสิบทหารบกจำนวน 50 อัตรา
  • บรรจุเป็นนายทหารประทวนจำนวน 30 อัตรา

หน่วยต้นสังกัดจะทำการสำรวจรายชื่อผู้มีคุณสมบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการระดับ ทบ. พิจารณาต่อไป

สำหรับกำลังพลที่สนใจและมีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถสมัครผ่านระบบ One Stop Service ประเภทนายทหารประทวน ประจำปี 2569 ได้ทางเว็บไซต์: https://recruitment.rta.mi.th/ ตั้งแต่วันนี้ – 14 มกราคม 2569

การที่ ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจที่กองทัพบกมีต่อกำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ การมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการตอบแทนความกล้าหาญ แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่พร้อมจะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างสุดความสามารถ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทหารทุกนายจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด และพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ การ ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดน จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารกล้า

ที่มา – ผบ.ทบ. สั่งเพิ่มสิทธิพิเศษกำลังพลที่ผ่านสมรภูมิรบชายแดนตอบแทนความเสียสละ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนตามาเรีย–สัตตะโสม

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ พร้อมพักค้างคืนกับกำลังพลที่หน้าแนว

วันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” เผยแพร่ภาพของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ขณะลงพื้นที่แนวตามาเรีย–สัตตะโสม อยู่ร่วมกับกำลังพล ใช้ชีวิตเรียบง่าย ให้กำลังใจ และกำชับการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย เพราะเป็นพื้นที่ที่เคยทำงานและปฏิบัติการมาก่อน

ทั้งนี้ พลโทวีระยุทธ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจเยี่ยมกำลังพลแนวตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์จริง เข้าใจภูมิประเทศจากประสบการณ์ตรง พร้อมกำชับการปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบและปลอดภัยสูงสุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำระดับสูงลงมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของทหาร ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีประสบการณ์ในพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม มาก่อน ได้กำชับการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ย่อมเป็นการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

ความสำคัญของพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด การที่กองทัพภาคที่ 2 ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในพื้นที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลความมั่นคงของประเทศ

นอกเหนือจากการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความมั่นคงในระยะยาว การที่ทหารและประชาชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะทำให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมตามปกติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา การกระทำเช่นนี้ย่อมสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพล และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติตาม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทหารกล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม เป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

ยุทธการพิทักษ์ซำแต: เบื้องหลังเชลยศึกยอมแพ้

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยคลิปภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต อันมีชื่อว่า “โล่เหล็ก” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังพล ยานเกราะ และรถถังในการโอบล้อมแนวรบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยถึงเหตุการณ์ที่เชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 นายได้ถอดอาวุธและขอยอมแพ้แต่โดยดี ซึ่งเป็นผลงานของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 หรือที่รู้จักกันในนาม “อัศวินแห่งสนามรบ”

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอภารกิจ ยุทธการพิทักษ์ซำแต พร้อมระบุข้อความว่า สมรภูมิซำแตในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งเกียรติยศในการรบบริเวณปีกซ้ายของยุทธบริเวณกันทรลักษ์ การปะทะในพื้นที่นี้เป็นไปอย่างเข้มข้นและเด็ดขาดระหว่างหน่วยยานเกราะและรถถังของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันจากการยิงสนับสนุนและการยิงเล็งตรงอย่างต่อเนื่อง

ยุทธการพิทักษ์ซำแต

ภารกิจหลักในพื้นที่ซำแตคือการทำหน้าที่เป็น “โล่เหล็ก” เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังยานเกราะและรถถังในการโอบตีแนวรบที่สำคัญในพื้นที่ภูผี สัตตะโสม และพระวิหาร การรักษาความมั่นคงของปีกซ้ายถือเป็นเงื่อนไขสำคัญสู่ชัยชนะในยุทธบริเวณทั้งหมด และซำแตได้ทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างสมศักดิ์ศรี

ชัยชนะในครั้งนี้เป็นผลงานของ “อัศวินแห่งสนามรบ” หน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ผู้ซึ่งยึดมั่นในวินัย ความกล้าหาญ และการทำงานเป็นทีม แม้ภายใต้สถานการณ์ความกดดันจากไฟสงคราม หน่วยยังคงสามารถรักษาพื้นที่ ยับยั้งการโอบตี และคุ้มครองเพื่อนร่วมรบได้อย่างเด็ดเดี่ยว

ความสำคัญของยุทธการพิทักษ์ซำแต

ซำแตไม่ได้เป็นเพียงชื่อของพื้นที่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละและความภาคภูมิใจของทหารไทย เป็นเกียรติยศที่ถูกจารึกไว้ด้วยหัวใจของนักรบ และจะถูกเล่าขานในนามของหน่วยเฉพาะกิจกองพันทหารม้าที่ 614 ตลอดไป

สรุป: ยุทธการพิทักษ์ซำแต แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการป้องกันแนวรบเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของกองทัพไทยในการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เปิดยุทธการพิทักษ์ซำแต เบื้องหลัง 18 เชลยศึกกัมพูชา ถอดปืน ขอยอมแพ้

ร่วมใจสมุทรปราการจัดบังเกอร์ LEXUS LX470 หนองจาน

เรื่องฮือฮาในโลกออนไลน์! พบทหารไทยร่วมกับรถแบคโฮในสมุทรปราการ สร้างบังเกอร์สุดเท่ โดยใช้รถยนต์ **LEXUS LX470** เป็นโครงสร้างหลัก ตั้งตระหง่านอยู่ที่บ้านหนองจาน สร้างความฮือฮาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

ร่วมใจสมุทรปราการจัดบังเกอร์ LEXUS LX470 หนองจาน

รถยนต์ที่ถูกนำมาใช้สร้างบังเกอร์ไม่ใช่รถธรรมดา แต่เป็นถึง Lexus LX 470 หรือ Toyota Land Cruiser Cygnus รถ SUV หรูขนาดใหญ่ที่ผลิตในช่วงปลายยุค 90 ถึงกลางยุค 2000 (ประมาณปี 1999-2007) ขึ้นอยู่กับตลาดที่วางจำหน่าย ซึ่ง **LEXUS LX470** เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความทนทาน ความหรูหรา และความสามารถในการขับขี่แบบออฟโรด

รายละเอียดที่น่าสนใจของ Lexus LX 470:

  • เครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4.7 ลิตร รหัส 2UZ-FE
  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์
  • ระบบช่วงล่างถุงลมปรับสูง-ต่ำ (AHC) เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่
  • เบาะหนังแท้ 7 ที่นั่ง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ตู้เย็น และซันรูฟ

Lexus LX 470 เหมาะสำหรับการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่งและความหรูหราที่เหนือระดับ ปัจจุบันในตลาดรถมือสองของไทย มีราคาตั้งแต่ 700,000 บาท ถึง 1,200,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพ แต่สำหรับคันที่นำมาสร้างบังเกอร์ **ร่วมใจสมุทรปราการจัดบังเกอร์ LEXUS LX470 หนองจาน** อาจจะเหลือสภาพไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก เพราะมีร่องรอยของกระสุนปืน

สเปคเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อน LEXUS LX470

  • เครื่องยนต์: 4.7L V8 2UZ-FE
  • ระบบขับเคลื่อน: 4WD (ขับเคลื่อนสี่ล้อ)
  • ช่วงล่าง: AHC (Active Height Control) ปรับสูง-ต่ำได้ 3-4 ระดับ
  • ภายใน: เบาะหนังแท้ปรับไฟฟ้า Memory, 7 ที่นั่ง, ตู้เย็นคอนโซลกลาง, Sunroof
  • ออปชั่น: มีระบบนำทาง, เครื่องเสียง, กล้องถอย
  • ใช้ชิ้นส่วนหลักร่วมกับ: Toyota Land Cruiser 100 Series (Cygnus ในบางตลาด)

ในประเทศไทย Lexus LX 470 ได้รับความนิยมในการติดตั้งแก๊ส LPG เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน เนื่องจากเครื่องยนต์มีขนาดใหญ่และกินน้ำมันพอสมควร

Lexus LX 470 ในตลาดรถมือสอง:

  • ปัจจุบันมีขายเป็นรถมือสองในราคาที่เข้าถึงได้
  • เป็นรถที่ทนทาน บำรุงรักษาง่าย (ถ้าดูแลดี)
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ SUV หรูๆ สไตล์ออฟโรด

โดยรวมแล้ว Lexus LX 470 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถ SUV ขนาดใหญ่ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งบนถนนและทางฝุ่น อย่างไรก็ตาม การนำมาใช้สร้างบังเกอร์อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนัก แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจและสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

การนำรถหรูอย่าง **LEXUS LX470** มาใช้ในภารกิจพิเศษเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าวัตถุประสงค์ของการสร้างบังเกอร์จะยังไม่ชัดเจน แต่เรื่องราวนี้ก็กลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

ที่มา – ร่วมใจสมุทรปราการจัดบังเกอร์สุดเท่ LEXUS LX470 เขมร ที่หนองจาน

Scroll to top