ทหารไทยปะทะกัมพูชา

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ส่งรักษาต่อ รพ.พระมงกุฎเกล้า

ข่าวเศร้าแต่ก็แฝงไว้ด้วยความกล้าหาญ เมื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับการดูแลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กองทัพบกได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศ จำนวน 5 นาย โดยใช้เครื่องบิน C295 หรือที่รู้จักกันในชื่อ CASA จากอุบลราชธานี สู่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

เครื่องบินลำดังกล่าวได้เดินทางถึงกองการบิน ศูนย์การเคลื่อนย้าย กรมการขนส่งทหารบก (ศคย.ขส.ทบ.) ดอนเมือง ในเวลา 11.50 น. ทันทีที่ถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจโครงการพระราชดำริและสารวัตรทหารบกได้เร่งอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและปลอดภัย

ขบวนรถพยาบาลได้ใช้เส้นทางจากดอนเมือง ขึ้นทางยกระดับโทลเวย์ เชื่อมต่อด่วนดินแดง ต่างระดับมักกะสัน และลงสู่ถนนพหลโยธินบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที

5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ระหว่างการเคลื่อนย้าย ได้มีประชาชนที่ทราบข่าวต่างให้กำลังใจและชื่นชมในความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ขอให้ทุกท่านหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว

รายชื่อทหารทั้ง 5 นาย ที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วย

  • ร.ต. ธนาวุธ เวชสงเคราะห์
  • จ.ส.อ. ธานี พาหา
  • ส.อ. ต้าน สีใส
  • อส.ทพ. สิทธิเดช สวัสดิ์สูงเนิน
  • พลทหารวีรทัศน์ สุขประเสริฐ

กำลังใจเพื่อ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ

ขอส่งกำลังใจให้กับ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ทุกนาย ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ประชาชนคนไทยทุกคนขอขอบคุณในความเสียสละและความกล้าหาญของท่านที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทยที่พร้อมจะปกป้องประเทศชาติด้วยชีวิต เราในฐานะประชาชนคนไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ความกล้าหาญและความเสียสละของ 5 ทหารกล้า บาดเจ็บ ในครั้งนี้ จะเป็นที่จดจำและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนไทยทุกคน ในการทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – 5 ทหารกล้า บาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดน ถูกส่งตัวรักษาต่อถึง รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

“กองทัพอากาศ” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet TH” ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาในแวดวงการทหารและประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในศักยภาพของกองทัพไทย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force โพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความว่า “พวกเราคือ Hunter ‘นักล่า ผู้พิฆาตไพรี’ Alpha Jet TH ฝูงบิน 231 กองบิน 23 พร้อมปฏิบัติการด้วยจิตใจที่ห้าวหาญของนักรบทางอากาศ และศักยภาพของเครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (Alpha Jet TH) ที่ได้รับการปรับปรุงขีดความสามารถให้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย สามารถปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายภาคพื้นได้อย่างแม่นยำ

เครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการปรับปรุงนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพให้ทันสมัยอยู่เสมอ การที่เครื่องบินสามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลาดตระเวน การโจมตีเป้าหมาย หรือการสนับสนุนกำลังภาคพื้นดิน

ทัพฟ้าโชว์ Alpha Jet ปฏิบัติการกลางวัน-กลางคืน

การปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของบุคลากรของกองทัพอากาศในการซ่อมบำรุงและปรับปรุงเครื่องบินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การที่กองทัพอากาศออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุง Alpha Jet ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

ความสำคัญของ Alpha Jet ในภารกิจของกองทัพอากาศ

Alpha Jet ถือเป็นเครื่องบินโจมตีที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของกองทัพอากาศมาอย่างยาวนาน ด้วยสมรรถนะที่คล่องตัวและหลากหลาย ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และการปรับปรุงให้สามารถปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืนยิ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เพื่อดำรงให้กองทัพอากาศไทยมีความพร้อมในการรับมือต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคง ในการพิทักษ์รักษาอธิปไตย ผลประโยชน์แห่งชาติ และปกป้องพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการรุกรานของข้าศึกศัตรู ดังคำกล่าวที่ว่า น่านฟ้าไทย จะไม่ให้ใครย่ำยี

การเปิดเผยภาพเครื่องบินโจมตี Alpha Jet ที่ได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของกองทัพอากาศในการปกป้องประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่ไม่หวังดีว่ากองทัพไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะตอบโต้ทุกภัยคุกคาม

การพัฒนาศักยภาพของกองทัพอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการฝึกฝนบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ จะช่วยให้กองทัพสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ทัพฟ้า” โชว์ภาพเครื่องบินโจมตี “Alpha Jet” ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจ! พร้อมช่วยชาติต่อ

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

จากเหตุการณ์ปะทะเดือดที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี ทำให้ “พลทหารตะวัน สิงห์เรือง” ต้องสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาซ้าย แต่เขายืนยันว่าไม่เสียใจ และหากหายดี อยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะเก็ดระเบิดจากฝั่งกัมพูชาทำให้ดวงตาซ้ายของเขาไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พบกับพลทหารตะวัน ที่บ้านเกิดใน จ.กำแพงเพชร เขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงเหตุการณ์ปะทะที่ดุเดือดระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ภูมะเขือ เขาถูกสะเก็ดระเบิดจนสูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างซ้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พลทหารตะวันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาใช้ดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวในการมองเห็น ส่วนขาข้างขวาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตก ทำให้เดินไม่คล่องแคล่ว เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขายืนยันว่า “ไม่เสียใจ เพราะมันคือการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทย”

สถานการณ์การสู้รบยังไม่จบสิ้น พลทหารตะวัน ยังคงมีความปรารถนาที่จะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนทหารในการป้องกันประเทศ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ดวงตาทำให้ต้องพักรักษาตัวก่อน เขาเคยคุยกับเพื่อนว่าหากถูกเรียกตัวไปแนวหน้า เขาเต็มใจที่จะไปช่วย

ในวันที่ถูกระเบิดถล่ม พลทหารตะวันและเพื่อนทหารหลบอยู่ในคูเลต ทหารรุ่นน้องได้ปรับวิทยุ ซึ่งอาจทำให้ข้าศึกสามารถระบุพิกัดโจมตีได้ หลังถูกระเบิดก็หมดสติไป หัวหน้าหมู่มาปลุก พลทหารตะวัน ให้ตื่น เขาได้ช่วยทหารรุ่นน้องให้หลบเข้ามาในหลุมโดยใช้ตัวเองบังไว้ “หากหายดี ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าให้จบ เพราะเป็นความฝันของชายชาติทหารที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนไทย” เขากล่าว

ความรู้สึกของพลทหารตะวัน

ด้านนางศรสวรรค์ คล่องแคล่วมีชัย ป้าของพลทหารตะวัน เล่าว่า สภาพจิตใจของหลานชายไม่ค่อยดีนัก แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในมีความกังวลหวาดระแวง ได้ยินเสียงอะไรก็จะผวา ขาจะขยับตลอดเวลาเหมือนจะวิ่งหนี มือจะยกขึ้นมาป้องกันใบหน้า และมักจะพูดให้ทุกคนหลบภัยอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลทหารตะวันจะกลับมาพร้อมกับการสูญเสียดวงตา นางศรสวรรค์ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่หลานชายได้รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและสูญเสีย แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ที่มา – “พลทหารตะวัน” ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

“เท้ง” ฟังเสียง ชรบ. จี้รัฐบาลเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่รับฟังเสียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทับทิมสยาม ชื่นชมจิตใจที่เสียสละปกป้องประเทศ พร้อมจ่อตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว ด้านผู้ใหญ่บ้านโอดครวญกระสุนไม่พอใช้ ขณะที่ “วิโรจน์” รับเรื่องอาวุธเป็นการบ้านเร่งแก้ไข

“เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความเห็นและสถานการณ์ในพื้นที่จาก ชรบ.

ชรบ. ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบักดอง, ตำบลกันทรอม และตำบลห้วยจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์อพยพสมัยสงครามเขมรแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการที่ฝั่งกัมพูชาบุกเข้ามา

นางสายสมร บุตรพา ผู้ใหญ่บ้านทับทิมสยาม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “พวกเราทำมาโดยตลอดในเรื่องการปราบปราม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางหมู่บ้านพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนอพยพออกไป หลายท่านละทิ้งบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ต้องไปให้ไกล มีศูนย์พักพิงที่ไหนที่สามารถดูแลได้ก็ไป ด้วยกำลังของพวกเราที่ต้องดูแลลาดตระเวน ตรวจรถเข้าออก คนแปลกหน้า เพราะพื้นที่ของเราเป็นจุดเสี่ยงอย่างมาก เพราะห่างจากกัมพูชาไม่ไกล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออาวุธปืน อยากได้อาวุธปืนใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงลูกกระสุนปืนที่ให้ครบถ้วน ตอนนี้บางหมู่บ้านให้ 20 นัด บางหมู่บ้าน 40 นัด ซึ่งไม่เพียงพอ”

นางสายสมร กล่าวต่อว่า “ในห้วงของการเกิดศึกสงครามในประเทศกัมพูชา ในช่วงเขมรแดง เขาเข้ามาปล้นที่นี่ มาปล้นพี่น้องทับทิมสยาม ถ้าพูดไปสิ่งที่ไม่กลัวคือปืนใหญ่ แต่เรากลัวเขมรจะบุกเข้ามา เพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเขมรแดง ที่มีปัญหากันกับประเทศเขา แต่เป็นฝั่งเราและกัมพูชาที่มีปัญหากัน ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ทางชุด ชรบ. ซึ่งทำงานลาดตระเวน เปลี่ยนเวรกัน จะต้องใช้ส่วนนี้เป็นสิ่งกำบัง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ “เราต้องการค่าตอบแทน เนื่องจากเราไม่มีสวัสดิการ เราเป็นจิตอาสา ชุดเราก็ซื้อกันเอง ต้องใส่เพื่อความภาคภูมิใจ ใส่ไปเหมือนมีพลัง ทำให้พวกเราเกิดพลังที่จะต้องดูแลปกป้องผู้อื่นแผ่นดินไทย ชรบ. เราเกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เป็นจิตอาสาตัวจริง ยิ่งเราเป็นหมู่บ้านชั้นใน ใกล้ชายแดนยิ่งหนัก เพราะไม่มีใครมองเห็นความเป็นอยู่ยากลำบาก สิ่งที่เราได้กินได้อยู่นั้นเราได้มาจากประชาชนด้วยกันเอง ได้ M150 มาม่า ปลากระป๋อง ให้พวกเราบ้าง เราขยับไปไหนไม่ได้ เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เราต้องดูแลทรัพย์สินให้กับประชาชน อยากให้ท่านเป็นตัวแทนให้พวกเราที่ทำงาน ไม่หวังอะไร แต่วันนี้ท่านมาเห็นแล้วว่าพวกเราอยู่อย่างไร ทุกหมู่บ้านแนวตะเข็บถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์”

ชรบ. ส่วนใหญ่กล่าวว่า กระสุนปืนที่ใช้ลาดตระเวนมีไม่เพียงพอ บางหมู่บ้านได้เพียง 20-40 นัด นอกจากนี้ ในหมู่บ้านก็มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ทำร้ายร่างกาย ชรบ. ด้วย ตนทราบว่ามีเงินเยียวยา มีสวัสดิการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่าดูแลพวกเราตอนถึงปลายทางแล้ว หรือตอนสงบแล้ว เราไม่ได้กลัวแค่กัมพูชา ในระหว่างที่เราปฏิบัติหน้าที่ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

“ของเราเยอะมาก 157,000 เม็ด เป็นโอทอปบ้านดิฉันเองค่ะ แค่ระวังผู้ป่วยติดยาก็ลำบากแล้ว อยากจะสะท้อนตรงนี้ว่า ชรบ. ไม่ได้ป้องกันภัยสงคราม แต่ทำงานทุกอย่าง นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและสายข่าวฝั่งกัมพูชาด้วย” ชรบ. กล่าว

ณัฐพงษ์ เตรียมตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง “เงินเยียวยารายครอบครัว”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันพฤหัสบดีนี้ (21 ส.ค.68) ตนจะเอาข้อเสนอต่างๆไปตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถ้าวันนี้ตนไม่มาที่นี่ไม่ได้มาฟังปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจในเชิงลึก

“หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นจิตอาสา แต่ผมคิดว่าท่านทำมากกว่าจิตอาสา คือเสียสละ ผมเป็นนักการเมือง เราทุกคนพูดว่าเราอาสามาทำงานการเมือง เพราะพวกเราไม่มีใครบังคับ แต่พวกผมได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่เคยบอกว่าพวกผมเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ผมนับถือใจพวกท่านในการป้องกันประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โจทย์ของพวกเราเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกท่านไม่เสียสละจนเกินตัว เราทำเท่าที่เราพอจะทำได้ คนละเล็กละน้อยช่วยกันปกป้องประเทศ ปกป้องหมู่บ้านของเราให้ดีที่สุด เรื่องเงินเยียวยาหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ทุกท่านในที่นี้ก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตกผลึกมาแล้วระดับหนึ่งในการลงพื้นที่ ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นมาตรการตอบโจทย์คือเรื่องเงินเยียวยารายครัวเรือน งบประมาณบางส่วนบางที่ลงมาไม่ถึงประชาชน บางครั้งรัฐบาลประกาศมาตรการลงมาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ทำให้เห็นว่าการออกมาตรการส่วนกลางเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมีปัญหาในระดับปฏิบัติ

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลมีความคิดจะเอาเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่ง ชรบ.มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านพร้อมอพยพ เพราะคนที่ไว้วางใจเฝ้าบ้านให้

“ไก่ก็ต้องเฝ้า หมูก็ต้องดู ผู้ติดยาก็ต้องระวัง เขมรก็ต้องดู แล้วยังมีโดรนอีก ผมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยววันพฤหัสนี้จะถามว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อไหร่” นายวิโรจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องกระสุนปืน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าปืนไม่มีลูก แล้วจะพกไปทำไม ตนขอแจ้งงบประมาณปี 2569 อนุมัติให้ซื้ออาวุธกระสุนปืนและเสื้อเกราะให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ตนเข้าใจว่าจะมีการจัดสรรให้ ชรบ.ส่วนหนึ่ง

“แต่ผมกลัวระบบการจัดสรรแบบหารยาวให้ทุกหน่วย ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้ในหน่วยที่มีความจำเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นสูงสุด เดี๋ยวผมจะติดตาม เรากลัวโจรจะมาปล้นชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาวุธต่างๆมีความจำเป็นเราจะรับเป็นการบ้านในเรื่องนี้ให้” นายวิโรจน์ กล่าว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของ ชรบ. ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องหมู่บ้านและประเทศชาติ การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเหล่านี้

ที่มา – “เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

กองทัพบกไทยออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาจากกัมพูชาอย่างหนักแน่น ยืนยันว่า กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา โฆษกกองทัพบกชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถูกต้อง

กองทัพบกโต้! กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี

จากกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลว่าตรวจพบกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร บรรจุสารฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus – WP) ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย และกล่าวหาว่าเป็นผลจากการยิงของกองทัพไทยในช่วงความขัดแย้ง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้:

ความจริงเกี่ยวกับกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักทางกฎหมาย กระสุนฟอสฟอรัสขาว (WP) มีวัตถุประสงค์หลักในการใช้เพื่อสร้างควัน แสงสว่าง ระเบิด และเพลิง เพื่อใช้ในการอำนวยการยิง สนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำลายชีวิตโดยตรง

กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศใดที่ห้ามการเก็บรักษาหรือการใช้งานกระสุนชนิดนี้ ประเทศไทยจึงมีสิทธิ์ในการเก็บรักษาและใช้งานตามภารกิจทางทหารได้ภายใต้กรอบกฎหมายสากล

ข้อกำหนดและระเบียบการใช้กระสุน WP ของไทย

ถึงแม้ว่าอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) พิธีสารที่ 3 จะกำหนดห้ามการใช้อาวุธเพลิงที่ออกแบบมาเพื่อเผาไหม้บุคคลโดยตรง แต่ กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าว การใช้กระสุน WP ของกองทัพบกไทยอยู่ภายใต้ระเบียบการควบคุมอย่างเข้มงวด ใช้ต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่เคยมีการนำไปใช้เพื่อมุ่งทำลายชีวิตพลเรือน

กองทัพบกไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การใช้อาวุธทุกชนิด รวมถึงกระสุน WP เป็นไปตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดที่รัดกุม

ทำไมต้องออกมาโต้ตอบ

พลตรี วินธัย เน้นย้ำว่าการครอบครองและการใช้กระสุน WP ของกองทัพไทยเป็นไปอย่างเคร่งครัดตามกรอบกฎหมายสากล มีการควบคุมรัดกุม และสอดคล้องกับหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศทุกประการ ข้อกล่าวหาที่กัมพูชาเผยแพร่จึงเป็นเพียงความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิดในเวทีสาธารณะและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกองทัพไทย

การออกมาตอบโต้และอธิบายข้อเท็จจริงในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเข้าใจผิดดังกล่าวถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • หลักการสำคัญ: การใช้กระสุน WP ต้องเป็นไปตามกฎหมายสากลและหลักมนุษยธรรม
  • การควบคุม: กองทัพไทยมีระบบการควบคุมการใช้กระสุน WP อย่างเข้มงวด
  • ความโปร่งใส: พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ดังนั้นประชาชนจึงควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบ และรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่ถูกต้องและป้องกันการถูกบิดเบือนข้อมูล

สรุปแล้ว กระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ตามกฎหมายสากล และกองทัพบกไทยใช้กระสุนดังกล่าวภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด

ที่มา – กองทัพบกโต้กัมพูชา ย้ำกระสุนฟอสฟอรัสขาว WP ไม่ใช่อาวุธเคมี ซัดบิดเบือนข้อเท็จจริง

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ ไม่จริง

“กองทัพภาคที่ 2” ออกโรงเตือน! ข่าวปลอมเรื่องโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ยืนยันข้อมูลไม่ถูกต้อง อย่าหลงเชื่อและแชร์ต่อ

“กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลในสื่อสังคมออนไลน์ กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมดังกล่าว โดยยืนยันว่าข้อมูลที่เผยแพร่นั้นไม่เป็นความจริง

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ได้ปรากฏข้อมูลข่าวสารที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนจำนวนมาก

ขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลที่ถูกต้องตามกระบวนการทางราชการ ดังนี้

  • คณะกรรมการกลาโหมเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการเสนอรายชื่อ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมลงนามรับรองตามระเบียบราชการ
  • ทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
  • การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจะมีผลสมบูรณ์เมื่อมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น

ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในช่องทางต่างๆ ที่อ้างถึงการโปรดเกล้าฯ โดยไม่มีประกาศราชกิจจานุเบกษารับรอง จึงถือว่าเป็นข่าวเท็จ ไม่ควรเผยแพร่หรือส่งต่อ เพราะอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดแก่สังคมได้

“กองทัพภาคที่ 2” จึงขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่าน งดเว้นการเผยแพร่หรือแชร์ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งขอให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการรับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องต่อไป

การเผยแพร่ข่าวปลอมไม่เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนมีหน้าที่ในการช่วยกันป้องกันและลดการแพร่กระจายของข่าวปลอม เพื่อสร้างสังคมที่น่าเชื่อถือและมีข้อมูลที่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล จะต้องได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น หากไม่มีประกาศดังกล่าว ข้อมูลนั้นถือว่าเป็นเท็จ และไม่ควรเชื่อถือ หากท่านพบเห็นข้อมูลที่น่าสงสัย โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ หรือติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลที่ถูกต้อง

ขอให้ประชาชนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ และร่วมกันสร้างสังคมออนไลน์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ

การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล และการมีส่วนร่วมในการป้องกันข่าวปลอม จะช่วยสร้างสังคมที่มีความน่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในสังคมออนไลน์

“กองทัพภาคที่ 2” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม และร่วมกันสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เตือนข่าวปลอม โปรดเกล้าฯ นายทหารชั้นนายพล ไม่เป็นความจริง

คณะรวมพลังฯ จี้! ยกเลิก MOU 43-44 หน้ารัฐสภา

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ ปักหมุด 21 ส.ค. 68 นัดชุมนุมหน้ารัฐสภา เรียกร้องรัฐบาลและทุกพรรคการเมือง ยกเลิก MOU 43–44 ต้นตอข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ขณะที่ “อดีต สว.สมชาย” จี้ศาลรัฐธรรมนูญเปิดถ่ายทอดสดการไต่สวนคดีแพทองธาร

วันที่ 18 ส.ค. 68 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะแกนนำคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ, นายสมชาย แสวงการ, นายพิชิต ไชยมงคล และ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แถลงข่าวประกาศจัดกิจกรรม “แสดงพลังปกป้องอธิปไตยไทย” บริเวณด้านหน้ารัฐสภา ในวันพุธที่ 21 ส.ค. ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เพื่อจับตาญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นต้นตอของปัญหาข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในพื้นที่ทางบกบริเวณปราสาทพระวิหาร และในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล

คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

นายจตุพร กล่าวว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ส.ค. ไม่ใช่เพื่อป่วนหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เพื่อเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองในรัฐสภา แสดงความจริงใจในการทำหน้าที่ ด้วยการตระหนักว่า MOU 43–44 มีผลกระทบต่อประเทศอย่างแท้จริง และจนถึงวันนี้ยังไม่มีการอภิปรายทั่วไปในสภาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทั้งที่เกิดเหตุการณ์ปะทะชายแดนหลายครั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังจากภาคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43–44 และให้รัฐบาลกล้าเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับรู้โดยตรง

ทำไมต้อง ยกเลิก MOU 43-44?

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวว่า ญัตติที่ยื่นเข้าสภาในประเด็น MOU 43–44 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนควรติดตาม เพราะทั้งสองฉบับเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาเรื่องพลังงานและอธิปไตยของประเทศ หากรัฐสภาปล่อยให้มีข้อตกลงระหว่างประเทศโดยไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน เท่ากับละเลยหน้าที่ที่แท้จริงในการปกป้องชาติ 

MOU 43-44 คืออะไร ทำไมถึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง? บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและทรัพยากรของชาติ การชุมนุมของคณะรวมพลังแผ่นดินฯ จึงเป็นการแสดงออกถึงความกังวลของประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การยกเลิก MOU 43-44 ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า คดีของ น.ส.แพทองธาร มีความร้ายแรงกว่าคดีถอดถอนของอดีตนายกรัฐมนตรีหลายคน เพราะมีความเชื่อมโยงกับการต่างประเทศ และข้อกล่าวหาว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการใช้สถานที่ทางการทูตของกัมพูชาในการจัดตั้งรัฐบาล เรื่องนี้ต้องมีการไต่สวนอย่างเปิดเผย และศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันทางการเมือง หากปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหาย จะเป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตยในระยะยาว

การชุมนุมครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงพลังของประชาชนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – คณะรวมพลังแผ่นดินฯ นัดจัดชุมนุมหน้ารัฐสภา 21 ส.ค. จี้ยกเลิก MOU 43-44

เขตแดนถกไม่จบ? กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ภูมิธรรม” ระบุ ปมคนกัมพูชาปลูกบ้านในแผ่นดินไทย รอ จนท.คุยกัน ชี้เรื่องเขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว ลั่น ไม่เป็นไรกัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ บ่ายนี้ประชุม สมช. ภาพรวมสถานการณ์

เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อน RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนกัมพูชาเข้ามาสร้างหมู่บ้านในเขตประเทศไทยและอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองว่า ตามข้อตกลงปัจจุบันคือให้คงสถานะเดิมไว้ก่อน ใครอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น และจะมีการพูดคุยกันอีกครั้งในเดือนกันยายน 2568 พร้อมยืนยันว่าการวางลวดหนามทำให้กัมพูชาไม่สามารถรุกล้ำเข้ามาได้

กรณีที่กัมพูชาพยายามใช้มวลชนกดดันทหารไทยนั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าเป็นเรื่องที่กัมพูชาต้องดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องการสร้างหมู่บ้านด้วย โดยรอให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ซึ่งการพูดคุยเรื่องเขตแดนนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในครั้งเดียว ไทยจะยืนยันในส่วนที่เป็นของตน และจะเจรจาในกรณีที่มีการบุกรุก

ทำไมกัมพูชาขอเลื่อน RBC และไทย “บันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ”?

เมื่อถามถึงสาเหตุที่กองทัพภาคที่ 2 เลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) เนื่องจากกัมพูชาขอเลื่อน นายภูมิธรรมกล่าวว่าไม่เป็นไร ไทยก็บันทึกไว้ว่ากัมพูชาให้ความร่วมมือหรือไม่ การประชุมยังมีอีกหลายระดับ ทั้งคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ที่จะต้องหารือกันต่อไป

ส่วนกรณีการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า ต้องรอการประเมินสถานการณ์ก่อน หากสถานการณ์เป็นปกติก็ไม่จำเป็นต้องมี ศบ.ทก. แต่หากยังจำเป็นก็ต้องคงไว้ ซึ่งจะต้องรอการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด และกำหนดท่าทีของไทยในการประชุม GBC และ JBC ในอนาคต

ในการประชุม สมช. บ่ายวันนั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกันเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนว่าจะกำหนดแนวทางต่อไปอย่างไร รวมถึงท่าทีในการประชุม GBC และ JBC ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นที่ สมช. เสนอมา และอาจมีการหารือถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศด้วย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคพลเมืองขอนแก่น แจ้งความดำเนินคดีกับตนเองในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยให้กัมพูชารุกรานประเทศไทยว่า ไม่เป็นไร เพราะผู้แจ้งความเคยเป็นนักการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย หากตำรวจรับทำคดีและส่งขึ้นศาล ตนก็พร้อมที่จะไปชี้แจง พร้อมทั้งกล่าวว่าสังคมไทยยังมีเรื่องที่ต้องทบทวนกฎหมายอีกหลายอย่าง และให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป

ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการเจรจาและความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง การที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC และไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความจำเป็นในการรักษาสถานะเดิมไว้ก่อน เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ และแสวงหาทางออกที่เป็นธรรมและยั่งยืน

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา: การแก้ไขปัญหาเขตแดน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ท้าทายและต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ไทยบันทึกพฤติกรรมของกัมพูชาไปเรื่อยๆ ในขณะที่กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC นั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในกระบวนการเจรจา การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย และการแสวงหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างยั่งยืนและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ

ที่มา – เขตแดนถกไม่จบในครั้งเดียว กัมพูชาขอเลื่อนประชุม RBC ไทยบันทึกพฤติกรรมไปเรื่อยๆ

ทบ.แจง! พื้นที่บ้านหนองจานอยู่ในเขตไทย

กองทัพบก (ทบ.) ออกมาชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ “บ้านหนองจาน” ยืนยันว่าเป็นเขตแดนของประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาลี้ภัยอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่กลับพบว่ามีการขยายชุมชน ซึ่งเป็นการละเมิด MOU43 ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะประท้วง แต่ฝ่ายกัมพูชากลับเพิกเฉย กองทัพบกกล่าวว่า การแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีตไม่ควรถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถืออย่างไม่เป็นธรรม ย้ำว่าการติดตั้งรั้วลวดหนามไม่ใช่การกำหนดแนวเขตแดน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่กำลังพล

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 13.19 น. กองทัพบกได้ชี้แจงกรณีที่ชาวกัมพูชาออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการวางรั้วลวดหนามของทหารไทยบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของตนเอง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในอาณาเขตของประเทศไทย บริเวณบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47 โดยมีประเด็นปัญหาหลักๆ 2 ส่วนคือ:

  1. พื้นที่อ้างสิทธิ์ที่ทั้งไทยและกัมพูชายังตกลงเรื่องที่ตั้งหลักเขตแดนไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าตำแหน่งหลักเขตในปัจจุบันมีการเคลื่อนย้ายเข้าไปในฝั่งของตนเอง จึงต้องใช้กลไกทวิภาคี เช่น JBC เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว
  2. ในอดีต ช่วงสงครามภายในกัมพูชาปี 2520 รัฐบาลไทยได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยชั่วคราว ด้วยหลักมนุษยธรรม แต่เมื่อสถานการณ์ปกติ พบว่ามีชาวกัมพูชาบางส่วนไม่กลับประเทศ และยังอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ การติดตั้งรั้วลวดหนามในบริเวณต่างๆ ไม่ใช่การวางแนวเขตแดน แต่เป็นการวางเครื่องกีดขวางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กำลังพล โดยเฉพาะการป้องกันการลักลอบใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย และเสริมความมั่นคงให้แก่ที่ตั้งกำลังของหน่วยทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงในพื้นที่อ้างสิทธิ์ โดยสนับสนุนให้ประชาชนสร้างถิ่นฐานถาวร ทั้งในและนอกพื้นที่อ้างสิทธิ์ในฝั่งไทย ซึ่งกองทัพบก โดยกองกำลังบูรพา ได้ประท้วงร้องเรียนฝ่ายกัมพูชาในเวทีต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนิ่งเฉย ไม่มีการชี้แจงหรือแก้ไขใดๆ ยืนยันว่าไทยแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีมาตลอด

ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ พยายามใช้ประชาชนรุกล้ำอธิปไตยไทยในบริเวณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับทหารโดยตรง ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ และคอยดูว่าหากไทยดำเนินการใดๆ ก็จะนำไปบิดเบือนทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมโลก

ทำไมต้องชี้แจงเรื่องพื้นที่บ้านหนองจาน

การชี้แจงนี้มีความสำคัญเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจข้อเท็จจริงว่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไทยและการแสดงน้ำใจต่อเพื่อนบ้านในอดีต ไม่ควรถูกนำไปบิดเบือนเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของไทยอย่างไม่เป็นธรรม ทางกองทัพบกจึงขอความร่วมมือในการสื่อสารข้อเท็จจริงนี้ต่อไปยังสาธารณชน

ประเด็นบ้านหนองจาน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจาน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการจัดการปัญหาชายแดนและความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพ การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะมีความซับซ้อน แต่ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทบ. แจงปมพื้นที่บ้านหนองจาน ยันอยู่ในเขตไทย ชาวกัมพูชามาขยายชุมชน ละเมิด MOU 43

Scroll to top