ทหารไทยปะทะกัมพูชา

F-5 ฝูงบิน 211: ฝึกโจมตีแม่นยำในพื้นที่สู้รบ

กองทัพอากาศไทยเผยภาพการฝึกสุดเข้มข้นของเครื่องบิน F-5TH จากฝูงบิน 211 กองบิน 21 โดยเน้นการฝึกปฏิบัติการทางอากาศที่มุ่งไปสู่การโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

F-5 ฝูงบิน 211 ฝึกปฏิบัติการทางอากาศ เน้นโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพอากาศไทยได้เผยแพร่ภาพการฝึกซ้อมของเครื่องบินขับไล่ F-5TH จากฝูงบิน 211 พร้อมข้อความว่า “พญาอินทรี ฝึกเพื่อพร้อมปฏิบัติ ตลอด 24 ชม. 24/7 Eagle ALL Day ALL Night” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ตลอดเวลา

การฝึกครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติการทางอากาศต่อเป้าหมายภาคพื้นดิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำลายเป้าหมายทางทหาร และลดผลกระทบต่อพลเรือนและทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนการปฏิบัติการทางอากาศภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศกับนักบินทุกคนในฝูงบิน F-5TH เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติการเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ความสำคัญของการฝึก F-5 ฝูงบิน 211 เน้นโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ

การฝึกซ้อมเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความพร้อมรบของกองทัพอากาศ การโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุภารกิจทางทหาร และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้นักบินมีความชำนาญในการใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อน

นอกจากนี้ การทบทวนกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การปฏิบัติการทางทหารเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักสากล และลดความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชน

กองทัพอากาศไทยให้ความสำคัญกับการฝึกฝนและพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ และปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงความสงบสุขของประชาชนชาวไทยภายใต้หลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

การมีฝูงบินที่มีความพร้อมสูงอย่าง F-5 ฝูงบิน 211 เป็นหลักประกันสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ การฝึกฝนอย่างเข้มข้นและการพัฒนาขีดความสามารถอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้กองทัพอากาศไทยสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

การฝึก F-5 ฝูงบิน 211 ฝึกปฏิบัติการทางอากาศ เน้นโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพอากาศในการรักษาความมั่นคงของชาติ และพร้อมที่จะเผชิญกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ

ที่มา – F-5 ฝูงบิน 211 ฝึกปฏิบัติการทางอากาศ เน้นโจมตีเป้าหมายแม่นยำในพื้นที่สู้รบ

กองทัพบก แจง! ภาพรื้อถอนลวดหนามเป็นข่าวปลอม


ช่วงนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมด! ล่าสุดกองทัพบกออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ภาพทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก” ที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้น เป็นข่าวปลอม!

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และหากมีการรื้อถอนลวดหนามจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นั้นอยู่ในเขตแดนไทยภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด

กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพก็ไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้างอีกด้วย งานนี้กองทัพบกฟันธงว่า เป็นการสร้างข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้ถึง 11 จุด

แล้วทำไมถึงต้องปล่อยข่าวปลอม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย กองทัพบกวิเคราะห์ว่า การปล่อยข่าวปลอมเรื่อง กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา น่าจะเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศกัมพูชาเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศกัมพูชา การสร้างข่าวปลอมจึงเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงความสนใจของประชาชนไปที่เรื่องอื่นแทน

งานนี้ต้องบอกว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบสองคมจริงๆ เพราะข่าวสารมันไปไวมาก แต่เราก็ต้องมีสติในการรับข้อมูลด้วย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็น ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมแบบนี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามาดูกันชัดๆ ว่ากองทัพบกได้ออกมาเน้นย้ำในประเด็นไหนบ้าง:

  • ไม่มีการรื้อถอนลวดหนามหรือปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก”
  • เสาธงที่ปรากฏในภาพเป็นของปลอม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
  • หากมีการรุกล้ำอธิปไตยจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน
  • ข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในกัมพูชา

ดังนั้น ก่อนจะแชร์อะไรออกไป ถามตัวเองก่อนว่า “ข่าวนี้จริงไหม?” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนแชร์ เก็บไว้ในใจแล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดีกว่า

สุดท้ายนี้ อยากฝากทุกคนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันตรวจสอบข่าวปลอมก่อนที่จะส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม ที่สำคัญอย่าลืมว่า กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา นะจ๊ะ!

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข่าวสาร และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

“มาริษ” แจงกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำ

“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) ได้แจ้งต่อคณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ว่า “กัมพูชา” ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยมีการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมย้ำว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นการวางใหม่ ซึ่งเป็นการจงใจละเมิดอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้บรรยายสรุปถึงเหตุการณ์การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาผ่านบันทึกวิดีทัศน์ แก่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูต อุปทูตรักษาการชั่วคราว ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร และองค์การระหว่างประเทศ รวม 67 คน จาก 41 ประเทศ 1 องค์กร และ 4 องค์การระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแก่ประเทศสำคัญ ๆ และองค์กรระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ตลอดจนประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ที่จัดตั้งขึ้นตามการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 16 สมัยวิสามัญ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และประเทศผู้สังเกตการณ์และองค์กรอื่น ๆ

นายมาริษ ยืนยันว่า ประเทศไทยได้ยึดมั่นในพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอย่างเต็มที่ โดยตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้กอบกู้และส่งคืนพื้นที่มีการวางทุ่นระเบิดกว่าร้อยละ 99 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางกิโลเมตร กลับคืนสู่ชุมชนไทย และยังคงให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและปกติสุข

ปัญหา“มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าครั้งนี้ สร้างความสะเทือนขวัญอย่างมาก เพราะประชาคมระหว่างประเทศได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากทุ่นระเบิดไปมากแล้ว จึงไม่ควรมีพื้นที่หรือเหตุผลใด ๆ ในการใช้อาวุธชนิดนี้อีกต่อไป

นายมาริษ กล่าวว่า แม้จะมีการตกลงหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 5 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีก 2 ครั้ง โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดเหล่านี้เพิ่งถูกวางใหม่โดยกัมพูชา

เหตุการณ์ทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า กัมพูชายังคงจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ กัมพูชายังจงใจละเมิดพันธกรณีหลักภายใต้อนุสัญญาออตตาวาอีกด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุด เพราะเป็นการบ่อนทำลายความสมบูรณ์ของอนุสัญญาออตตาวา และเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์

การกระทำของกัมพูชาเหล่านี้ ยังถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหลักการที่คณะทูตกลุ่มรัฐภาคีฯ ยึดมั่นอยู่

ก่อนเกิดสถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา นายกรัฐมนตรีไทยได้เสนอปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมต่อนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งได้รับการอนุมัติแล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ชะลอการดำเนินการ ทำให้มาตรการเหล่านั้นไม่สามารถป้องกันความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาได้พยายามขัดขวางการปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดของไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่ตอบสนองต่อการเรียกร้องให้ปฏิบัติตามและร่วมมือ

ข้อกังวลเหล่านี้มีความสำคัญต่อชุมชนนานาชาติ โดยเฉพาะผู้บริจาคที่ให้การสนับสนุนกัมพูชาด้วยความจริงใจ ดังนั้น ประเทศไทยจึงขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้แน่ใจว่ากัมพูชา จะหยุดการใช้ทุ่นระเบิดอย่างไร้มนุษยธรรม และปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้อนุสัญญาออตตาวาและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ซึ่งประเทศไทยได้แจ้งเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และขอคำชี้แจงจากกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ได้เรียกร้องประเทศสมาชิกอาเซียน ในฐานะคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team) ให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนในการไปสำรวจพื้นที่ในอนาคต เพื่อให้บริเวณชายแดนปลอดภัยเพื่อประโยชน์ของพลเรือนของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเชิญร่วมการลงพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสังเกตการณ์สถานการณ์ทุ่นระเบิดด้วยตัวเอง ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาออตตาวา และการหยุดยิง

ไทยเน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก มุ่งแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดน

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง (MLC) ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ พร้อมด้วย นายหวัง อี้ ได้แถลงผลการประชุมร่วมกัน

นายมาริษ ระบุว่า ประเทศไทยได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลัก ที่ประเทศสมาชิกได้ตกลงร่วมกันไว้ ได้แก่:

  • การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดน รวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงออนไลน์
  • การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม
  • ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาที่ยืดหยุ่นระหว่างกัน

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกและความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ความสามัคคีผ่านการเจรจาและความร่วมมือเชิงปฏิบัติมีความสำคัญมากกว่าเดิม

นายมาริษ ยังได้แสดงเจตจำนงของไทย ว่า เราจะมุ่งมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำ MLC ครั้งที่ 5 ในเดือนธันวาคมนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “มาริษ” แจงทูตภาคีออตตาวา กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญา วางทุ่นระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จีนหนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรองดอง

“หวัง อี้” รมว.ต่างประเทศจีน ประกาศสนับสนุนไทยและกัมพูชาในการคลี่คลายข้อพิพาทตามแนวชายแดน หวังฟื้นความไว้เนื้อเชื่อใจ-มิตรภาพ พร้อมช่วยเหลือตามความประสงค์ของทั้งสองประเทศ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงว่าจีนให้การสนับสนุนประเทศไทยและกัมพูชาในการแก้ไขข้อพิพาทบริเวณชายแดนอย่างสันติ พร้อมยืนยันพร้อมให้ความช่วยเหลือตามที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ

โดยนายหวัง อี้ กล่าวในโอกาสพบปะรัฐมนตรีต่างประเทศไทยและกัมพูชา ที่มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Foreign Ministers’ Meeting) ที่มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ระบุว่า จีนสนับสนุนให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มการเจรจา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและฟื้นฟูมิตรภาพระหว่างกัน

ทั้งนี้ ไทยและกัมพูชาเผชิญความตึงเครียดบริเวณชายแดนยาวนานหลายทศวรรษ และกลับมาร้อนแรงอีกครั้งหลังเหตุปะทะเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จีนหนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรองดอง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากจีนที่แสดงความพร้อมในการสนับสนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรองดอง นับเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงร่วมกัน การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน

จีนบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรองดอง

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนออกมาแสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนในการสนับสนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรองดอง นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่จีนมีต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และความมุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การยื่นมือเข้าช่วยเหลือนั้นมาพร้อมกับการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาและความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความเข้าใจ ความอดทน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย การที่จีนเสนอตัวเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยนั้น อาจเป็นโอกาสให้ทั้งสองประเทศได้หันหน้าเข้าหากัน และหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้

การสนับสนุนของจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การแสดงเจตจำนงค์ทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการสร้างความปรองดอง เช่น การสนับสนุนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดน การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ความช่วยเหลือเหล่านี้จะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความจริงใจจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ด้วยความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากจีน รวมถึงความตั้งใจของประเทศไทยและกัมพูชาเอง เราหวังว่าจะได้เห็นความคืบหน้าในการสร้างสันติภาพและความปรองดองในภูมิภาคนี้ในอนาคตอันใกล้นี้

ความไว้วางใจเเละมิตรภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการพัฒนาชาติเเละภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ที่มา – จีนหนุน ไทย-กัมพูชา สร้างความปรงดอง พร้อมยื่นมือช่วยหากทั้งสองฝ่ายต้องการ

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

“ภูมิธรรม” เผยรอ สมช. ประเมินยุบ “ศบ.ทก.” สัปดาห์หน้า ยันไร้ปัญหากองทัพ พร้อมแจง ตั้งที่ปรึกษาของ “บิ๊กเล็ก” ไม่ใช่ที่ปรึกษา ศบ.ทก. ปัดดึงชื่อใครออก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ในช่วงสถานการณ์ที่คลี่คลาย ซึ่งเป็นการประเมินจากหน้างาน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการยุบศูนย์ และปล่อยให้อำนาจให้กระทรวงต่างๆ ได้ทำหน้าที่ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าจะยุบภายหลังจากการพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เสร็จสิ้น แต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมามีสถานการณ์เกิดขึ้นในลักษณะบานปลาย จึงยังไม่จำเป็นที่จะเรียกประชุม สมช. ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ สมช. จะมีการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งน่าจะมีความชัดเจน โดยเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาแต่เป็นการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในแต่ละช่วง เพราะใน สมช. และ ศบ.ทก. มีเหล่าทัพในนี้ด้วย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ก็ได้มีการมอบอำนาจให้ส่วนหน้าเป็นหลัก อยากให้ทุกส่วนเข้าใจไม่อยากให้เกิดความบานปลาย

สำหรับการรับมือกรณีประชาชนที่ออกจากศูนย์อพยพไปและบางส่วนต้องไปอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน นายภูมิธรรม ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลและทหารรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งเราห้ามความกังวลของใครไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ทุกส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด

ความคืบหน้าการประเมินยุบ ศบ.ทก.

ขณะที่ความคืบหน้าในการประชุมเพื่อพิจารณายุบ ศบ.ทก. จะเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ที่มีการพูดคุยกันมาสม่ำเสมอเห็นว่าควรจะประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังมีประเด็นต่างๆ อยู่ และยังไม่มีการปรับการบริหารทางยุทธวิธี จึงไม่สามารถที่จะยุติหน่วยงานได้ในทันที

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงการตั้งที่ปรึกษาของ ศบ.ทก. โดยยืนยันว่าการตั้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาพัฒน์ ไม่มีอะไรเลย เพราะเป็นการตั้งที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่การตั้งที่ปรึกษา ศบ.ทก. ซึ่งตนอยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถาม พล.อ.ณัฐพล ว่าตนไม่ได้เอาชื่อใครออก และก็เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง ตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ย้ำว่าการตั้งที่ปรึกษาดังกล่าวไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับรัฐบาล

การพิจารณายุบ ศบ.ทก. เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ชายแดนและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ การประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้ประชาชนคลายความกังวลและเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การบูรณาการความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

โดยสรุปแล้ว การรอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ การพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – รอ สมช. ประชุม 18 ส.ค. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหากองทัพ

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

สิบเอกสุทธิชัย: ผ่าตัดนำสะเก็ดตาออกได้ด้วยดี

อัปเดตอาการล่าสุดของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือที่รู้จักกันในนาม “นักรบตาควาย” หลังจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สิบเอกสุทธิชัยเข้ารับการผ่าตัดดวงตาขวาเป็นครั้งที่ 4 และข่าวดีก็คือ ทีมแพทย์สามารถนำเศษสะเก็ดระเบิดที่ฝังลึกและเป็นอันตรายที่สุดออกมาได้สำเร็จ

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง อาการล่าสุด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้แจ้งข่าวความคืบหน้าอาการของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดปฏิบัติการบินโดรน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 โดยสิบเอกสุทธิชัยได้รับบาดเจ็บจากลูกกระสุนระเบิดปืน ค. ของทหารกัมพูชา ทำให้ดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจเข้ายึดคืนปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การผ่าตัดครั้งที่ 4 นี้ ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญในการรักษาดวงตาของสิบเอกสุทธิชัยให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ทีมแพทย์ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเศษสะเก็ดที่ฝังลึกและเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นออกให้หมด

กำลังใจจากทุกภาคส่วนถึง สิบเอก สุทธิชัย

ทางเพจกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษา รวมถึงขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง จากแฟนคลับและประชาชนทั่วไป

เรื่องราวของสิบเอกสุทธิชัยเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ นานา แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการและให้กำลังใจทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย ขอเป็นกำลังใจให้สิบเอกสุทธิชัยหายป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “สิบเอกสุทธิชัย” นักรบตาควาย ผ่าตัดตารอบ 4 หมอนำสะเก็ดที่ลึกที่สุดออกมาได้ด้วยดี

พปชร. ถาม รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง?

พล.ต.ท.ปิยะ ซัดฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิต ชี้ของบฯ ซื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ แต่ขอบริจาครวบรวมได้ภายในวันเดียว อัดรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาครั้วลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว กรณีนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและร่วมกันบริจาคลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว ทางกองทัพภาค 2 ได้ย้ำความสำคัญของลวดหนามหีบเพลงในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาในเวลาจำกัดและในจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันลวดหนามฯ ดังกล่าวในท้องถิ่นเริ่มหายาก ซึ่งนับแต่ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เป็นเหยื่อกับระเบิดรายที่ 5 ในรอบไม่กี่วัน จึงมีความจำเป็นต้องใช้รั้วลวดหนามอย่างเร่งด่วน ทางกองทัพและทหารคงเห็นว่าการขอจากงบประมาณจากทางรัฐบาลอาจจะมีความล่าช้า อาจใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และหากใช้กระบวนการปกติกว่าจะได้งบประมาณมาก็ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบฯ ก็จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือนหรือใช้เวลากว่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิตของทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา ซึ่งกรณีนี้ กองทัพภาค 2 สามารถรับบริจาคและรวบรวมลวดหนามหีบเพลงได้ภายในวันเดียว

กรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเข้าใจกระบวนการปฏิบัติเพราะสามารถจัดงบประมาณลงไปให้กองทัพภาค 2 ก่อนได้เลย โดยไม่จำเป็นให้กองทัพภาค 2 ร้องขอขึ้นมาให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉินหรืองบลับตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพราะบางกรณีการใช้กระบวนการงบประมาณตามวิธีการปกติจะมีความล่าช้าและไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา รัฐบาลนี้ทำอะไรที่เร่งด่วนบ้าง นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่มีการปะทะกันครั้งแรก เราสูญเสียพี่น้องประชาชนและทหารในวันแรก จนถึงวันนี้รวมเวลาแล้วนานกว่า 20 วัน เท่าที่ทราบ รัฐบาลมีแค่คำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ฝ่ายค้านและสังคมกดดันว่าจะมีการดำเนินคดีนายฮุนเซนฯ ตามกฎหมายไทย ในประเทศตามกฎหมายไทยนั้น ยังไม่มีปรากฏหลักฐานการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายฮุนเซนฯ แต่อย่างใด

”เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากครับ สำคัญว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำเป็นหรือทำไม่เป็นเท่านั้น เรื่องนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐได้แนะนำวิธีและข้อกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว สามารถเอาไปดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย การสั่งการให้ใช้กำลังทหารและมีผลต่อพลเรือนไทยของนายฮุนเซนฯ ที่ผ่านมาเป็นความผิดฐานสนับสนุนหรือจ้างวานใช้หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดความมั่นคงภายนอกอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา มาตรา 119, 120, 127, 128 และ 129 อย่างชัดเจน อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อสอบปากคำญาติผู้ตายผู้เสียหาย สอบพยานเกี่ยวข้อง คดีนี้ อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี สามารถขอศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแล้วแต่กรณี ออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 66”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีการชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยล่าช้าเหมือนซ้ำรอย 4 ลูกเรือประมงที่ถูกทางการพม่าจับไปควบคุมนานกว่า 120 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับมา ในที่สุด พี่น้องประชาชนจะเห็นได้เองว่าในสถานการณ์เช่นนี้เราต้องการมืออาชีพอย่างแท้จริงที่มาแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ใช่เอามือใหม่มาเอาประเทศเป็นหนูทดลอง

พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการเร่งด่วนอะไรบ้างในการจัดการสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ยังไม่มีการออกหมายจับนายฮุนเซน ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ในสถานการณ์ชายแดน?

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความเร่งด่วน” ในสถานการณ์ทางการทหาร โดยกล่าวว่าทุกวินาทีมีความหมายถึงชีวิต และการดำเนินการใด ๆ ที่ล่าช้าอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ พปชร. จึงตั้งคำถามว่า พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

พรรคพลังประชารัฐยังได้เสนอแนะแนวทางและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับนายฮุนเซน ตามกฎหมายไทยในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้ใช้กำลังทหารที่มีผลกระทบต่อพลเรือนไทย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาถึงมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง และพร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ ทิ้งท้ายว่า ประชาชนจะเห็นเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องการมืออาชีพมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มือใหม่มาลองของ โดย พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง นั้น เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่มา – พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ชายแดนปะทะมา 20 วัน ยังไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชา ลูกละหมื่น!


“ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริง!

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำมาส่งมอบได้ที่บริเวณชายแดนทุกแห่ง งานนี้ทำเอาหลายคนสนใจว่าเป็นการพูดจริงทำจริงหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายปลอดประสพได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมแสดงความรักชาติและความสามัคคี หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น โดยเฉพาะทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารกัมพูชา

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

รายละเอียดการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

ตามประกาศดังกล่าว นายปลอดประสพระบุว่า ผู้ที่ต้องการขายทุ่นระเบิด สามารถนำมาส่งมอบได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง นอกจากนี้ เขายังเชิญชวนให้ประชาชนติดธงชาติไทย หรือสติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ และติดเข็มกลัดธงชาติไทยที่ปกเสื้อ แม้ว่าปัจจุบันเข็มกลัดธงชาติไทยจะหายาก แต่เขาก็พร้อมเหมาซื้อทันที 1,000 อัน หากมีร้านใดสามารถผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา โดยมีเงินรางวัล 10,000 บาทเป็นเดิมพัน

ทำไม “ปลอดประสพ” ถึงรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น?

นายปลอดประสพอธิบายเพิ่มเติมว่า หากเงินรางวัลที่เขาเสนอไปนั้นน้อยเกินไป เขาขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าจากโรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันเพิ่มเงินรางวัล เพื่อสร้างความอบอุ่นและความร่วมมือในการทำกิจกรรมดังกล่าว เขาย้ำว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการลงมือทำจริง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น เป็นจำนวนมาก หลายคนเสนอแนะว่าควรให้ข้อมูลนี้เข้าถึงทหารกัมพูชาโดยเร็วที่สุด โดยอาจต้องมีการประชาสัมพันธ์เป็นภาษากัมพูชาเพิ่มเติม บางคนเสนอให้เพิ่มเงินรางวัลอีก 5,000 บาท สำหรับทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาในสภาพที่ถูกฝังไว้นาน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
  • ความปลอดภัย: การเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดเป็นเรื่องอันตราย และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • การแก้ปัญหาทุ่นระเบิด: การรับซื้อทุ่นระเบิดอาจเป็นแรงจูงใจให้มีการขุดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอ และต้องมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในหลายๆ ด้านก่อนที่จะดำเนินการจริง

การประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดครั้งนี้ สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยถึงปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและความกังวลต่างๆ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – “ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริงๆ

Scroll to top