ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก หลังเกิดเหตุการณ์ “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม ทำให้หลายครอบครัวเตรียมเก็บข้าวของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะรุนแรงขึ้น พวกเขาติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 หลังจากสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงจากการเจรจาหยุดยิง แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาซ้ายขาด จากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะลาดตระเวนในพื้นที่ปกติ บริเวณปราสาทตาเมือนธม ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์

ชาวบ้านกังวล ทหารเหยียบกับระเบิด เตรียมอพยพ

ความวิตกกังวลของชาวบ้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก พวกเขาหวาดระแวงว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ แม้เพิ่งจะกลับจากศูนย์พักพิงชั่วคราวได้ไม่นาน ชาวบ้านในตำบลตาเมียง ซึ่งอยู่ใกล้กับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ต่างติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งวัน

ผู้สูงอายุหลายคนได้รับการช่วยเหลือจากลูกหลานในการเตรียมสัมภาระที่จำเป็นขึ้นรถยนต์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพ หากสถานการณ์เลวร้ายลง บางครอบครัวพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน จุดธูปเทียนขอพรให้คุ้มครองหมู่บ้านและชาวบ้าน รวมถึงปกป้องทหารที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้าให้ปลอดภัย การติดตามข่าวสารจากผู้นำชุมชนและภาครัฐเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถทำได้ในขณะนี้ ชาวบ้านหลายคนกล่าวว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ทำให้พวกเขาต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา นอนไม่หลับ และคอยฟังเสียงระเบิดและการสู้รบ

ชาวบ้านในพื้นที่โคกสูง ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก ซึ่งเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง เล่าว่า พวกเขาต้องอพยพไปตั้งแต่เริ่มมีการปะทะ เป็นเวลานานถึง 15-16 วัน ทำให้สูญเสียรายได้จากการค้าขาย แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านที่มีสวนยางพาราในพื้นที่บ้านไทยสันติสุข-บ้านเฝ้าไร่ ที่สวนยางพาราถูกลูกปืนและระเบิดทำลายเสียหาย ตอนนี้พวกเขากำลังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ หลังจากการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น

ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหวังว่ารัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามความเสียหายที่เกิดขึ้น

ผลกระทบต่อการเปิดเรียนและทางออกในช่วงวิกฤต

เดิมที โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในพื้นที่ชายแดน (อำเภอพนมดงรัก, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด) มีกำหนดเปิดเรียนในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 แต่เนื่องจากสถานการณ์ไม่สงบ ทำให้โรงเรียนในอำเภอพนมดงรักหลายแห่งประกาศเลื่อนการเปิดเรียนอย่างไม่มีกำหนด และให้มีการเรียนออนไลน์แทน สำหรับอำเภออื่นๆ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละแห่ง

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก พวกเขาต้องเผชิญกับความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และความเสียหายต่อทรัพย์สิน การสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านความปลอดภัย การเยียวยา และการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

“ทหารไทย” ที่เสียสละตนเองเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติสมควรได้รับการยกย่องและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐและเอกชนควรเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านและสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ชาวบ้านที่อพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ยังคงมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา พวกเขาต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

ที่มา – ชาวบ้านกังวล หลัง “ทหารไทย” เหยียบกับระเบิด เก็บของพร้อมอพยพ หากเกิดเหตุปะทะ

กองทัพบก โต้กัมพูชา ยันหลักฐานเหตุเหยียบทุ่น

จากกรณีที่กัมพูชาออกมาปฏิเสธเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนล่าสุด “กองทัพบก” ได้ออกมาโต้แย้งและยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดจริง พร้อมทั้งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ที่เพิ่งมีการลักลอบติดตั้งใหม่

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 บริเวณปราสาทตาเมือนธม ซึ่งส่งผลให้กำลังพลของไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงปฏิเสธว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิดในครอบครองเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบนำมาวางในพื้นที่ต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำร้ายกำลังพลของไทย

พลตรี วินธัย สุวารี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และได้ให้สัตยาบันไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 แต่กลับมีการนำทุ่นระเบิดมาใช้อีกครั้งในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและขัดต่อหลักสากล

กองทัพบก ยืนยันหลักฐาน กัมพูชา วางทุ่นระเบิด

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของฝ่ายไทย พบว่าทุ่นระเบิดที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่เคยพบในหลายพื้นที่ที่กัมพูชาลักลอบติดตั้งเพื่อทำร้ายกำลังพลไทยมาโดยตลอด ทำให้เชื่อได้ว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดที่ตกค้างมาจากสงครามในอดีต

ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตนั้น เป็นเพียงการปฏิเสธที่ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากหลักฐานในทุกจุดเกิดเหตุชี้ชัดว่า บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 อีก 3-5 ลูก ในสภาพที่เพิ่งถูกติดตั้งใหม่อย่างชัดเจน หากเป็นทุ่นระเบิดเก่าจากสงครามในอดีต จะเป็นชนิดอื่น ไม่ใช่ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2

กองทัพบก เรียกร้อง กัมพูชา หยุดเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณะ ทั้งที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมต่อผู้รับฟังข่าวสาร และเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตามมติคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชา-ไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ข้อ 9 ซึ่งกำหนดให้งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข่าวปลอม

นอกจากนี้ ขอให้กัมพูชาปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยุติการใช้อาวุธทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายไทย ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน

กองทัพบก ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และกติกาสากล พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ กองทัพบก ออกมาตอบโต้และยืนยันข้อเท็จจริง ถือเป็นการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการแสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

ที่มา – “กองทัพบก” โต้ “กัมพูชา” ปฏิเสธเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด ย้ำมีหลักฐานยืนยัน

ผงะ! **กองทัพภาคที่ 2** พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่ม!

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าจับตา! ล่าสุด “กองทัพภาคที่ 2” ได้ส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบพื้นที่ หลังเกิดเหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ผลการตรวจสอบล่าสุดพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น ซึ่งอยู่ในสภาพใหม่พร้อมใช้งาน สร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก

**กองทัพภาคที่ 2** เร่งตรวจสอบทุ่นระเบิด PMN-2

จากเหตุการณ์สลดที่ สิบเอก ธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ขณะลาดตระเวนบริเวณฐานปฏิบัติการจุดตะโมก ทางตะวันตกปราสาทตาเหมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กองทัพภาคที่ 2 มิได้นิ่งนอนใจ เร่งส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดและพิสูจน์หลักฐานเข้าพื้นที่เพื่อเก็บหลักฐานเพิ่มเติมและตรวจสอบอย่างละเอียด

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินสถานการณ์ ควบคุมพื้นที่ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยเน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติม สภาพใหม่พร้อมใช้งาน

ผลการพิสูจน์ล่าสุดยืนยันว่า นอกจากทุ่นระเบิดที่ ส.อ.ธีรพล เหยียบแล้ว ยังพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมอีก 3 ทุ่นที่อยู่ใน ‘สภาพใหม่’ พร้อมใช้งาน ซึ่งไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าเก็บแต่อย่างใด การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบนำทุ่นระเบิดเข้ามาวางในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

  • PMN-2 คืออะไร: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ทำจากพลาสติก ตรวจจับได้ยาก
  • อันตราย: สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อผู้ที่เหยียบ ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้า
  • การใช้งาน: มักถูกนำมาใช้ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อกีดขวางการเคลื่อนที่ของศัตรู

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพภาคที่ 2 ได้เพิ่มมาตรการลาดตระเวนและเฝ้าระวังตามแนวชายแดน พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตราย

เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการดังกล่าวต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรอบคอบอย่างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัยเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความปลอดภัยอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

การค้นพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนให้เราตระหนักถึงภัยคุกคามที่ยังคงมีอยู่ การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” พบทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มอีก 3 ทุ่น อยู่ในสภาพใหม่ไม่ใช่ของเก่า

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาซ้ำ

กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์ประท้วงเป็นครั้งที่ 4 กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะลาดตระเวน โดยรัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุด พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมโลกพิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เมื่อกำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 จำนวน 7 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมถึงอนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

“รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝ่ายกัมพูชา” แถลงการณ์ระบุ “ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเป็นการละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”

เหตุการณ์ครั้งนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการปฏิบัติตามมาตรการหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รัฐบาลไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาฯ โดยทันที

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะประท้วงไปยังกัมพูชา ประธานอนุสัญญาฯ และเลขาธิการสหประชาชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่ให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พิจารณาทบทวนการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ไทยยังพิจารณาดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อตอบโต้กัมพูชาตามที่เห็นสมควรต่อไป

ทำไมเหตุการณ์ กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก:

  • เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน
  • ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยและกัมพูชา
  • สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • บ่อนทำลายความพยายามในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

“ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ และผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยผ่านเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และแสดงตนเป็นผู้ยึดมั่นในพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ กลับใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสังหารมนุษย์ด้วยกันอย่างไร้มนุษยธรรม และขอเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนซึ่งทำงานบนพื้นฐานของกฎกติกาสากล เรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และให้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวที่จัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุม GBC สมัยวิสามัญข้างต้น พิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนระหว่างการลงพื้นที่ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนผู้บริสุทธิ์ของทั้งสองประเทศ”

รัฐบาลไทยแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งที่กัมพูชาซึ่งเคยประสบกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กลับมาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์อย่างไร้มนุษยธรรม และเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนเรียกร้องให้กัมพูชาดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

การกระทำของกัมพูชาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและขัดต่อหลักการสากล ไทยจึงจำเป็นต้องออกมาประท้วงและเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันให้กัมพูชายุตติการกระทำดังกล่าว และหันมาให้ความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – กต. ประท้วงเหตุครั้งที่ 4 ประณามกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ โดยทางกองทัพได้โพสต์ข้อความขอรับการสนับสนุนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า “กองทัพภาคที่ 2 ขอรับการสนับสนุน ‘ลวดหนามหีบเพลง’ จำนวนมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซ.ม. เพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันอธิปไตยของไทย” สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับความจำเป็นในการขอรับบริจาคดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ขอรับ ลวดหนามหีบเพลง

สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ต้องการสนับสนุน สามารถติดต่อได้ที่ พันโทสุริยาวุธ สุกเหลือง ฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังสุรนารี อ.เมือง จ.สุรินทร์ โดยสามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 093 591 6946

ทำไมต้องเป็นลวดหนามหีบเพลง?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงมีความต้องการลวดหนามหีบเพลงเป็นจำนวนมาก ลวดหนามชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมีความคมและแข็งแรง ทนทานต่อการกัดกร่อน สามารถนำไปติดตั้งบริเวณชายแดนหรือพื้นที่สำคัญเพื่อป้องกันการบุกรุกและการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรั้วและสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

การติดตั้งลวดหนามหีบเพลงถือเป็นมาตรการป้องกันที่สำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น การมีลวดหนามหีบเพลงในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนก็เป็นเรื่องที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้กองทัพไม่สามารถจัดหาลวดหนามได้เองทั้งหมด การเปิดรับการสนับสนุนจากภาคประชาชนจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพและประเทศชาติ

การสนับสนุนของประชาชนถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ การให้กำลังใจ หรือการร่วมมือในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย

แม้ว่าการขอรับบริจาคสิ่งของจากประชาชนอาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่เหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมาขอรับการสนับสนุน ลวดหนามหีบเพลง อาจสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงในการเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศ และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความรักชาติและช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ ได้อีกด้วย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” โพสต์ขอรับการสนับสนุน “ลวดหนามหีบเพลง” จำนวนมาก

แม่ทัพภาค 2 ชี้กัมพูชาลอบวางระเบิด พร้อมปกป้องกำลังพล

“แม่ทัพภาคที่ 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิด ละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง หวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องคุ้มครองกำลังพล ปรับแผนการลาดตระเวน

เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เผยว่า เหตุการณ์ที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 เหยียบกับระเบิดระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวน ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บสูญเสียขาซ้าย 1 นาย คือ ส.อ.ธีรพล เพียขันที ขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

ซึ่งเหตุเกิดในจุดแนววางรั้วลวดหนามทางด้านทิศตะวันตก ถ้าหันหน้าเข้าเขมรจะอยู่ฝั่งขวาของตัวปราสาท และห่างจากตัวปราสาทประมาณ 1 กิโลเมตร เรียกว่าช่องจุ๊บตาโมก สันนิษฐานว่าเขมรลักลอบมาวางกับระเบิดช่วงที่ถอนกำลังทหารออกไป ซึ่งวันนี้ทหารไปตรวจสอบแนววางลวดหนาม ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทยเป็นเส้นทางที่ใช้ลาดตระเวนประจำอยู่ในฝั่งไทยอยู่แล้ว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการยั่วยุ ผิดเงื่อนไขการหยุดยิง เพราะการวางทุ่นระเบิด ถือเป็นการยิงเหมือนกัน เราจะมีมาตรการตอบโต้ และรายงานให้รัฐบาลรับทราบตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้จะนำไปสู่ขั้นตอนการประท้วงในระดับสากล พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ขอข้อมูลเร่งด่วนเพื่อทำการประท้วงฝ่ายเขมรต่อไป แม้จะมีการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งต่อไป ไทยจะนำเรื่องทุ่นระเบิดนี้ไปหารือ แต่เชื่อว่ากัมพูชาคงไม่ยอมรับเหมือนที่เขาพูดใน GBC เมื่อเขาปฏิบัติเรื่องนี้เขาก็ไม่พูดถึง

เมื่อถามว่า ทางกัมพูชาไม่ยอมร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดและทหารไทยเหยียบระเบิดแบบนี้ต่อไป พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ถ้าเหตุการณ์สงบ เราก็ต้องให้ศูนย์เก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เข้ามาดำเนินการเก็บกู้ แต่ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง

ถามอีกว่า การที่เราได้เจรจาหยุดยิงไปแล้วมีผลอะไรหรือไม่ แม่ทัพภาค 2 กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหน้างาน การเจรจาก็เจรจาไป เรามีสิทธิ์ปกป้อง และคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน ซึ่งทางเราจะมีการปรับแผนในการลาดตระเวน เพื่อให้กำลังพลจะได้ไม่ต้องไปเสี่ยงกับทุ่นระเบิดที่ทางเขมรได้วางไว้ ทางเราเพิ่มการใช้กล้องวงจรปิด และใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เข้าทำการเคลียร์เส้นทางลาดตระเวนแทนการใช้บุคคลในการควบคุมแต่ละพื้นที่ เป็นการป้องกันกำลังพล นอกจากนี้จะได้เพิ่มการเฝ้าตรวจในระยะไกลขึ้นมาอีกสเต็ป.

แม่ทัพภาค 2 ชี้ กัมพูชาแอบลอบวางทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังเกิดเหตุทหารพรานเหยียบกับระเบิด ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงความปลอดภัยของกำลังพล และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แม่ทัพภาค 2 ยัน! พร้อมปกป้องกำลังพล

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะใช้สิทธิในการปกป้องและคุ้มครองกำลังพลอย่างเต็มที่ โดยจะมีการปรับแผนการลาดตระเวนใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกับระเบิด

มาตรการป้องกันและตอบโต้

  • ปรับแผนการลาดตระเวน: หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง และเพิ่มการลาดตระเวนด้วยเครื่องจักร
  • เพิ่มการเฝ้าตรวจระยะไกล: ใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับความเคลื่อนไหว
  • รายงานรัฐบาล: แจ้งสถานการณ์ให้รัฐบาลทราบเพื่อดำเนินการทางการทูต
  • ตอบโต้ด้วยกำลัง: หากสถานการณ์ไม่สงบ จะใช้กำลังตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย

ผลกระทบและความกังวล

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และเจรจากับกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ในขณะที่กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องกำลังพลและอธิปไตยของชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทางกองทัพและรัฐบาลไทย จะต้องดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ

ถึงเเม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่เราต้องมีความเชื่อมั่นในการทำงานของกองทัพและภาครัฐที่จะสามารถแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้ “กัมพูชา” แอบลอบวางทุ่นระเบิดหวังยั่วยุ พร้อมใช้สิทธิปกป้องกำลังพล

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจฝึกพร้อมรบรักษาอธิปไตย

“พ.อ.ชัยณรงค์” ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกของกำลังพล กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรักษาอธิปไตย เพจกองทัพบก ชี้ แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กเพจ กองทัพบก Royal Thai Army โพสต์ภาพการฝึกของกำลังพลทหารไทย พร้อมข้อความว่า “แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ก่อนระบุต่อไปถึงนโยบายผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วยหมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ซึ่งกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ โดย กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ให้การต้อนรับ พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.12 รอ.) ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานการตรวจสภาพความพร้อมรบของ มว.ตส.ที่ 1, มว.ตส.ที่ 2 และ มว.ตส.ที่ 3 (ห้วงการฝึก 12-18 สิงหาคม 2568) ในการฝึกและตรวจสอบเป็นหน่วย หมู่ ตอน หมวด ประจำปี 2568 ณ บริเวณพื้นที่ฝึก อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว

การฝึกครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเตรียมความพร้อมของกำลังพลให้สามารถปฏิบัติภารกิจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกอย่างเข้มข้นจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของทหารให้มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจความพร้อม ทั้งเป็นบุคคล และเป็นหน่วย รวมถึงยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ ตลอดจนการปฏิบัติทางยุทธวิธี ก่อนออกทำการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความพร้อมในการรักษาอธิปไตยต่อไป การตรวจความพร้อมนี้ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่ทักษะการใช้อาวุธ การเคลื่อนที่ การติดต่อสื่อสาร ไปจนถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

การฝึกของกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยของชาติ การฝึกที่มีคุณภาพจะช่วยให้กำลังพลมีความมั่นใจในการปฏิบัติภารกิจ และสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

ความสำคัญของการฝึกเพื่อรักษาอธิปไตย

การฝึกทหารให้มีความพร้อมรบอยู่เสมอเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง การฝึกไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาทักษะทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่ทหารอีกด้วย

  • พัฒนาทักษะการใช้อาวุธและยุทโธปกรณ์
  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ
  • ฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสาร
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้กำลังพลมีความเชี่ยวชาญและสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายแดน การช่วยเหลือประชาชน หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

นอกจากนี้ การฝึกยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ากองทัพมีความพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติและรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มกำลัง

การที่ ผบ.ร.12 รอ. ลงพื้นที่ตรวจการฝึกด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้บังคับบัญชาในการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การลงทุนในการฝึกทหารอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศชาติ และเป็นการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การฝึกทหารจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แต่เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้กองทัพมีความพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต

ดังนั้น การเตรียมพร้อมกำลังพลให้พร้อมรบอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ผบ.ร.12 รอ. ตรวจการฝึกกำลังพลกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พร้อมรบรักษาอธิปไตย

ภูมิใจในตัวลูก: แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ เข้มแข็งเพื่อชาติ

เปิดใจคุณแม่ของ “จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยความรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างหาที่สุดมิได้ คุณแม่กล่าวว่าจะอยู่ให้ได้ แม้จะคิดถึงลูกชายมากเพียงใดก็ตาม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจที่ชาวไทยทุกคนสัมผัสได้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงเปิดงานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 จัดโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ภายในงานดังกล่าว มีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติแก่แม่ของทหารผู้กล้าทั้ง 15 นาย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย รวมถึงยังมีแม่ของผู้ได้รับบาดเจ็บเข้ารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยเช่นกัน แต่ละท่านคือตัวอย่างของความรักและความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

นางประคอง มาลา แม่ของ ส.อ.ธนศักดิ์ มาลา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ เผยว่า “ลูกชายของแม่เป็นทหารแนวหน้าอยู่ที่เขาพระวิหาร ไปปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทย โดยแม่ได้รับแจ้งว่าลูกชายถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่กล่องเสียงและศีรษะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นแม่ตกใจเข่าทรุด ใจหายกลัวจะเสียลูกชายไป”

แม่ยอมรับว่า ในช่วงที่ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ แม่เป็นห่วงลูกชายมาก แต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ไปรับใช้ชาติ อย่างในวันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ถึงแม้ลูกชายจะได้รับบาดเจ็บนอนรักษาตัวอยู่ แต่แม่ก็ยังได้เห็นหน้าลูก แต่ถ้าหากลูกชายเป็นอะไรไปหรือจากแม่ไป แม่คงทำใจไม่ได้ เพราะลูกชายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ ถ้าไม่มีลูกแม่คงอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้แม่ได้แต่ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ลูกชายปลอดภัย และขอให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนปลอดภัย สำหรับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติที่ได้รับในวันนี้นั้น แม่รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมาก ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

ขณะที่ นางหนูกัน สีจุ้ยจ้าย แม่ของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย ทหารกองพันราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 ทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เดินทางมารับมอบรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ ซึ่งแม่บอกว่า “ลูกชายไปปฏิบัติหน้าที่ที่ช่องเขาตะโก โดยช่วง 5 ทุ่มของวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะถึงเวลาหยุดยิง แม่ได้รับสายจากลูกชายคนโต บอกว่าน้องชายไม่อยู่แล้วนะ แม่ก็ร้องไห้เสียใจ ทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชายคนเล็ก เพราะในวันนั้นตัวแม่เองก็กำลังภาวนาขอให้ทุกอย่างสิ้นสุดโดยเร็ว ลูกชายจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่แล้วก็ไม่ทัน ในช่วงแรกแม่ร้องไห้ทุกวัน เพราะไม่คิดว่าลูกชายจะจากไปกระทันหันแบบนี้

กระทั่งได้กำลังใจจากครอบครัว และคนไทยทุกคนที่ส่งกำลังใจให้แม่ จึงพอได้คลายความโศกเศร้าเสียใจไปได้บ้าง วันนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งแม่ไม่มีลูกชายอยู่แล้ว แต่แม่ก็รู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ วันนี้แม่เดินทางมารับรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติด้วยความปราบปลื้มใจ และอยากบอกกับดวงวิญญาณลูกชายว่า ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ แม่จะพยายามเข้มแข็ง”

ทั้งนี้ แม่ยังบอกอีกว่า “แม่จะอยู่ให้ได้ ถึงแม้จะคิดถึงลูกชายมากก็ตาม แม่คิดว่าลูกชายมีบุญที่ได้ทำหน้าที่นี้ ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ”.

ภูมิใจในตัวลูก: ความรู้สึกของแม่ผู้เสียสละ

เรื่องราวของแม่ๆ ทหารกล้า สะท้อนถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และความเสียสละที่หาใดเปรียบมิได้ พวกเธอเลี้ยงดูลูกชายให้เติบโตและพร้อมที่จะปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความสูญเสียที่เจ็บปวดที่สุด

อะไรทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูก?

ความภูมิใจของแม่ไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จทางโลก แต่อยู่ที่การที่ลูกชายได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่และเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ภูมิใจในตัวลูกคือความรู้สึกที่อธิบายถึงความรักและความเคารพที่แม่มีต่อลูกชายอย่างแท้จริง การเสียสละเพื่อชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และแม่ทุกคนที่ลูกชายได้ทำหน้าที่นี้สมควรได้รับความยกย่องอย่างสูงสุด

การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเป็นสิ่งที่ยากจะทำใจ แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและความภาคภูมิใจในสิ่งที่ลูกชายได้ทำ ช่วยให้พวกเธอเข้มแข็งและก้าวต่อไปได้ เรื่องราวเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความเสียสละและความรักชาติ

ความเข้มแข็งและความรักชาติของแม่ๆ ทหารกล้าเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่องและจดจำตลอดไป

ที่มา – ภูมิใจในตัวลูก “แม่จ่าสิบเอกธีระยุทธ” เผยจะอยู่ให้ได้ แม้คิดถึงลูกชายมากก็ตาม

แม่สุดห่วง! ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ใจหาย! แม่สุดห่วงหลังทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิดขณะลาดตระเวนที่ปราสาทตาเมือนธม เผยเพิ่งดีใจเมื่อวาน ลูกชายโทรมาบอกว่า “สบายดี เขาหยุดรบแล้ว”

วันที่ 12 ส.ค. 68 กองทัพบกรายงานว่า หน่วยทหารพราน ร้อย.ทพ.2610 มีกำลังพลบาดเจ็บ คือ สิบเอก ธีรพล หรือ แกละ เพียขันที อายุ 48 ปี ตำแหน่ง ผบ.ชุดปฏิบัติการ ชป.ร้อย ทพ.กรม ทหารพราน 26 ถูกทุ่นระเบิด PMN 2 ขณะลาดตระเวนพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม เหตุเกิดเวลา 09.10 น. คาดว่าเป็นการนำระเบิดมาวางใหม่ ขณะนี้ ส.อ.ธีรพล ถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านนางสาคร เพียขันที อายุ 78 ปี แม่ของสิบเอก ธีรพล ที่ ต.สำโรงใหม่ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ พบว่ามีชาวบ้านมาให้กำลังใจจำนวนมาก รวมถึงหน่วยกู้ภัยฮุก 31 ที่นำข้าวของมาช่วยเหลือ

นางสาครดูคลิปภาพขณะรถพยาบาลนำร่างลูกชายส่งโรงพยาบาลด้วยความเป็นห่วง ทราบว่าลูกชายขาซ้ายขาดเพราะเหยียบทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา

แม่เล่าว่าลูกชายเป็นทหารพรานมา 23 ปี ทุกครั้งที่ไปทำงานชายแดน หรือกลับจากชายแดน จะมากราบเท้าแม่และเอาเท้าแม่เหยียบที่หัว นอกจากนี้ยังฉีกชายผ้าถุงของแม่ติดตัวไปด้วยเสมอ

หลังจากได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมก่อนรบ ลูกชายเก็บของและเดินทางไปเมื่อวันที่ 23 ก.ค. โทรศัพท์คุยกับแม่และครอบครัวทุกวัน แม้จะมีการหยุดยิงแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ลูกชายโทรมาบอกว่าสบายดี ไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะหยุดรบแล้ว แม่ก็ดีใจ แต่ข้ามคืนเดียวก็ได้รับข่าวร้ายว่าลูกชายขาขาด เพราะ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

นางสาครเล่าทั้งน้ำตายอมรับว่าเสียใจ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายได้รับใช้ชาติอย่างสมบูรณ์ หลังจากนี้จะดูแลลูกชายต่อไป

นายธนาศักดิ์ เพียขันที อายุ 21 ปี ลูกชายสิบเอกธีรพล เล่าว่าภูมิใจในตัวพ่อที่เป็นทหารและเป็นไอดอล ปีนี้อายุครบ 21 ปี จะสมัครเป็นทหารผลัด 2 ในเดือนพฤศจิกายน 68

แม่สุดห่วง ทราบข่าว ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด

ความเสียสละของ ส.อ.ธีรพล

เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน แม้จะมีความเสี่ยงภัยรอบด้าน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นกับ ส.อ.ธีรพล แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติหน้าที่

ความเข้มแข็งของนางสาครผู้เป็นแม่ และความภาคภูมิใจของลูกชายที่มีต่อผู้เป็นพ่อ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เข้มแข็งของครอบครัวทหาร ขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.ธีรพล หายจากอาการบาดเจ็บโดยไว และขอขอบคุณในความเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ส.อ.ธีรพล เหยียบกับระเบิด เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย.

ที่มา – แม่สุดห่วง ทราบข่าว “ส.อ.ธีรพล” เหยียบกับระเบิด เผยเพิ่งโทรบอกเมื่อวานว่าสบายดี

Scroll to top