ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

“สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

“สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ สำหรับกรณีที่มีข่าวแอร์โฮสเตสถูกจับกุมในข้อหาเกี่ยวข้องกับสารเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในภาพรวม วันนี้เรามาติดตามความคืบหน้าจากปากคำของ นายสุรศักดิ์ เจริญพันธุ์วรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนครับ

อย่างที่ทราบกันดีว่า “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร โดยท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงผ่านทางรัฐสภาว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ได้เป็นนโยบายหรือพฤติกรรมในระดับองค์กรแต่อย่างใด ดังนั้น สายการบินแห่งชาติของเรายังคงมีมาตรฐานการให้บริการที่เชื่อถือได้เช่นเดิม แม้ว่าภาพลักษณ์อาจจะได้รับผลกระทบไปบ้างในระยะสั้น แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างส่วนบุคคลกับองค์กรครับ

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัย

เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อผู้โดยสารและประเทศปลายทาง ทางกระทรวงฯ ได้กำชับให้มีการปรับปรุงมาตรการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองลูกเรือทั้งก่อนออกเดินทางและหลังเดินทางกลับ
  • ยกระดับการตรวจสารเสพติดให้มีความแม่นยำและเข้มข้นมากขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดในลักษณะนี้อย่างเด็ดขาด

แม้บทสรุปที่ว่า “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร จะช่วยลดความกังวลเรื่องการถูกแบนสายการบินไปได้ แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความใส่ใจในการบริหารจัดการบุคลากรและการคัดกรองคนเข้าออกประเทศ ซึ่งถือเป็นหน้าตาของชาติ

ทางรัฐมนตรียังย้ำอีกว่า การที่ออสเตรเลียเคยแบนสายการบินเมื่อหลายปีก่อนนั้นเป็นคนละกรณีกัน และในครั้งนี้เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้กระทำผิดเอง ไม่ใช่การประสานงานร่วมมือกันภายในองค์กร จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องยกเลิกการดำเนินงานหรือระงับเส้นทางบินครับ

ท้ายที่สุด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้โดยสารเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกสายการบินต้องนำไปปรับปรุงเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หวังว่ามาตรการที่เข้มงวดขึ้นนี้จะช่วยสร้างมั่นใจให้กับทุกคนได้ครับ

ที่มา – “สุรศักดิ์” ยันจับแอร์การบินไทยที่ออสเตรเลีย เรื่องส่วนตัวไม่กระทบองค์กร

บุกค้นที่พัก แอร์สาวไทย ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกในสังคมไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่มีข่าวการจับกุมลูกเรือสายการบินในข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดประเภทเฮโรอีนที่ประเทศออสเตรเลีย จนนำไปสู่การที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งกำลังเข้าบุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของเพื่อสืบหาผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการผิดกฎหมายนี้

บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยความพยายามหาช่องว่างในการใช้บุคลากรในสายการบินมาเป็นเครื่องมือ หากคุณได้รับการขอร้องหรือจ้างวานให้หิ้วของติดตัวไปต่างประเทศ หรือรับฝากกระเป๋าเดินทางจากคนไม่สนิท ต้องคิดให้ดีก่อนรับปาก เพราะอาจกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรงได้โดยไม่รู้ตัว

ภัยเงียบจากการรับหิ้วของที่ต้องระวัง

ปัจจุบันกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดมักใช้วิธีการจ้างวานคนทั่วไป หรือแม้แต่พนักงานสายการบิน ให้ช่วยขนพัสดุหรือกระเป๋าเดินทางที่มีการซุกซ่อนสิ่งผิดกฎหมาย โดยที่ผู้รับฝากไม่ทราบมาก่อน การบุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของในรอบนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางทุกคน

  • ตรวจสอบสัมภาระของตนเองให้ดีเสมอ และอย่ารับของจากคนแปลกหน้า
  • ปฏิเสธการรับหิ้วของหรือฝากสิ่งของข้ามประเทศเด็ดขาด
  • หากพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระที่ได้รับฝาก ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่ทันที

สำหรับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. นั้น ได้มีการร่วมมือกับ AFP อย่างใกล้ชิดผ่านปฏิบัติการ Taskforce Storm ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติอย่างจริงจัง พร้อมทั้งยกระดับมาตรการสแกนสัมภาระ ณ ท่าอากาศยานให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อสกัดกั้นกลุ่มคนร้ายที่มุ่งหวังใช้สนามบินเป็นฐานปฏิบัติการ

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ความใจดีหรือความอยากหารายได้เสริมเพียงเล็กน้อยจากการรับหิ้วของ อาจแลกมาด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต เพราะโทษทางกฎหมายของการนำเข้ายาเสพติดประเภท 1 นั้นสูงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ตามกฎหมายของทั้งประเทศไทยและประเทศปลายทาง เราควรพึงระลึกไว้เสมอว่า การหิ้วของให้ผู้อื่นไม่ใช่เรื่องสนุก แต่เป็นความเสี่ยงที่คุณไม่ควรเอาชีวิตไปแลกเด็ดขาด หากใครพบเบาะแสยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – บุกค้นที่พัก “แอร์สาวไทย” ขยายผลเครือข่ายเฮโรอีนข้ามชาติ เตือนอย่ารับหิ้วของ

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจในขณะนี้ กับกรณีที่มีรายงานว่ามีลูกเรือสาวชาวไทยถูกเจ้าหน้าที่ทางการออสเตรเลียควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับยาเสพติด ล่าสุดทาง โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างมากครับ

โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย อย่างเป็นทางการ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงกรณีที่สื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจ โดยทางตำรวจไทยได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทาง สำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) ประจำประเทศไทย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ชัดเจนที่สุด

สรุปสถานะล่าสุดของคดี แอร์สาวไทยซุกเฮโรอีน

ปัจจุบันจากการรายงานของ AFP ได้มีการยืนยันข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • บุคคลดังกล่าวถูกควบคุมตัวที่ประเทศออสเตรเลียจริง
  • ขณะนี้เธอถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Dame Phyllis Frost Correctional Centre ในรัฐวิกตอเรีย
  • ทางเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าผู้ต้องหารายนี้ไม่มีประวัติการกระทำความผิดในประเทศออสเตรเลียมาก่อน
  • ขณะนี้คดียังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานตามกระบวนการทางกฎหมายของออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม การที่ โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย นั้นแสดงให้เห็นว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งการตรวจสอบข้อมูลในไทยและประสานกับหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการดำเนินการตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

สำหรับกรณี โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ทำงานในสายการบินหรือผู้ที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศ การรักษากฎกติกาและการตรวจสอบสิ่งของสัมภาระให้รอบคอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อป้องกันตัวเองจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันครับ ในฐานะที่เราเป็นผู้ติดตามข่าวสาร คงต้องรอผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากทางออสเตรเลียว่าบทสรุปของคดีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และมีการสาวไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่

ที่มา – โฆษก ตร. เผยประสาน AFP ยัน “แอร์สาวไทย” ซุกเฮโรอีน ถูกควบคุมตัวที่ออสเตรเลีย

ตรุษจีน 2569 คึกคัก นักท่องเที่ยวจีน 4 แสนคน

เทศกาลตรุษจีน 2569 มาถึงแล้ว และปีนี้คึกคักสุดๆ ด้วย ตรุษจีน 2569 คึกคัก “นักท่องเที่ยวจีน” กว่า 4 แสนคน บินเข้ามาเที่ยวประเทศไทย ทำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ต้องจัดเต็มกิจกรรมต้อนรับอย่างอบอุ่น เพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่นักเดินทางมาถึง สร้างมิตรภาพไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ตรุษจีน 2569 คึกคัก “นักท่องเที่ยวจีน” กว่า 4 แสนคน บินเข้ามาเที่ยวประเทศไทย

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ทสภ. ได้จัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับผู้โดยสารชาวจีน โดยมี น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) และ นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการ ทสภ. ร่วมมอบของที่ระลึกและคำอวยพรปีใหม่จีน ณ ซุ้มถ่ายภาพบริเวณสายพานรับกระเป๋า 11-12 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังมีการแสดงชุด “มิตรภาพไทย-จีน” ที่เต็มไปด้วยสีสันและสิริมงคล ทำให้ผู้โดยสารยิ้มแก้มปริตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทาง

กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีนที่เป็นเทศกาลใหญ่ที่สุดของชาวจีน

คาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารตรุษจีน 2569 พุ่งสูง

ตามที่ น.ส.ปวีณา เปิดเผย ในช่วง 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 AOT คาดการณ์เที่ยวบินที่ ทสภ. รวม 11,374 เที่ยว แบ่งเป็นระหว่างประเทศ 8,546 เที่ยว (เฉลี่ย 855 ต่อวัน) และภายในประเทศ 2,828 เที่ยว (เฉลี่ย 283 ต่อวัน) เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อน ผู้โดยสารรวม 1,971,050 คน (เฉลี่ย 197,105 ต่อวัน) เพิ่ม 0.2%

  • จากจีน: ผู้โดยสาร 444,255 คน (เฉลี่ย 44,426 ต่อวัน) เพิ่ม 24.2%
  • เที่ยวบินจากจีน: 2,889 เที่ยว (เฉลี่ย 289 ต่อวัน) เพิ่ม 20.5%
  • เที่ยวบินพิเศษ/เช่าเหมา: 362 เที่ยว (ระหว่างประเทศ 239, ภายใน 123)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทสภ. เตรียมพร้อมรับมือเต็มสูบ

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการ ทสภ. ย้ำถึงการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้บริการรวดเร็ว ปลอดภัย โดยเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในจุดสำคัญ เช่น

  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและจุดตรวจค้นสัมภาระ
  • พนักงานรถเข็นกระเป๋าและทำความสะอาด
  • Airport Ambassador และล่ามภาษาจีนคอยช่วยเหลือ
  • ประสานร้านค้า-ร้านอาหารทำป้ายภาษาจีน

ทุกอย่างพร้อมรับมือช่วง peak hour สร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสาร สามารถติดต่อ AOT Contact Center 1722 ตลอด 24 ชม.

ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยจากตรุษจีน 2569

การมาเยือนของนักท่องเที่ยวจีนกว่า 4 แสนคน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก สถานที่ยอดนิยมอย่างวัดพระแก้ว ไชน่าทาวน์ (เยาวราช) และตลาดนัดจตุจักร คาดว่าจะคึกคัก นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นรายได้หลังโควิด สร้างโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทย

ในมุมส่วนตัว คิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีของปีนักมังกรเขียว การท่องเที่ยวไทยกำลังกลับมาบูมอีกครั้ง หากรัฐและเอกชนร่วมมือกัน จะยั่งยืนแน่นอน

CTA: ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือเจ้าของธุรกิจ อย่าพลาด! จองตั๋วและโปรโมชั่นตรุษจีน 2569 ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้พลาดความสนุกและรายได้มหาศาล

ที่มา – ตรุษจีน 2569 คึกคัก “นักท่องเที่ยวจีน” กว่า 4 แสนคน บินเข้ามาเที่ยวประเทศไทย

ตร.เร่งสอบ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ**

จากกรณีที่ปรากฏข่าว **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสืบสวนหาที่มาของโดรนดังกล่าว แม้ว่าในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้

ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

ผบ.ตร. กล่าวว่า การปฏิบัติงานของตำรวจในเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ โดยมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ วงใน (ทอ.และ ทอท.), วงกลาง (ตร.) และวงนอก (ทบ.) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีมาตรการและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการป้องกัน ปราบปราม และสืบสวนสอบสวน

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.), กสทช., ทอท., ตร. และกองทัพ เพื่อประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร วางแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

โทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำผิดกรณี ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

สำหรับผู้ที่ใช้โดรนในพื้นที่ห้ามบินหรือสนามบิน จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่หากพบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความมั่นคง หมวด 2 และ 3 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

ผบ.ตร. ได้ฝากเตือนไปยังผู้ที่มีความคิดที่จะก่อกวนหรือกระทำความผิด ให้ตระหนักถึงโทษที่ร้ายแรงที่จะได้รับ และยืนยันว่าตำรวจได้มีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

กรณีที่มีรายงานว่าพบโดรนถึง 40 ลำในบริเวณสุวรรณภูมิ ผบ.ตร. กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อร่วมปฏิบัติงานกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว แต่ยังไม่พบโดรนตามจำนวนที่ได้รับรายงาน

ในการสืบสวนหาที่มาของโดรนนั้น ตำรวจจะใช้วิชาการสอบสวน เนื่องจากในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังไม่มีกล้องวงจรปิดหรือระบบที่สามารถใช้ในการสืบสวนได้ จึงจำเป็นต้องตั้งสมมติฐานและดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาผู้กระทำผิด

หากพบว่ามีโดรนจำนวนมากบินอยู่ในบริเวณสนามบินจริง ก็จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการก่อวินาศกรรมหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาประเมินร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและรายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ (ศปก.ทอ.) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและรับมือที่เหมาะสม

ผบ.ตร. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในหลายครั้งที่ประชาชนเห็นเป็นโดรน อาจเป็นเพียงแสงจากอากาศยาน (เครื่องบิน) ซึ่งสามารถตรวจสอบได้เบื้องต้นด้วยแอปพลิเคชั่น Flightradar แต่หากพบเห็นโดรนในพื้นที่ใด ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามตัวผู้กระทำผิด

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ตำรวจได้กำหนดแผนปฏิบัติเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินจากการใช้อากาศยานไร้คนขับในการก่อเหตุหรือกระทำการไม่พึงประสงค์แล้ว และยืนยันว่าจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดสามารถปั่นป่วนสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในอนาคต

ที่มา – ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ เตือนพวกคิดป่วน โทษหนักถึงประหาร-คุกตลอดชีวิต

กพท. ปลื้ม! ไทยยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กพท. ปลื้มนําทัพพาทีมไทยผ่านการตรวจ USAP-CMA มาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินมีพัฒนาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ย้ำการตรวจครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในด้านความปลอดภัย

พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. เปิดเผยว่า องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้เสร็จสิ้นการตรวจสอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของประเทศไทย ภายใต้โครงการตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินสากลแบบติดตามต่อเนื่อง หรือ USAP-CMA (Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–18 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

สำหรับการตรวจครั้งนี้มีเป้าหมายประเมินความมีประสิทธิผลในการดำเนินงานตามมาตรฐานและข้อพึงปฏิบัติของ ICAO ด้านการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการบินพลเรือน ครอบคลุมทั้งหมด 9 หมวดสำคัญ อาทิ ระบบกฎหมายและกำกับดูแล การฝึกอบรมบุคลากร การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยในสนามบินและอากาศยาน การตรวจผู้โดยสาร–สัมภาระ ความปลอดภัยด้านสินค้าและไปรษณียภัณฑ์ รวมถึงการตอบสนองต่อการกระทำอันเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบและมาตรการอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับด้านความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การตรวจประเมินในครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร กรมการกงสุล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมด้วยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด รวมถึงสายการบิน คลังสินค้า และครัวการบินหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่ความปลอดภัยของระบบการบินไทย

ทั้งนี้ คณะผู้ตรวจสอบของ ICAO ได้แจ้งผลเบื้องต้นในวันปิดการตรวจประเมินว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านมาตรฐานการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานในการยกระดับระบบความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การตรวจประเมินครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะประเทศที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความปลอดภัยการบิน และช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศในระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พลอากาศเอก มนัท ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อทุกหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็งตลอดกระบวนการตรวจ พร้อมย้ำว่า CAAT ให้ความสำคัญสูงสุดต่อมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงของการบินพลเรือน ซึ่งเป็นรากฐานของระบบการบินสากล ผลการตรวจในครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใสและเข้มแข็ง หากยังเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดพัฒนาระบบความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก. ยืนยันว่า CAAT จะเดินหน้าพัฒนาการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมคงมาตรฐานให้ทัดเทียมประเทศชั้นนำทั่วโลก.

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

กพท. ปลื้ม ICAO ชื่นชมไทย ยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ICAO ชื่นชมไทยยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลการประเมินของ ICAO ที่ชื่นชมประเทศไทยในการยกระดับความปลอดภัยการบินที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นข่าวดีและเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการบินของไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา – กพท. ปลื้ม ICAO ชื่นชมไทย ยกระดับความปลอดภัยการบินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

AOT ปลื้ม! 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปีงบประมาณ 2568 การบินโตต่อเนื่อง ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สนามบินระดับโลก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ AOT บริหารจัดการสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 602,195 เที่ยวบิน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง 9.79% โดยแบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 341,523 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 260,672 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวม 97.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.87% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 59.48 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 37.76 ล้านคน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีรายได้จากกิจการการบินจำนวน 25,645.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 2,376.90 ล้านบาท คิดเป็น 10.22% ในขณะที่รายได้รวมของ AOT อยู่ที่ 52,324.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,262.37 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้านได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด (Airport Connectivity Ranking) ประจำปี 2567 โดยสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มีต่อท่าอากาศยานของ AOT ในด้านความปลอดภัย การให้บริการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AOT เดินหน้าพัฒนาโครงการรองรับการเติบโต

เพื่อรองรับการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางการบิน AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการและมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) ที่มอบให้แก่สายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่มายังท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT หรือเส้นทางการบินใหม่ของสายการบิน ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ส่วนลดด้านการบิน 50% ตลอดระยะเวลาโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marketing Fund ที่สนับสนุนงบส่งเสริมการตลาดในอัตรา 300 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยจูงใจสายการบินให้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมายังสนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย อันเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม “FAM Trip” ที่นำผู้แทนสายการบินและบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเยี่ยมชมการท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการแนะนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาและเชียงราย เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ AOT จึงได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575

ขณะเดียวกัน AOT ก็มีแผนที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โครงการ MRO โครงการ Private Jet Terminal โครงการ Logistics Hub Training Center ศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า โชว์รูมรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการ Attraction in Terminal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-AIR ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสายการบินที่เข้ามาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บริการเหล่านี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขณะที่เครื่องบินเข้าจอด ณ หลุมจอดอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AOT ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้กับสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป การเติบโตของ AOT ที่มีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย

การที่ AOT มีผลประกอบการที่เติบโตและมีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และความสามารถในการบริหารจัดการของ AOT ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาสนามบินและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมยกระดับสู่สนามบินระดับโลก

Scroll to top