นฤชา โฆษาศิวิไลซ์

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ไม่แจกปืนกำนัน-ผญบ.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาวุธปืน ล่าสุด นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดจำนวนปืนในสังคมอย่างจริงจัง

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

หลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน ที่มีการกล่าวถึงการมอบรางวัลเป็นอาวุธปืน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรางวัลเป็นสิ่งของหรือเงินสดที่มีมูลค่าเทียบเท่าแทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการระงับการออกใบอนุญาตซื้อหรือใบ ป.3 ที่กำลังบังคับใช้ในขณะนี้

สรุปมาตรการควบคุมอาวุธปืนฉบับเข้มข้น

นโยบาย นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน ในครั้งนี้ถือเป็นการล็อกระบบฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อระงับการออกใบอนุญาตชั่วคราว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ควรรู้ดังนี้:

  • ระงับการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งประชาชนและปืนสวัสดิการ
  • รางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากอาวุธปืนเป็นแหนบทองคำหรือสิ่งของแทน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จำเป็นต้องพกปืนต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชา

การดำเนินการเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาอาวุธปืน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความกังวลเรื่องการพกอาวุธปืนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อธิบดีกรมการปกครองได้เน้นย้ำว่า หากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาตามคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยังคงสามารถพกพาอาวุธเพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้อาจจะดูเข้มงวดในช่วงแรก แต่หากพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวในการลดความรุนแรงในสังคมแล้ว การควบคุมใบอนุญาตอย่างเป็นระบบถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “นฤชา” ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

กรมการปกครอง สั่งด่วนที่สุด เร่งช่วยประชาชนยืนยันตัวตน–ยื่นทบทวนสิทธิ บัตรคนจน

กรมการปกครอง สั่งด่วนที่สุด เร่งช่วยประชาชนยืนยันตัวตน–ยื่นทบทวนสิทธิ บัตรคนจน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ล่าสุดทางกรมการปกครองได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยมีคำสั่งด่วนที่สุดไปยังทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการทำกระบวนการยืนยันตัวตนและยื่นทบทวนสิทธิให้รวดเร็วและทั่วถึงที่สุด ไม่ว่าคุณจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน ก็มั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมีอย่างครบถ้วน

มาตรการช่วยเหลือประชาชนภายใต้โครงการบัตรคนจน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เน้นย้ำว่า หลังจากที่มีการประกาศผลผู้ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรมการปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้สั่งให้ทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศเปิดศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่อง กรมการปกครอง สั่งด่วนที่สุด เร่งช่วยประชาชนยืนยันตัวตน–ยื่นทบทวนสิทธิ บัตรคนจน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นอกจากการประกาศผลแล้ว ทางการยังได้เพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกผ่านศูนย์ OSS หรือ One Stop Service ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถเข้าไปขอคำแนะนำได้โดยตรง ทั้งการยืนยันตัวตนแบบ e-KYC หรือกรณีไม่ผ่านเกณฑ์แล้วต้องการยื่นอุทธรณ์ ก็สามารถดำเนินการได้ทันทีที่จุดบริการนี้

ช่องทางตรวจสอบสิทธิและบริการช่วยเหลือ

  • ตรวจสอบสถานะ: ผ่านแอปฯ เป๋าตัง, แอปฯ ทางรัฐ หรือเว็บไซต์โครงการฯ
  • ธนาคารรัฐ: ติดต่อธนาคารกรุงไทย, ออมสิน, ธ.ก.ส., ธอส. และธนาคารอิสลามฯ
  • บริการถึงที่: สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง สามารถติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่อำเภอ เพื่อขอรับความช่วยเหลือในระดับพื้นที่ได้ตามนโยบาย “อำเภอพึ่งได้”

ด้วยมาตรการ กรมการปกครอง สั่งด่วนที่สุด เร่งช่วยประชาชนยืนยันตัวตน–ยื่นทบทวนสิทธิ บัตรคนจน ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของภาครัฐที่ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เปราะบางที่อาจเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงลำพัง การมีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือถึงหมู่บ้านผ่านหอกระจายข่าวและการลงพื้นที่ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงสวัสดิการรัฐครับ

หากท่านสงสัยหรือมีปัญหาในการตรวจสอบสิทธิ อย่าลังเลที่จะติดต่อไปยังที่ว่าการอำเภอใกล้บ้าน หรือติดตามข่าวสารจากหอกระจายข่าวในหมู่บ้านของท่าน เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพร้อมที่จะให้คำตอบและพาคุณไปถึงจุดหมายในการรับสิทธินี้ได้อย่างแน่นอน

ที่มา – กรมการปกครอง สั่งด่วนที่สุด เร่งช่วยประชาชนยืนยันตัวตน–ยื่นทบทวนสิทธิ บัตรคนจน

พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย.

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความชัดเจนเรื่องสวัสดิการแห่งรัฐ! ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอ พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. เพื่อให้โอกาสประชาชนที่พลาดสิทธิหรือติดขัดเรื่องเอกสารได้ดำเนินการอย่างครบถ้วนมากขึ้น

พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. พร้อมตั้งศูนย์ One Stop Service

ด้วยเหตุผลที่ว่ายังมีพี่น้องประชาชนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งอาจจะไม่สะดวกในการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ รัฐบาลจึงไม่ได้นิ่งนอนใจและสั่งการให้มีการตั้งศูนย์ One Stop Service ขึ้นในทุกอำเภอทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถมายื่นอุทธรณ์ได้โดยตรงที่ที่ว่าการอำเภอ หรือผ่านกลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่

มาตรการใหม่ช่วยตรวจสอบกรณีถูกสวมชื่อหรือบัญชีม้า

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือกรณีที่ประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะผู้พิการ พบว่าชื่อของตนเองถูกนำไปใช้ในทางธุรกิจ หรือถูกสวมชื่อเป็นกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ พลพีร์ เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยายเวลา แต่ยังเป็นโอกาสในการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง โดยทางกระทรวงพาณิชย์และตำรวจจะเข้ามาร่วมตรวจสอบเพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกโจรกรรมข้อมูลหรือถูกเปิดบัญชีม้าอย่างไม่เป็นธรรม

  • บริการ One Stop Service ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง
  • การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปรับเรื่องถึงในหมู่บ้าน
  • เน้นตรวจสอบข้อมูลผู้มีรายได้น้อยให้ตรงกับความเป็นจริง
  • เปิดช่องทางแจ้งเหตุถูกนำชื่อไปสวมสิทธิประกอบธุรกิจ

นอกจากนี้ กรมการปกครองยังได้สั่งการให้จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านหอกระจายข่าวในหมู่บ้าน เพื่อไม่ให้ใครตกหล่นจากสิทธิที่ควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าที่ได้รับสนับสนุนเดือนละ 315 บาท หรือการใช้น้ำประปาฟรีตามเงื่อนไข สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในรอบนี้ ก็ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ไว้รองรับการช่วยเหลือเบื้องต้นจากภาครัฐอีกด้วย

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลพยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตจริงของประชาชนมากขึ้น หากใครที่ยังดำเนินการไม่เรียบร้อย แนะนำให้รีบเตรียมเอกสารและสอบถามข้อมูลที่ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อรักษาสิทธิของท่านให้ครบถ้วนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดครับ

ที่มา – “พลพีร์” เผยมหาดไทย ขยายเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. ตั้งศูนย์ One Stop Service ทุกอำเภอ

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

เชื่อว่ากลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตที่กำลังประสบปัญหาเรื่องใบอนุญาตคงจะหายใจคล่องขึ้น เมื่อล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศข่าวดีด้วยการ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่เข้าระบบได้มีเวลาเตรียมตัวและขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่โดยตรงครับ

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

ด้วยความตั้งใจที่จะจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและยกระดับมาตรฐานการบริการในภูเก็ตให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหา ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อดึงผู้ประกอบการที่ยังติดปัญหาด้านเอกสารให้เข้ามาดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมถึงต้องขยายเวลาบริการ?

การที่ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ:

  • ป้องกันมิจฉาชีพหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีแอบอ้างฉวยโอกาสเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ
  • การตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโรงแรมหรือรุกล้ำพื้นที่โดยมิชอบ
  • เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ปรึกษาปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายนี้ โดยได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคุ้มค่ากับผู้ประกอบการมากที่สุด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสะอาด โปร่งใส และพร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมั่นคงครับ

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เกี่ยวข้อง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดระเบียบในครั้งนี้จะทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และช่วยลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบลงได้อย่างถาวร ใครที่มีข้อสงสัยหรือติดอุปสรรคใดๆ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปใช้บริการที่คลินิกให้คำปรึกษาภายในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ เพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของตัวคุณเองครับ

ที่มา – มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

นฤชา งง ภคมน กล่าวหาเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น โอดถูกพาดพิงเกินไป

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ออกมาเปิดใจถึงกรณีที่ แบบนี้มันเกินไป “นฤชา” งง “ภคมน” กล่าวหาเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น โอดถูกพาดพิงทุกเรื่อง โดยระบุว่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่งจากการถูกพาดพิงโดย สส. จากพรรคประชาชน

เข้าใจความจริงเมื่อ แบบนี้มันเกินไป “นฤชา” งง “ภคมน” กล่าวหาเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น โอดถูกพาดพิงทุกเรื่อง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ได้ออกมาเปิดเผยเอกสารที่เชื่อมโยงถึงกระบวนการจัดสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นในสมัยที่นายนฤชายังดำรงตำแหน่งอธิบดี โดยมองว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใส อย่างไรก็ตาม นายนฤชาได้ออกมาโต้แย้งข้อกล่าวหาทั้งหมดด้วยเหตุผลที่แสดงถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการทำงานที่ผ่านมา

เปิดขั้นตอนการทำงานที่โปร่งใสในมุมของนฤชา

นายนฤชาได้ชี้แจงถึงรายละเอียดของการทำงานในช่วงที่ผ่านมาว่า

  • มีการทำ TOR ใหม่ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก รวมถึง ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.
  • เปลี่ยนวิธีการคัดเลือกจากเดิมที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการจิ้มเลือก มาใช้ระบบ e-Bidding ที่มีการแข่งขันสูงและยุติธรรม
  • กำหนดให้แบ่งการสอบออกเป็น 10 ศูนย์เพื่อป้องกันการทุจริต
  • เน้นตรวจข้อสอบทันทีหลังเสร็จสิ้นเพื่อปิดช่องโหว่

นายนฤชาย้ำว่า การลงนามในสมัยนั้นเป็นเพียงการดำเนินการตามขั้นตอนเอกสารเท่านั้น และตัวเขาก็ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยก่อนที่สัญญาจะเริ่มต้นเสียอีก การที่เขาถูกตั้งคำถามว่าทุจริตนั้นจึงเป็นเรื่องที่เกินจริงอย่างมาก และนายนฤชาเองก็ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า แบบนี้มันเกินไป “นฤชา” งง “ภคมน” กล่าวหาเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น โอดถูกพาดพิงทุกเรื่อง เพราะที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่ด้วยความตรงไปตรงมาเสมอ ไม่มีประวัติบ้าๆ บอๆ อย่างที่ถูกกล่าวหาแน่นอน

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการอาจเป็นกลไกตรวจสอบที่สำคัญ แต่การกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความรู้สึกของข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน การตรวจสอบควรทำอย่างสร้างสรรค์และตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการลดทอนกำลังใจของคนทำงานที่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง หรือคุณมีความเห็นอย่างไรต่อกรณีนี้ สามารถร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – แบบนี้มันเกินไป “นฤชา” งง “ภคมน” กล่าวหาเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น โอดถูกพาดพิงทุกเรื่อง

อดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ อธิบดีปกครอง ผิด ม.157

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการ เมื่ออดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ “อธิบดีปกครอง” ผิดม.157 ปมไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” หลังจากที่มีคำสั่งย้ายให้ไปช่วยราชการโดยไม่มีเหตุผลอันควร ซึ่งงานนี้เจ้าตัวไม่ขออยู่เฉย พร้อมสู้สุดใจเพื่อความถูกต้องและธรรมาภิบาลในระบบราชการไทย

อดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ “อธิบดีปกครอง” ผิดม.157 ปมไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้ยื่นฟ้องนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 โดยระบุว่าได้รับข้อความผ่านแอปพลิเคชันไลน์จากอธิบดีฯ ว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งตีความได้ว่าเป็นการสั่งการให้ช่วยเหลือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งในช่วงเวลาการเลือกตั้งที่ข้าราชการต้องวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด

เหตุผลเบื้องหลัง อดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ “อธิบดีปกครอง” ผิดม.157

การกระทำดังกล่าวถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจาก:

  • เป็นการละเมิดหลักความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
  • เกิดการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการสั่งย้ายข้าราชการที่ปฏิเสธการทำผิดจริยธรรม
  • มีการร้องเรียนว่าเกิดการกลั่นแกล้งหลังจากที่ปลัดฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันในการยึดคืนผืนป่าริมหาดจำนวน 65 ไร่

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลแค่ต่อตัวบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบราชการไทย การที่ อดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ “อธิบดีปกครอง” ผิดม.157 ปมไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมว่าคนผิดจะได้รับผลกรรมอย่างไร และข้าราชการน้ำดีจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่

หากการตรวจสอบพบว่าเป็นเรื่องจริง ถือว่าเป็นการกระทำที่ทำลายความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งอย่างร้ายแรง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และจะมีใครอีกบ้างที่ถูกพาดพิงถึงในกรณีนี้ เพราะระบบราชการไทยต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือของพรรคการเมืองใดครับ

ที่มา – อดีตปลัดภูเก็ต ยื่นฟ้องกลับ “อธิบดีปกครอง” ผิดม.157 ปมไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

กมธ. สอบปม “ช่วยน้ำเงินด้วย” รองอธิบดีปกครอง ไม่ยืนยันไลน์นฤชา

กมธ. สอบปม “ช่วยน้ำเงินด้วย” รองอธิบดีปกครอง ไม่ยืนยันไลน์นฤชา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการตรวจสอบพฤติการณ์การใช้อำนาจหน้าที่ของอธิบดีกรมการปกครอง ที่มีข้อความหลุดออกมาในลักษณะสั่งการให้ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา งานนี้คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ไม่นิ่งนอนใจ เดินหน้าเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงด่วน

สรุปเหตุการณ์ กมธ. สอบปม “ช่วยน้ำเงินด้วย”

ในการประชุมล่าสุดที่รัฐสภา นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้นำหลักฐานแชตข้อความดังกล่าวมาเปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการฯ โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ชี้แจงในมุมของตนว่าการตอบกลับไปว่า “100% ครับนาย” นั้นเป็นเพียงการตอบตามมารยาทผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ในความเป็นจริงตนไม่ได้ดำเนินการช่วยเหลือแต่อย่างใด เนื่องจากไม่รู้จักใครในพื้นที่ภูเก็ต

  • ประเด็นสำคัญที่ กมธ. ตั้งคำถาม:
  • ใครคือเจ้าของบัญชีไลน์ที่สั่งการ
  • ทำไมขณะนั้นถึงต้องสั่งการผ่านแชต
  • กระบวนการตรวจสอบของกรมการปกครองเป็นอย่างไร

ด้านนายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเข้าชี้แจงแทนอธิบดี ได้ให้ข้อมูลว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่าไลน์ดังกล่าวเป็นของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ จริงหรือไม่ แม้ว่าเรื่องนี้จะดูเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ทางหน่วยงานขอยืนยันว่าข้าราชการฝ่ายปกครองยังคงยึดมั่นในความเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด

ความคืบหน้าของการตรวจสอบและบทลงโทษ

ในส่วนของ ก.พ. ได้ให้ความเห็นว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” นี้จำเป็นต้องมีการตรวจสอบบริบทอย่างละเอียด เพราะหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ทั้งผู้สั่งการและผู้รับคำสั่งก็อาจเข้าข่ายความผิดทางวินัยฐานไม่เป็นกลางทางการเมือง สิ่งที่สังคมเฝ้ารอคือความชัดเจนว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร และจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างจริงจังหรือไม่

บทเรียนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล ทุกคำสั่งการผ่านโซเชียลมีเดียสามารถกลายเป็นหลักฐานสำคัญได้เสมอ การทำงานของข้าราชการจึงต้องมีความระมัดระวังและยึดถือระเบียบกฎหมายเป็นที่ตั้ง หากผลสอบออกมาอย่างไร สังคมคาดหวังเพียงความโปร่งใสและยุติธรรม เพราะความเป็นกลางคือหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? การสั่งการในยุคออนไลน์แบบนี้ควรเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดความโปร่งใสที่สุด มาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคมไทยกันครับ

ที่มา – กมธ. สอบปม “ช่วยน้ำเงินด้วย” รองอธิบดีปกครอง ไม่ยืนยันเป็นไลน์ “นฤชา” จริงหรือไม่

พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถามสดต่อรัฐบาล กรณีแชตหลุดปริศนาที่เชื่อมโยงถึงตัวอธิบดีกรมการปกครอง โดยมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่ามีการแทรกแซงหรือมี “มือที่มองไม่เห็น” เข้ามาช่วยสนับสนุนสีน้ำเงินให้ได้เปรียบในสนามเลือกตั้งหรือไม่

ประเด็นที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้นำมาอภิปรายคือการเปิดแชตหลุดที่อดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตนำมาเผยแพร่ ซึ่งระบุถึงนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ว่ามีการร้องขอให้ “ช่วยสีน้ำเงิน” แม้ทางนายนฤชาจะชี้แจงว่าเป็นเพียงการอ้างเหตุผลเรื่องระบบไลน์สาธารณะที่อาจถูกแอบอ้างได้ แต่ สส.พรรคประชาชนกลับมองว่านี่คือข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น และต้องการคำตอบที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างไร

เบื้องลึกนโยบายสีน้ำเงินกับคำถามพริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ ได้ตั้งข้อสงสัยว่าแชตดังกล่าวอาจเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีการแทรกแซงผ่านกลไกการโยกย้ายนายอำเภอจำนวน 304 คน ซึ่งหลายคนถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเขตเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องสถานะของหน่วยงานภายใต้กรมการปกครองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ทำให้สาธารณชนตั้งคำถามถึง “รหัสลับ” หรือ “อิทธิพลมืด” ที่อาจส่งผลต่อความเป็นธรรมทางการเมือง

ด้านนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย ได้ตอบชี้แจงแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทางกระทรวงได้รับหนังสือชี้แจงจากทางนายนฤชาแล้ว และกำลังพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ พร้อมย้ำว่าหน่วยงานยึดถือนโยบาย “สีกากี” คือสีของทางราชการ ไม่มีใครสามารถเข้าไปสั่งประชาชนในคูหาเลือกตั้งได้

  • การตรวจสอบต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่าข้อสันนิษฐาน
  • ประชาชนสามารถร้องต่อคณะกรรมาธิการการปกครองเพื่อความโปร่งใสได้
  • รัฐบาลยืนยันว่าข้าราชการมีหน้าที่ดูแลการเลือกตั้งตามกฎหมาย ไม่ใช่ผู้ชี้นำผลการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม สังคมยังคงจับตามองต่อไปว่าการตรวจสอบ พริษฐ์ ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน ในครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร การตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะเป็นเพียงการซื้อเวลาหรือเป็นการคืนความยุติธรรมให้กับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการกันแน่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจไม่ว่าสีใดก็ตาม

ที่มา – “พริษฐ์” ถามกระทู้สด เค้นอธิบดีปกครอง ปมแชตหลุดช่วยสีน้ำเงิน บี้มหาดไทยตั้ง คกก. สอบ “นฤชา”

วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่มีการแฉไลน์หลุดในเหตุการณ์ วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า ซึ่งสร้างคำถามตัวโตๆ เกี่ยวกับจริยธรรมของข้าราชการระดับสูง โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคประชาชนได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าจะเดินหน้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดในสัปดาห์ที่จะถึงนี้

เบื้องลึกความสงสัยในคำชี้แจง วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาปฏิเสธถึงกระแสข่าวดังกล่าว แต่ทางด้านนายวิโรจน์มองว่าคำชี้แจงนั้นเป็นเรื่องที่ฟังขึ้นยาก เพราะในเชิงเทคนิคของแอปพลิเคชัน LINE หากมีการใช้บัญชีร่วมกันหรือถูกแอบอ้าง การตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชีสามารถพิสูจน์ความจริงได้ไม่ยาก นายวิโรจน์จึงเรียกร้องให้นำผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาแสดงหลักฐานให้กระจ่างแก่สังคมแทนการขู่ฟ้องร้องประชาชนที่ออกมาตีแผ่ความจริง

  • ตรวจสอบความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและจริยธรรมข้าราชการ
  • พิสูจน์ความเชื่อมโยงของไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย”
  • จี้ถามถึงอำนาจเหนือกว่านายกฯ หรือ “ปราสาทสายฟ้า” ที่มีการกล่าวถึง

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเคลื่อนไหวของ วิโรจน์ ยื่นสอบไลน์หลุด ช่วยน้ำเงินด้วย สัปดาห์หน้า คือการตั้งคำถามถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่ามีกลุ่มอิทธิพลหรืออำนาจมืดใดที่อยู่เหนือการควบคุมหรือไม่ หรือมีข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่ได้เกรงใจฝ่ายบริหาร แต่กลับได้รับความคุ้มครองจาก “ปราสาทสายฟ้า” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจที่ไม่ปกติในแวดวงการเมืองไทย

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อหลักฐานไปถึงมือองค์กรอิสระแล้ว ความจริงจะปรากฏอย่างไร หากการแทรกแซงอำนาจโดยกลุ่มอิทธิพลมีอยู่จริงตามที่ตั้งข้อสังเกตไว้ สังคมไทยคงต้องทวงถามถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนควรจะทำงานเพื่อใครกันแน่ ระหว่างความถูกต้องหรืออำนาจมืด

ที่มา – “วิโรจน์” ยื่นสอบไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” สัปดาห์หน้า ถามมีอำนาจคุ้มกะลาจริงหรือไม่

Scroll to top