นักการเมือง

ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนันนักการเมือง

(แฟ้มภาพ)

ผบช.ภ.9 ยังไม่ส่งผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” กลับมาให้ อสส. ชี้ขาด เผยทาง ผบ.ตร. มีคำสั่งเร่งรัดให้รีบสรุปสำนวนคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” นี้ให้เร็วที่สุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 จากกรณีมีกระแสข่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ยังไม่ส่งผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” รายหนึ่งกลับมาให้อัยการสูงสุดชี้ขาด เบื้องต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงไปยัง พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา ทั้ง 6 นาย ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจนสามารถแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีกับนักการเมืองรายหนึ่งกับพวกทั้งหมด 3 คดี ก่อนที่จะสรุปสำนวนส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ

แต่ต่อมามี 1 สำนวนคดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง และทางพนักงานสอบสวนเองก็ไม่ได้มีความเห็นแย้ง สำหรับในเรื่องนี้ช่วงแรกทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวนทั้ง 6 นาย เกี่ยวกับเรื่องการทำสำนวนคดีที่เร่งรีบ บกพร่องขาดความรอบคอบ จนทำให้พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จนคณะกรรมการจเรตำรวจแห่งชาติ มีมติว่า ให้นายตำรวจทั้ง 6 นาย มีความผิดฐานกระทำผิดวินัย และมีการลงโทษทางวินัยกับตำรวจทั้ง 6 นายเรียบร้อยแล้ว

ก่อนที่ต่อมาผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลาในขณะนั้น ได้ลงนามในหนังสือรายงานผลการดำเนินการทางวินัย  โดยมีคำสั่งให้ยุติเรื่องการดำเนินการทางวินัย ว่ากล่าวตักเตือน และลงโทษภาคทัณฑ์ สำหรับนายตำรวจทั้ง 6 นาย

จึงถือว่าการดำเนินการลงโทษทางวินัยพนักงานสอบสวนทั้ง 6 นายเสร็จสิ้นแล้ว ยังคงเหลือเพียงรายละเอียดในส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการมาให้ตรวจสอบว่าสาเหตุใดที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้นไม่เห็นแย้ง ในความเห็นของอัยการ 

ซึ่งหากว่าทางตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มีความเห็นแย้งก็จะต้องส่งเรื่องไปที่อธิบดีอัยการสูงสุด แต่ในเมื่อก่อนที่อัยการจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ทางตำรวจไม่เห็นแย้งเป็นอันว่าคดีถึงสิ้นสุด จึงเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งการมาให้ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุใดจึงไม่เห็นแย้ง เนื่องจากมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนสามารถเอาผิดกับผู้ต้องหาได้

สำหรับในคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ในสมัยนั้นตนเองยังไม่ได้มาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 จึงไม่ทราบในข้อเท็จจริงว่าเหตุใดรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ท่านนั้นจึงไม่มีความเห็นแย้งต่ออัยการ ซึ่งหากมีการตรวจสอบจนทราบข้อเท็จจริงแล้วว่าสาเหตุที่ทางรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ดังกล่าวนั้นไม่มีความเห็นแย้งเพราะเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ถูกต้องก็ถือว่าเป็นอันสิ้นสุด

สามารถสรุปได้ว่าสำหรับในส่วนของคดีนี้จากพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนทั้ง 6 คนเห็นว่าสามารถส่งฟ้องได้ แต่ท้ายสุดแล้วอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง แต่ภายหลังจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วก็ได้ส่งสำนวนกลับมาที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เผื่อว่าจะทำความเห็นแย้งหรือไม่แย้ง ปรากฏว่ามี 1 คดีจากจำนวน 3 คดีที่ทางพนักงานสอบสวนไม่มีความเห็นแย้ง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ให้ตรวจสอบว่าเหตุใด ทางพนักงานสอบสวนจึงไม่มีความเห็นแย้งในความเห็นของอัยการ

นอกจากนี้หลังจากที่ตนเองมาดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 แล้วก็ยังคงเหลืออีก 2 สำนวนคดีที่ขณะนี้อยู่ในชั้นอัยการและมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ตนเองก็เห็นแย้งทั้งหมด ขณะนี้ก็ยังคงอยู่ในระหว่างที่อัยการสูงสุดให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม

สำหรับตนเองหลังจากที่ย้ายมาดำรงตำแหน่งก็เห็นว่าทั้ง 2 สำนวนที่อยู่ในชั้นอัยการขณะนี้มีพยานหลักฐานครบถ้วนจนสามารถเอาผิดได้ จึงมีความเห็นแย้งและตอนนี้ทางอัยการได้มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งก็ถือว่าสำหรับอีก 2 สำนวนคดีนี้ยังไม่สิ้นสุดถึงขั้นส่งฟ้อง ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการ

ตอนนี้จึงถือว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ทั้ง 3 คดี ซึ่งสำหรับใน 1 คดีนี้อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้วจึงถือว่าสิ้นสุด ส่วนอีก 2 สำนวนคดี อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งทางพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ได้มีคำสั่งเร่งรัดโดยตรงมายังตนเองแล้วว่าต้องเร่งรีบในการสรุปสำนวนคดีนี้เพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการให้แล้วเสร็จ ก่อนจะเสนอส่งกลับไปที่อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด.

ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง”

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีเว็บพนันนักการเมือง

สถานการณ์คดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลสรุปของการสอบสวนเพิ่มเติมจะเป็นอย่างไร และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไปหรือไม่

ที่มา – ผบช.ภ.9 เผยผลสอบเพิ่มคดีเว็บพนัน “นักการเมือง” ยังไม่ส่งกลับให้ อสส. ชี้ขาด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อแก๊งสแกมเมอร์!

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าคนมีข้อมูลเปิดชื่อนักการเมือง-ตำรวจ เอี่ยวสแกมเมอร์ ชี้หากตรวจสอบว่ามีความผิด ไม่มีละเว้น ล่าสุดส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

วันที่ 7 พ.ย. 68 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เผยแนวทางการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านว่า หลังจากได้ประชุมร่วมกับตำรวจจากนานาชาติเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เบื้องต้นได้มีมติจัดคณะทำงานร่วมกัน โดยจะมีการส่งรายชื่อของแต่ละประเทศเพื่อเข้าร่วมเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศที่มีสแกมเมอร์อยู่ เช่น กัมพูชา เมียนมา และลาว

โดยไทยได้ส่งพิกัดที่ตั้งของฐานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชาซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 2 จุด ไปให้ตำรวจกัมพูชาแล้ว ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ด้านตำรวจไทยจะเน้นการตัดวงจรกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อาศัยประเทศไทยในการหลอกลวง เช่น การกวาดล้างบัญชีม้า และเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่ใช้เครื่อง Simbox ก่อเหตุ

เบื้องต้นเชื่อว่า หากสามารถกวาดล้างเครื่อง Simbox ได้ ก็จะช่วยให้กลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สามารถโทรศัพท์มาหลอกลวงประชาชนได้ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสแกนหาบัญชีม้าและระงับอายัดเงินของผู้เสียหายให้ทันเวลา

ส่วนที่มีข้อมูลว่า อาจจะมีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.ท.จิรภพ เผยว่า ส่วนตัวอยากขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเข้ามาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ และหากตำรวจตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริง ก็จะดำเนินการจับกุม ซึ่งการตรวจสอบ สามารถดำเนินการได้ผ่านการตรวจสอบเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ที่อาจจะเชื่อมกัน ยืนยันจับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น

นอกจากนี้ ทางตำรวจยังได้เร่งประสานโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อทำการสกัดกั้นเพจที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์

จากกรณีที่ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อนักการเมืองและตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ สร้างความฮือฮาในวงการตำรวจและสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนจับตาดูว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาหรือไม่ และการดำเนินการของตำรวจจะเป็นไปในทิศทางใด

“พล.ต.ท.จิรภพ” ย้ำชัด! ไม่ละเว้นคนผิด

พล.ต.ท.จิรภพ ย้ำว่า หากมีการตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองหรือตำรวจเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์จริง จะไม่มีการละเว้นอย่างแน่นอน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ พล.ต.ท.จิรภพ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพและผู้ที่ให้การสนับสนุนว่า ตำรวจไทยเอาจริงกับการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และจะไม่ปล่อยให้ใครก็ตามที่กระทำความผิดลอยนวลไปได้

การที่ พล.ต.ท.จิรภพ กล้าออกมาท้าให้เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด การกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากที่เบื่อหน่ายกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่ตำรวจไทยส่งพิกัดฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้ตำรวจกัมพูชา ก็แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและควรได้รับการสนับสนุน

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์ ควรแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองหรือตำรวจที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะข้อมูลของคุณอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ที่มา – “พล.ต.ท.จิรภพ” ท้าเปิดชื่อนักการเมือง-ตร. เอี่ยวสแกมเมอร์ ส่งพิกัดให้กัมพูชาแล้ว 2 จุด

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

“อัจฉริยะ” ยอมรับร่วมมือ “บิ๊กโจ๊ก” ทำงาน แฉตำรวจ-นักการเมือง เป้าหมายปราบแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน อ้างสนิท ตร. ทุกระดับ รู้ไส้รู้พุงหมด เตือนนายกฯ ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

วันที่ 7 พ.ย. 68 นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเคลื่อนไหวนั่งริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับนำแผนผังที่ระบุเว็บพนันออนไลน์กว่า 10 เว็บไซต์มาแฉ ว่าหลังจากถูกตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ แถลงข่าวปราบปรามแต่ว่าปัจจุบันเว็บไซต์เหล่านี้ก็ยังเปิดบริการปกติ

รวมถึงกล่าวหา นายตำรวจระดับสูง และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) 2 คน ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม โดยแต่งตั้งบุคคลที่ไม่เหมาะสมไปดำรงตำแหน่งทำเลทอง ส่วนบุคคลที่เหมาะสมกลับถูกโยกย้ายไปทำตำแหน่งหน้าที่นักวิทยาศาสตร์ ทั้งที่เป็นคนปราบปรามเว็บพนัน แต่ปัจจุบันยังใช้บุคคลเหล่านี้ทำงานเว็บพนัน ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวและไม่ได้มีอำนาจ

นอกจากนี้ยังมีการแต่งตั้งนอกวาระประจำปีโดยมีการพิจารณานายตำรวจที่ในอดีตถูกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองดำเนินคดี (ตม.) และมีคดีใน ตม. ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ ส่วนนี้ตนเองมองว่าไม่ยุติธรรมกับข้าราชการตำรวจรายอื่นด้วย

นายอัจฉริยะ ยังอ้างว่า หลักฐานที่เกี่ยวกับสแกมเมอร์ ที่เคยนำมามอบให้ตั้งแต่ปี 2567 นั้นไม่มีความคืบหน้า ทั้งนี้การยื่นเอกสารและเงื่อนไขต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งหมดภายในวันอาทิตย์ที่ 9 พ.ย. หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. ตนเองยืนยันจะมานั่งประท้วงบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้งแน่นอน

กรณีที่มีการปฏิเสธว่า ตำรวจไซเบอร์สองนายไม่ได้กลับคำให้การในคดีของนักการเมืองรายหนึ่ง มองว่าเป็นการโยนความผิดให้พนักงานสอบสวนที่ตายไปแล้วในเรื่องการทำคำให้การที่ไม่ถูกต้อง แต่หากไปดูเอกสารรายละเอียดจะพบว่า คำให้การมีลายเซ็นตำรวจชัดเจน ซึ่งปัจจุบันตำรวจภูธรภาค 9 ได้ชี้มูล และแจ้งความผิดตำรวจ 2 นาย ในสองข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือนักการเมืองจริง

ส่วนที่มีหลายฝ่ายมองว่าการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ เป็นไทม์ไลน์การออกมาเปิดเผยข้อมูลเดียวกันกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. นายอัจฉริยะยอมรับว่าเป็นการเดินคู่ ร่วมมือกันทำงาน แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกเรื่องที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ทำ ตัวเองไม่รู้ว่าพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ได้ข้อมูลมาจากไหน แต่มีเป้าหมายเดียวกันแน่ชัดคือ การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เอาผิดนักการเมืองที่ทำงานสกปรก และเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐคอร์รัปชัน รวมถึงอยากให้มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่กระทำความผิดและมีเส้นทางการเงินไปถึง

โดยนายอัจฉริยะ ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้กลับกลอก แต่ยอมรับว่าสนิทกับตำรวจระดับ ผบ.ตร. แทบทุกคน ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่คลุกคลีกัน จึงรู้ไส้รู้พุงทั้งหมด จึงรู้ว่าภายในองค์กรตำรวจไซเบอร์ทำไม่ดีอะไรไว้บ้าง

อย่างไรก็ตาม นายอัจฉริยะ ยืนยันว่าตัวเองไม่เคยเหมารวมองค์กรตำรวจว่าเป็นอาชญากรประเทศชาติ แต่ระบุเพียงว่ามีตำรวจบางคนประมาณ 20-30% ที่กระทำความผิด จึงอยากให้ดำเนินคดีกับตำรวจกลุ่มนี้ให้เท่าเทียม

นายอัจฉริยะ ยังฝากเตือนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าให้คัดกรองตำรวจที่อยู่ใกล้ชิด ขอให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมให้ชัดเจน เพราะอาจทำให้มัวหมองหรือเสื่อมเสียองค์กรตำรวจ เนื่องจากยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์

“อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

จากกรณีที่ นายอัจฉริยะออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ ทำให้หลายคนสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ล่าสุดนายอัจฉริยะได้ยอมรับแล้วว่ามีการเดินคู่และร่วมมือกันทำงานจริง โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์

ประเด็นสำคัญ: “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง

  • นายอัจฉริยะยอมรับว่าร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” ในการทำงาน
  • เป้าหมายคือปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เว็บพนัน และเอาผิดตำรวจที่ทุจริต
  • นายอัจฉริยะอ้างว่าสนิทกับตำรวจทุกระดับ และรู้ข้อมูลภายในองค์กรตำรวจเป็นอย่างดี
  • เตือนนายกฯ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมตำรวจที่ใกล้ชิด

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่นายอัจฉริยะนำมาเปิดเผยนั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และการร่วมมือกับ “บิ๊กโจ๊ก” จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรตำรวจได้จริงหรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของ “อัจฉริยะ” ในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการออกมาแฉวงการตำรวจและนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

“อัจฉริยะ” ย้ำว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายองค์กรตำรวจ แต่ต้องการที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาการทุจริต และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์และเว็บพนันออนไลน์ เขาเชื่อว่าการเปิดโปงความจริง จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยอมรับเดินคู่ “บิ๊กโจ๊ก” แฉตำรวจ-นักการเมือง เอี่ยวสแกมเมอร์ เว็บพนัน

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจ “ชาดา” บอกพี่น้องร่วมสาบาน

“ธรรมนัส” บอก เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับ “ชาดา” ไม่มีโกรธที่พูดตั้งโจรไปปราบโจร บอก เป็นนักการเมืองต้องยอมรับการตรวจสอบ ลั่น ไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และประธานวิปประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” น้อยใจหรือไม่ โดย ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนไม่ได้รู้สึกน้อยใจ ตนไม่ได้เป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ เป็นความเข้าใจผิด ตนในฐานะรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลทั้งหมด 4 กระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แต่ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์โดยตำแหน่ง อะไรที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เราก็ต้องมีการปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนกรณีต่างๆ มาถึงจุดนี้แล้วให้ฟังเรื่องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อย่าไปคิดมาก ตนกับนายชาดา รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไม่มีคำว่าโกรธในหมู่พี่น้องร่วมสาบาน ตนเข้าใจเจตนาและสไตล์ของนายชาดา ซึ่งเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นเดียวกับตน อะไรที่พูดออกมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนา

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มองอย่างไรถึงการเชื่อมโยงเรื่องสีเทาที่ถูกโจมตีก่อนการเลือกตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า “เราเป็นนักการเมือง สิ่งที่ผมย้ำเสมอคือพร้อมถูกตรวจสอบ อยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้ว เรื่องที่กำลังเจอทุกวันนี้ เราพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเราบริสุทธิ์ และเราก็จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด วันหนึ่งหากผมเบื่อการเมืองแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทายาทคนรุ่นใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่แทนผมต่อไป ยืนยันว่ามาทำงานให้ชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชน อย่าไปคิดมากกับการเมือง เราไม่เล่นการเมืองมากไปกว่าการทำงาน”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกังวลจะกระทบฐานเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมเกิดจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน เป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบพรรคกล้าธรรม แล้วเราก็จะทำต่อไป.

“ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

จากกรณีที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงการตั้ง ร.อ.ธรรมนัส เป็นคณะกรรมการปราบปรามสแกมเมอร์ว่า “ตั้งโจรไปปราบโจร” นั้น ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ได้ออกมาเปิดเผยว่าไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เนื่องจากเข้าใจในสไตล์การพูดของนายชาดาเป็นอย่างดี ทั้งยังยืนยันถึงความสัมพันธ์อันดีในฐานะพี่น้องร่วมสาบาน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่าตนและนายชาดารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ผ่านความทุกข์ความสุขมาด้วยกัน จึงไม่มีคำว่าโกรธเคืองในหมู่พี่น้อง นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการทำงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำพร้อมถูกตรวจสอบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยังได้กล่าวถึงประเด็นการถูกเชื่อมโยงกับเรื่องสีเทาว่า ตนพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ เนื่องจากอยู่ในวงการการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 และผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย พร้อมยืนยันว่าจะทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนต่อไป

ในส่วนของผลกระทบต่อฐานเสียง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ฐานเสียงของพรรคกล้าธรรมมาจากการทำงานและการตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนชื่นชอบ และพรรคจะยังคงมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส และนายชาดา ถือเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็นนักการเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การออกมาแสดงความเข้าใจและไม่ติดใจในคำพูดของนายชาดา จึงเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสอง แม้จะมีประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้

อนาคตทางการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

เรื่องราวของ “ธรรมนัส” ที่ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” ที่พูดถึงตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะและความเข้าใจในความเป็นนักการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์และการตรวจสอบอยู่เสมอ การตอบสนองด้วยความใจเย็นและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นแบบอย่างที่ดี

ที่มา – “ธรรมนัส” ไม่โกรธ เข้าใจสไตล์ “ชาดา” พูดตั้งโจรปราบโจร บอกเป็นพี่น้องร่วมสาบาน

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

นิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลนิด้าโพลล่าสุด เผยประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน “นักธุรกิจ” นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป รองลงมาคือบุคคลจากสายทหาร และมองว่าผู้ที่อยู่ในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในสภาปัจจุบันอีกด้วย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เผยแพร่ผลสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,310 ตัวอย่าง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ เพื่อสำรวจความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ผลนิด้าโพล: คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ

ผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับอาชีพของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่
  • ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร
  • ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ
  • ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น)
  • ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ
  • ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน
  • ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME)
  • ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น
  • ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น)
  • ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม
  • ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ
  • ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด
  • ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ
  • ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล
  • ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  • ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน
  • ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง
  • ร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

จากผลสำรวจนี้ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางธุรกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

คนส่วนใหญ่มอง Gen X เหมาะสมเป็นนายกฯ ตามผลนิด้าโพล

ในส่วนของช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่ประชาชนต้องการให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า:

  • ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45-60 ปี)
  • ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29-44 ปี)
  • ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61-79 ปี)
  • ร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80-100 ปี)

ผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าคนในช่วง Gen X มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศในปัจจุบัน เนื่องจากมีประสบการณ์และความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังบ่งชี้ถึงแนวโน้มที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกพรรคการเมืองใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า:

  • ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส.จากพรรคการเมืองใหม่

และสำหรับแนวโน้มในการเลือก สส.ระบบบัญชีรายชื่อจากพรรคการเมืองใหม่ พบว่า:

  • ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่
  • ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน
  • ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย
  • ร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

โดยสรุปแล้ว ผลนิด้าโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นผู้นำที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจ มีความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้กับพรรคการเมืองใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาความเปลี่ยนแปลงและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ “นักธุรกิจ” ได้รับความนิยมสูงสุด อาจเป็นเพราะประชาชนมองว่าพวกเขามีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผลนิด้าโพล คนหนุน “นักธุรกิจ” นั่งนายกฯ รองลงมาเป็นทหาร มอง Gen X เหมาะ

บิ๊กเต่าคาดเส้นเงิน อลงกตการละคร แตะหมื่นล้าน!

“บิ๊กเต่า” คาดการณ์เส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” อาจสูงถึงหมื่นล้านบาท หลังพบเครือข่ายจำนวนมาก ยืนยันจะดำเนินคดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักการเมือง

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินคดีเครือข่าย “หมอบี” และ “อดีตพระอลงกต” ว่า หลังจากนี้จะมีผู้เข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจเรื่อยๆ เช่น วันนี้จะมีคณะกรรมการมูลนิธิพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ จังหวัดลพบุรี เข้ามา ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่พบเห็นการกระทำความผิดหลายเรื่อง รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่จะมาให้ข้อมูลด้วย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยว่า ตอนนี้ตำรวจมีข้อมูลจำนวนมาก เพียงแต่อาจต้องขอหลักฐานเส้นทางการเงินมาประกอบ พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้มีลักษณะเป็นบริษัท “อลงกตการละคร” มีเจ้าหน้าที่แต่ละตำแหน่งคอยเก็บเงินและบริหารการเงิน หากตำรวจมีความชัดเจนในทุกเรื่องจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ขอให้ตำรวจทำงานให้เกิดความชัดเจนอีกสักระยะหนึ่ง

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเส้นทางการเงินของวัดหรือ “อดีตพระอลงกต” และเครือข่ายเชื่อมโยงกับดาราหรือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์นั้น ยืนยันว่าตำรวจจะดำเนินคดีโดยไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักการเมือง หากใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินหรือผลประโยชน์ ก็จะต้องดำเนินคดีทั้งหมด หากตนเองยังดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะคดีนี้ “อดีตพระอลงกต” ได้ตระเวนเรี่ยไรเงินไปทั่วประเทศ ไม่เหมือนกับวัดทั่วไปที่จะมีคนเข้ามาบริจาคแค่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นคดีนี้จึงมีความเสียหายอยู่ทั่วประเทศ และอาจไม่ใช่แค่หลักพันล้านบาท แต่อาจแตะถึงหลักหมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้น ซึ่งตำรวจจะขยายผลให้ชัดเจน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับวัดบางวัดที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กันนี้

บิ๊กเต่าคาดเส้นเงิน อลงกตการละคร อาจแตะหมื่นล้าน!

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีอดีตพระอลงกตและเครือข่าย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของเส้นทางการเงินที่คาดว่าจะมีความซับซ้อนและโยงใยไปถึงบุคคลหลากหลายวงการ

เส้นเงิน อลงกตการละคร ที่อาจแตะหมื่นล้านคืออะไร?

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากคือตัวเลข “หมื่นล้านบาท” ที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็นมูลค่ารวมของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ “อลงกตการละคร” ตัวเลขนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย และนำไปสู่คำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเงินจำนวนมหาศาลนี้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า ทางตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงที่มาของเงิน และหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการฉ้อโกงเงินบริจาค แต่ยังเป็นเรื่องของการทำลายความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนา ดังนั้น การดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้น การตรวจสอบเส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” อย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปของเงิน และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ การดำเนินคดีกับดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย ที่จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินขององค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคและการกุศล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตและฉ้อโกงขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “บิ๊กเต่า” คาดเส้นเงิน “อลงกตการละคร” อาจแตะหมื่นล้านบาท โยงใครดำเนินคดีหมด

“รัชนก” ร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” เสนอตัดงบเคหะ 300 ล้านบาท เหตุประเคนให้เอกชนฟันกำไร เตรียมร้อง ป.ป.ช. ทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อนักการเมืองทำประโยชน์จากสมบัติชาติ

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระที่ 2 มาตรา 29 นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายถึงกรณีการบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติ ทั้ง 52 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งอาคารเช่าเหล่านี้ เดิมมีวัตถุประสงค์สร้างเพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้เช่าอยู่อาศัยในราคายุติธรรม

“รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

น.ส.รัชนก เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวแทนที่จะถูกบริหารโดยรัฐเพื่อดูแลประชาชน กลับมีการทำ TOR เปิดให้เอกชนเช่าเหมาบริหารทั้งหมด ซึ่งใน 52 โครงการนี้ มีบริษัทเอกชนเพียง 11 ราย ที่คว้างานไปได้ โดยแต่ละโครงการชนะการประมูลกันในราคาเพียง 5 บาท 10 บาทเท่านั้น พร้อมเปิดเอกสารประกอบระหว่างการอภิปราย

แฉกลโกง: การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

โดยระบุว่า เอกชนที่ได้สิทธิ ไม่ต้องลงทุนก่อสร้างหรือซ่อมแซมอาคาร แต่เก็บค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง จากประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย “เรียกได้ว่า รับไปเก็บตังค์อย่างเดียว สบ๊าย สบาย” โดยหนึ่งในบริษัทที่ได้สิทธิ คือ “บริษัท เอ็ม แอสเสท จำกัด” ซึ่งชาวบ้านร้องเรียนว่าค่าบริการต่าง ๆ แพงเกินควร และยังพบว่าบริษัทดังกล่าวกลับเป็นครอบครัวอดีตนักการเมืองชื่อดัง นามสกุล “สุวรรณบุตร”

“ถึงเวลาจัดงานในพื้นที่ ทั้งรองผู้ว่า ผู้ช่วยผู้ว่า เดินตามกันจนงงว่า ยังกินเงินเดือนจากภาษีพี่น้องประชาชนรึเปล่า ซึ่งก็ได้ถ่ายคลิป อัดเสียงไว้หมดแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้ผู้ว่าการเคหะแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมพิจารณาแล้วกัน ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่อยากเอามาเปิดให้เสียเวลาพิจารณางบประมาณ แต่เรื่องนี้การเคหะแห่งชาติเสียหาย รัฐเสียหาย พี่น้องประชาชนเสียผลประโยชน์” น.ส.รักชนก กล่าวและว่า

สิ่งที่รับไม่ได้มากที่สุด คือ เมื่ออาคารเช่าเสื่อมสภาพ การเคหะแห่งชาติก็ใช้งบประมาณแผ่นดินไปซ่อมแทนเอกชนทุกปี เช่น

  • ปี 2567 ของบไปซ่อม 76 ล้านบาท
  • ปี 2568 ของบไปซ่อม 153 ล้าน
  • ปี 2569 ของบไปซ่อมอีก 303 ล้าน

“นี่คืองบอุ้มเอกชนเต็ม ๆ รับงานไปขูดรีดประชาชน แถมให้รัฐซ่อมให้แบบพร้อมเสิร์ฟ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้จะยอมให้ผ่านงบประมาณแบบนี้ไปจริง ๆ หรือ” น.ส.รัชนกกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ตัดงบซ่อมแซมอาคารเช่าในส่วนนี้ทั้งหมดออก เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างบิดเบือนและซ้ำเติมภาษีของประชาชน

น.ส.รักชนก ยังระบุด้วยว่า จะรวบรวมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำ TOR และการให้สิทธิบริหารโครงการอาคารเช่าของการเคหะแห่งชาติแก่เอกชน เพื่อนำไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบในประเด็น “ทุจริตเชิงนโยบาย” เนื่องจากเห็นว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักการเมืองและเครือข่ายธุรกิจครอบครัวอย่างชัดเจน อันเป็นการนำทรัพย์สินและงบประมาณของรัฐ ซึ่งควรเป็นสมบัติของประชาชน ไปใช้สร้างกำไรแก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม

น.ส.รักชนก ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบริหารงานผิดพลาด แต่เป็นโครงสร้างการจัดการที่บิดเบือนเจตนารมณ์ของโครงการและบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ พร้อมยืนยันว่าจะติดตามผลการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดพลาดหรือพิรุธเพิ่มเติม จะดำเนินการทางกฎหมายและใช้เวทีสภาเพื่อตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน คดีนี้ “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. กรณีการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย

“รัชนก” กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ความเป็นธรรมกลับคืนสู่ประชาชน การเปิดโปงการเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในสังคมไทย การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องร่วมกันจับตาและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “รัชนก” เตรียมร้อง ป.ป.ช. การเคหะส่อทุจริตเชิงนโยบาย ประเคนเอกชนฟันกำไร

Scroll to top