นักท่องเที่ยวจีน

“อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดคุยกับประชาชนในกิจกรรมพิเศษที่หน้าตึก Park Silom เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 ร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรค

“อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

กิจกรรมนี้จัดในบรรยากาศเป็นกันเอง นั่งคุยในสวนบนเก้าอี้แคมป์ ภายใต้หัวข้อ “ทิศทางประเทศไทย อยู่ที่คุณกำหนด” นายอภิสิทธิ์ เปิดใจว่าช่วงโค้งสุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังพยายามแบ่งฝ่ายให้ชัดเจน โดยวาดภาพให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย หากยุบสภาก็วนกลับมาที่เดิม ส่งผลให้ประเทศเผชิญอันตรายจากทุนเทาและสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายมหาศาล

ย้อนกลับไป 20 กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยโดดเด่นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ แต่ปัจจุบันภาพลักษณ์เหล่านั้นหายไปหมด มีแต่คำถามเชิงลบ นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า วันที่ 8 ก.พ. คือโอกาสทองที่จะฉุดประเทศออกจากภาวะนี้ นโยบายพรรคประชาธิปัตย์คือทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นคำตอบที่แท้จริง

ปัญหาการท่องเที่ยวและความปลอดภัยที่กระทบภาพลักษณ์ไทย

นายอภิสิทธิ์ ชี้ตัวอย่างชัดเจนจากกรณีนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง เพราะมองประเทศไทยไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะเหตุดาราจีนถูกลักพาตัวบริเวณชายแดน แม้ช่วยตัวได้ แต่ก็สร้างความกังวลว่าประเทศไทยปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งนี้กระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวปีที่ผ่านมาโดยตรง

กรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการเมือง เพราะมี ส.ส. 33 เขต คนกรุงเทพฯ มักเลือกพรรคเป็นหลัก ส่งสัญญาณทิศทางประเทศ นายอภิสิทธิ์ ถามว่า “คนกรุงเทพฯ เป็นผู้นำในการสร้างทางรอดให้ประเทศไทยได้หรือไม่?” โดยย้ำว่ากรุงเทพฯ ต้องเลือกประชาธิปัตย์ เพราะความสัมพันธ์เก่า ประสบการณ์บริหารเศรษฐกิจ ความซื่อสัตย์สุจริต และธรรมาภิบาลที่ยังคงอยู่

ประกันสังคมและนโยบายที่ต้องเปลี่ยนแปลง

เมื่อพูดถึงประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ เล่าว่าช่วงเป็นนายกฯ เคยให้การบ้านกระทรวงแรงงานให้สำนักงานประกันสังคมเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อความโปร่งใส แต่ไม่ทันดำเนินการ ปัญหาการทุจริตทำให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ยังขยายการคุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น จูงใจคนไม่มีนายจ้างเข้าสู่ระบบ แต่ต่อมาบางโครงการลดลง

เหตุการณ์ประกันสังคมล่าสุดทำให้คนตื่นตัว ต้องเปลี่ยนแปลงให้โปร่งใส ปราบทุจริต และลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พูดถึงนักอนาคตศาสตร์ที่เคยวิจัยอนาคตกรุงเทพฯ ว่าสามารถเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี หลากหลายเชื้อชาติ สร้างมูลค่าร่วม และเป็นประเทศชาญฉลาด ดร.การดี ตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับอภิสิทธิ์ เพราะเชื่อว่าจะพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดี ไม่ใช่แค่ประโยชน์ส่วนตัว

สรุปแล้ว “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย สะท้อนปัญหาลึกๆ ของการเมืองไทย แต่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมเป็นทางออก ลองคิดดูสิว่าคุณจะเลือกทางไหนเพื่ออนาคตประเทศไทย? วันเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว อย่าลืมไปใช้สิทธิของคุณนะ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ชี้โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง การเมืองพยายามแบ่งให้อีกฝ่ายดูเลวร้าย

ไทยบุกปักกิ่ง! ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพ

”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

“การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเดินหน้าอย่างเต็มกำลังในการโปรโมทประเทศไทยในตลาดจีน โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับให้ ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ให้ได้ การบุกตลาดจีนครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย

ทำไมต้องเน้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ?

การเน้นนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน โดยดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ประทับใจและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนทุกคน

การที่ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็น ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ไม่ใช่แค่เป้าหมายทางการตลาด แต่เป็นการแสดงถึงความพร้อมและความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ และบริการที่อบอุ่นประทับใจ ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับ

การบุกตลาดจีนครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน และเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกได้อย่างแน่นอน

ที่มา – ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

ช่วงวันหยุดยาวโกลเด้นวีคของจีนกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการที่นักท่องเที่ยวจีนแห่เดินทางมาทะลักจนทำให้เที่ยวบินตรงแน่นขนัดและราคาตั๋วเครื่องบินขากลับพุ่งสูงถึง 400% สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความนิยมที่พุ่งสูงของประเทศไทยในสายตาชาวจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด-19

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาร้อนแรงเกินคาดในช่วงโกลเด้นวีค ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2568 เที่ยวบินตรงจากเมืองต่างๆ ในจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือเมืองรอง ต่างมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสูงถึง 99% ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึงสามเท่า สิ่งนี้ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ชาวจีนอยากมาเยือน

หนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นคือราคาตั๋วเครื่องบินขากลับจากกรุงเทพฯ ไปยังปักกิ่ง ในวันที่ 7-9 ตุลาคม ที่พุ่งทะยานจากระดับปกติ 1,500-2,000 หยวน (ประมาณ 7,500-10,000 บาท) กลายเป็น 4,000-5,800 หยวน (ประมาณ 20,000-29,000 บาท) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% สายการบินชั้นนำอย่าง China Eastern, Hainan Airlines, Air China และ Vietjet ต่างรายงานว่าตั๋วถูกจองเต็มล่วงหน้าเกือบทั้งหมด แม้ราคาจะสูง แต่ก็สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แท้จริงและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของตลาดจีน

ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูง

จากข้อมูลสถิติระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2568 พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 586,942 คน โดยชาวจีนมีจำนวนถึง 123,752 คน คิดเป็นสัดส่วน 21% ของยอดรวม ตัวเลขต่อวันยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 11,649 คนในวันที่ 26 กันยายน สูงสุดที่ 23,902 คนในวันที่ 1 ตุลาคม และยังคงทรงตัวที่กว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ตุลาคม ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระแสนี้ ได้แก่

  • เสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว
  • ความร่วมมือของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ลดภาพลบในสื่อจีน
  • การนำเสนอข่าวสารในเชิงบวกจากสื่อจีน ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย คุณภาพสูงและอบอุ่น

การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงโกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก นี้ กำลังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที โดยเฉพาะภาคโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และการบินภายในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงเมืองรองบางแห่ง เริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มพูน

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจีนจะใช้จ่ายสูงในด้านช้อปปิ้ง ทัวร์ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้น GDP ของไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสนี้ เช่น เพิ่มบริการภาษาจีน การโปรโมทออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง WeChat และ Douyin เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์โกลเด้นวีคนี้เป็นโอกาสทองที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานความปลอดภัยต่อไป ก็จะช่วยยั่งยืนตำแหน่งของไทยในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมของจีนได้ในระยะยาว สุดท้ายแล้ว การท่องเที่ยวคือหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย และกระแสจีนแห่เที่ยวไทยทะลักนี้กำลังพิสูจน์ว่าประเทศเรายังคงมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจชาวโลก

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการ อย่าพลาดที่จะติดตามอัปเดตข่าวสารท่องเที่ยวล่าสุด เพื่อวางแผนการเดินทางหรือธุรกิจให้ตรงกับเทรนด์นี้

ที่มา – “โกลเด้นวีค” พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน เป็นข่าวดีสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องที่มุ่งฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีน ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญ

เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

ภายใต้โครงการนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีสมาชิกอย่างน้อย 3 คน สามารถเดินทางเข้าประเทศเกาหลีใต้และพำนักได้นาน 15 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า มาตรการดังกล่าวมีกำหนดดำเนินการจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งตรงกับช่วงที่การท่องเที่ยวกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีนระหว่าง 1-8 ตุลาคม ที่จะมาพร้อมกับวันหยุดยาวของเกาหลีใต้ ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวจะพลุกพล่าน

ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากมาตรการยกเว้นวีซ่า

ภาคธุรกิจในเกาหลีใต้ต่างเตรียมพร้อมรับมือกับกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัทชิลลา ดิวตี้ ฟรี ได้จัดทัวร์เรือสำราญพิเศษสำหรับชาวจีน เพื่อให้พวกเขาสามารถช้อปปิ้งสินค้าหรูหราได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่แอปพลิเคชันส่งอาหารยอดนิยมอย่าง Baedal Minjok กำลังเพิ่มตัวเลือกการชำระเงินผ่าน Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นระบบที่ชาวจีนคุ้นเคย ทำให้การใช้ชีวิตในเกาหลีใต้สะดวกสบายมากขึ้น เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ ไม่เพียงช่วยกระตุ้นรายได้จากท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลดีต่อค้าปลีก โรงแรม และร้านอาหารทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ จีนเคยเสนอยกเว้นวีซ่าให้ชาวเกาหลีใต้พำนักได้นาน 30 วันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งเป็นการตอบแทนที่เกาหลีใต้หวังจะเสริมสร้างความสัมพันธ์สองฝ่าย การประกาศมาตรการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 และเป็นครั้งที่สองที่เกาหลีใต้ใช้การยกเว้นวีซ่าแบบกลุ่มสำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ครั้งแรกคือระหว่างธันวาคม 2560 ถึงมีนาคม 2561 เพื่อรองรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่พยองชาง ซึ่งประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง มองว่ามาตรการนี้จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์กับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-แปซิฟิกในปลายเดือนตุลาคม 2568 ที่คาดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเข้าร่วม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมือง

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีใต้

ก่อนเกิดโรคโควิด-19 จีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของเกาหลีใต้ โดยในปี 2562 มีชาวจีนเดินทางเข้าประเทศกว่า 6 ล้านคน สร้างรายได้มหาศาล แต่หลังโควิด จำนวนลดลงอย่างมาก มาตรการเกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟู ในช่วงปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 20-30% ต่อเดือน และคาดว่าปีนี้จะถึงเป้าหมาย 10 ล้านคนจากจีน หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ อาจขยายไปสู่การยกเว้นวีซ่าทั่วไปในอนาคต

  • ดึงดูดกลุ่มทัวร์ขนาดเล็กเริ่มต้น 3 คน ทำให้เข้าถึงได้ง่าย
  • รองรับช่วงวันหยุดยาว สร้างกระแสท่องเที่ยวทันที
  • เสริมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การชำระเงินดิจิทัล สำหรับชาวจีน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะโซลและปูซาน

นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน K-pop และ K-drama ที่เป็นจุดขายหลักสำหรับชาวจีน ทำให้พวกเขาตื่นเต้นที่จะมาเยือนสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ดัง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยเศรษฐกิจ แต่ยังลดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศที่เคยมีปัญหาจากระบบ THAAD ในปี 2560 ซึ่งทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดฮวบ การยกเว้นวีซ่านี้จึงเป็นสัญญาณบวกสำหรับอนาคต หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ลองเช็คโปรโมชั่นทัวร์กลุ่มจากจีน หรือหากเป็นคนไทยที่สนใจ สามารถใช้โอกาสนี้เดินทางไปช่วงเดียวกันเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนได้

สุดท้าย เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการใช้การท่องเที่ยวเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธ์ หากมาตรการนี้สำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ที่มา – เกาหลีใต้ยกเว้นวีซ่ากลุ่มทัวร์จีนเข้าประเทศ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

ในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมาย ambitious ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเยือนประเทศเราให้ได้ 2 ล้านคนภายใน 4 เดือนข้างหน้า โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ริเริ่มนโยบายนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

การประชุมหารือเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเน้นย้ำถึงมาตรการเชิงรุกเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาเที่ยวไทย โดยมุ่งเป้าไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนในระยะเวลาเพียง 4 เดือน ความมั่นใจด้านความปลอดภัยและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน เป็นหัวใจสำคัญของแผนงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือเกี่ยวกับการบูรณาการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้การท่องเที่ยวราบรื่นยิ่งขึ้น

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวง นายพัฒน์พงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวง นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และพล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าการสร้างความเชื่อมั่นคือกุญแจสู่ความสำเร็จ

มาตรการสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

นายอรรถกร เผยถึงแผนการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนให้กลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด-19 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจเต็มที่ ในช่วงไฮซีซั่นและการแข่งขันซีเกมส์ที่จะมาถึง

  • ศูนย์รับแจ้งเหตุ 1155 ที่ทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือทันที
  • แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police รองรับ 8 ภาษา รวมถึงภาษาจีน อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลี และรัสเซีย มีฟังก์ชันแจ้งเหตุ สอบถามข้อมูล และปุ่ม SOS ที่เชื่อมต่อกับศูนย์ในทุกจังหวัด

นอกจากนี้ ตำรวจท่องเที่ยวยังเตรียมระบบ AI Detect สำหรับสแกนใบหน้า เพื่อเชื่อมโยงกับหมายจับจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเฝ้าระวังบุคคลเสี่ยงก่ออาชญากรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชน

ที่ประชุมยังกำชับให้จัดทำสถิติเปรียบเทียบอาชญากรรมต่อนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมประชาสัมพันธ์พื้นที่ปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ การบูรณาการนี้จะร่วมกับกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และ Tourist Assistance Center (TAC) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ 274 คน ครอบคลุม 79 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงไฮซีซั่น

นโยบาย “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน นี้ ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเยือน โดยเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือโอกาสทองสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่จะก้าวกระโดด หากทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ตั้งเป้า ดึงจีนเที่ยวไทย 2 ล้านคน ภายใน 4 เดือน

Scroll to top