นาซ่า

เผยอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า พูดไม่ได้

ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่าที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกับไมค์ ฟินเคอ นักบินอวกาศมากประสบการณ์ของนาซ่า เขาป่วยด้วยอาการพูดไม่ได้เฉียบพลัน จนทำให้ภารกิจต้องยุติก่อนกำหนด แม้แพทย์จะตรวจอย่างละเอียดแต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ เหตุการณ์นี้สร้างความฮือฮาเพราะเกิดขึ้นบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และส่งผลกระทบต่อทั้งทีม

อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า

อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่าของไมค์ ฟินเคอเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม ขณะที่เขากำลังรับประทานอาหารเพื่อเตรียมตัวสำหรับภารกิจเดินอวกาศ (spacewalk) ในวันรุ่งขึ้น ฟินเคอซึ่งมีประสบการณ์บินอวกาศมาแล้ว 4 ครั้ง เล่าว่าอาการนี้มาแบบไม่มีสัญญาณเตือน เขาจู่ๆ ก็พูดไม่ได้เลย โดยไม่มีอาการปวดหรืออาการอื่นร่วมด้วย ทำให้เพื่อนร่วมทีมตื่นตระหนกและรีบช่วยเหลือทันที

อาการดังกล่าวกินเวลาเพียง 20 นาที ก่อนที่ฟินเคอจะกลับมาพูดได้ปกติ และจนถึงตอนนี้ก็ไม่เคยเกิดซ้ำอีก แต่เหตุการณ์นี้ร้ายแรงพอที่จะยกเลิกภารกิจเดินอวกาศครั้งที่ 10 ของเขา ซึ่งเป็นครั้งแรกของเพื่อนร่วมทีมด้วย

สาเหตุของอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า ยังเป็นปริศนา

หลังเกิดเหตุ ทีมบน ISS ใช้เครื่องอัลตราซาวด์ตรวจเบื้องต้น และติดต่อแพทย์บนพื้นดินทันที ฟินเคอถูกส่งกลับโลกก่อนกำหนดด้วยยาน SpaceX Crew Dragon เมื่อ 15 มกราคม เร็วกว่ากำหนด 1 เดือน และเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลทันที แม้จะตรวจละเอียดหลายครั้ง NASA ก็ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจนของอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่านี้

นาซ่ากำลังทบทวนข้อมูลสุขภาพของนักบินอวกาศคนอื่นๆ เพื่อหาความเชื่อมโยง ฟินเคอยังปกปิดรายละเอียดเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวตามนโยบายนาซ่า

ประวัติและการตอบสนองของทีม

ไมค์ ฟินเคอ วัย 59 ปี เป็นอดีตนายทหารอากาศสหรัฐฯ และนักบินอวกาศรุ่นเก๋า เขาเคยปฏิบัติภารกิจบน ISS หลายครั้ง ภารกิจล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Polaris Dawn ซึ่งเป็นภารกิจเอกชนโดยจาเร็ด ไอแซคแมน ผู้ก่อตั้ง Shift4 Payments

  • วันที่ 7 ม.ค.: เกิดอาการพูดไม่ได้ขณะกินข้าว
  • เพื่อนร่วมทีม 6 คนช่วยเหลือทันที
  • ยกเลิก spacewalk ที่จะเกิดขึ้น
  • 4 ลูกเรือกลับโลกก่อนกำหนด
  • นาซ่าริวิวสุขภาพนักบินทั้งหมด

ฟินเคอรู้สึกผิดที่ทำให้ภารกิจล้ม แต่ได้รับกำลังใจจากทีม โดยไอแซคแมนบอกว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่เป็นเรื่องของอวกาศ” เขายังมองโลกในแง่ดี หวังกลับไปอวกาศอีก

ความเสี่ยงในอวกาศที่อาจเกี่ยวข้อง

แม้สาเหตุยังไม่แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าอาจเกิดจากปัจจัยในอวกาศ เช่น ผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงต่ำ (microgravity) ที่ส่งผลต่อระบบประสาท การเปลี่ยนแปลงความดันในหัว การแผ่รังสี หรือแม้กระทั่งความเครียดจากการเตรียมภารกิจ นักบินอวกาศต้องเผชิญความเสี่ยงเหล่านี้เสมอ ทำให้การแพทย์อวกาศเป็นเรื่องสำคัญ

เหตุการณ์นี้ถือเป็น “การอพยพทางการแพทย์จาก ISS ครั้งแรก” ของนาซ่า สร้างบทเรียนใหม่ให้กับภารกิจอนาคต เช่น Artemis หรือการตั้งฐานดวงจันทร์

ในมุมมองของเรา อาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่านี้เตือนใจว่าอวกาศยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่ร่างกายมนุษย์ยังปรับตัวไม่ทัน คุณคิดว่าสาเหตุจริงๆ คืออะไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอวกาศอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – เผยอาการป่วยนักบินอวกาศนาซ่า ที่ต้องยุติภารกิจก่อนกำหนด เหตุอยู่ดีๆ พูดไม่ได้ แพทย์ยังไม่พบสาเหตุ

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาในวงการอวกาศทั่วโลก ล่าสุด นาซ่าประกาศเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวด Artemis II จากเดิมวันที่ 6 มีนาคม 2026 ออกไปเป็นช่วงเดือนเมษายน 2026 เนื่องจากทีมวิศวกรตรวจพบความผิดปกติในระบบก๊าซฮีเลียม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมความดันและอุณหภูมิของเชื้อเพลิง

นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

นายแจเรด ไอแซคแมน ผู้บริหารระดับสูงของนาซ่า ได้แจ้งข่าวนี้เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยยอมรับว่าทุกคนรู้สึกผิดหวัง แต่ภารกิจยังคงเดินหน้าต่อไป นักอวกาศทั้ง 4 คนที่เตรียมพร้อมมานาน ได้ฝึกฝนอย่างหนักสำหรับการเดินทางรอบดวงจันทร์ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ภารกิจ Apollo สมัยก่อน

สาเหตุหลักของการเลื่อนภารกิจ Artemis II

ปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการทดสอบสุดท้ายที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกมีปัญหาการรั่วไหลของก๊าซไฮโดรเจนจากตัวกรอง ในวันพฤหัสบดี การทดสอบ “wet rehearsal” หรือการบรรจุเชื้อเพลิงเหลวดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่คืนวันศุกร์กลับพบความผิดปกติในระบบก๊าซฮีเลียม ทำให้ต้องหยุดชะงัก

  • ระบบก๊าซฮีเลียมผิดปกติ: ควบคุมความดันและอุณหภูมิเชื้อเพลิง
  • การทดสอบครั้งก่อน: รั่วไหลก๊าซไฮโดรเจน
  • ผลกระทบ: เลื่อนจากมีนาคมเป็นเมษายน 2026

แจเรด ไอแซคแมน เปรียบเทียบกับภารกิจ Gemini 8 ของนีล อาร์มสตรองในปี 1966 ที่ต้องยุติก่อนกำหนด แต่สุดท้ายประสบความสำเร็จใน Apollo 11 ปี 1969 เขาย้ำว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในภารกิจอวกาศ และทีมงานนาซ่าทุ่มเทอย่างมากเพื่อความสำเร็จของ Artemis II

ภารกิจ Artemis II คืออะไร และสำคัญอย่างไร

Artemis II จะส่งนักอวกาศ 4 คนโคจรรอบดวงจันทร์ โดยใช้จรวด SLS (Space Launch System) ขนาดยักษ์ พวกเขาจะได้ศึกษาพื้นผิวดวงจันทร์อย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญก่อน Artemis III ที่จะส่งมนุษย์ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งในปี 2028 โปรแกรม Artemis มีเป้าหมายสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับภารกิจไปดาวอังคารในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ชุดอวกาศรุ่นใหม่ ระบบช่วยชีวิตขั้นสูง และยาน Orion ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมอวกาศสุดขีด การเลื่อนครั้งนี้แม้จะน่าเสียดาย แต่ช่วยให้ทีมมีเวลาปรับปรุงความปลอดภัยให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาทางเทคนิคเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของเทคโนโลยีอวกาศ แต่ก็เป็นโอกาสในการเรียนรู้ นาซ่าเคยเผชิญอุปสรรคมากมายในอดีต แต่ทุกครั้งก็ก้าวข้ามได้สำเร็จ ลองนึกถึง Apollo 13 ที่เกือบล้มเหลวแต่รอดมาได้

สำหรับแฟนข่าวอวกาศ ภารกิจนี้ไม่เพียงนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่สนใจวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม

ติดตามความคืบหน้าของ นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค และข่าวอวกาศล่าสุดได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดทุกการอัปเดต!

ที่มา – นาซ่าเลื่อนภารกิจไปดวงจันทร์ หลังพบปัญหาทางเทคนิค

ครั้งแรก! ไทยส่ง “ผลึกเหลว” สู่ NASA สำเร็จ

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.02 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ แหลมคะเนอเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า (NASA) ได้จัดทำโครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) นำ “ผลึกเหลว” บรรจุในอุปกรณ์อวกาศ (เพย์โหลด) และบรรจุในยานอวกาศ Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ของบริษัท SpaceX มุ่งหน้าสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับ”ผลึกเหลว” ในสภาวะอวกาศ

โดย”ผลึกเหลว” ที่นำไปทดลองนั้น เป็นผลึกเหลวที่ใช้ในการผลิตหน้าจอ LCD ที่มีความเร็วสูง ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย และให้ความคมชัดที่ยอดเยี่ยม การปล่อยเพย์โหลดในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างราบรื่น

คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งนี้ ประกอบด้วย ดร. ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม, ศ.ดร.ครศร ศรีกุลนาถ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและความเป็นสากล, รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์, ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว., ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร ผู้อำนวยการ บพค., และ ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA โดยมี รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. เป็นหัวหน้าโครงการ TLC นอกจากนี้ Dr. Robyn Gatens – NASA ISS Director และ Mr. Robert Hampton – Director of Payload Operations จาก U.S. ISS National Lab ได้ร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จครั้งนี้ด้วย

ครั้งแรกของไทย! ส่ง “ผลึกเหลว” ทดลองในอวกาศ

รศ.ดร.ณัฐพร กล่าวถึงความรู้สึกว่า รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่ความพยายามกว่า 6 ปี ได้นำพาให้ทีมจากประเทศไทยได้รับการต้อนรับจากองค์กรอวกาศระดับโลก และได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ วินาทีที่จรวด Falcon 9 ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวดนั้น เป็นความรู้สึกที่ตื้นตันใจอย่างมาก เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่าตนเองและทีมงานได้ก้าวข้ามผ่านความยากลำบาก และได้ต่อสู้จนทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ณัฐพร กล่าวเพิ่มเติมว่า เพย์โหลด TLC จะทำการทดลองในอวกาศเป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมจำนวนชั่วโมงทำการทดลอง 144 ชั่วโมง โดยภารกิจการทดลองจะดำเนินการโดยนักบินอวกาศของ NASA ร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศไทย รวมถึงนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจะประจำการภาคพื้นดินที่ Payload Operation Control Center ของบริษัท Voyager Technologies ในเมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส และที่ ISS Microscope Control Center ของบริษัท BioServe Space Technologies ในเมือง Boulder มลรัฐโคโลราโด ทั้งสองบริษัทนี้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ NASA

รายละเอียดการทดลองผลึกเหลวในอวกาศ

หัวหน้าโครงการ TLC ได้กล่าวว่า การทดลอง”ผลึกเหลว” ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาตินั้น ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลัก คือ Control module และ Image module โดย Control module ทำหน้าที่ควบคุมการจ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำ และอากาศ ให้กับ Image module ซึ่ง Image module จะทำหน้าที่จ่ายสารผลึกเหลวให้กับเพลทที่ถูกเจาะรูสำหรับสร้างฟิล์มผลึกเหลว และลำเลียงไอน้ำและอากาศสำหรับการทดลอง

ระบบเพย์โหลดทั้งสองชิ้นส่วนนั้นถูกออกแบบมาให้ใช้ระบบไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงของสถานีอวกาศที่ความดันไฟฟ้า 28 โวลต์ ทั้งสองชิ้นส่วนได้รับการอนุญาตจาก NASA ให้ใช้กำลังไฟฟ้าจากสถานีอวกาศนานาชาติได้สูงสุด 120 Watts โดยมีการทดลองอย่างน้อย 48 เซสชั่น ซึ่งแต่ละเซสชั่นใช้เวลา 3 ชั่วโมง รวมเป็น 144 ชั่วโมงสำหรับการทดลอง ในระหว่างการทดลอง สามารถบันทึกผลการทดลองและออกคำสั่งต่างๆ จากสถานีควบคุมภาคพื้นดินไปยังสถานีอวกาศนานาชาติผ่านระบบเครือข่าย uplink และติดตามผลการทดลองผ่านระบบ downlink ได้ตลอดเวลา

ข้อมูลผลการทดลอง ซึ่งเป็นวิดีโอความละเอียดสูง จะถูกส่งกลับมาพร้อมกับ Hard Disk Drive SSD ขนาด 6 TB โดยเพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังโลกโดยเที่ยวบิน SpaceX-33 ในเดือนมกราคม 2569 พร้อมกับข้อมูลการทดลอง และจะถูกนำส่งมายังประเทศไทย เพื่อให้ทีมนักวิจัยและนิสิตนักศึกษาได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และต่อยอดองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ที่มา – ครั้งแรกของไทย ม.เกษตรศาสตร์ร่วมกับนาซ่า ส่ง “ผลึกเหลว” ขึ้นสู่อวกาศสำเร็จ

ม.เกษตร ส่งผลึกเหลวไทย ขึ้นอวกาศ 15 ก.ย.นี้

เตรียมเฮ! มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เตรียมส่งเพย์โหลดงานวิจัย “ผลึกเหลว” ของคนไทยไปอวกาศแล้ว! ภารกิจสำคัญนี้จะเกิดขึ้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ ร่วมกับองค์การนาซ่า (NASA) ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ไทย

ม.เกษตร เตรียมส่งผลึกเหลวไทย ขึ้นอวกาศ 15 ก.ย.นี้

รศ.ดร.ณัฐพร ฉัตรแถม จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง มก. และ NASA ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ตั้งแต่ปี 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของ “ผลึกเหลว” ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ด้วยการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนฯ (บพค.)

ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ มก. เป็นสถาบันแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ร่วมทำการวิจัย “ผลึกเหลว” บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยทีมวิจัยจาก มก. และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์อวกาศ (เพย์โหลด) ของโครงการ TLC ซึ่งผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจาก NASA ถึง 4 ครั้ง

เพย์โหลดนี้จะถูกบรรจุในยาน Cygnus เที่ยวบินที่ NG-23 ของบริษัท Northrop Grumman ภายใต้ภารกิจ Commercial Resupply Service Mission (CRS) ของ NASA โดยจะถูกส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวด Falcon 9 ของ SpaceX จากแหลมคานาเวอรัล มลรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.02 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทำไมต้องทดลองผลึกเหลวในอวกาศ?

รศ.ดร.ณัฐพร อธิบายว่า การทดลอง “ผลึกเหลว” ในอวกาศมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี Liquid Crystal Display (LCD) ให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้น LCD ถูกใช้ในหน้าจอมือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ อย่างแพร่หลาย ปัจจุบัน อุตสาหกรรม LCD มีมูลค่ามหาศาล และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

การทดลองในอวกาศจะช่วยลดผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ทำให้ลดจุดบกพร่องในผลึกเหลว ส่งผลให้ผลึกเหลวตอบสนองต่อสนามไฟฟ้าได้ดีขึ้น นำไปสู่การพัฒนาหน้าจอ LCD ที่มีความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และคมชัดยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ NASA ยังมีแผนนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในชุดนักบินอวกาศและพัฒนาเป็นกระจกอัจฉริยะสำหรับกระสวยอวกาศ

ภารกิจทดลองในอวกาศจะใช้เวลา 3 เดือน รวม 144 ชั่วโมง โดยนักบินอวกาศ NASA จะร่วมมือกับทีมนักวิจัยไทยและนิสิต มก. ที่ประจำการภาคพื้นดิน ณ เมืองฮูสตัน มลรัฐเท็กซัส หลังจากนั้น เพย์โหลด TLC จะถูกส่งกลับมายังโลกพร้อมข้อมูลการทดลอง เพื่อให้นักวิจัยไทยได้วิเคราะห์และต่อยอดต่อไป

การส่งเพย์โหลด “ผลึกเหลว” ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เป็นความสำเร็จของประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ หากคุณสนใจติดตามภารกิจนี้ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ SpaceX

ที่มา – ม.เกษตร เตรียมร่วมส่งเพย์โหลดงานวิจัย “ผลึกเหลว” ของคนไทย ไปอวกาศ 15 ก.ย.นี้

Scroll to top