นายกคนที่ 32

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ธงทองชี้! รัฐบาลใหม่ ก.ย. อยู่ 8-9 เดือน

อาจารย์ธงทองชี้! หากมีรัฐบาลใหม่เดือนกันยายน บนเงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน หากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu ว่า สมมติว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จบนเงื่อนไขว่าจะต้องยุบสภาหลังแถลงนโยบายแล้ว 4 เดือน โดยระบุเป็น 4 ข้อ

  1. กะประมาณว่า รัฐบาลใหม่จะเข้าแถลงนโยบายภายในเดือนกันยายน 2568
  2. บนข้อสันนิษฐานเช่นนั้น เวลา 4 เดือน ถ้าเริ่มนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จะครบกำหนดที่สิ้นเดือนมกราคม 2569
  3. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งเพราะเหตุยุบสภา จะต้องมีในกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกายุบสภาใช้บังคับ หมายความว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน 2569
  4. เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว กว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าที่จะมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จากประสบการณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2566 ต้องใช้เวลาช่วงนี้อีก 2 เดือน สมมติว่านับปฏิทินตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2569 รัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้ารับหน้าที่ได้ต้นเดือนมิถุนายน 2569

“รัฐบาลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ จึงจะอยู่ในหน้าที่ไปเป็นเวลาประมาณ 8-9 เดือน ถ้าไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนให้เวลายาวนานไปกว่านี้”

ธงทองชี้ หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การคาดการณ์เกี่ยวกับระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิงตามเงื่อนไขและกรอบเวลาที่อาจเกิดขึ้นได้จริง

การวิเคราะห์ของคุณธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศประมาณ 8-9 เดือน หากเป็นไปตามเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังการเข้ารับตำแหน่ง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่จำกัดเช่นนี้ รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่

ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การเจรจาต่อรองและการจัดตั้งรัฐบาล: กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ หากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญ
  • การบริหารจัดการภายในพรรคร่วมรัฐบาล: ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  • ปัจจัยภายนอก: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาล

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การคาดการณ์ของคุณธงทองที่ชี้ว่า หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือนนั้น เป็นเพียงหนึ่งในสถานการณ์ที่เป็นไปได้เท่านั้น

การที่รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะอยู่ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด คาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้างในระยะเวลาอันสั้นนี้ และประชาชนควรตั้งความหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้อย่างไร?

ที่มา – “ธงทอง” ชี้หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” คาด ประชุม สส. พรรคประชาชน วันนี้ ยังไม่ได้สรุปโหวตใครนั่งนายกฯ มอง ยุบสภาหรือไม่ ต้องถามเพื่อไทย ชี้ การเมืองชะงักไม่ได้ ย้ำ รับฟังทุกความเห็น

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคประชาชน นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. กันวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าจะให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้ต้องรับฟังความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช่แค่รับฟังความคิดเห็นของ สส. แต่รวมถึงคณะทำงานของพรรคที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ ด้วยเช่นกัน รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อดูว่าข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ว่าสามารถตัดสินใจเลือกได้เลยหรือไม่ เพราะมีการเอา MOU มากางให้ดูไปแล้ว ว่าพรรคที่อยากจะเดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคิดอย่างไรบ้าง ซึ่งยังไม่แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบภายในวันนี้หรือไม่ แต่คิดว่าในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ เราพยายามจะหาคำตอบให้เป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจของประชาชน และให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่บอกว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตใครเลย และพรรคเพื่อไทยจะยุบสภานั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยต้องเป็นคนตอบ ในส่วนของเราเตรียมไว้ทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองขนาดนี้หยุดชะงักไม่ได้ ทั้งเรื่องปากท้อง และสถานการณ์ชายแดน ในส่วนของเราจะตัดสินใจ โดยนำทีโออาร์ และประเทศชาติเป็นตัวตั้ง และต้องยอมรับว่าขณะนี้ยังให้คำตอบใดๆ ไม่ได้ เพราะต้องรอฟังเสียง สส. ต่อให้ได้มากที่สุด

ส่วนกรณีคนที่มายื่นหนังสือเราก็รับฟังทั้งหมด และมีความเห็นที่หลากหลาย ในด้านหนึ่งก็มีคนมองว่าเราควรนำรัฐบาลเองหรือไม่ แต่เรายืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่จัดตั้งรัฐบาลเพราะเราไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารับฟังทุกเสียงและเชื่อว่า สส. ที่จะมาร่วมประชุมก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนเสียงประชาชนที่ได้ไปรับฟังในพื้นที่

เมื่อถามว่ามองอย่างไรหากพรรคตัดสินใจไม่เลือกโหวตใครเป็นนายกรัฐมนตรี นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ข้อนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เรารับฟัง ส่วนตัวตอบไม่ได้ ต้องใช้ระบบจัดการของพรรค เพื่อรับฟังความเห็น ท้ายที่สุดจะออกมาอย่างไร พรรคจะมีการแถลงเอง ซึ่งใน 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราประกาศมาโดยตลอดว่าอยากให้มีการยุบสภา และเตรียมตัวเลือกตั้ง เราพร้อมตลอด

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันนี้ยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าจะไปทางใดทางหนึ่ง ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการประเมินคาดเดากันไปต่างๆ ในส่วนของพรรคยังไม่มีคำตอบว่าไปในทิศทางใด และสัปดาห์นี้จะมีการนัดประชุมสภาพิเศษไปแล้ว แต่กรณีถ้ามีเหตุจำเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะสามารถชิงธงนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็สามารถเปลี่ยนวาระการประชุมได้ ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภา และเชื่อว่าประธานสภาจะฟังเสียงสมาชิกส่วนมาก

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ถัดไปมีไทม์ไลน์ทางการเมืองตลอด ทั้งวันที่ 9 กันยายน และวันที่ 10 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะให้ทำประชามติกี่ครั้ง เราต้องคิดบนพื้นฐานนี้ด้วย เข้าใจว่าวันนี้จะได้คำตอบหรือไม่ สุดท้ายก็จะมีการสื่อสารกัน และในวันพรุ่งนี้ยังมีการประชุม ส.ส. ตามปกติ

สำหรับพรรคประชาชนมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญเป็นโจทย์การเมืองใหญ่ เพราะเป็นการวางรากฐานโครงสร้างทั้งหมด ถ้าพรรคใดรับเงื่อนไขนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา

ส่วนรักษาการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาหรือไม่ นายณัฐวุฒิ มองว่า ตนไม่รู้จะเชื่อใคร ว่ากูรูทางกฎหมายก็เรื่องหนึ่ง ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ ตนคิดว่า รักษาการนายกฯ ก็มีอำนาจที่จะตัดสินใจ แต่จะถูกหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง การที่ 2 พรรคใหญ่ ซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาพูดคุยกับเรา ก็ทำให้ทราบว่าเขารับเงื่อนไขเราได้มากแค่ไหน

ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ

ทำไมนายณัฐวุฒิคาดการณ์ว่า ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ?

จากบทสัมภาษณ์ของนายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนนัดประชุม สส. ในวันนี้ เพื่อพิจารณาการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สส. คณะทำงานของพรรคในจังหวัดต่างๆ รวมถึงสมาชิกพรรค เพื่อพิจารณาข้อมูลที่มีอยู่และทำการตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยมีการนำ MOU มากางให้ดู เพื่อพิจารณาแนวทางการทำงานของพรรคที่ต้องการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าพรรคประชาชนอาจจะไม่โหวตให้ใครเลย และพรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภา โดยย้ำว่าพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ที่ต้องตอบคำถามนี้ แต่พรรคประชาชนก็เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ สิ่งสำคัญคือการเมืองไม่สามารถหยุดชะงักได้ และการตัดสินใจของพรรคจะต้องนำเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นตัวตั้ง

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นโจทย์การเมืองที่สำคัญ และพรรคใดที่ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาของพรรคประชาชน

โดยสรุปแล้ว ณัฐวุฒิคาด ปชช.วันนี้ ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ เนื่องจากต้องการพิจารณาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจของพรรคเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคประชาชนก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อนำพาประเทศชาติไปข้างหน้า

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน เราต้องรอติดตามผลการประชุมและการแถลงการณ์ของพรรคต่อไป

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” คาดวันนี้ ปชน. ยังไม่ได้ข้อสรุปโหวตนายกฯ ให้พรรคไหน เหตุต้องฟังทุกความเห็น

“วันนอร์” ประเมิน สภาโหวตนายกฯ 4-5 ก.ย.นี้

“วันนอร์” ประเมินความเป็นไปได้ สภาเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 วันที่ 4-5 ก.ย. เผยขั้นตอนหากเสนอชื่อ 2 คน ต้องขานชื่อลงคะแนนแบบเปิดเผย ด้านเลขาธิการสภาฯ สั่งสแตนด์บายวันโหวตนายกฯ 4 วัน

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการ สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 ว่า มอบให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวกลางรับเรื่องจากพรรคการเมืองที่มีความพร้อมเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อพิจารณาตามข่าวที่ว่า พรรคประชาชนจะประชุมตัดสินใจในวันนี้ จึงคิดว่าวันที่ 3 กันยายน 2568 ไม่น่าจะทัน เนื่องจากหากจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีต้องแจ้ง สส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดังนั้น จะเหลือวันที่ 4 และ 5 กันยายน 2568 ที่เป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อไปว่า สภาฯ ก็พร้อมเพราะนัดหมายประชุมไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 3-5 กันยายน 2568 แต่เมื่อบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วนต้องขอเสียงจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาอยู่ดี อยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จโดยเร็ว ไม่ให้ประเทศเว้นว่างไม่มีนายกรัฐมนตรีนาน เพราะมีผลต่อความเชื่อมั่นประเทศ แต่หากเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีมากกว่า 2 คน ก็ต้องดำเนินการตามระเบียบวาระ โดยการขานชื่อแบบเปิดเผย

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใดติดต่อประสานแจ้งเพิ่มระเบียบวาระเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ประธานสภาฯ สั่งให้สแตนด์บายไว้ 4 วันคือ 3-5 กันยายน และ 10 กันยายน 2568

“วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

ความเป็นไปได้ในการ สภาโหวตนายกฯ

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การ สภาโหวตนายกฯ ในวันที่ 4-5 กันยายนนี้ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้เลขาธิการสภาเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมแล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดวันโหวตที่แน่นอน คือ ความพร้อมของพรรคการเมืองในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

หากพรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ทันตามกรอบเวลาที่วางไว้ การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็สามารถเกิดขึ้นได้ในวันที่ 4 หรือ 5 กันยายน แต่หากมีความล่าช้าเกิดขึ้น อาจจะต้องมีการเลื่อนวันโหวตออกไป

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนตัดสินใจเสนอชื่อ การแข่งขันในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีก็จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ จำนวนผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นอีกปัจจัยที่น่าสนใจ หากมีผู้ถูกเสนอชื่อมากกว่าสองคน จะต้องดำเนินการลงคะแนนโดยการขานชื่อแบบเปิดเผย ซึ่งจะส่งผลต่อบรรยากาศในการประชุมและผลการลงคะแนนอย่างแน่นอน

การที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน การ สภาโหวตนายกฯ ที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ไม่ว่าผลการโหวตจะเป็นอย่างไร หวังว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้

ที่มา – “วันนอร์” ประเมิน 4-5 ก.ย. สภาโหวตนายกฯ คนที่ 32 หากเสนอ 2 คน ขานชื่อลงคะแนน

อรรถกรย้ำ! โหวตหนุน อนุทิน เป็นนายกฯ คนที่ 32

“อรรถกร” ย้ำ มติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ว่า เท่าที่ดูสมาชิกพรรคก็ยังยืนยันว่ายึดมติเดิม ซึ่งหากมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะต้องมีการเรียกประชุมพรรคกันอีกครั้ง แต่ตอนนี้ยังเป็นไปตามมติเดิม

ส่วนคำถามว่าจะเกิดปัญหาเรื่องรัฐบาลเสียงข้างน้อยในอนาคตหรือไม่ นายอรรถกรตอบว่า ตนทำตามเสียงส่วนใหญ่ของพรรค ส่วนเรื่องรวมเสียงได้เท่าไหร่คงขึ้นอยู่กับผู้บริหารพรรคแต่ละพรรค ขณะที่การเลือกนายกรัฐมนตรีจะจบเมื่อไหร่นั้นต้องถามทางสภาฯ เพราะจะได้นายกรัฐมนตรีก็ต้องมาจากสภาฯ เรายึดมั่นระบบนั้น

ผู้สื่อข่าวถามต่อ คณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) จะหารือเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 กันยายน 2568 เลยหรือไม่ นายอรรถกรระบุว่า ตนไม่ได้เป็นวิป ต้องขอโทษด้วยเพราะอาจจะตอบแทนวิปไม่ได้.

“อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ

ล่าสุด นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่ามติของพรรคยังคงเหมือนเดิม และยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

ทำไมพรรคกล้าธรรมถึงสนับสนุนอนุทิน?

แม้ว่านายอรรถกรจะไม่ได้ลงรายละเอียดถึงเหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุนนายอนุทินอย่างชัดเจน แต่การที่พรรคกล้าธรรมยังคงยึดมั่นในมติเดิมแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ว่าจะสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่เหมาะสมได้

การยืนยันจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต เพราะเสียงสนับสนุนจากพรรคต่างๆ มีผลต่อการตัดสินใจของ ส.ส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นายอรรถกรได้กล่าวว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะมีการเรียกประชุมพรรคเพื่อหารือกันอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการปรับตัวของพรรคกล้าธรรมต่อสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เราสามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเรา

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ที่กำลังจะเกิดขึ้น มติของพรรคกล้าธรรมที่ยังคงสนับสนุน “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่สุดท้ายแล้วผลการโหวตจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูกันต่อไป

การเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน การตัดสินใจของนักการเมืองล้วนมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ดังนั้นการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – “อรรถกร” ย้ำมติพรรคกล้าธรรมยังเหมือนเดิม โหวตหนุน “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32

จับตา! ประชุม สส. พรรคประชาชน ลุ้นโหวตนายกฯ

จับตาพรรคประชาชน: ตัวแปรสำคัญในการโหวตนายกฯ บ่ายนี้ สส. พรรคประชาชน ประชุม ลุ้นมติยกมือโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้ “พรรคเพื่อไทย” หรือ “พรรคภูมิใจไทย” สถานการณ์การเมืองเข้มข้น ทุกฝ่ายจับตาการตัดสินใจของพรรคประชาชน

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้กำลังเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6:3 ให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ทำให้ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมไปในทันที โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ทำให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นไปทั้งคณะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในระหว่างการต้องฟอร์มรัฐบาลขึ้นใหม่ ปรากฏว่าไม่ได้มีเพียงพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเดิม ที่จะเสนอ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย ลงชิงเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีคนที่ 32” เท่านั้น แต่การเมืองขณะนี้ร้อนแรงและน่าจับตาขึ้น เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศท้าชิงจัดตั้งรัฐบาล และย้ำว่าพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เดินสายทาบทามขอเสียงโหวตหนุน ยินดีตอบรับข้อเสนอของพรรคประชาชนที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎรอยู่ถึง 143 เสียง ว่าพร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งในเวลาต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันเช่นกันว่ายินดีรับข้อเสนอของพรรคประชาชนเช่นกัน

ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้หารือกับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้ว โดยนายอนุทิน เดิมเกมเร็วมาพบตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2568 หลังจากที่ทราบผลศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนพรรคเพื่อไทยเดินทางมาพบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม วันนี้เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พรรคประชาชนจะมีการประชุม สส. ที่อาคารอนาคตใหม่ ซอยรามคำแหง 42 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจ กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีตามเงื่อนไขที่พรรคเสนอ ต้องจับตาว่ามติที่ประชุมพรรคประชาชนจะโหวตให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง หรือจะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย

จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

การประชุม สส. พรรคประชาชนในวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง มติของพรรคจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกฯ

  • ข้อเสนอของแต่ละพรรค: พรรคประชาชนจะพิจารณาข้อเสนอและนโยบายของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย เพื่อประเมินว่าพรรคใดสามารถตอบสนองความต้องการและประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุด
  • ความชอบธรรมและธรรมาภิบาล: พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับความชอบธรรมและธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ พรรคที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีนโยบายที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวม
  • เสถียรภาพทางการเมือง: พรรคประชาชนจะพิจารณาถึงศักยภาพในการจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะสามารถผลักดันนโยบายและแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย ในบ่ายวันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ว่าทิศทางการเมืองไทยจะเป็นไปในทิศทางใด มาร่วมกันติดตามและเฝ้ารอผลการตัดสินใจของพรรคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการกำหนดอนาคตของประเทศชาติ การเลือกครั้งนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – จับตาบ่ายนี้ พรรคประชาชนประชุม สส. ลุ้นมติหนุนโหวตนายกฯ เพื่อไทยหรือภูมิใจไทย

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

“พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ท่ามกลางสถานการณ์การเจรจาขอเสียงโหวตนายกฯ ที่กำลังเข้มข้น “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ส่งกำลังใจให้พรรคประชาชน และ “หัวหน้าเท้ง” หรือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความให้กำลังใจลงในโซเชียลมีเดีย โดยแท็กไปที่เพจพรรคประชาชน และไอจีส่วนตัวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ หัวหน้าเท้ง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย นำโดย นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสรวงศ์ เทียนทอง, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, น.ส.จิราพร สินธุไพร, นายชูศักดิ์ ศิรินิล พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค ได้แก่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ), นายเดชอิศม์ ขาวทอง (พรรคประชาธิปัตย์), นายชัยชนะ เดชเดโช (พรรคประชาธิปัตย์) และนายประภัตร โพธสุธน (พรรคชาติไทยพัฒนา) เดินทางมาที่ทำการพรรคประชาชน เพื่อหารือเกี่ยวกับการขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล

โดยทางฝั่งพรรคประชาชนมี นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค, นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค เข้าร่วมหารือ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค ได้เดินทางมาเจรจากับพรรคประชาชน เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน สถานการณ์การเมืองจึงมีความน่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“พิธา” ให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”

พรรคประชาชนกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจครั้งสำคัญ โดยในวันที่ 1 กันยายน เวลา 13.00 น. นายณัฐพงษ์ ได้เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค รวมถึง สส. เพื่อหารือถึงแนวทางการลงมติ นอกจากนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจร่วมด้วย การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้

ทำไม “พิธา” ถึงให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน”?

การที่ “พิธา” ออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” อาจเป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลและพรรคการเมือง แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความเปลี่ยนแปลงไป แต่การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความหวังว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

  • พรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไรในการโหวตนายกฯ?
  • การตัดสินใจของพรรคจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่หรือไม่?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการตัดสินใจของพรรคอย่างไร?

ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจ และรอคอยคำตอบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การออกมาให้กำลังใจ “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ของ “พิธา” ครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆ ที่ส่องให้เห็นถึงความหวังและความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์การเมืองที่ดีขึ้น

ติดตามข่าวสารและผลการตัดสินใจของพรรคประชาชนได้ในวันที่ 1 กันยายนนี้ มาร่วมกันจับตาดูว่าการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

ที่มา – “พิธา” แท็ก “หัวหน้าเท้ง-พรรคประชาชน” ให้กำลังใจ ช่วงดีลขอเสียงโหวตนายกฯ

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

“อรรถกร” พร้อม “ปกรณ์” สส.กล้าธรรม ลุย จ.แม่ฮ่องสอน ดูความเสียหายน้ำท่วมจากพายุคาจิกิ ประสานเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย-พื้นที่เกษตร ย้ำ ยังทำหน้าที่ รมว.เกษตรฯ สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำหน่วยงานในสังกัด อาทิ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม (กธ.) ตรวจสอบความเสียหายจากเหตุอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างหนัก โดยมีการประชุมติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ เหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม รับฟังปัญหาอุปสรรค และหารือแนวทางแก้ไข ณ สถานีพัฒนาที่ดินแม่ฮ่องสอน ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย

นายอรรถกร ได้พูดคุยและให้กำลังใจกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่จำนวนมาก พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงได้กำชับทุกภาคส่วนของกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ขอให้เร่งบูรณะซ่อมแซมและทำความสะอาดบ้านเรือนของประชาชนให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างเร็วที่สุด พร้อมประสานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอยาสามัญประจำบ้านให้ส่งด่วนมาตามที่ประชาชนในพื้นที่ร้องขอด้วย ส่วนความเสียหายของโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง จะประสานกับ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดย นางนฤมล พร้อมที่จะช่วยกันทำงานแน่นอน แต่ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งตรวจสอบพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย และหามาตรการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างเร่งด่วน

“สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ถือเป็นเรื่องของอนาคต แต่วันนี้ผมยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งชัดเจนมาตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ว่า เราทำงานทุกวัน และเมื่อ สส.ปกรณ์ ประสานมาว่าชาวบ้านในพื้นที่ประสบอุทกภัยได้รับความเดือดร้อน จึงไม่สามารถรอได้ ทั้งนี้ ผมเชื่อว่า ไม่ว่าจากนี้ผมจะอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่คนใหม่ก็จะดูแลพี่น้องประชาชนแบบนี้เช่นกัน”

ทางด้าน นายปกรณ์ กล่าวว่า อุทกภัยครั้งนี้ทำให้บ้านเรือนประชาชนและพื้นที่การเกษตรจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านมาอยู่ในที่พักพิงชั่วคราว ตนในฐานะ สส.แม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่มาตลอดตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุเพื่อช่วยประสานงานและเร่งให้ความช่วยเหลือ

“ผมต้องขอขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ที่ลงมาดูแลชาวบ้านอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องเครื่องอุปโภคบริโภค การตั้งโรงครัว ขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน โรงเรียน และพื้นที่เกษตร เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมขอย้ำว่าจะเร่งประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด” กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้พี่น้องชาวแม่ฮ่องสอนมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตนจะติดตามและผลักดันจนกว่าความเดือดร้อนจะคลี่คลาย และมั่นใจว่า พวกเราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ พร้อมด้วย นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดเเม่ฮ่องสอน เพื่อดูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ โดยได้มีการเร่งประสานงานเพื่อเยียวยาผู้ประสบภัยเเละฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย

สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต เเต่ปัจจุบันต้องทำหน้าที่

นายอรรถกรยังย้ำว่า สถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต เเต่ในปัจจุบันยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ ผู้ที่จะมารับหน้าที่ต่อจากตนก็จะดูเเลประชาชนอย่างเต็มความสามารถเช่นกัน

นายปกรณ์ สส.แม่ฮ่องสอน ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรเเละสหกรณ์ รวมถึงมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เเละให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าจะเร่งผลักดันให้ความช่วยเหลือเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วที่สุด

อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่เเละทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก การเยียวยาเเละฟื้นฟูจึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต เป็นการตอกย้ำว่าการทำงานเพื่อประชาชนสำคัญกว่าเรื่องการเมือง

เหตุการณ์ อรรถกร ดูน้ำท่วม ย้ำการเมืองเป็นเรื่องอนาคต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่การดูแลประชาชนคือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ

ที่มา – “อรรถกร” ควง สส.กล้าธรรม ดูความเสียหายน้ำท่วม ย้ำสถานการณ์การเมืองเป็นเรื่องอนาคต

Scroll to top